Google เพิ่มอัปเดตฟีเจอร์ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน Android อีก 6 ฟีเจอร์

ทาง Google ได้ประกาศเพิ่มฟีเจอร์ใหม่บน Android (และ Android Auto) อีก 6 ฟีเจอร์ โดยคาดว่ามันน่าจะช่วยให้อำนวยสะดวกในการใช้งานให้กับผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น ดังนี้

1. Password Checkup

ปกติแล้วผู้ใช้จะสามารถกดบันทึกรหัสผ่าน (Save Password) ให้มีการเข้าให้งานแบบ Autofill Password ได้ เพื่อป้องกันปัญหาการลืมรหัสผ่าน และจากจำนวนผู้ใช้ที่ใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวเป็นจำนวนมากก็ทำให้ทางบริษัทตัดสินใจเพิ่มอัปเกรดความปลอดภัยโดยเพิ่ม Password Checkup ขึ้นมาบนอุปกรณ์ที่ใช้งานระบบ Android 9 (Pie) ขึ้นไป ซึ่งเมื่อผู้ใช้ล็อกอินด้วย Autofill มันก็จะตรวจเช็คความปลอดภัยในการใช้งานรหัสผ่านของเราและแจ้งให้ทราบหากรหัสผ่านที่ใช้มีความปลอดภัยต่ำ (คล้ายการทำงานบน Browser)

Google เพิ่มอัปเดตฟีเจอร์ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน Android อีก 6 ฟีเจอร์


ภาพจาก : https://blog.google/products/android/new-features-spring-2021/

2. Google Assistant

สำหรับ Google Assistant เองก็ได้มีการเพิ่มคำสั่งให้ผู้ใช้สามารถ สั่งการขณะล็อกหน้าจอ ได้ทั้งการส่งข้อความหรือโทรออกหาผู้อื่น ทำให้สามารถทำงานอย่างอื่นได้ไปพร้อม ๆ กับการพูดคุยและติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น รวมทั้งยังสามารถสั่งงานให้ตั้งนาฬิกาหรือเปิดเพลงในขณะล็อกหน้าจอได้อีกด้วย

Google เพิ่มอัปเดตฟีเจอร์ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน Android อีก 6 ฟีเจอร์


ภาพจาก : https://blog.google/products/android/new-features-spring-2021/

3. Google Maps

ส่วนบนแอปพลิเคชัน Google Maps เองก็สามารถเปิดใช้งาน Dark Mode ได้อย่างเป็นทางการแล้วในเร็ว ๆ นี้ หลังจากเปิดให้ทดลองใช้งานกับผู้ใช้บางส่วนไปในช่วงเดือน กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ใช้จะสามารถเปิดการใช้งานได้ที่ Setting > Theme แล้วเลือกการแสดงผลเป็น Dark Mode (หรือ Light Mode) ได้ตามต้องการ

Google เพิ่มอัปเดตฟีเจอร์ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน Android อีก 6 ฟีเจอร์


ภาพจาก : https://blog.google/products/android/new-features-spring-2021/

4. Schedule Messages

ผู้ใช้ Android 7 (Nougat) ขึ้นไป จะสามารถตั้งเวลาในการส่งข้อความได้แล้ว โดยฟีเจอร์นี้จะสามารถใช้งานบนแอปพลิเคชัน Google Messages ได้เท่านั้น ส่วนการส่งข้อความผ่านกล่องข้อความ (Messages) ที่เชื่อมกับเบอร์โทรศัพท์นั้นยังไม่รองรับการใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวแต่อย่างใด

5. TalkBack

เปิดใช้แอปพลิเคชันและสั่งงานฟีเจอร์ต่าง ๆ แบบไม่ต้องมองจอด้วยฟีเจอร์ TalkBack บน Android Accessibility โดยมันจะทำการ “อ่านออกเสียง” คำสั่งและการใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ออกมาให้ผู้ใช้ทำการปัดหรือสัมผัสหน้าจอเพื่อสั่งงานฟีเจอร์ต่าง ๆ (ในตอนแรกแอปพลิเคชันนี้ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกผู้มีปัญหาทางด้านสายตาโดยเฉพาะ แต่ผู้ใช้คนอื่น ๆ เองก็สามารถใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ภายในแอปพลิเคชันนี้ได้ด้วยเช่นกัน)

6. Android Auto

สำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ Android เข้ากับการใช้งานบนรถผ่าน Android Auto ก็ได้เพิ่มการเลือก Wallpaper บนหน้าจอและ “เกม” เข้ามาเพื่อช่วยคลายง่วงให้กับผู้ใช้ โดยผู้ใช้จะสามารถสั่งงานการเล่นเกมต่าง ๆ ผ่าน Google Assistant ที่เชื่อมต่อกับ Android Auto ได้เลย (รองรับการทำงานบน Android 6 (Marshmellow) ขึ้นไป)

Google เพิ่มอัปเดตฟีเจอร์ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน Android อีก 6 ฟีเจอร์


ภาพจาก : https://blog.google/products/android/new-features-spring-2021/
ที่มา : www.gsmarena.com , techcrunch.com , blog.google

ตรวจพบ Malware “Silver Sparrow” ระบาดบนอุปกรณ์ Mac เกือบ 30,000 เครื่องทั่วโลก !

ก่อนหน้านี้ Apple มักจะชูจุดขายของอุปกรณ์ Mac ในรุ่นต่าง ๆ ว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่ “ปลอดไวรัส” และสามารถใช้งานได้อย่างไร้กังวล แต่ล่าสุดได้มีการตรวจพบว่ามี Malware แพร่ระบาดในอุปกรณ์ Mac ทั้งในรุ่นที่ใช้งานชิปเซ็ตของ Intel และ Apple Silicon (M1) ! 

โดยนักวิจัยของทาง Malwarebytes และ Red Canary ได้เป็นผู้ตรวจพบและยืนยันการแพร่ระบาดของ Malware ชนิดนี้และได้เรียกพวกมันว่า Silver Sparrow โดยระบุว่ามันได้มีการระบาดบนอุปกรณ์ Mac เป็นจำนวนราวเกือบ 30,000 เครื่องใน 153 ประเทศทั่วโลก (พบการระบาดมากในแถบสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และฝรั่งเศส) นอกจากนี้ดูเหมือนว่าพวกมันจะมีระบบทำลายตัวเองที่สามารถลบร่องรอยต่าง ๆ ออกไปได้อีกด้วย

ซึ่งจากที่ทาง Malwarebytes ได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่า Silver Sparrow นี้ได้ใช้การกระจายตัวและการระบาดผ่าน โฆษณาการดาวน์โหลด/อัปเดตแอปพลิเคชันต่าง ๆ บนอุปกรณ์ Mac นั่นเอง

ตรวจพบ Malware
ตรวจพบ Malware
ตรวจพบ Malware

ตัวอย่างการโฆษณาดาวน์โหลดของ Adobe Flash Player
ภาพจาก : https://blog.confiant.com/confiant-malwarebytes-uncover-steganography-based-ad-payload-that-drops-shlayer-trojan-on-mac-cd31e885c202

และยังพบอีกว่า Malware ตัวนี้ได้มีการพัฒนาขึ้นมาถึง 2 เวอร์ชัน ด้วยกัน ทั้งเวอร์ชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อโจมตีเครื่องที่ใช้งานชิปเซ็ต Intel (updater.pkg) และเวอร์ชันที่โจมตีเครื่องที่ใช้งานชิปเซ็ต M1 (update.pkg)

ตรวจพบ Malware "Silver Sparrow" ระบาดบนอุปกรณ์ Mac เกือบ 30,000 เครื่องทั่วโลก !


ภาพจาก : https://arstechnica.com/information-technology/2021/02/new-malware-found-on-30000-macs-has-security-pros-stumped/

อย่างไรก็ตาม จากที่ตรวจพบก็ ยังไม่พบความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากการระบาดของ Silver Sparrow แต่อย่างใด และทาง Apple เองก็ได้ปิดกั้น Binary ดังกล่าวเพื่อป้องกันการดาวน์โหลด Malware ตัวนี้ลงเครื่องของผู้ใช้แล้วเป็นที่เรียบร้อย และถึงแม้ว่าทาง Apple จะดำเนินการแก้ไขปัญหานี้แล้วแต่การที่เปิดตัว Apple Silicon ไปไม่ถึงปีก็มี Malware ระบาดแล้วก็ทำให้ผู้ใช้หลาย ๆ คนเริ่มตั้งคำถามถึงเรื่อง “ความปลอดภัยในการใช้งาน” อุปกรณ์ต่าง ๆ ของ Apple เพิ่มขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว
ที่มา : www.theverge.com , mashable.com , arstechnica.com , blog.confiant.com

เปิดตัว Mi 11 สุดยอดสมาร์ทโฟนเรือธงแห่งการสร้างวิดีโอ พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษ!

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว! Mi 11 สมาร์ทโฟนเรือธงที่มาในสโลแกน “Movie Magic” เน้นการถ่ายวิดีโอระดับสุดยอด พร้อมฟีเจอร์ระดับสูงในราคาที่คุณต้องทึ่ง! พร้อมโปรโมชันพิเศษเฉพาะแฟนพันธุ์แท้เท่านั้น!

เปิดตัว Mi 11 สุดยอดสมาร์ทโฟนเรือธงแห่งการสร้างวิดีโอ พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษ!


เริ่มงานเปิดตัวด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ จาก Xiaomi ซึ่งบางฟีเจอร์ถูกนำไปใส่ในสมาร์ทโฟนรุ่นก่อน ๆ อย่าง Mi 10T, Mi 10T Pro ฯลฯ ซึ่งมีทั้งหน้าจอ AdaptiveSync 144 Hz, กล้องหน้าแบบซ่อนใต้หน้าจอ (Under display camera), กล้องพร้อมกลไกกันสั่น Telescopic Camera, ระบบชาร์จเร็ว 120 W และชาร์จไร้สาย 80W ที่เร็วที่สุดในโลก รวมถึง Mi MIX Alpha ต้นตำรับสมาร์ทโฟนจอพับ Surround Display

จากนั้นก็เป็นการเปิดตัว Mi 11 อย่างเป็นทางการ มีให้เลือก 2 สี 2 สไตล์ แต่ฟีเจอร์ทั้งหมดนั้นถือว่าอยู่ในระดับสูง ทั้งเรื่องของหน้าจอ ชิปเซ็ต เทคโนโลยีกล้องและวิดีโอ แบตเตอรี่พร้อมระบบชาร์จเร็ว
สเปก Mi 11
164.3 x 74.6 x 8.1 มิลลิเมตร, น้ำหนัก 196 กรัม
หน้าจอ AdaptiveSync อัตรารีเฟรชเรต 120 Hz สามารถปรับรีเฟรชเรตได้อัตโนมัติตามเนื้อหาที่กำลังใช้งาน

  • ชิปเซ็ต Snapdragon 888 5G 5 นาโนเมตร
  • RAM 8 GB, ความจุ 128 GB และ 256 GB
  • กล้องหลัง 3 เลนส์ ประกอบด้วย
    • เลนส์ Wide ความละเอียดสูง 108 ล้านพิกเซล
    • เลนส์ Ultrawide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล
    • เลนส์ Telemacro 5 ล้านพิกเซล สามารถซูมเข้าใกล้ได้เพิ่มเติม เห็นรายละเอียดชัดเจน
      กล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล
      รองรับการถ่ายวิดีโอสูงสุด 8K 30fps
      One Click AI Cinema รองรับเอฟเฟคต์วิดีโอหลากหลายรูปแบบ
      Cinematic Video Filter สร้างโทนสีแบบใหม่ให้วิดีโอ
      Ultra Night Video สำหรับถ่ายวิดีโอในยามค่ำคืน
      Video Mode Night เหมาะแก่การถ่ายวิดีโอในที่แสงน้อย
      แบตเตอรี่ความจุ 4,600 mAh รองรับการชาร์จเร็ว 55 W GaN พร้อมอะแดปเตอร์ชาร์จแถมในกล่อง
      มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเทา Midnight Grey และสีฟ้า Horizon Blue
เปิดตัว Mi 11 สุดยอดสมาร์ทโฟนเรือธงแห่งการสร้างวิดีโอ พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษ!


Microsoft ออกมาประกาศว่าจะลบ Edge Legacy ออกไปในการอัปเดต Windows ครั้งหน้า

ทางบริษัท Microsoft ได้ออกมาประกาศว่าจะทำการ ลบ Edge Legacy หรือ Browser ของ Microsoft Edge รุ่นเก่าที่ติดมากับเครื่องที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows 10 เวอร์ชันเก่า ๆ ออกไปแบบอัตโนมัติในการอัปเดต Windows ครั้งถัดไปในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 2021 (พ.ศ. 2564)

Microsoft ออกมาประกาศว่าจะลบ Edge Legacy ออกไปในการอัปเดต Windows ครั้งหน้า


ภาพจาก : https://techcommunity.microsoft.com/t5/microsoft-365-blog/new-microsoft-edge-to-replace-microsoft-edge-legacy-with-april-s/ba-p/2114224

โดยทาง Microsoft ระบุว่าจะทำการแจ้งเตือนผู้ใช้ให้ทำการดาวน์โหลดอัปเดตเวอร์ชันของ Microsoft Edge มาใช้งานก่อนที่จะยกเลิกการซัพพอร์ทใช้งาน Microsoft Edge Legacy ในวันที่ 9 มีนาคมที่จะถึงนี้ และจะลบ Browser ดังกล่าวออกไปพร้อม ติดตั้ง Microsoft Edge (B Release) ลงบนเครื่องของผู้ใช้ในการอัปเดตครั้งถัดมารายชื่อเวอร์ชันของ Windows ที่จะได้รับการอัปเดต Microsoft Edge แบบอัตโนมัติ   

และถึงแม้ว่าผู้ใช้จะสามารถกดข้ามการอัปเดตและใช้งานระบบปฏิบัติการรุ่นเก่าต่อไปได้แต่ก็ไม่แนะนำเท่าไรนัก เพราะการอัปเดตเวอร์ชันของ Windows นั้นจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานให้กับผู้ใช้ในหลาย ๆ ด้าน และการกดข้ามอัปเดตก็อาจส่งผลเสียกับการใช้งานในอนาคตได้
ที่มา : www.engadget.com , sea.mashable.com , techcommunity.microsoft.com


Mastercard ประกาศว่าจะเพิ่มระบบการใช้จ่ายบัตรร่วมกับ Cryptocurrency ภายในปีนี้

ทางบริษัท Mastercard ได้ออกมาประกาศว่าขณะนี้กำลังพัฒนาระบบการใช้งานบัตร Mastercard ให้รองรับการใช้งานร่วมกับสกุลเงินแบบ Cryptocurrencies (สกุลเงินดิจิทัล) บางตัวเพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้จ่ายได้อย่างสะดวกขึ้นภายในปีนี้

Mastercard ประกาศว่าจะเพิ่มระบบการใช้จ่ายบัตรร่วมกับ Cryptocurrency ภายในปีนี้


ภาพจาก : https://blog.ipleaders.in/rbi-and-cryptocurrency-the-story-so-far/

โดยทางบริษัทยังไม่ได้ระบุรายชื่อของ Cryptocurrencies ที่จะรองรับการใช้งานร่วมกับบัตร Mastercard ออกมา แต่ก็ได้ระบุชัดว่ามันจะ รองรับเฉพาะการใช้จ่ายด้วย Cryptocurrencies “บางตัว” ที่มีความเสถียร, ปลอดภัยสูง และปฏิบัติตามข้อกฏหมายว่าด้วยการฟอกเงินเท่านั้น โดยเน้นหลักสำคัญ 4 ข้อ ดังนี้

  • มีระดับความปลอดภัยในการใช้งานสูงทัดเทียมกับการใช้งานบัตรเครดิต
  • ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหาการฉ้อโกง
  • ระบุว่าเป็นสิ่งถูกกฎหมาย (ตามกฎหมายของแต่ละพื้นที่นั้น ๆ)
  • ค่าเงินมีความเสถียรมากเพียงพอที่ลูกค้าจะตัดสินใจใช้เพื่อจับจ่ายซื้อของ

ซึ่งเมื่อดูจากข้อกำหนดที่มีความรัดกุมของบริษัทก็น่าจะมีสกุล Cryptocurrencies ไม่กี่ตัวเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าว และค่อนข้างชัดเจนว่า Cryptocurrency ที่กำลังเป็นที่นิยมสูงอย่าง Bitcoin นั้นไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากค่าเงินของมันยังมีความผันผวนสูงและไม่เป็นไปตามกฏหมายว่าด้วยการฟอกเงินอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ทาง Mastercard ก็ได้เพิ่ม Crypto Cards (บัตรที่รองรับการใช้จ่ายด้วย Cryptocurrencies) และถือสิทธิบัตรBlockchain ไปจำนวน 89 เจ้าแล้วเป็นที่เรียบร้อย และยังมีอีก 285 เจ้าที่รอการดำเนินการเจรจาเพิ่มเติมอยู่ในขณะนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถใช้จ่าย Bitcoin ผ่านบัตร Mastercard กันได้ แต่สำหรับสกุลเงินอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ก็มีลุ้นกันอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

Mastercard ประกาศว่าจะเพิ่มระบบการใช้จ่ายบัตรร่วมกับ Cryptocurrency ภายในปีนี้


ภาพจาก : https://scholarlyoa.com/wp-content/uploads/2020/12/Cryptocurrency-Debit-Cards.png
ที่มา : arstechnica.com , mashable.com , www.mastercard.com


Apple ประกาศให้ผู้ใช้ Macbook Pro ที่พบปัญหาการชาร์จแบตเข้ารับการเปลี่ยนแบตได้ฟรี !

ทางบริษัท Apple ออกมาประกาศเพิ่มโปรแกรมบริการหลังการขายสำหรับผู้ใช้ Macbook Pro ที่พบปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่ว่าจะทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้ฟรีหากผู้ใช้คนใด ไม่สามารถชาร์จแบตเกิน 1% ได้ (เลขค้างอยู่ที่ 1% และไม่ขยับเพิ่มขึ้นเลย)

Apple ประกาศให้ผู้ใช้ Macbook Pro ที่พบปัญหาการชาร์จแบตเข้ารับการเปลี่ยนแบตได้ฟรี !


ภาพจาก : https://www.it-tech.com.au/how-to-fix-macbook-battery-not-charging-issue/

โดย Apple ระบุว่า Macbook Pro ที่พบปัญหาดังกล่าวจะเป็นรุ่นที่ผลิตในช่วงปี ค.ศ. 2016 – 2017 (พ.ศ. 2559 – 2560) ตามรุ่นดังนี้

  • MacBook Pro รุ่น 13 นิ้ว (ผลิตปี 2016) ที่มี Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ต
  • MacBook Pro รุ่น 13 นิ้ว (ผลิตปี 2017) ที่มี Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ต
  • MacBook Pro รุ่น 13­ นิ้ว (ผลิตปี 2016) ที่มี Thunderbolt 3 จำนวน 4 พอร์ต
  • MacBook Pro รุ่น 13 นิ้ว (ผลิตปี 2017) ที่มี Thunderbolt 3 จำนวน 4 พอร์ต
  • MacBook Pro รุ่น 15 นิ้ว (ผลิตปี 2016)
  • MacBook Pro รุ่น 15 นิ้ว (ผลิตปี 2017)

ซึ่งหากเครื่อง Macbook Pro ของผู้ใช้เกิดปัญหาดังกล่าว เมื่อกดเช็คสุขภาพแบตเตอรี่มันจะขึ้นการแจ้งเตือนว่า “แนะนำให้เข้ารับการบริการ” และสามารถติดต่อกับทาง Apple เพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ได้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หากสถานะขึ้นว่าสุขภาพแบตยัง “ปกติ” อยู่ก็จะถือว่าไม่เข้าข่ายการเข้ารับบริการ (แม้จะแบตเสื่อมจนต้องชาร์จบ่อย ๆ ก็ตาม)

Apple ประกาศให้ผู้ใช้ Macbook Pro ที่พบปัญหาการชาร์จแบตเข้ารับการเปลี่ยนแบตได้ฟรี !


หากขึ้นว่าสถานะแบตเตอรี่ปกติดีถือว่าไม่เข้าข่ายเกณฑ์การเปลี่ยนแบตฟรีจาก Apple
ภาพจาก : https://9to5mac.com/2019/03/19/check-battery-health-macbook/

นอกจากนี้ ทางบริษัทยังแนะนำให้ผู้ใช้ทำการ อัปเดตระบบปฏิบัติการใหม่ โดยระบุว่ามันน่าจะช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าวให้กับผู้ใช้ได้ (แนะนำให้ใช้งาน macOS Big Sur 11.2.1 หรืออัปเดตเป็น MacOS Catalina 10.15.7)
ที่มา : www.theverge.com , www.macrumors.com , support.apple.com

Intel เปิดตัว Desktop GPUs ตัวใหม่ในรอบ 20 ปี พร้อมระบุว่าไม่รองรับการใช้งานบนระบบ AMD

หลังจากที่ได้เปิดตัวกองทัพชิปเซ็ต 11th Gen Intel (Tiger Lake) ที่จะวางจำหน่ายกันในปีนี้และเผยข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับชิป Alder Lake (12th Gen Intel) กันไปในงาน CES 2021 ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาไปแล้วนั้น ล่าสุดทาง Intel ก็ได้ออกมาประกาศว่าจะเตรียมวางจำหน่าย Desktop GPUs ของบริษัทในเร็วๆ นี้

โดย Desktop GPUs ของ Intel นี้จะใช้ชื่อว่า Iris Xe ที่จะมาพร้อมกับ Display Outputs สำหรับต่อจอแยก (รองรับความละเอียดสูงสุดที่ 4K) ทั้งหมด 3 ตัว, รองรับ HDR, AI capability และ Adaptive Sync Connect พร้อมด้วยหน่วยประมวลผล 80 ยูนิต และหน่วยความจำ LPDDR4x ขนาด 4GB ในตัว

Intel เปิดตัว Desktop GPUs ตัวใหม่ในรอบ 20 ปี พร้อมระบุว่าไม่รองรับการใช้งานบนระบบ AMD


Iris Xe บนแลปท็อปของ ASUS (คาดเปิดตัวในปีนี้)
ภาพจาก : https://www.engadget.com/intel-shipping-first-iris-xe-discrete-graphics-cards-desktop-063217152.html

ซึ่งการประกาศในครั้งนี้ก็สร้างเสียงฮือฮาได้พอสมควรเพราะนอกจาก Iris Xe จะเป็น GPUs สำหรับ Desktop ตัวแรกในรอบ 20 ปีของ Intel แล้ว ทางบริษัทยังระบุเพิ่มเติมอีกว่าผู้ใช้จะ ไม่สามารถใช้งาน GPU ตัวนี้ร่วมกับระบบของ AMD และค่ายอื่นๆ ได้

Iris Xe จะสามารถใช้งานร่วมกับ 9th gen (Coffee Lake-S) และ 10th gen (Comet Lake-S) รวมทั้งชิปประมวลผล Intel® Core™ ต่างๆ และชิปเซ็ตบนเมนบอร์ดอย่าง Intel ® B460, H410, B365 และ H310C โดยมันจะทำงานบน BIOS พิเศษที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับการใช้งานร่วมกับ Intel Iris Xe เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่สามารถเอาไปเทียบกับ GPUs ของระบบอื่นๆ ได้นั่นเอง

และแน่นอนว่าผู้ใช้จะ ไม่สามารถซื้อ GPUs แยก มาใช้งานเองได้ เพราะด้วย BIOS พิเศษจึงทำให้มีข้อจำกัดในการใช้งานค่อนข้างสูง ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองใช้ GPUs ตัวใหม่นี้ก็น่าจะต้องรอซื้อพร้อมแลปท็อปตัวใหม่ที่จะวางจำหน่ายในปีนี้แทน
ที่มา : www.theverge.com , www.engadget.com , www.theverge.com , www.intel.com

Watch OS 7.3 เปิดใช้งานฟีเจอร์ ECG วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจใน “ไทย” แล้ว และเพิ่มฟีเจอร์อื่นๆ

นอกจากการอัปเดต iOS 14.4 วันนี้ Apple ก็ยังได้ปล่อยอัปเดต watchOS 7.3 ด้วย แล้วจะช่วยเพิ่มความสามารถ Apple Watch ในด้านใดบ้าง มาดูกัน

ก่อนหน้านี้คุณสมบัติของ watchOS 7.2 ได้เพิ่มการรองรับแอปพลิเคชัน Apple Fitness+ ซึ่งการอัปเดตเป็น watchOS 7.3 จะเพิ่มความสามารถของ Apple Fitness+ ด้วยฟีเจอร์ Time to Walk สำหรับผู้ใช้ที่เป็นสมาชิกแบบเสียเงินเท่านั้น



คลิปจาก MacRumors

ฟีเจอร์ Time to Walk จะเป็นดั่งแรงบัลดาลใจของผู้ที่ออกกำลังกายด้วยการเดิน เมื่อเปิดใช้งานเราจะได้ฟังเรื่องราวจากศิลปิน นักกีฬา และคนดังอื่นๆ ที่ใช้งาน Apple Watch มาพูดคอยสร้างแรงบัลดาลใจระหว่างเดินนั่นเอง โดยจะมีให้ฟังแบบเป็นตอนๆ และแต่ละตอนจะมีความยาว 25-40 นาที

Watch OS 7.3 เปิดใช้งานฟีเจอร์ ECG วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจใน "ไทย" แล้ว และเพิ่มฟีเจอร์อื่นๆ

อีกไฮไลท์ การอัปเดตที่เพิ่มใน watchOS 7.3 ก็คือฟังก์ชัน ECG (ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ) จะเข้าไทยแล้ว รวมถึงประเทศอื่นๆในแถบเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปิน และไต้หวัน นอกจากนี้ยังมี “มายอต” แคว้นที่ตั้งอยู่เป็นเอกเทศทางตอนเหนือของช่องแคบโมซัมบิก แต่ทางเทคนิคก็คืออยู่ในฝรั่งเศส ซึ่งฟังก์ชันการแจ้งเตือนจังหวะการเต้นหัวใจที่ผิดปกติก็จะเข้า ไทยด้วยเช่นกัน

Watch OS 7.3 เปิดใช้งานฟีเจอร์ ECG วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจใน "ไทย" แล้ว และเพิ่มฟีเจอร์อื่นๆ

สุดท้ายนี้คือการอัปเดตเพิ่มหน้าปัดนาฬิกา (Watch Face) แบบใหม่ และแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องอื่นๆ

คุณสามารถอัปเดต WatchOS ได้ผ่านแอป Apple Watch บน iPhone โดยเข้าไปที่ General > Software Update ซึ่ง Apple Watch จะต้องมีแบตเตอรี่อย่างน้อย 50% และต้องอยู่ระหว่างการชาร์จ รวมถึงห้ามออกห่างจากตัว iPhone ที่เชื่อมต่ออยู่
ที่มา : www.macrumors.com

Google Maps บนมือถือ Android สามารถแบ่งครึ่งจอแผนที่กับโหมด Street View ได้แล้ว

เมื่อพูดถึง โหมด Street View คนที่ใช้งาน Google Maps ล้วนทราบดีว่าถึงแม้มันจะช่วยให้เราค้นหาสถานที่ได้ง่ายขึ้น แต่ข้อเสียคือเราจะไม่เห็นแผนที่ และไม่รู้ว่าต้องเดินอีกไกลแค่ไหนจะถึงจุดหมาย ซึ่งล่าสุด Google Maps ได้อัปเดตเพิ่มคุณสมบัติการแบ่งหน้าจอระหว่างโหมด Street View และแผนที่ Google Maps แล้ว

การอัปเดตจะถูกปล่อยเฉพาะมือถือ Android คาดว่า iOS อาจตามมาทีหลัง วิธีใช้ คือ ระหว่างที่คุณกำลังเปิด Google Maps กำหนดสถานที่ที่ต้องการไป และใกล้ถึงที่หมาย ก็แค่แตะเปิดฟังก์ชัน Street View จากนั้นสังเกตมุมขวาด้านล่าง จะเห็นปุ่ม ย่อ-ขยาย เมื่อคลิก คุณก็จะเห็นภาพที่แบ่งครึ่งจอระหว่างโหมด Street View และแผนที่ Google Maps

Google Maps บนมือถือ Android สามารถแบ่งครึ่งจอแผนที่กับโหมด Street View ได้แล้ว


ขอบคุณภาพจาก https://www.androidpolice.com/2021/01/31/split-screen-street-view-finally-arrives-on-google-maps-for-android/

ฟีเจอร์นี้รองรับ Google Maps เวอร์ชัน 10.59.1 ขึ้นไป ซึ่งมีให้ดาวน์โหลดแบบ APK เป็นเวอร์ชัน Beta ทดสอบ หากอยากลองก็ไปหาดาวน์โหลดใช้กันได้เลย
ที่มา : www.androidpolice.com

Telegram เปิดให้ผู้ใช้ย้ายข้อมูลแชทและไฟล์จาก WhatsApp, LINE และอื่นๆ อย่างง่ายดาย

หลังจากที่มีข่าวใหญ่ว่า WhatsApp ปรับนโยบายเข้าถึงความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ รวมถึงการแชร์ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์และพิกัดที่ตั้ง จึงทำให้ผู้ใช้หันไปดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Signal แอปใหม่จาก Elon Musk และ Telegram มากขึ้นจนเกินความสามารถของเซิร์ฟเวอร์ จึงทำให้เกิดวิธีการย้ายบทสนทนาจาก WhatsApp ไปสู่แอปพลิเคชันแชทอื่นแบบง่ายๆ เพิ่มขึ้น

ใครที่ต้องการย้ายบทสนทนาและไฟล์ต่างๆ จาก WhatsApp มายัง Telegram ขอบอกว่าทาง Telegram นี่แหละที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดี หรือถ้าใครที่ใช้ LINE หรือ Kako Talk ก็สามารถย้ายข้อมูลได้เช่นกัน ส่วนวิธีการก็ไม่ยากเลย เพียงเปิดแอปพลิเคชัน WhatsApp และหน้า Chat ที่ต้องการแล้วเลือก Export Chat จากนั้นให้ไป Import Chat จาก Telegram จากเมนู Share แล้วเลือกไฟล์ตามต้องการ

ส่วนใครที่กังวลว่าระหว่างการย้ายข้อมูลจะมีปัญหา Error หรือกินพื้นที่ตัวเครื่องไหม ขอบอกเลยว่าไม่ได้ใช้พื้นที่ในสมาร์ทโฟนมากมายขนาดนั้น สามารถเลือกลบ จัดการข้อมูล ลบแคชได้จากเมนูภายใน Telegram ถ้าหากใครยังลังเลว่าจะย้ายจากแอปพลิเคชันอื่นๆ มาใช้ Telegram ดีไหม ซึ่งข้อดีของ Telegram ก็คือความปลอดภัยที่รัดกุมมากกว่าแอปแชททั่วไป รวมถึงการสร้างกลุ่มแชทลับและลบประวัติการโทรเข้า-ออกได้ตลอดเวลา
ที่มา : www.phonearena.com , www.androidauthority.com