CHERRY เปิดตัว Viola สวิตช์คีย์บอร์ดรุ่นใหม่ ทนทานสูง ต้นทุนต่ำ

คีย์บอร์ดแบบ Mechanical Keyboard ให้สัมผัสในการใช้งานแตกต่างจากคีย์บอร์ดราคาถูกที่ใช้ปุ่มยาง (Rubberdome) ตรงที่มันเป็นคีย์บอร์ดที่ใช้กลไก Mechanical Switch ในการรับสัญญาณเวลาที่เรากดปุ่ม ซึ่งสวิตช์ในคีย์บอร์ดนี้ หากพูดถึงผู้ผลิตสวิตช์ที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับ และเป็นต้นแบบให้กับผู้ผลิตสวิตช์รายใหม่ๆ เราก็ต้องพูดถึง CHERRY

ล่าสุด CES 2020 ทาง CHERRY ได้เปิดตัวสวิตช์รุ่นใหม่ “Cherry Viola” โดยออกแบบการทำงานของสวิตช์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ด้วยการลดชิ้นส่วนที่ต้องใช้ในการขยับกลไกภายใน ซึ่งจะทำให้มันมีความทนทานมากขึ้น แถมยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตสวิตช์อีกด้วย

ทาง CHERRY ได้ประกาศว่า Mechanical Keyboard ที่ใช้สวิตช์ Viola จะมีราคาเริ่มต้นเพียง $50 หรือประมาณ 1,510 บาท เท่านั้น (ถือว่าถูกมากสำหรับ Mechanical Keyboard ที่ใช้สวิตช์ของ CHERRY) และน่าจะได้เห็นคีย์บอร์ดที่ใช้สวิตช์รุ่นนี้ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2020 นี้

นอกจากนี้ ทาง CHERRY ยังได้อัปเดตตัวสวิตช์ MX1A อีกเล็กน้อย โดยปรับปรุงให้ทนทานต่อฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกอื่นๆ มากขึ้น

เปรียบเทียบ Mechanical Keyboard Switches
Cherry
Viola
Cherry
MX Blue
Cherry
MX Brown
Cherry
MX Red
Cherry
Silver
Razer Green
Actuation Point2 mm2.2 mm2 mm2 mm1.2 mm1.9 mm ± 0.4 mm
Actuation vs Reset Pointno datano datano datano datano data0.4 mm
Total Travel4 mm4 mm4 mm4 mm3.4 mm4 mm
Actuation Force45 cN60 cN55 cN45 cN45 cN50 g
Actuation Feelcross/linearlinear/tactilelinear/tactilelinearlinearsoft tactile
Switch Lifecycle? ล้านครั้ง50 ล้านครั้ง50 ล้านครั้ง50 ล้านครั้ง50 ล้านครั้ง60 ล้านครั้ง

อ่าน : ความแตกต่างระหว่างสวิตช์แต่ละแบบ
ที่มา : www.anandtech.com , www.techspot.com , www.makeuseof.com


Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

เนื่องจากกลุ่มคนทำงานส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยกลุ่มคน Millenials และเจน Z เป็นส่วนใหญ่ ที่ให้ความสำคัญด้านอุปกรณ์ที่ไฮเทคในการทำงาน ทาง Lenovo จึงได้ออกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ThinkBook โน๊ตบุ๊คที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนกลุ่มนี้ ทั้ง ThinkBook 15, 14 และ 13s

Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

โดยคุณธเนศ อังคศิริสรรพ ผจก.ทั่วไป เลอโนโว ประจำภูมิภาคอินโดจีน ได้กล่าวถึงผลสำรวจของ “พนักงานและนายจ้างธุรกิจ SMB ที่มีความเห็นต่างด้านเทคโนโลยี” ที่มีประเด็นที่น่าสนใจคือ กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ นิยมหางานในองค์กรที่มีอุปกรณ์ไฮเทคที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ซึ่งขัดกับธุรกิจ SMB ในเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศไทยที่คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานส่วนใหญ่ยังคงเป็นคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะกว่า 78% และอีก 22% เป็นคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค

Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

มีผลสำรวจอีกว่าบริษัทที่ให้ความสำคัญกับ Employee Experience หรือประสบการณ์การทำงานของลูกจ้าง จะมีโอกาสที่ทำกำไรได้มากกว่าถึง 4 เท่า โดยเมื่อพนักงานเกิดความสุขจากความสะดวกสบายในการทำงาน จะส่งผลให้ลูกค้ามีความพึงพอใจมากกว่า 80% และบริษัทที่ดีก็จะสามารถดึงคนทำงานยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพมาร่วมทีม เพิ่มโอกาสได้มากกว่าบริษัทคู่แข่งในตลาดอีกด้วย


ThinkBook Family

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล ทาง Lenovo จึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ThinkBook ที่มีทั้งดีไซน์และฟังก์ชั่นต่างๆ ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ โดยฟีเจอร์ที่น่าสนใจของทั้ง ThinkBook 13s, 14 และ 15 มีดังนี้

  • สี Mineral Gray พร้อมวัสดุพรีเมี่ยม
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

การตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์ซักชิ้นในปัจจุบัน ประสิทธิภาพกลับไม่ใช่เรื่องแรกที่ทุกคนคำนึงถึง แต่เป็นเรื่องของดีไซน์มากกว่า ซึ่งสีดำเป็นสีที่ดูโบราณไปแล้วสำหรับเทรนด์ในตอนนี้ ThinkBook จึงเลือกใช้สี Mineral Grey พร้อมวัสดุที่เป็นอลูมิเนียมที่ดูสวยพรีเมียม และนอกจากความสวยงามแล้ว ThinkBook ยังมาพร้อมกับความทนทานระดับ Military Standard ที่ทนต่ออุณหภูมิที่ร้อนจัด-หนาวจัด รวมทั้งทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้อีกด้วย

  • จอกางได้ 180 องศา ทำงานได้สะดวกขึ้น
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

ฟีเจอร์การกางจอ 180 องศา มักจะเป็นคุณสมบัติของโน๊ตบุ๊คระดับสูงๆ ซึ่งใน ThinkBook ทั้งรุ่น 13s, 14 และ 15 ก็ได้ใส่มาให้ใช้งานด้วย สามารถกางจอให้ติดกับโต๊ะ เพื่อการสำเสนองานได้สะดวกยิ่งขึ้น

  • Always-On USB 3.1 เปลี่ยนโน๊ตบุ๊คให้กลายเป็นพาวเวอร์แบงค์
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

ฟีเจอร์เล็กๆ ที่ใส่เข้ามาให้ตอบโจทย์คนใช้งานในปัจจุบันที่พกพาอุปกรณ์ไปไหนมาไหนตลอดเวลา ซึ่งช่อง USB 3.1 แบบ Always-On (ที่มีรูปแบตเตอรี่) จะทำให้เราสามารถต่อสาย USB-C เพื่อเปลี่ยนให้ ThinkBook เป็นแบตเตอรี่สำรอง ชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ อย่างเช่นสมาร์ทโฟนได้ แม้โน๊ตบุ๊คจะปิดอยู่ก็ตาม

  • เชื่อมจอแสดงผลได้ทั้งหมด 3 จอ พร้อมชาร์จไฟไปด้วย

ThinkBook รองรับการต่อจอแสดงผลเพิ่มอีก 2 จอด้วยกัน และเมื่อเชื่อมต่อผ่าน USB 3.1 จะมีการชาร์จไฟระหว่างอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงกันได้ทันที ไม่จำเป็นต้องเสียบอะแดปเตอร์เพื่อจ่ายไปกับทุกอุปกรณ์

  • รวมปุ่ม Power ไว้กับ Fingerprint ในปุ่มเดียว
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

ThinkBook 14 และ 15 มีเซ็นเซอร์สแกนนิ้วติดตั้งอยู่บนปุ่ม Power ให้สามารถเปิดเครื่องและสแกนนิ้วล็อกอินได้ในขั้นตอนเดียว ไม่จำเป็นต้องแยกขั้นตอนการใช้งาน นอกจากนี้ปุ่ม Power ยังมีฟังก์ชั่นป้องกันการเผลอกดปุ่มโดยไม่ตั้งใจ โดยเมื่อเรากดปุ่ม Power ค้างน้อยกว่า 2 วินาที ปุ่มจะไม่ทำงาน

  • มีคีย์ให้กดรับสาย-วางสาย
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

โน๊ตบุ๊คสำหรับใช้งานที่อาจจะต้องมีการ Conference Call บ่อยๆ ตัว ThinkBook ก็จะมีปุ่มสำหรับ รับสาย-วางสาย ให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น

  • Hidden USB Port (บนรุ่น 14 และ 15)
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

บางทีการใช้งานเม้าส์ไร้สาย ตัว Dongle ไร้สาย ที่ยื่นออกมาแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นปัญหาที่อาจจะหักเสียหายได้ ใน ThinkBook 14 และ 15 จึงมีพอร์ต USB ลับ สำหรับให้เสียบ USB แล้วซ่อนไว้ในตัวเครื่องได้ หรือจะใช้กับ Flash Drive ขนาดเล็กก็ได้เช่นกัน

  • รุ่น 15 นิ้ว มี Num Pad ให้ใช้งาน
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

สำหรับสายงานที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข บนคีย์บอร์ดของ ThinkBook 15 ก็จะมี Num Pad ให้ใช้งานกันด้วย

  • ระบบความปลอดภัยของ ThinkBook
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

นอกจากความปลอดภัยเด่นๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวก ทั้งเซ็นเซอร์สแกนนิ้วและพอร์ต USB แบบซ่อนแล้ว ThinkBook ยังมีความปลอดภัยต่างๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น ThinkShutter ฮาร์ดแวร์ที่จะปิดกล้องของอุปกรณ์เมื่อไม่ได้ใช้งาน ป้องกันการล้วงข้อมูลจากกรณีที่โปรแกรมบางตัวสั่งให้กล้องทำงานเองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีระบบ Wi-Fi Security แจ้งเตือนเมื่อมีการเชื่อมต่อ Access Point ที่ไม่น่าเชื่อถือ ระบบ Active Protection System ที่จะคอยตรวจสอบฮาร์ดดิสก์และจัดการกับข้อมูล เมื่อฮาร์ดดิสก์มีความเสี่ยง (แต่ปัญหานี้จะไม่มีใน SSD) รวมทั้ง Battery Health ดูแลสุขภาพของแบตเตอรี่ ด้วยการตั้งค่าให้หยุดชาร์จเมื่อแบตเตอรี่สูงกว่า 90% ได้

  • (ทางเลือก) เพิ่มให้รองรับมาตรฐาน Wi-Fi 6 ได้

ถึงแม้ว่ามาตรฐาน Wi-Fi 6 จะใหม่ยิ่งกว่า 5G (ที่สัมผัสได้ยากยิ่งกว่า) แต่ ThinkBook ก็สามารถอัปเกรดให้รองรับ Wi-Fi 6 ในการใช้งานได้ เผื่อจะได้ใช้ในเร็ววัน

  • ประกัน Premiere Support

ถึงแม้ว่า ThinkBook จะรองลงมาจาก ThinkPad แต่ก็ได้รับประกันแบบ Premiere Support เช่นกัน โดยระยะเวลาประกันปกติ 1 ปี จะสามารถเพิ่มเป็น 5 ปีได้ มีประกันอุบัติเหตุ Accidental Damage Protection (ADP) ทั้งการตกกระแทก น้ำหกใส่ได้ รวมทั้งยังครอบคลุมในต่างประเทศอีกด้วย

ซึ่งสำหรับประกัน Premiere Support จะมีช่องทางเบอร์พิเศษในการบริการ สามารถติดต่อได้ไปยังวิศวกรโดยตรง รวมทั้งหากต้องรออะไหล่สินค้าหรือรอคิวบริการต่างๆ ก็จะถูกลัดเป็นคิวแรกๆ อีกด้วย

คอนแทคเลนส์ซูมเข้า-ออกได้’ ด้วยการกะพริบตา ทีมนักวิทยาศาสตร์แดนมะกัน ประดิษฐ์

ทีมนักวิทยาศาสตร์แดนมะกัน ประดิษฐ์ 'คอนแทคเลนส์ซูมเข้า-ออกได้' ด้วยการกะพริบตา


แค่กะพริบตาก็มองเห็นไกลขึ้นเหมือนซูเปอร์แมนได้” อาจฟังดูเวอร์ๆ ไปหน่อย แต่มันก็เกิดขึ้นจริงแล้ว เพราะว่าทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย California San Diego ในสหรัฐอเมริกา ได้สร้าง “คอนแทคเลนส์สุดล้ำ ที่ซูมเข้า-ออก ได้ด้วยการกะพริบตา 2 ครั้ง

คอนแทคเลนส์ซูมได้สุดล้ำที่ว่านี้ มันทำงานด้วย สัญญาณไฟฟ้าในร่างกายมนุษย์ (Electrooculographic Signals) ที่ถูกส่งตรงจากสมองสู่ระบบกล้ามเนื้อรอบดวงตา เช่น การมองไปด้านบน ล่าง ซ้าย ขวา หรือแม้แต่การกะพริบตา
 
มุมมองปกติจากคอนแทคเลนส์ซูมได้สุดล้ำ


เมื่อซูมแล้วจะมองได้ไกลๆ ได้ใกล้ขึ้น

สัญญาณไฟฟ้าที่ถูกส่งออกมาเหล่านี้ จะถูกตรวจจับแล้วนำมาแปลงเป็นคำสั่งที่ใช้ควบคุมการทำงานของคอนแทคเลนส์ให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบ เพื่อซูมเข้าหรืออกตามต้องการ โดยไม่ต้องใช้มือหรือการบังคับอย่างอื่นเลย เช่น กะพริบตา 2 ครั้งเพื่อซูมภาพให้ใกล้เข้ามา หรือทำซ้ำเพื่อคืนค่าแบบเดิม

รูปแบบการทำงานของคอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษซูมได้ พร้อมกับระบบจับสัญญาณไฟฟ้า — onlinelibrary.wiley
แต่ถึงอย่างนั้น แค่ตัวคอนแทคเลนส์เพียงอย่างเดียว ไม่อาจที่จะทำงานได้ มันจำเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์อื่นๆ ช่วยเสริม เช่น ตัวขยายและชิปประมวลผลสัญญาณไฟฟ้าจากร่างกาย คล้ายกับการทำงานของแขนเทียบไฟฟ้าหรือขาเทียมไฟฟ้า 

โครงสร้างภายในคอนแทคเลนส์ซูมได้ — onlinelibrary.wiley
และในปัจจุบัน คอนแทคเลนส์ซูมได้สุดล้ำ ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา มันยังเก็บใส่กะเป๋าไปใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้ เพราะว่ามันต้องใช้อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ทำให้ดูเทอะทะไม่เหมาะกับการใช้จริง แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งก้าวที่สำคัญ เพราะมันเป็นเครื่องยืนยันว่า อุปกรณ์ไฮเทคที่เห็นในหนังภาพยนตร์ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกแล้ว ในอนาคตเราจะได้ใส่คอนแทคเลนส์ที่เห็นภาพไกลๆ ได้ด้วยการกะพริบตา

ที่มา : www.independent.co.uk , www.cnet.com , in.mashable.com , edgy.app , interestingengineering.com , onlinelibrary.wiley.com

Sony เปิดตัว RX100 VII กล้องคอมแพ็คสุดเทพรุ่นใหม่ โฟกัสไวดุจปีศาจ

Sony เปิดตัว RX100 VII กล้องคอมแพ็คสุดเทพรุ่นใหม่ โฟกัสไวดุจปีศาจ

กล้องตระกูล RX100 ของ Sony มีการพัฒนามาอย่างเนื่องเป็นเวลาหลายปี และล่าสุด Sony ก็ได้ประกาศเปิดตัวรุ่นใหม่แล้ว RX100 VII ซึ่งการอัปเกรดในครั้งนี้ มีการปรับปรุงระบบโฟกัสให้ไวขึ้นมากๆ จนได้รับชื่อเล่นว่าเป็น a9 แบบพกพา (a9 เป็นกล้องมิลเลอร์เลสของ Sony ที่มีระบบโฟกัสไวที่สุด)

RX100 VII ยังมาพร้อมกับชุดเลนส์ซูม 70-200มม. f/2.8-45 ของ ZEISS เหมือนกับในรุ่น RX100 VI แต่ว่าเซ็นเซอร์ได้รับการอัปเกรดใหม่เป็นแบบ Stacked CMOS ตัวใหม่ความละเอียด 20.1MP

ความเร็วในการถ่ายภาพสูงขึ้นสมกับฉายา Baby a9 ด้วยการถ่ายภาพนิ่งต่อเนื่องได้ถึง 20fps โดยที่ไม่มี Blackout และถ่ายแบบ Single Burst Shooting ได้สูงถึง 90fps ทำให้การถ่ายภาพเป้าหมายที่กำลังเคลื่อนไหวเป็นเรื่องที่ง่ายมาก 

ระบบโฟกัสของ RX100 VII มี Tracking และ AF point ถึง 357 จุด (VI มี 315 จุด) ทำให้ความไวในการจับโฟกัสเร็วขึ้นเป็น 0.02 วินาที และสามารถจับโฟกัสที่ดวงตาของมนุษย์ หรือสัตว์ได้อัตโนมัติ ช่วยให้การถ่ายภาพพอร์เทรท หรือวีดีโอ ล็อคเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

Sony เปิดตัว RX100 VII กล้องคอมแพ็คสุดเทพรุ่นใหม่ โฟกัสไวดุจปีศาจ

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ผู้ใช้เรียกร้องมานานอย่างช่องต่อไมค์โครโฟน 3.5 มม. ในที่สุดก็ถูกใส่เข้ามาในรุ่นนี้แล้ว ระบบกันสั่นก็ปรับปรุงใหม่ที่ทาง Sony เคลมว่าช่วยให้เปิดชัตเตอร์ได้นานขึ้นถึง 4 สตอป เลยทีเดียว

ใครที่อยากได้ตอนนี้เริ่มเปิดให้จองแล้ว ราคาประเทศไทยอยู่ที่ ราคากำลังน่ารักเลยเพียง 38,990 บาท เท่านั้น

Sony เปิดตัว RX100 VII กล้องคอมแพ็คสุดเทพรุ่นใหม่ โฟกัสไวดุจปีศาจ

ที่มา : www.engadget.com , gizmodo.com

true จัดโปรฯ ดูบอล “ทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล เอชดี พลัส” พร้อมเน็ต Fiber Optic สุดแรง

true จัดหนักจัดเต็ม จัดโปรโมชั่นเด็ดๆ ให้กับผู้ใช้ทั้งเก่าและใหม่ ไม่ว่าจะเป็น โปรโมชั่นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โปรโมชั่นเอาใจคอเกมเมอร์ หรือ โปรโมชั่นดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก พร้อม 5 ช่องใหม่ เอาใจคอบอล รายละเอียดจะมีอะไรบ้างมาดูกัน

true เปิดโปรฯ ดูบอล "ทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล เอชดี พลัส" พร้อมเน็ต Fiber Optic สุดแรง

ในครั้งนี้ true ประกาศว่าจะอัพเกรด 3 สิ่งให้ดีขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานทุกคนได้รับประสบการณ์ในการใช้อินเทอร์เน็ตที่ดีขึ้นด้วยการประกาศประกาศเปลี่ยน “อัพความเร็วอินเทอร์เน็ตให้ลูกค้าเก่า” โดยอัพเกรดความเร็วจากโปรโมชั่นเก่าให้เร็วเท่ากับโปรโมชั่นปัจจุบันแบบไม่ต้องจ่ายเพิ่ม จ่ายเท่าเดิมแต่เน็ตแรงขึ้น ซึ่งทาง true จะทยอยอัพเกรดให้จนครบภายในสิ้นเดือนนี้ (31 ก.ค. 62) 

นอกจากอัพเกรดความเร็วเน็ตแล้ว ยังได้ “อัพเกรดเกรดเทคโนโลยี” อีกด้วย โดยลูกค้าเก่าจะได้รับการอัพเกรดอุปกรณ์ต่างๆ ให้เป็นเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต Fiber Optic ได้ใช้งานกัน และอัพเกรดสุดท้ายก็คือ “อัพเกรดโปรโมชั่น” โปรโมชั่นที่ว่าก็คือใช้เน็ตบ้าน แถมเน็ตมือถือ 10GB พร้อมแพ็กเกจดูช่องรายการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Enjoy Extra Movie HD, Enjoy Extra Kids HD เป็นระยะเวลา 12 เดือน 

true เปิดโปรฯ ดูบอล "ทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล เอชดี พลัส" พร้อมเน็ต Fiber Optic สุดแรง

นอกจากนี้แล้วยังมีประกาศโปรโมชั่น “ทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล เอชดี พลัส” เอาใจแฟนบอลให้เต็มอิ่มกับการถ่ายทอดสดแบบเอ็กคลูซีฟทั้ง 380 แมทช์ตลอดฤดูกาล พร้อมกับช่องรายการใหม่อีก 5 ช่องที่สามารถผ่านกล่องหรือดูผ่านอินเทอร์เน็ต จะมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ก็ดูได้ไม่มีปัญหา 

true เปิดโปรฯ ดูบอล "ทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล เอชดี พลัส" พร้อมเน็ต Fiber Optic สุดแรง
  • แพ็กเสริม“ทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล เอชดี พลัส” ราคาปกติ 399 บาท/เดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  • แพลทินัม แพ็กเกจ รับสิทธิพิเศษ ชมฟรี ครบทุกแมตช์ ตลอด 3 ฤดูกาล 2019/20 – 2021/22
true เปิดโปรฯ ดูบอล "ทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล เอชดี พลัส" พร้อมเน็ต Fiber Optic สุดแรง
  • เปิดจองสิทธิ แพ็กเสริมราคาพิเศษ สำหรับสมาชิกทรูวิชั่นส์
    • โกลด์ แพ็กเกจ เพียง 199 บาท/เดือน ตลอดฤดูกาล 2019/20
    • ทรู ซูเปอร์ ซอคเกอร์ (สมาชิกเดิม) เพียง 199 บาท/เดือน จนถึง 31 ต.ค. 62
    • แพ็กเกจอื่น ๆ เพียง 299 บาท/เดิอน
true เปิดโปรฯ ดูบอล "ทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล เอชดี พลัส" พร้อมเน็ต Fiber Optic สุดแรง

โดยรายละเอียดของ 5 ช่องใหม่มีรายละเอียดดังนี้

  • true Premier Football HD1 : ช่องออกอากาศหลัก 24 ชม. ชมแมตช์ถ่ายทอดสด พร้อมรีรัน ครบ 380 แมตช์พร้อมรายการพิเศษโดยผู้ผลิตรายการกีฬาคุณภาพของไทย
  • true Premier Football HD2 : ช่องออกอากาศหลัก 24 ชม.ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ชมแมตช์ถ่ายทอดสด พร้อมรายการพิเศษจากสตูดิโอพรีเมียร์ลีกอังกฤษ
  • true Premier Football HD3-5 : ช่องออกอากาศเสริมชมแมตช์ถ่ายทอดสด สำหรับวันที่มีการแข่งขันพร้อมกันหลายแมตช์ พร้อมทั้งยังเอาใจแฟนกีฬาให้เต็มอิ่มเพิ่มเติมด้วย ด้วยช่องกีฬาเสริมจาก true Sport ได้แก่
    • true Sport HD2 : ชมพรีเมียร์ลีก 1 แมตช์/สัปดาห์ พร้อมด้วย ฟุตบอลไทยลีก ครบทุกแมตช์ และ เจลีก ในระบบเอชดี
    • true Sport HD3 และ true Sport 2 : แถมเพิ่มกีฬาอื่นๆ อาทิ ไทยลีก เจลีก สนุกเกอร์ แบดมินตัน วอลเล่ย์บอล และอีกเพียบ

แพ็กเสริม ทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล เอชดี พลัส เริ่มเปิดให้บริการในวันที่ 1 ส.ค. 2562 โดยให้สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกแพลทินัม ดูฟรีตลอดทั้ง 3 ฤดูกาล และตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ก.ค. นี้ หากใครสนใจติดต่อศูนย์ทรูใกล้บ้านได้เลย

Google Maps คาดเดา ความหนาแน่นของผู้ใช้งานเส้นทางรถเมล์ และ รถไฟ ได้

ทาง บริษัท Google ได้ประกาศ อัพเดทฟีเจอร์ใหม่ลงแอพฯ Google Maps มันเป็นเทคโนโลยีที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้งานแต่ละคน ให้ผู้ใช้งานอย่างเราๆ อัพเดทสถานะการใช้งานจริงๆ ลงสู่แอพฯ  เพื่อคาดเดาสภาพการเดินทางของผู้คนที่ใช้งานรถสาธารณะเช่น รถเมล์ และ รถไฟ ณ ขณะนั้น ได้

Google Maps คาดเดา ความหนาแน่นของผู้ใช้งานเส้นทางรถเมล์ และ รถไฟ ได้


ขอบคุณรูปภาพจาก : TechCrunch

ยกตัวอย่างเช่น หากเราเป็นผู้ใช้งานที่เดินทางในช่วงเวลาเร่งด่วนตั้งแต่ 6 โมงเช้า – 10 โมงเช้า ทางแอพฯ Google Maps จะถามคำถามกับเรา ว่า ในขณะนั้นมีที่นั่งเหลืออยู่กี่ที่ หรือ มีเฉพาะแค่ที่สำหรับยืน เท่านั้น เพื่อที่ทางแอพฯ จะสามารถรายงานผลลัพธ์ ให้แก่ผู้ใช้งานคนอื่นๆ รู้เกี่ยวกับสภาพการเดินทางว่ามีคนเยอะมากแค่ไหน

Google Maps คาดเดา ความหนาแน่นของผู้ใช้งานเส้นทางรถเมล์ และ รถไฟ ได้

ขอบคุณรูปภาพจาก : Google

นอกจากนี้ Google สามารถใช้ข้อมูลนี้ในการจัดอันดับความหนาแน่นของเส้นทาง และ ป้ายสถานี รอบโลกได้อีกด้วย ซึ่งมันไม่ใช่ครั้งแรก ที่ Google ใช้ข้อมูลการบันทึกจากเส้นทางของผู้ใช้ ในระดับที่ใหญ่ขนาดนี้ และฟีเจอร์ที่คล้ายๆ กันนี้ ก็ถูกนำไปใช้กับผู้ใช้งานที่แวะมาร้านอาหาร หรือ สถานที่ๆ มีข้อมูลอยู่บนแผนที่ และฟีเจอร์นี้ ก็คงทำงานคล้ายๆ กัน

ในขณะนี้ ฟีเจอร์นี้ถูกปล่อยให้ใช้งานตามเมืองต่างๆ กว่า 200 เมือง ทั่วโลก ทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS อีกสักพักเราคงจะได้เห็นการแจ้งเตือนความหนาแน่นของผู้ใช้งานในขณะเดินทาง เพื่อให้เราตัดสินใจออกเดินทางออกจากบ้าน ไปสถานที่ต่างๆ ได้เร็วขึ้น หากเรารู้ว่าช่วงเวลาไหนบ้างจะมีผู้ใช้งานเดินทางเยอะ หรือ น้อย เราก็ตัดสินใจเดินทางได้ง่ายขึ้น นั่นเอง
ที่มา : techcrunch.com , www.huffpost.com

บริษัท Startup อัดข้อมูล Wikipedia กว่า 16GB ลงใน DNA

เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ที่เราใช้งานกัน นั้นก็มีหลากหลายประเภท ตั้งแต่สมัย การเก็บข้อมูลในรูปแบบสายแม่เหล็ก (เทป), ฮาร์ดดิสก์ จานแม่เหล็ก ไปจนถึง เทคโนโลยีชิปข้อมูลที่ซ้อนกันในรูปแบบ 3D แต่สำหรับเทคโนโลยีใหม่นี้อาจจะกลับไปใช้งานการเก็บข้อมูลแบบเก่าแก่สุดๆ ในโลกนี้เลยก็ว่าได้ และ นั่นก็คือ ข้อมูลในรูปแบบ DNA

บริษัท Startup อัดข้อมูล Wikipedia กว่า 16GB ลงใน DNA

ขอบคุณรูปภาพจาก : CNET

ซึ่ง DNA (Deoxyribonucleic Acid) นั้นเป็นสารพันธุกรรมที่สามารถเก็บรหัสข้อมูลแบบเฉพาะของสิ่งมีชีวิต เช่น เซลล์ ลักษณะ ของถั่ว และ ลิงชิมแปนซี แต่ไม่เพียงแค่นั้น ในที่นี้มันสามารถเก็บรหัสข้อมูลดิจิตอล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบสสารทางเคมีได้ด้วย

บริษัทสตาร์ทอัพ Catalog ประกาศว่า พวกเขาได้จัดการบีบอัดข้อมูลสารานุกรม Wikipedia เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษขนาด 16 GB ผ่านเครื่อเขียนข้อมูลลงใน DNA ได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเขาใช้ Prefabricated synthetic DNA strands ซึ่งมีขนาดสั้นกว่า DNA มนุษย์ และ เมื่อมารวมกันเยอะๆ มันสามารถเก็บข้อมูลได้ในปริมาณมากขึ้น

บริษัท Startup อัดข้อมูล Wikipedia กว่า 16GB ลงใน DNA

ขอบคุณรูปภาพจาก : CNET

นอกจากนี้ ทางบริษัทนี้ได้สร้างเครื่องเขียนข้อมูลลง DNA ที่มีขนาดเล็กมากพอ (เล็กกว่าเครื่องในยุคแรกๆ) ที่จะไว้ในบ้านคนได้ ถ้าเคลียร์พื้นที่นำไปวางแทนตู้เย็น, เตาอบ และ พื้นที่บนชั้นวาง ก็จะว่างพอให้เจ้าเครื่องเขียน DNA นี้ตั้งได้ล่ะนะ

แม้ว่าในตอนนี้การเข้าถึงข้อมูล DNA มันจะใช้งานไม่ง่ายเหมือนการเอาเมมโมรี่การ์ดไปเสียบในมือถือแล้วใช้ได้เลย แต่อย่างน้อยมันก็พร้อมสำหรับลูกค้าบางรายที่ต้องการจะจัดเก็บข้อมูลในปริมาณมหาศาล ซึ่งมันเหมาะสำหรับหน่วยงานรัฐบาล, โครงการวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ, ธุรกิจค้าน้ำมันและแก๊ส, สื่อ ภาพยนตร์, หุ้น, และ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ นั่นเอง

ถึงแม้การจัดเก็บข้อมูลแบบ DNA อาจจะถูกรบกวนได้จากรังสี Cosmic แต่ถ้าเทียบกับการจัดเก็บข้อมูลแบบเดิมๆ มันเสถียรกว่าการเก็บทางเลือกอื่น – ทาง Catalog กล่าว


เทียบกับกาลเวลาแล้ว อย่างเช่นยุคแรกๆ เจ้า Floppy Disk ก็หายไปจนหมดสิ้น แต่กับการเก็บข้อมูลลงใน DNA อาจจะเก็บได้ยาวนานกว่านั้น นั่นก็เพราะ ขนาด DNA ของสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วกว่า 1,000 ปียังสามารถหาเจอได้  แล้วเพื่อนๆ คิดว่า Flash Drive ที่วางไว้ใต้โต๊ะทำงาน ยังจะสามารถใช้งานได้ไหม หลังจากผ่านไป 25 ปี ?
ที่มา : www.cnet.com , catalogdna.com , www.thaibiotech.info

‘ไทยรัฐออนไลน์’ จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

แบรนด์หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ไทยรัฐ จัดงาน HIT REFRESH ฉลองครบรอบ 10 ปี ของ ‘ไทยรัฐออนไลน์ (Thairath.co.th) ประกาศรีแบรนด์ปรับรูปโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ให้ทันสมัยกว่าเดิม พร้อมเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายตามช่วงอายุมากยิ่งขึ้น

'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

เป็นที่รู้กันว่าไทยรัฐเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ระดับแถวหน้าของเมืองไทย เริ่มกระโดดเข้ามาทำสื่อออนไลน์ในชื่อ ไทยรัฐออนไลน์  (Thairath.co.th) เมื่อช่วงปี 2009 จนถึงตอนนี้ก็มีอายุอานามครบ 10 ปีพอดิบพอดี โดยไทยรัฐออนไลน์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากเว็บไซต์ ไปสู่แพลตฟอร์มโซเชียลอื่นๆ ถึงตอนนี้ในส่วนของเว็บไซต์มียอดเพจวิว (Pageview) สูงถึง 2,000 ล้านเพจวิว และมีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ (Unique Visitor) ถึง 2 ล้านคนต่อวัน ถือเป็นยอด Marketshare ในตลาดถึง 30% จากทั้งหมด นอกจากนี้ไทยรัฐออนไลน์ยังเป็นเว็บไซต์ข่าวอันดับ 1 และเป็นเว็บไซต์ลำดับ 3 ของไทยอีกด้วย

'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

พร้อมกันในงานนี้ มีการประกาศเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นการรีแบรนด์ไทยรัฐออนไลน์ที่ปรับรูปโฉมให้ดูทันสมัยมากขึ้น ทั้งโลโก้ (Logo) และหน้าเว็บไซต์ (Website) พร้อมกับนำเทคโนโลยี AI และ Machine Learning มาใช้ เพื่อนำเสนอข่าวสารที่ตรงใจกับผู้อ่านมากยิ่งขึ้น

'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

นอกจากนี้แล้วยังได้เปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่ ที่มีคอนเทนต์ 2 สไตล์ ได้แก่  MIRROR และ PEEPZ ที่เหมาะกับทุกวัยตามความสนใจ 

'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม
  • MIRROR (มิเรอร์) แบรนด์ที่เป็นเพื่อนกับผู้หญิงยุคใหม่ นำเสนอคอนเทนต์ที่ช่วยให้ผู้หญิงได้ค้นพบสิ่งที่ดีที่สุด ครอบคลุมคอนเทนต์ 3 ด้านคือ Style, Beauty+ และ Life
'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม
  • PEEPZ (พีพซ์) แบรนด์วัยรุ่นที่พร้อมจะร่วมค้นหาตัวเองไปกับเพื่อนของเขา และทำทุกเรื่องไปให้สุดในทางของตัวเอง PEEPZ จับกลุ่ม Gen Z นำเสนอวิดีโอคอนเทนต์สนุกๆในรูปแบบของ Short-Form Mobile VDO โดยเนื้อหาเจาะไปที่ความสนใจของวัยรุ่น เช่น เกม, เรื่องตลก, เพลง, เต้น, ความสัมพันธ์กับเพื่อน แฟน ครอบครัว และ LGBT ที่มีการร่วมมือในการทำคอนเทนต์กับ นาดาว บางกอก, เอม ตามใจตุ๊ด และ VICE บริษัทคอนเทนต์ระดับโลก
'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูหน้าเว็บไซต์โฉมใหม่ของ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ที่ www.thairath.com ได้เลย

Facebook เปิดตัว Study แอปฯ ขอข้อมูลใช้งานตรงๆ มีค่าตอบแทนให้

Facebook ประกาศเปิดตัวแอปฯ ใหม่ ที่มีชื่อว่า Study from Facebook ซึ่งเป็นแอปฯ ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลของผู้ใช้งาน เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของทางบริษัทฯ ต่อ โดยผู้ที่เข้าร่วมจะได้รับค่าตอบแทนจากการแชร์ข้อมูลอีกด้วย และแอปฯ Study from Facebook จะมีให้บริการบนระบบปฏิบัติการ Android เท่านั้น ซึ่งผู้ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรม ไม่สามารถหาแอปฯ โหลดจาก Google Play Store ได้โดยตรง

Facebook เปิดตัว Study แอปฯ ขอข้อมูลใช้งานตรงๆ มีค่าตอบแทนให้

โดย Facebook จะมีการยิงโฆษณาออนไลน์ออกไป และหากผู้ใช้งานที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมคลิกที่โฆษณานั้น และมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด แอปฯ ดังกล่าวก็จะปรากฏให้ดาวน์โหลดบน Play Store ได้ทันที ส่วนคุณสมบัติของผู้ที่เข้าร่วม จะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และในเบื้องต้น โปรแกรมดังกล่าวจะรองรับในสหรัฐอเมริกาและอินเดียเท่านั้น

สำหรับข้อมูลที่ Facebook จะเก็บผ่านแอปฯ ประกอบไปด้วย

  • แอปฯ ต่างๆ ที่เราลงบนอุปกรณ์
  • เวลาที่ใช้งานในแต่ละแอปฯ
  • ประเทศที่อยู่ รุ่นของอุปกรณ์และเครือข่ายมือถือที่ใช้
  • ฟีเจอร์ของแอปฯ ที่ใช้งาน

โดยแอปฯ Study จะไม่เก็บข้อมูล ID, รหัสผ่าน หรือข้อมูลบนเครื่อง เช่น รูปภาพ วีดีโอ หรือไฟล์เอกสารต่างๆ โดยผู้เข้าร่วมโปรแกรม สามารถดูได้ว่า ข้อมูลอะไรถูกเก็บไปบ้าง และข้อมูลที่ได้ จะไม่ถูกนำไปขายยังบุคคลที่สาม ใช้เพื่อจัดการโฆษณา หรือรวมไปในบัญชีเฟคบุ๊ค

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Facebook ประกาศเกี่ยวกับแอปฯ Study ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลผู้ใช้ผ่านแอปฯ เท่านั้น ในส่วนของ ค่าตอบแทน ยังไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมนอกจากประโยคที่ว่า ‘Get Rewarded – Earn money for sharing how you use apps.’ ซึ่งค่าตอบแทนจะเป็นอย่างไร และจะมีการขยายโปรแกรมนี้ไปยังประเทศอื่นๆ อย่างบ้านเรามั้ย? ต้องรอติดตามกันต่อไปครับ
ที่มา : www.phonearena.com , newsroom.fb.com

ผู้ผลิตมือถือโชว์เทคโนโลยีใหม่ ซ่อนกล้องไว้ใต้จอแสดงผลได้อย่างเนียนกริบ

ในขณะที่เทรนด์การออกแบบมือถือปัจจุบัน คือ การทำให้จอแสดงผลใช้พื้นที่ด้านหน้าของตัวเครื่องอย่างเต็มที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อุปสรรคใหญ่ที่ต้องเผชิญก็คือ “ไม่มีที่สำหรับกล้องหน้า” ทางออกที่เราเห็นในปัจจุบัน ก็จะมีตั้งแต่จอแหว่ง, กล้องสไลด์, กล้องป๊อปอัพ ฯลฯ

แต่ล่าสุด ผู้ผลิตมือถือจากจีน Xiaomi และ Oppo ได้ปล่อยวีดีโอมือถือต้นแบบรุ่นใหม่ ที่ซ่อนกล้องเอาไว้ใต้จอแสดงผลได้อย่างแนบเนียน โดยจะเห็นต่อเมื่อเราเปิดใช้งานกล้องเท่านั้น

Embedded video

Xiaomi ได้เปิดเผยความลับในการทำงานว่า ด้วยตัวพาเนล OLED แบบโปร่งใสที่ปิดอยู่เหนือตัวกล้อง ทำให้สามารถแสดงผลในพื้นที่หน้าเลนส์ได้ด้วย และเมื่อเปิดใช้กล้องซอฟต์ก็จะหยุดการแสดงผลในพื้นที่ดังกล่าว

Embedded video

ส่วนเทคโนโลยีของ Oppo นั้น ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าทำงานด้วยวิธีการไหน แต่คิดว่าน่าจะคล้ายๆ กับของ Xiaomi แหละ

ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะได้เห็นสมาร์ทโฟนที่ใช้เทคโนโลยีนี้เข้าสู่ตลาดภายในปีนี้หรือไม่ แต่เชื่อว่าอีกไม่นาน เราจะได้สัมผัสกับมือถือที่มีเทคโนโลยีนี้กันอย่างแน่นอน
ที่มา : www.geek.com