สร้าง Smart Business เสริมธุรกิจไทยเพื่ออนาคตด้วยเทคโนโลยี Cloud, AI, IoT ครบวงจร

 HUAWEI ชี้ เทคโนโลยี Cloud จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เสริมเทคโนโลยีแห่งอนาคตทั้งหมด ผสานกับ AI, 5G และ IoT เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่แห่งธุรกิจ

ปี 2020 เป็นปีสำคัญที่เราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงเทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจของหลายภาคอุตสาหกรรมในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผสมผสานเทคโนโลยี Cloud, AI, หรือแม้แต่ IoT มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีแนวโน้มการนำมาปรับที่ชัดเจนยิ่งขึ้นหลังจากวิกฤติโควิด-19 เนื่องจากภาคธุรกิจตระหนักถึงความจำเป็นของการทำงานทางไกล การมี Cloud เก็บข้อมูลและการใช้ AI เพื่อประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจึงเป็นสิ่งที่องค์กรต่างๆ ต้องพิจารณา ในขณะเดียวกันด้านสาธารณสุขก็มีการใช้ Cloud และ AI ในโรงพยาบาลหลายแห่งเพื่อช่วยวินิจฉัยโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น เทคโนโลยีจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด จึงกล่าวได้ว่าการผสมผสานเทคโนโลยีใหม่อย่างครบวงจรเป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจและภาคส่วนต่างๆ ในไทยเป็นจำนวนมากล้วนให้ความสำคัญใน

“เทคโนโลยี Cloud ไม่เพียงแต่จะแพร่หลายมากขึ้น แต่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เสริมเทคโนโลยีแห่งอนาคตทั้งหมด เปรียบเสมือนรันเวย์ที่จะพาธุรกิจทะยานสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ เช่น AI, IoT, และ VR/AR การผสานธุรกิจเข้ากับ Cloud, AI และ IoT จึงมอบโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และมอบประสบการณ์ในภาพรวมที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้า โดยหัวเว่ยคาดว่าองค์กรธุรกิจทุกแห่งจะใช้ Cloud อย่างเต็มรูปแบบภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี”

เห็นได้อย่างชัดเจนว่า Cloud มีบทบาทสำคัญในทุกธุรกิจและจะเริ่มทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ จากรายงาน Huawei GIV ประจำปี 2020 (Global Industry Vision) พบว่าภายในปี ค.ศ. 2025 ธุรกิจองค์กรทั่วโลกทั้งหมดจะหันมาใช้งาน Cloud อย่างเต็มที่ โดยที่ 85% ของแอปพลิเคชันธุรกิจต่าง ๆ จะทำงานอยู่บนระบบ Cloud ในขณะเดียวกัน 86% ขององค์กรธุรกิจก็จะเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยี AI และข้อมูลกว่า 80% ขององค์กรที่ไม่เคยถูกนำไปใช้มาก่อน จะถูกนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจังมากขึ้น 

การมีอีโคซิสเต็มที่ผสานทุกเทคโนโลยีได้อย่างครบวงจรจะช่วยประสานการทำงานและการดำเนินธุรกิจได้อย่าง
ไร้รอยต่อ ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้นพร้อมกันไปด้วย โดยปัจจุบัน มีเพียงหัวเว่ยที่สามารถส่งมอบเทคโนโลยี full-stack แบบครบวงจร ผสาน AI, IoT, และ Cloud ได้อย่างครบถ้วน จากการเป็นผู้ให้บริการ Cloud รายเดียวในโลกที่มีเทคโนโลยีครบทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ พร้อมให้บริการ Cloud ในทุกรูปแบบ จึงสามารถมอบการบริการที่ยืดหยุ่น สะดวกสบาย และทรงประสิทธิภาพให้แก่องค์กรธุรกิจในประเทศไทย 

จุดแข็งของหัวเว่ยมาจากการเป็นผู้ให้บริการ Cloud รายเดียวในประเทศไทยที่มีศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center อยู่ในไทยถึง 2 แห่ง จึงทำให้สามารถมอบบริการ Cloud ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ชาวไทยพร้อมให้การดูแล ออกแบบ ติดตั้ง และบริการอย่างเต็มที่ จึงดำเนินการแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถชำระค่าบริการเป็นค่าเงินบาทได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ การที่หัวเว่ยมีศูนย์ข้อมูล Cloud ในไทยยังช่วยเสริมปราการในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสำหรับธุรกิจ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นหลักที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ และเมื่อมีที่ตั้งศูนย์ข้อมูลอยู่ในประเทศ การให้บริการ Cloud นั้น ๆ ก็จะอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกฎหมายไทย ทั้งนี้ หัวเว่ยยังได้ออกเอกสารแนะนำการใช้งานเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของประเทศไทย และยังได้รับใบรับรองมาตรฐานระดับโลกกว่า 50 รายการ รวมถึงมาตรฐาน ISOA27701

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดของการมีศูนย์ข้อมูล Cloud ในประเทศไทยคือการลดค่าใช้จ่ายในการรับส่งข้อมูลจำนวนมหาศาล มีจุดเด่นเรื่องของความหน่วง (Latency) ที่ต่ำ ทั้งยังพร้อมรองรับนวัตกรรมโครงข่ายแห่งอนาคตที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า ตอบรับกับเทรนด์การใช้งานบริการ Cloud ขององค์กรในประเทศไทยที่จะให้ความสำคัญกับบริการ Cloud สาธารณะมากขึ้น (Public Cloud) เนื่องจากใช้งานได้สะดวกกว่า และให้ผลตอบแทนการลงทุน (RoI) ที่คุ้มค่ากว่า การมีศูนย์ข้อมูลในไทยจึงทำให้หัวเว่ยสามารถมอบประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงกว่าบริการ Cloud ทั่วไปถึง 30% รวมถึงช่วยประหยัดต้นทุนการดำเนินงานได้ถึง 30% เช่นเดียวกัน เสริมอุตสาหกรรมและธุรกิจไทยให้เป็น Smart Business หรือ “ธุรกิจอัจฉริยะ” เต็มตัว เพื่อดึงศักยภาพของเทคโนโลยีนวัตกรรม AI และ IoT ทั้งอีโคซิสเต็มออกมาได้อย่างแท้จริง

ขณะนี้

Surface Pro 8 บน eBay พร้อมข้อมูลสเปก คาดว่าเป็นเวอร์ชัน Prototype

Surface Pro 8 ถูกค้นพบบนเว็บไซต์ eBay ซึ่งในหน้าเว็บมีทั้งข้อมูลสเปกเครื่อง รูปภาพและสถานะการจำหน่ายที่ขายหมดไปแล้ว ซึ่งรายละเอียดสเปกมีดังต่อไปนี้

  • หน้าจอแสดงผล 12.3 นิ้ว ความละเอียดสูงสุด 2736 x 1824 พิกเซล
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10
  • RAM 32GB/Storage 1TB
  • โปรเซสเซอร์ Intel’s Core i7-1165G7 และ Iris Xe iGPU แบบใหม่
  • ความเร็วโปรเซสเซอร์ 2.7 GHz เป็นแบบ Quad-core
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi ส่วนการเชื่อมต่ออื่นๆ ยังไม่ระบุ
  • มีพอร์ต USB-A, USB-C, และช่องใส่การ์ด SD ในตัว
หลุดแท็บเล็ต Surface Pro 8 บน eBay พร้อมข้อมูลสเปก คาดว่าเป็นเวอร์ชัน Prototype

จะเห็นได้ว่าจุดเด่นที่ชัดเจนของว่าที่ Surface Pro 8 อย่าง Iris Xe iGPU สำหรับรันภาพกราฟิกบนแท็บเล็ต ทำให้เหมาะแก่การเล่นเกมในระดับหนึ่ง และยังมีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว พอๆ กับโน้ตบุ๊คขนาดย่อมเลยทีเดียว และราคาขายที่ปรากฏใน eBay นั้น สูงถึง 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 40,500 บาทเลยทีเดียว แต่ว่านี่อาจเป็นราคาขายเครื่องเวอร์ชัน Prototype และในอนาคตอาจมีอัปเดตคุณสมบัติต่างๆ เพิ่มเติมนอกจากนี้ก็ได้
ที่มา : wccftech.com

ไฮไลต์ฟีเจอร์สำคัญใน One UI 3.0 บน Android 11 จากซัมซุง

หลังจากที่มีข่าวเกี่ยวกับการทดสอบอินเตอร์เฟซแบบใหม่ของ One UI 3.0 จากซัมซุงมาเรื่อยๆ ซึ่งล่าสุดมีอัปเดตมาว่า สมาร์ทโฟนซีรีส์ Galaxy S20 ในสหรัฐอเมริกาและเยอรมนีที่ลงชื่อเพื่อเข้าร่วมทดสอบการใช้งาน One UI 3.0 เวอร์ชันเบต้าบนระบบปฏิบัติการ Android 11 กำลังพัฒนาและเพิ่มเติมการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ

หน้าจอ One UI 3.0 (Display)

บทความเกี่ยวกับ Samsung อื่นๆ

เนื่องจากว่าสมาร์ทโฟนซัมซุงแต่ละรุ่นมีขนาด ความละเอียดไม่เท่ากัน ยิ่งสมาร์ทโฟนจอพับได้อย่าง Galaxy Z Fold2 ยิ่งแล้วใหญ่ ทำให้ One UI 3.0 ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับหน้าจอสมาร์ทโฟนทุกรุ่น และสำหรับ Galaxy Z Fold2 ก็จะมีการปรับรูปแบบการวางแอปพลิเคชันไปตามขนาดของจอขณะนั้น และมี Transition หรือการเคลื่อนไหวขณะพับเปิด-ปิดหน้าจอที่แตกต่างออกไปจาก One UI เดิม

สรุปไฮไลต์ฟีเจอร์สำคัญใน One UI 3.0 บน Android 11 จากซัมซุง มีอะไรใหม่บ้าง

ส่วนของ Lock Screen ก็มีลูกเล่นอย่างการรีเฟรชหน้าจอใหม่ด้วยรูปภาพที่มีมากถึง 10 แบบทุกครั้งเมื่อปลดล็อคจอ รวมถึง Good Lock สร้างภาพพื้นหลังแบบเคลื่อนไหวได้เองด้วยแอปพลิเคชัน Pentastic และยังควบคุมการเคลื่อนไหวของภาพด้วยปากกา S Pen ได้ (เฉพาะ Galaxy Note) 

การใช้งาน Multi-Active Window บน ONE UI 3.0 จากเดิมที่แบ่งได้สูงสุด 2 หน้าจอ ก็อัปเดตให้กลายเป็นทำงาน 3 แอป 3 หน้าจอได้พร้อมๆ กัน แม้ ณ ขณะนี้ Galaxy Z Fold2 จะทำได้แล้ว แต่ในอนาคตอาจมีสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตรุ่นอื่นๆ และใช้หน้าจอขนาดใหญ่ขึ้นที่รองรับ

สรุปไฮไลต์ฟีเจอร์สำคัญใน One UI 3.0 บน Android 11 จากซัมซุง มีอะไรใหม่บ้าง

นอกจากการปรับดีไซน์ใหม่ให้ใช้งานสะดวกยิ่งขึ้นแล้ว ยังมีส่วนประกอบเพิ่มเติมที่ช่วยอำนวยความสะดวก เช่น Quick Panel สลับไปมาระหว่างเมนูเล่นเพลงและวิดีโอ, Notification Panel หรือแถบการแจ้งเตือนที่เพิ่มเติมรายละเอียดแจ้งเตือนนั้นๆ แม้หน้าจอสมาร์ทโฟนจะล็อคอยู่ และยังเช็คแจ้งเตือนจากหลายๆ แอปพร้อมกันได้ในครั้งเดียว

กล้องถ่ายภาพ One UI 3.0 (Camera)

ในส่วนของการถ่ายภาพยังไม่มีอัปเดตอะไรเพิ่มเติมมากนัก และดูเหมือนว่า One UI 3.0 จะเอื้อต่อ Galaxy Z Fold2 ที่หน้าจอพับได้มากกว่า อย่างเช่น Dual Preview หรือการพรีวิวภาพหลังถ่ายที่แสดงออกทั้งสองหน้าจอ และใช้กล้องถ่ายภาพหลักเซลฟี่ได้ แสดงภาพผ่านหน้าจอด้านนอกนั่นเอง

สรุปไฮไลต์ฟีเจอร์สำคัญใน One UI 3.0 บน Android 11 จากซัมซุง มีอะไรใหม่บ้าง

ส่วนใครที่ชื่นชอบหรือใช้งาน AR Emoji ใน One UI 3.0 ก็เพิ่มเติมสีหน้าตัวการ์ตูนใหม่ๆ รวมถึงหน้ากากอนามัย และนำ AR Emoji ไปใช้ในการ Video Call แบบเต็มหน้าจอได้ด้วย แต่ AR Emoji จะรองรับบนแอปพลิเคชันใดบ้าง อันนี้ต้องรอดูอัปเดตอีกที

สรุปไฮไลต์ฟีเจอร์สำคัญใน One UI 3.0 บน Android 11 จากซัมซุง มีอะไรใหม่บ้าง

การใช้งานอื่นๆ บน One UI 3.0

ส่วนเรื่องการใช้งานอื่นๆ ซัมซุงได้เผยเกี่ยวกับรายละเอียดเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัยบน One UI 3.0 อย่างระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลในเครื่องอย่าง Knox ที่พัฒนาให้ข้อมูลถูกปกป้องหลายๆ ชั้น ส่วนการถ่ายโอนข้อมูลผ่าน Smart Switch ก็ทำได้สะดวกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความปลอดภยว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหล

สรุปไฮไลต์ฟีเจอร์สำคัญใน One UI 3.0 บน Android 11 จากซัมซุง มีอะไรใหม่บ้าง

อย่างไรก็ตาม ทางซัมซุงยังไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนสำคัญที่สุด อย่างรายชื่อสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตที่จะได้รับอัปเดต One UI 3.0 นั่นเอง แต่ซีรีส์อุปกรณ์ที่มีแนวโน้มที่จะได้รับอัปเดต คาดว่าน่าจะเป็น Galaxy S20 ที่เปฯหนึ่งในซีรีส์สมาร์ทโฟนหนูทดลอง UI ครั้งนี้ ซีรีส์ Galaxy Fold ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ รวมถึงแท็บเล็ต Galaxy Tab จึงเป็นไปได้ว่า One UI 3.0 อาจมีงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในอนาคต
ที่มา : www.samsung.com , www.gsmarena.com

ASUS ROG (Republic of Gamers) เปิดตัว ROG Phone 3 Series! เกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 3 มาพร้อม Snapdragon 865 Plus ล่าสุด

 เอซุส รีพับลิก ออฟ เกมเมอร์ส (ROG) เปิดตัวเกมมิ่งสมาร์ทโฟนที่ทรงพลังที่สุด ROG Phone 3 series พร้อมวางจำหน่ายสองรุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่นเรือธง ROG Phone 3 และ ROG Phone 3 Strix Edition โดย ROG Phone 3 มาพร้อมชิปล่าสุดจาก Qualcomm® Snapdragon™ 865 Plus 5G Mobile Platform เพื่อการใช้งานเครือข่าย 5G และทำงานร่วมกับ Qualcomm Snapdragon Elite Gaming™ ทั้งยังนำเสนอระบบระบายความร้อน GameCool 3 นับเป็นสมาร์ทโฟนที่ส่งมอบประสบการณ์การเล่นเกมส์ที่ลื่นไหลและดีที่สุด นอกจากนี้จอ AMOLED ขนาด 6.59 นิ้วที่มาพร้อมอัตรารีเฟรชเรทสูงถึง 144Hz / 1ms ยังให้ค่าสี Delta-E ต่ำกว่า 1 ให้สีคมชัด แม่นยำเหนือจินตนาการ รวมถึงการตอบสนองต่อการสัมผัสในเวลาเพียง 25 มิลลิวินาที สามารถตอบสนองต่อการสัมผัสได้ทันท่วงที จอแสดงผล 10 bit ยังรองรับ HDR10+ เพื่อความสมจริงของภาพที่ดีที่สุด

ASUS ROG (Republic of Gamers) เปิดตัว ROG Phone 3 Series! เกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 3 มาพร้อม Snapdragon 865 Plus ล่าสุด

บทความ ASUS อื่นๆ

ROG Phone 3 นอกจากจะใช้โปรเซสเซอร์ที่ทรงพลังที่สุดแล้วยังมาพร้อมแรมขนาดใหญ่ถึง 12GB และรอมขนาด 512 GB ยังได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงการใช้งานของนักเล่นเกมส์เป็นหลัก อาทิพอร์ทชาร์จด้านข้างอันเป็นเอกลักษณ์และแบตเตอรี่ขนาด 6,000 mAh ระบบ Air Trigger มีการพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น มาพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากเซ็นเซอร์สัมผัสอัลตราโซนิกที่สามารถปรับตั้งค่าได้ ช่วยให้นักเล่นเกมส์สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้หลากหลายขึ้น โดยมีการออกซอฟท์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพ X Mode รองรับการปรับพารามิเตอร์ระบบได้หลากหลายมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้สามารถดึงศักยภาพของเครื่อง ROG Phone 3 ออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด

ASUS ROG (Republic of Gamers) เปิดตัว ROG Phone 3 Series! เกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 3 มาพร้อม Snapdragon 865 Plus ล่าสุด

นอกจากนี้ยังนับเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของ ROG Phone 3 Strix Edition ที่ขับเคลื่อนด้วย Snapdragon 865 Mobile Platform พร้อมด้วย ROM 256 GB UFS 3.1 และ RAM 8 GB LPDDR5 

ประสิทธิภาพอันทรงพลัง

ROG Phone 3 ขับเคลื่อนด้วยชิปล่าสุดจาก Qualcomm® Snapdragon™ 865 Plus 5G Mobile Platform เพื่อการใช้งานเครือข่ายระบบ 5G และ Wifi 6 เพื่อประสบการณ์เล่นเกมส์สมจริงเสมือนใช้งานคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป ด้วยภาพกราฟิกคุณภาพสูง และการนำระบบ AI เข้ามาทำงาน โดย ROG Phone 3 ยังนำเสนอQualcomm Snapdragon Elite Gaming™ ช่วยส่งมอบประสบการณ์เล่นเกมส์ในระดับ HDR อย่างลื่นไหลพร้อมประสิทธิภาพที่ยาวนานยิ่งขึ้น ROG Phone 3 มาพร้อม LPDDR5 RAM สูงสุดขนาด 12 GB และ ROM ความเร็วสูงแบบ UFS 3.1 ขนาด 512 GB ทั้งยังพัฒนาซอฟท์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน X Mode ทำให้สามารถปรับการตั้งค่าระบบเพื่อให้เหมาะกับการเล่นเกมส์ในแต่ละสถานการณ์ ทำให้เหล่าเกมเมอร์สสามารถใช้งาน ROG Phone 3 ได้เต็มประสิทธิภาพ

ASUS ROG (Republic of Gamers) เปิดตัว ROG Phone 3 Series! เกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 3 มาพร้อม Snapdragon 865 Plus ล่าสุด

ระบบระบายความร้อน GameCool รุ่นที่สามของ ROG Phone นี้มีช่องระบายความร้อน 3D vapor chamber แบบใหม่ ซึ่งมีคุณภาพสูงสุดในการกำจัดความร้อนจากตัวเครื่อง ช่วยให้ ROG Phone 3 สามารถคงประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงที่มีการใช้งานอย่างหนักหน่วง และหากผู้เล่นต้องการเพิ่มการระบายความร้อนจากการเล่นเกมส์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็ยังมี AeroActive Cooler 3 รุ่นใหม่ ที่ปรับปรุงการออกแบบใบพัดลมที่สร้างลมหมุนเวียนใน ROG Aerodynamic System ในปริมาณที่มากขึ้น ช่วยระบายความร้อนเพื่อคงประสิทธิภาพการเล่นเกมส์ให้ยาวนานยิ่งขึ้น เทคโนโลยี ROG HyperFusion ที่ทำงานร่วมกับอุปกรณ์รับสัญญาณไวไฟ (Multi-antenna) และระบบ 5G ช่วยให้ผู้เล่นสามารถเชื่อมต่อไวไฟและเครือข่ายมือถือได้พร้อมกัน โดยจะเลือกรับสัญญานจากแหล่งที่มีสัญญาณดีที่สุด ผู้เล่นจึงสามารถเพลิดเพลินกับการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและเสถียร ไม่มีสะดุด

สุดยอดภาพสมจริง

ROG Phone 3 ยกระดับการแสดงภาพเหนือชั้น ด้วยจอแสดงผลเฟรมเรทสูงถึง 144Hz/1ms แบบ AMOLED ขนาด 6.59 นิ้ว ทั้งนี้ยังเป็นมือวางอันดับหนึ่งเรื่องความแม่นยำของสี ด้วยค่า Delta-E < 1 มั่นใจได้ว่าเกมที่กำลังเล่นอยู่ได้แสดงผลตามที่ผู้พัฒนาเกมได้ตั้งไว้ และมีศักยภาพการสัมผัสที่ไวถึง 25ms เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วสำหรับการแข่งขันที่ได้เปรียบ และยังรองรับ HDR10+ สำหรับเนื้อหาช่วงไดนามิกสูงเพื่อความสมจริงของภาพและการแสดงผลที่ลื่นไหล ลดปัญหาการปวดตาขณะรับชม โดย ROG Phone 3 ได้ผ่านการรับรองแสงสีฟ้า TÜV Rheinland Low Blue Light (Hardware Solution) รวมถึงลดการสั่นของภาพ

ASUS ROG (Republic of Gamers) เปิดตัว ROG Phone 3 Series! เกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 3 มาพร้อม Snapdragon 865 Plus ล่าสุด

 (Flicker Reduced) เพื่อการแสดงภาพที่ลื่นไหล ไร้ความมัวของภาพขณะเล่นเกมหรือรับชมความบันเทิง

แบตเตอรี่สุดอึด

แบตเตอรี่ขนาด 6,000 mAh ของ ROG Phone 3 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมได้อย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมกลไกการประหยัดพลังงานหลากหลาย เช่นฟังก์ชั่นไฮเบอร์เนตที่สามารถจำกัดการใช้งานข้อมูลพื้นหลังที่จะมาเพิ่มระยะเวลาในการชาร์จ โดยยังช่วยให้แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้นอีกด้วย

ASUS ROG (Republic of Gamers) เปิดตัว ROG Phone 3 Series! เกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 3 มาพร้อม Snapdragon 865 Plus ล่าสุด

สมาร์ทโฟนเพื่อนักเล่นเกมส์ที่แท้จริง

ROG Phone 3 ได้รับการออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมส์โดยเฉพาะ เน้นการใช้งานในแนวนอนที่คำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ Air Trigger 3 ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพเพื่อการสัมผัสแบบอัลตร้าโซนิคที่แม่นยำ สามารถรองรับการสไลด์เพื่อการควบคุม ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับการควบคุมด้วยปุ่มคอนโซล และในรุ่นล่าสุดนี้ยังนำเสนอเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวแบบใหม่ ผู้เล่นสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวด้วยการเขย่าอุปกรณ์ ซึ่งนับเป็นวิธีการใช้งาน Air Trigger แบบใหม่ล่าสุด ทำให้ผู้เล่นสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวขณะเล่นเกมส์ได้อย่างดีที่สุดนำหน้าคู่แข่ง

ASUS ROG (Republic of Gamers) เปิดตัว ROG Phone 3 Series! เกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 3 มาพร้อม Snapdragon 865 Plus ล่าสุด

การจัดวางช่องการเชื่อมต่อด้านข้างที่โดดเด่น USB-C™ และช่องเสียบรูหูฟัง 3.5 ที่ให้ผู้เล่นเกมได้สนุกกับการเล่นเกมแบบมาราธอนในขณะที่เสียบปลั๊กอยู่ พร้อมขาตั้งแบบใหม่ด้านหลัง ผู้ใช้สามารถวาง ROG Phone 3 บนโต๊ะหรือโต๊ะทำงานเพื่อเพิ่มประสบการณ์รับชมและการเล่นเกมส์ที่ดียิ่งขึ้น ROG Phone 3 ได้ชื่อเรื่องประสิทธิภาพเสียง โดย DXOMARK Audio ให้คะแนน ROG Phone 3 ไว้สูงถึง 75 คะแนน พร้อมชูคุณภาพเสียงจากลำโพงคู่บริเวณด้านบน และด้านล่างของจอที่เพิ่มมิติเสียงและให้เสียงสมดุลอย่างดีเยี่ยมแม้ในขณะเปิดเสียงเบา ทั้งนี้ Rog Phone 3 ยังรับรองการใช้งาน Qualcomm® aptX™ Adaptive สำหรับการส่งข้อมูลเสียงระดับสูงในค่าหน่วงที่ต่ำผ่านการเชื่อมต่อ Bluetooth

ASUS ROG (Republic of Gamers) เปิดตัว ROG Phone 3 Series! เกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 3 มาพร้อม Snapdragon 865 Plus ล่าสุด

ROG Phone 3 สามารถต่ออุปกรณ์เสริมได้หลากหลายรูปแบบ มาพร้อมอุปกรณ์เสริมอย่าง ROG Kunai 3 Gamepad ที่ทำหน้าที่เสมือนคอนโซลในการควมคุมเกม, ROG Clip ให้คุณใช้งาน ROG Phone 3 ร่วมกับ PlayStation หรือ Xbox คอนโทรลเลอร์ได้อย่างลื่นไหล, TwinView Dock 3 หน้าจอที่สองขนาด 6.59” แบบ 144Hz สำหรับการเล่นเกมและความบันเทิงอื่นๆแบบไร้ขีดจำกัดด้วยแบตเตอรี่ในตัวขนาด 5,000 mAh ROG Phone 3 ยังจับมือกับ Stadia และ Unity ในการสร้างระบบเกมมิ่ง Eco-system แบบบูรณาการ เพื่อสร้างประสบการณ์การเล่นเกมส์บนสมาร์ทโฟนอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ด้วยการผลิตเกมส์ที่สามารถใช้งานได้ผ่านสมาร์ทโฟน

ASUS ROG (Republic of Gamers) เปิดตัว ROG Phone 3 Series! เกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 3 มาพร้อม Snapdragon 865 Plus ล่าสุด

ราคาและช่องทางการจัดจำหน่าย

ROG Phone 3 (12 GB/512 GB) จะวางจำหน่ายในราคา 32,990 บาท และ ROG Phone 3 Strix Edition (8 GB/256 GB) ราคา 24,990 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2563 เป็นต้นไป พร้อมอุปกรณ์เสริม TwinView Dock 3 (ราคา 7,990 บาท) ROG Phone 3 Lighting Armor case (ราคา 1,990 บาท) และ ROG Clip (ราคา 1,990 บาท) ขณะที่ ROG Kunai 3 Gamepad (ราคา 3,990 บาท) จะพร้อมวางจำหน่ายในช่วงเดือน พ.ย. 2563 

ASUS ROG (Republic of Gamers) เปิดตัว ROG Phone 3 Series! เกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 3 มาพร้อม Snapdragon 865 Plus ล่าสุด

ทั้งนี้เอซุสยังส่งโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อผ่านช่องทางต่างๆดังนี้

• AIS 

มอบส่วนลดสูงสุดถึง 6,500 บาท ให้คุณเป็นเจ้าของ ROG Phone 3 Strix Edition ในราคาเริ่มต้นเพียง 18,490 บาท เมื่อสมัครแพคเกจ Hot Deal แบบรายเดือน* ซื้อรุ่นนี้พร้อมย้ายค่ายเบอร์เดิมมาเป็นครอบครัวเอไอเอสรับส่วนลดเพิ่มอีก 1,000.- พร้อมรับฟรี YouTube Premium สูงสุด 6 เดือน และ AIS Play Family ไม่คิดค่าเน็ตนาน 6 เดือน

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

Fujitsu เปิดตัวแล็ปท็อปใหม่ในรอบ 5 ปี เน้นความบางเบา ตอบโจทย์การใช้งานที่คล่องตัวแบบมืออาชีพ

ฟูจิตสึเปิดตัวแล็ปท็อป Ultralight รุ่นใหม่ FCCL’S UH-X (10th Gen) ตอบโจทย์การใช้งานที่คล่องตัวแบบมืออาชีพ ในราคาเริ่มต้น 39,990 บาท

ฟูจิตสึ ไคลแอนท์ คอมพิวติ้ง ลิมิเต็ด (FCCL) เปิดตัว FCCL’S UH-X (10th Gen) แล็ปท็อปในส่วนของผลิตภัณฑ์คอนซูเมอร์ที่เน้นความเบาและบาง (ultralight) ซึ่งครั้งนี้เป็นการกลับเข้ามาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในรอบ 5 ปีโดยฟูจิตสึมุ่งออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่คล่องตัวแบบมืออาชีพ โดยแล็ปท็อป FCCL’S UH-X รุ่นใหม่ล่าสุดนี้จะพร้อมให้ผู้สนใจสั่งซื้อตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ผ่านร้าน BaNANA IT ทั้ง 10 สาขาที่ร่วมรายการรวมไปถึงบนช่องทางออนไลน์ และผลิตภัณฑ์มีกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2020 นี้

Fujitsu เปิดตัวแล็ปท็อปใหม่ในรอบ 5 ปี เน้นความบางเบา ตอบโจทย์การใช้งานที่คล่องตัวแบบมืออาชีพ

ด้วยดีไซน์ที่บางเฉียบและเอื้อต่อการพกพา FCCL’S UH-X รุ่นล่าสุดนี้จึงตอบโจทย์การทำงานที่เน้นความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยตัวเครื่องมีความหนาเพียง 15.5 มม. ขนาด 13.3 นิ้ว พร้อมน้ำหนักเครื่องที่เบาเพียง 778 กรัมเท่านั้น ทั้งยังมีโปรเซสเซอร์ถึง Intel® Core™ i7 เพื่อประสิทธิภาพและขุมพลังที่เติมเต็มสมรรถภาพในการทำงานและความบันเทิง ทั้งยังสามารถรองรับฟีเจอร์ Window Hello ช่วยปกป้องข้อมูลของผู้ใช้งานจากการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมไปถึงอินเทอร์เฟซครบชุดพร้อมพอร์ต HDMI, USB และการเชื่อมต่อ LAN เพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการทำงานบนโลกแห่งการเชื่อมต่อ ประกอบกับโครงสร้างตัวเครื่องที่คำนึงถึงเรื่องความทนทานและผ่านการทดสอบที่เข้มงวดอย่างการทดสอบการตกและแรงดันอีกด้วย 

การเปิดตัวของผลิตภัณฑ์ UH-X เป็นการแสดงความมุ่งมั่นของฟูจิตซึที่ต้องการพัฒนาและเสริมสร้างสินค้าที่มีคุณภาพและที่ดีที่สุด โดยผ่านการพัฒนานวัตกรรมมากมายอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ผู้นำจากประเทศญี่ปุ่น

ราคาและการจัดจำหน่าย:

ผู้สนใจสามารถพรีออเดอร์ FCCL’S UH-X ผ่านหน้าร้าน BaNANA IT ทั้ง 10 สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ และบนช่องทางออนไลน์ได้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 เป็นต้นไป ในราคาเริ่มต้นที่ 39,990 บาท และผลิตภัณฑ์จะพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2020 ตามช่องทางดังกล่าว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FCCL’S UH-X (10th Gen) และสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ไปที่
https://www.fmworld.net/overseas/th/th/uh-x/2008/ (ภาษาไทย) หรือ https://www.fmworld.net/overseas/th/en/uh-x/2008/ (ภาษาอังกฤษ) หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์บริการ ไปที่ https://www.asiapac.com.sg/fujitsu-warranty-registration

HUAWEI ยกทัพเปิดตัวแล็ปท็อป Matebook 14 และแท็บเล็ตรุ่นใหม่ พร้อมกัน 29 กันยายนนี้

HUAWEI เตรียมเปิดตัวแล็ปท็อปสเปคหรู MateBook 14 ในราคาเอื้อมถึง และแท็บเล็ต MatePad T 10s และ MatePad T 10 เอาใจสายแฟมิลี่ ในวันที่ 29 กันยายน 2563

หัวเว่ย คอนซูเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีสมาร์ทดีไวซ์ เตรียมเปิดตัวแล็ปท็อปและแท็บเล็ต 3 รุ่นใหม่กับ MateBook 14 แล็ปท็อปสเปคหรูในราคาที่เอื้อมถึง และอีกสองแท็บเล็ต MatePad T 10s และ MatePad T 10 รุ่นเล็กสเปคใหญ่เอาใจสายแฟมิลี่ พร้อมกันในวันที่ 29 กันยายน 2563

HUAWEI ยกทัพเปิดตัวแล็ปท็อป Matebook 14 และแท็บเล็ตรุ่นใหม่ พร้อมกัน 29 กันยายนนี้

HUAWEI MateBook 14 อีกหนึ่งแล็ปท็อปที่น่าจับตามองในปี 2020 กับแล็ปท็อปสเปคแรงคุ้มราคา ดีไซน์เรียบหรู วัสดุพรีเมี่ยม น้ำหนักเบาเพื่อการพกพาที่ดีที่สุด สะดวกสบายในการใช้งานทุกสถานที่ มอบประสบการณ์การท่องโลกดิจิทัลแบบสมจริงเต็มจอ พร้อมการใช้งานง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส ทั้งยังมาพร้อมนวัตกรรมล่าสุด มอบความเร็วแรงแบบไร้รอยต่อด้วยขุมพลังชิปเซ็ตเต็มขั้นที่จะทำให้ผู้ใช้งานได้พบกับประสบการณ์ใหม่จากการใช้งานในมุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เล่นเกม ไลฟ์สตรีมมิ่ง ดาวน์โหลดไฟล์ หรือประชุมทางออนไลน์ เป็นต้น ที่สำคัญใช้งานหนักแค่ไหนเครื่องก็ไม่ร้อน และมาพร้อมการชาร์จเร็วแบบเต็มพิกัด

HUAWEI ยกทัพเปิดตัวแล็ปท็อป Matebook 14 และแท็บเล็ตรุ่นใหม่ พร้อมกัน 29 กันยายนนี้

พร้อมเปิดตัวสองแท็บเล็ต MatePad T 10s และ MatePad T 10 แท็บเล็ตรุ่นเล็กเอาใจสายแฟมิลี่ ผู้ช่วยคนสำคัญสำหรับทุกวัน และทุกคนในครอบครัว เหมาะสมกับการใช้งานได้ทุกรูปแบบ ทั้งการทำงานและความบันเทิง พกพาไปได้ทุกที่ดั่งใจต้องการ นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อม Kids Corner แอปฯ เสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ และความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกน้อย พร้อมติดตั้งแอปพลิเคชันสำหรับเด็กมาไว้ให้เรียบร้อยในตัวเครื่อง

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือทั้ง 3 สมาร์ทดีไวซ์ ยังคงมาพร้อมกับระบบอีโคซิสเต็มของหัวเว่ย ไม่ว่าจะแบ่งปันข้อมูล ไฟล์ภาพ หรือวิดีโอระหว่างอุปกรณ์ก็ทำได้ง่าย รวดเร็ว และปลอดภัย เพียงแค่สัมผัสเดียว ผ่าน HUAWEI Share

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม โปรโมชั่นพิเศษ และรับชมการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของหัวเว่ยพร้อมกันในวันที่ 29 กันยายน 2563 ได้ที่ https://www.facebook.com/HuaweimobileTH และ LINE Official Account: @HuaweiMobileThailand เวลา 21.00 น. และสามารถศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่หัวเว่ยออนไลน์สโตร์ https://shop.huawei.com/th

Facebook เปิดให้สร้าง Avatar พร้อมสติกเกอร์ด้วยหน้าตัวเองในไทยแล้ว พร้อมวิธีทำง่ายๆ

หลังจากที่ Facebook Avatar หรือระบบสร้างสติกเกอร์อวาตาร์เป็นของตัวเองเปิดตัวให้ใช้งานในประเทศอื่นๆ และในที่สุด ฟีเจอร์นี้ก็สามารถใช้งานในประเทศไทยได้อย่างเป็นทางการเสียที ขอบอกว่าไม่ต้องไปดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใดๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าคุณจะใช้มือถือ iOS หรือ Android ให้อัปเดตแอป Facebook เป็นเวอร์ชันล่าสุดและปิด-เปิด Facebook ใหม่เพื่อเริ่มต้นการใช้งาน Facebook Avatar นั่นเอง

วิธีสร้าง Facebook Avatar ของคุณ


ให้เลือกเมนูขวาสุด (ขีด 3 ขีด) เลื่อนลงมา กดที่คำว่า See More และเลือกเมนู Avatar
(หากใครกดไม่ติด ให้อัปเดตแอปเป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อน)

จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของการเลือกสีผิว โครงหน้า หูตาจมูกปาก ไปจนถึงเสื้อผ้า เครื่องประดับ
ที่มีแบบและสีสันให้เลือกมากมาย

ทรงผมมีให้เลือกทั้งผมสั้น ผมยาว ย้อมสีผมได้

ทีเด็ดของ Facebook Avatar อยู่ที่การเปิด
กล้องหน้าเพื่อเทียบกับใบหน้าจริงได้

เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จสมบูรณ์แล้วก็กด Save
จากนั้นก็แชร์ลง Facebook ได้ทันที

แถมยังมีสติกเกอร์ส่วนตัวใช้สำหรับ
คอนเมนต์บน Facebook และแชทใน Facebook Messenger อีกด้วย

ถ้าใครยังงงๆ ว่าเจ้า Avatar นี่นำไปใช้กับอะไรได้บ้าง มาดูกัน


ใช้แชทบน Messenger ได้

คอนเมนต์ตามโพสต์ก็ได้

และแน่นอนว่านำไปใช้เป็นรูป
Profile สวยๆ ได้

เห็นแบบนี้ ถ้าใครยังไม่มี Facebook Avatar เป็นของตัวเอง ไปลองเล่นกันตามวิธีนี้ได้เลย ด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ต้องโหลดแอปอื่นๆ เลย ใช้ได้บน Facebook ทั้ง iOS และ Android แล้ววันนี้ และอย่าลืมอัปเดตแอป Facebook เป็นเวอร์ชันล่าสุดและปิด-เปิด Facebook ใหม่ก่อนเล่นด้วยนะ

Huawei เตรียมปล่อย Harmony OS พร้อมใช้งานบนสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ปีหน้า

แม้ว่าทางสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มความเข้มงวดใน มาตรการคว่ำบาตร และบีบบังคับให้บริษัทต่างๆ หลายประเทศทั่วโลกยุติการค้ากับ Huawei และล่าสุดทาง SK Hynix, Samsung และ LG ต้องสูญเสียลูกค้ารายใหญ่และรายได้ไปเป็นจำนวนมากจากการปฏิบัติตามข้อเสนอของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ แต่นอกจากที่ทางบริษัทออกมายอมรับว่า เหลือของผลิตชิป Kirin จำนวนไม่มาก และข่าวลือเรื่องการ เลื่อนจำหน่าย Mate 40 ก็ไม่ได้แสดงท่าทีเดือดร้อนกับสถานการณ์ขณะนี้มากนัก

เพราะล่าสุดภายในงาน HDC. Together (Huawei Developer Conference 2020) ทางบริษัทก็ได้ออกมาประกาศถึงโปรเจคใหม่ๆ ของบริษัทที่จะพัฒนาออกมาให้เหล่า Developer และผู้ใช้งานทั่วไปได้สัมผัสกันเร็วๆ นี้ ทั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และตัวซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ทางบริษัทภูมิใจนำเสนอ

Huawei เตรียมปล่อย Harmony OS พร้อมใช้งานบนสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ปีหน้า


ภาพจาก : https://developer.huawei.com/consumer/en/events/hdc2020/

และสิ่งที่หลายๆ คนรอคอยก็น่าจะเป็น HarmonyOS หรือระบบปฏิบัติการที่ทาง Huawei พัฒนาขึ้นเองหลังถูกจำกัดการใช้งาน Android จาก Google ไปเมื่อปีก่อน โดยภายในงาน HDC นี้ ทางบริษัทได้ประกาศว่าจะเปิดให้ HarmonyOS นี้เป็น Open Source ที่ Developer สามารถเข้ามาร่วมพัฒนาโปรแกรมได้อย่างอิสระ

นอกจากนี้ยังระบุว่าจะเปิดให้ใช้งาน HarmonyOS 2.0 (Developer Beta) ในอุปกรณ์ Smart Device ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และจะสามารถใช้ HarmonyOS 2.0 บนสมาร์ทโฟนได้ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ส่วนผู้ใช้ทั่วไปก็น่าจะได้เห็นกันในสมาร์ทโฟน Huawei รุ่นใหม่ๆ ที่จะวางจำหน่ายในปีหน้าเช่นกัน

ส่วนในด้านของ HMS (Huawei Mobile Service) และ AppGallery (ร้านค้าแอปพลิเคชันของ Huawei) ก็มีการเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในปัจจุบันก็มีแอปพลิเคชันที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้กว่า 96,000 แอปพลิเคชันแล้ว นอกจากนี้ยังได้พัฒนาให้ Celia (AI ของ Huawei ที่มีลักษณะคล้าย Siri หรือ Google Assistant) มีความฉลาดมากยิ่งขึ้นและคาดว่าน่าจะพัฒนาจนสามารถพร้อมใช้งานในเร็วๆ นี้อีกด้วย

ที่มา : techcrunch.com , www.theverge.com

YouTube เปิดตัวฟีเจอร์ Shorts อัดคลิป 15 วินาที แบบ TikTok ประเดิมที่อินเดีย

เมื่อถามถึงแนวคอนเทนต์ที่มาแรงที่สุดในยุคนี้ คงต้องยอมรับว่าสไตล์แบบ TikTok นั้นกำลังยืนหนึ่ง (ถึงแม้จะเริ่มถูกแบน และกีดกันในบางประเทศ) ด้วยแนวคิดแบบคอนเทนต์ที่เปิดให้ผู้ใช้ได้กลั่นความคิดสร้างสรรค์ออกมาเป็นวิดีโอภายใน 15 วินาที ที่ทั้งสร้างความท้าทายแก่ผู้ทำคอนเทนต์ และยังถูกจริตคนดูที่ชอบความบันเทิงแบบตรงเป้า เข้าประเด็น ไม่ยืดเยื้อ จึงไม่แปลกที่คอนเทนต์แนวนี้จะมีหลายคนชอบ

ด้านผู้พัฒนาแพลตฟอร์มเองก็มีการเกาะกระแสความนิยมนี้เช่นกัน และเหมือนกับ Instagram ที่ได้ปล่อยฟีเจอร์ ‘Reels’ ออกมา ล่าสุด YouTube เองก็กำลังมีฟีเจอร์นี้เป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นบริการให้ผู้ใช้ทำคลิปวิดีโอสั้นๆ 15 วินาที ชื่อว่า ‘YouTube Shorts’  ที่บริษัทตั้งใจปล่อยออกมาเสียบแทนที่ TikTok ที่กำลังโดนแบนอยู่ในหลายประเทศ (อินเดีย, สหรัฐ ฯลฯ)   

รายงานระบุว่า YouTube Shorts เปิดตัวเป็นเวอร์ชัน Beta ในประเทศอินเดียที่แรก และก็เหมือนกับลูกเล่นของ TikTok ฟีเจอร์ Shorts จะให้ผู้คนได้สร้างวิดีโอในระยะเวลา 15 วินาที มีเสียงประกอบให้เลือกใช้ กว่า 100,000 แทร็ก และมีลูกเล่นการตัดต่อในตัวเช่นกัน

เอาบ้าง ! YouTube เปิดตัวฟีเจอร์ Shorts อัดคลิป 15 วินาที แบบ TikTok ประเดิมที่อินเดีย

ภาพจาก https://blog.youtube/news-and-events/building-youtube-shorts

YouTube ระบุว่าในอนาคตผู้ใช้อาจเห็นปุ่มไอคอน Shorts ปรากฏขึ้นบนแอป YouTube ซึ่งถ้าเป็นไปได้ ประเทศอื่นจะได้ใช้งานก่อนเป็นเวอร์ชัน Beta ที่แรกบน Android แต่สำหรับ iOS นั้นเป็นโอกาสต่อไป อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังไม่มีกำหนดที่แน่ชัดว่าจะเปิดตัวในประเทศอื่นๆ เมื่อไหร่ เพราะแม้กระทั่งในสหรัฐฯ เองก็ยังไม่ได้ใช้

เอาจริงๆ ก่อนหน้านี้ตอนที่ Instagram ปล่อยฟีเจอร์ลักษณะเดียวกันออกมา โดยใช้ชื่อว่า Reels ก็ทำท่าจะแป้กไปแล้ว แต่นั่นอาจเป็นเพราะ Instagram ไม่ได้มีจุดเด่นด้านคอนเทนต์วิดีโออยู่แล้ว สำหรับ YouTube นั้นบริษัทหวังว่าจะได้ผลตอบรับในเชิงบวก และมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดผู้ใช้งานใน YouTube ให้เกิน 2 พันล้านต่อเดือนด้วย เพราะจะได้ยอดจาก Content Creator ผู้ใช้ Mobile
ที่มา : www.theverge.com

เตรียมพบกับ Apple Store สาขา Marina Bay Sands สิงคโปร์ เร็วๆ นี้ ด้วยดีไซน์โดมลอยน้ำแห่งแรก

หลังจากที่ Apple Store เปิดสาขาที่ 2 ในไทยที่ห้างสรรพสินค้า Central World ล่าสุด ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างสิงคโปร์ก็เตรียมตัวเปิด Apple Store สาขา 3 ที่ Marina Bay Sands ซึ่งดีไซน์ของสาขานี้มีความแปลกแตกต่างกว่าสาขาไหนๆ ด้วยความเป็นโดมลอยบนผิวน้ำเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของโลก!

สำหรับ Marina Bay Sands เป็นหนึ่งใน Landmark ชื่อดังของสิงคโปร์อยู่แล้ว ด้วยความเป็นโรงแรมดีไซน์สวย ตั้งบริเวณริมอ่าว Marina โดยที่เจ้า Apple Store สาขาดังกล่าวจะมีทางเดินเข้าไปยังตัวร้านได้ และตั้งอยู่ริมทางเดินในบริเวณ Marina Bay Sands ส่วน 2 สาขาแรกในสิงคโปร์ก็มีความสวยงามโดดเด่นไม่แพ้กัน ทั้งสาขาถนน Orchard และสาขา Jewel ในสนามบิน Changi

เตรียมพบกับ Apple Store สาขา Marina Bay Sands สิงคโปร์ เร็วๆ นี้ ด้วยดีไซน์โดมลอยน้ำแห่งแรก
เตรียมพบกับ Apple Store สาขา Marina Bay Sands สิงคโปร์ เร็วๆ นี้ ด้วยดีไซน์โดมลอยน้ำแห่งแรก

แม้ตอนกลางวัน Apple Store Marina Bay Sands อาจดูเหมือนยานอวกาศแปลกๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวล้ำอนาคต แต่ในยามค่ำคืน ตัวอาคารจะเล่นแสงไฟสวยงาม ยิ่งในช่วงเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดินก็ช่วยเพิ่มความสวยงามยิ่งขึ้น เชื่อว่าเมื่อไหร่ที่ Apple Store สาขานี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ (และแฟนๆ ต่างประเทศสามารถบินไปเที่ยวสิงคโปร์ได้แล้ว) ที่นี่น่าจะกลายเป็น Apple Store สาขาใหม่ที่ต้องไปเยี่ยมเยียนอย่างแน่นอน
ที่มา : www.apple.com