AIS ชวนลูกค้าร่วมทดสอบ 5G ตอกย้ำความสำเร็จ ครองคลื่นความถี่มากที่สุด

เอไอเอส ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 5G หลังชนะการประมูลคลื่น 5G ได้จำนวนมากที่สุดครบทั้ง 3 ย่านความถี่ ทั้ง 700 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz ตอกย้ำศักยภาพผู้นำเครือข่ายดิจิทัลอันดับ 1 พร้อมลุย 5G พลิกโฉมการยกระดับประเทศไทยไปอีกขั้น เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศไทย 

ทั้งนี้จากงานประมูลคลื่นความถี่ที่ผ่านมา เอไอเอส ได้มุ่งหวังที่จะประมูลคลื่น 5G มาเติมเต็ม ‘Block’ ทุกย่านความถี่ ให้ครบทั้งย่านความถี่ต่ำ ย่านความถี่กลาง และย่านความถี่สูง เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ ประกอบด้วย คลื่น 700 MHz จำนวน 30 MHz คลื่น 2600 MHz จำนวน 100 MHz และคลื่น 26 GHz จำนวน 1200 MHz รวมทั้งหมดคือ 1330 MHz

ซึ่งหากรวมกับของเดิมทำให้ เอไอเอส มีจำนวนคลื่นความถี่มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ที่ให้บริการ 4G และ 5G ในอุตสาหกรรมรวมแล้ว 1420 MHz ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า เอไอเอส นั้นมีขีดความสามารถที่จะส่งมอบบริการคุณภาพที่ดีที่สุดเทียบเท่ากับผู้ให้บริการระดับโลก

“เพราะ 5G คือ เทคโนโลยีที่จะยกระดับภาคอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ให้แข็งแกร่งและนำพาประเทศไทย ให้ก้าวไปอีกขั้นตามเจตนารมณ์ของภาครัฐ ที่ผ่านมา เอไอเอสจึงร่วมทดลอง ทดสอบกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรม Sector หลักๆมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ภาคการผลิต, ภาคการขนส่ง, ภาคคมนาคม, ภาคสาธารณสุข, ภาคการศึกษา, ฯลฯ จนมีความรู้และประสบการณ์ที่สามารถนำมาสร้างสรรค์รูปแบบบริการได้อย่างตอบโจทย์และมีประสิทธิภาพมากที่สุดได้ทันที ดังนั้นวันนี้จึงพร้อมนำ 5G เข้าไปสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง เพื่อปฏิวัติการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม (Growth Revolution) อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ EEC ซึ่งได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับองค์กรชั้นนำในพื้นที่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น สนามบินอู่ตะเภา, ท่าเรือแหลมฉบัง, อมตะนคร, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศรีราคา และอื่นๆ” นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอสกล่าว 

โดยเอไอเอสจะเริ่มเปิดสัญญาณ 5G เป็นรายแรกเพื่อทดลองบนคลื่นความถี่ 2600 MHz ในเครือข่ายจริง ณ สถานที่ต่างๆ เช่น สยามพารากอน, เซ็นทรัลเวิลด์, แยกอโศก เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับบริการที่ดีที่สุดก่อนเปิดให้บริการจริงเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งเชิญลูกค้ากลุ่มแรกมาร่วมทดสอบ เพื่อสร้างประสบการณ์ 5G ด้วยกัน ซึ่งจะมีการเตรียมโซน 5G Trial ให้ลูกค้าและประชาชนได้เข้ามาลองสัมผัสกับเครือข่ายและอุปกรณ์ดีไวซ์ 5G ที่ เอไอเอส Flagship Store เซ็นทรัลเวิลด์ และสยามพารากอน ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป

ส่วนเหตุผลที่มีการเปิดให้บริการ 5G ที่คลื่นความถี่ 2600 MHz ก่อนเพราะมันสามารถรองรับมือถือกว่า 680 รุ่นที่ใช้ 4G ขณะนี้ได้ พร้อมทั้งยังรองรับมือถือรุ่นใหม่ที่ใช้ 5G ซึ่งกำลังทยอยออกมาในปีนี้ได้เช่นกัน

AIS ชวนคนไทยร่วมทดสอบ 5G ตอกย้ำความสำเร็จ ครองคลื่นความถี่มากที่สุด

ด้านนายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส กล่าวว่ามาตรฐานเทคโนโลยี 5G โดย 3GPP ระบุว่า คลื่น 700 MHz จะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุดที่จำนวน 30 MHz จึงเป็นที่มาของจำนวนที่เอไอเอส มีอยู่คือ 30 MHz ขณะที่คลื่น 2600 MHz ต้องมีจำนวน 100 MHz จึงจะใช้ได้เต็มประสิทธิภาพเช่นกัน ส่วนคลื่น 26GHz ต้องมี 400 MHz ขณะที่ของ เอไอเอส มี 1200 ซึ่งมากกว่า 3 เท่านั่นทำให้บริการ 5G ของ เอไอเอส จะมีประสิทธิภสพโดยเฉพาะการรองรับดิจิทัลโซลูชันส์ให้กับภาพคอุตสาหกรรมในอนาคตนั่นเอง

ซึ่งในภาพรวมเครือข่าย เอไอเอส 5G จะมีความเร็ว Speed ที่สูงกว่า ถึง 24 เท่า และมีขีดความสามารถในการรองรับการใช้งาน Capacity ที่มากกว่าถึง 30 เท่า และมี Latency ต่ำกว่าเดิมถึง 10 เท่า

ถึงแม้ที่กล่าวมาดูเหมือน เอไอเอส จะมีข้อได้เปรียบด้านคลื่นสัญญาณที่พร้อมกว่า แต่ยังไงการแข่งขันในตลาดก็ยังมีปัจจัยด้านราคา ซึ่งแต่ละค่ายก็มีจุดยืนเป็นของตัวเอง ทั้งนี้ทางเอไอเอสกล่าวว่าการเปิดให้บริการ 5G แบบเป็นทางการนั้นจะยังไม่มีกำหนด แต่ถ้าพร้อมเมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบภายหลัง

ผลการประมูลคลื่นความถี่ 5G รวมมูลค่ากว่าแสนล้านบาท คลื่น 1,800 MHz ไม่ถูกประมูล

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 ทาง กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ได้จัดการประมูลคลื่นความถี่ในย่าน 700 MHz, 1800 MHz, 2600 MHz และ 26GHz โดยมีผู้เข้าร่วมประมูล 5 ราย ได้แก่

  • บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด หรือ TUC
  • บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด หรือ DTN
  • บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ AWN

โดยสำหรับผลการประมูลมีดังนี้

ผลการประมูลคลื่นความถี่ 5G รวมมูลค่ากว่าแสนล้านบาท คลื่น 1,800 MHz ไม่ถูกประมูล

ผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz ประมูลทั้งสิ้นจำนวน 3 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 2×5 MHz

  • CAT ได้ 2 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 34,306 ล้านบาท
  • AWN ได้ 1 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 17,154 ล้านบาท

ผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz ประมูลทั้งสิ้นจำนวน 19 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 10 MHz

  • AWN ได้ 10 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 19,561 ล้านบาท
  • TUC ได้ 9 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 17,873 ล้านบาท

ผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz ประมูลทั้งสิ้นจำนวน 27 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 100 MHz
(ประมูลออก 26 ใบอนุญาต)

  • AWN ได้ 12 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 5,345 ล้านบาท
  • TUC ได้ 8 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 3,577 ล้านบาท
  • ทีโอที ได้ 4 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 1,795 ล้านบาท
  • DTN ได้ 2 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 910 ล้านบาท

สำหรับความถี่ย่าน 1800 MHz จำนวน 7 ใบอนุญาต ไม่มีผู้สนใจเข้าร่วมประมูล


ทำไมถึงต้องประมูลทีละหลายใบอนุญาต?

จะเห็นว่าในการประมูลคลื่นความถี่ในแต่ละย่าน จะมีอยู่ด้วยกันหลายใบอนุญาต ทำไมแต่ละบริษัทถึงต้องถือครองทีละหลายๆ ใบ? การนำแต่ละคลื่นไปใช้งาน จำเป็นต้องมีคลื่นที่เพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น คลื่นความถี่ 2600 MHz หากจะนำไปใช้งาน 5G จำเป็นต้องมีอย่างน้อย 70 MHz หรืออย่างดีต้อง 100 MHz ซึ่งใบอนุญาตที่ออกมาประกอบไปด้วย 19 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 10 MHz ทำให้การใช้งาน 5G ต้องมีอย่างน้อย 7 ชุดด้วยกันถึงจะได้คลื่นความถี่ที่เพียงพอ

คลื่นความถี่ย่าน 2600MHz เป็นคลื่นเดียวที่เหมาะกับ 5G ที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ที่สุด

ในแต่ละย่านความถี่จะมีคุณสมบัติที่ต่างกันไป ยิ่งตัวเลขน้อยจะยิ่งสามารถขยายพื้นที่ไปในวงกว้างได้มากกว่า แต่มีขนาดความจุและอัตราการรับส่งข้อมูลที่น้อยกว่า กลับกัน ย่านความถี่ที่มีตัวเลขสูงก็จะสามารถขยายพื้นที่ได้ในวงแคบ แต่มีขนาดความจุและอัตราการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า สำหรับคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz และ 1800 MHz เหมาะกับการให้บริการ 4G มากกว่า ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz มีขนาดความจุที่สูงเกินไปต้องรอเทคโนโลยีมารองรับในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ปัจจุบันยังไม่สามารถใช้งานได้ จึงทำให้การประมูลครั้งนี้ คลื่นความถี่ 2600 MHz ดูเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของ 5G

คลื่นความถี่ 2600 MHz นั้น จริงๆ แล้วสามารถให้บริการ 5G ได้แต่ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งคลื่นที่เหมาะสมที่สุดก็คือ คลื่นความถี่ 3500 MHz ที่มีขนาดคลื่นที่เหมาะสมกว่า ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายมากกว่า แต่สำหรับในประเทศไทยคลื่นความถี่ 3500 MHz ถูกถือครองและใช้งานโดย ไทยคม ซึ่งจะหมดสัมปทานในช่วงกลางปี 2564 เครือข่าย 5G ที่แท้จริงจึงอาจต้องรอการประมูลในครั้งหน้า

คลื่นความถี่ 1800 MHz ขายไม่ออก

สำหรับการประมูลในครั้งนี้ มีอยู่ด้วยกันถึง 4 ช่วงคลื่นความที่ แต่ผลการประมูลจะถูกขายเพียงแค่ 3 คลื่นความถี่เท่านั้น ซึ่งเหตุผลที่คลื่นความถี่ 1800 MHz จำนวน 7 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 5 MHz ไม่มีผู้ประมูลก็เพราะว่า ราคาเปิดที่สูงเกินไปถึง 12,486 ล้านบาท เมื่อเทียบกับคลื่นความถี่ 2,600 MHz ซึ่งเป็นพระเอกของงานนี้ กลับมีราคาเปิดเพียง 1,862 ล้านบาทเท่านั้น

Samsung เปิดตัว “Galaxy S20” และ “Galaxy Z Flip” ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

ซัมซุงเปิดตัวนวัตกรรมสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในประเทศไทย นำโดย ‘Galaxy S20’ สมาร์ทโฟนแฟลกชิปที่จะมาพลิกกฎการถ่ายภาพและวิดีโอแบบเดิมๆ ด้วยนวัตกรรมกล้องวิดีโอที่ดีที่สุดของ Samsung พร้อมฟีเจอร์ใหม่ตอบโจทย์ชาวมิลเลนเนียลที่รักการบันทึก และแชร์โมเมนต์โดนใจบนโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้ง ‘Galaxy Z Flip’ สมาร์ทโฟนพับได้โฉมใหม่ ที่โดดเด่นและสวยงามทันสมัยกับการพับในแนวตั้ง มาพร้อมนวัตกรรมจอกระจกพับได้เป็นครั้งแรก ดีไซน์การใช้งานที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นพิเศษนี้ จะเปลี่ยนนิยามของการถ่ายภาพ การแบ่งปันประสบการณ์ และการเพลิดเพลินไปกับคอนเทนท์บนสมาร์ทโฟนไปอย่างสิ้นเชิง

ออกแบบอนาคตของการสื่อสารด้วย Galaxy S20 Series

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

สมาร์ทโฟน 5G รุ่นแรกในไทย ‘Galaxy S20 Ultra 5G’ พร้อมให้คนไทยได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่เหนือกว่าของการสื่อสารยุคใหม่ก่อนใคร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมาร์ทโฟนแฟลกชิปซีรีส์ใหม่ในตระกูล Galaxy S ประกอบด้วย Galaxy S20, Galaxy S20+ และ Galaxy S20  Ultra 5G

วีดีโอคมชัด ประสบการณ์เสมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์

Galaxy S20 สามารถถ่ายวิดีโอด้วยความคมชัดระดับ 8K เพื่อให้ผู้ใช้ได้บันทึกโลกที่พวกเขามองเห็นด้วยสีและคุณภาพที่สมจริงที่สุด รวมถึงแคปเจอร์ภาพนิ่งจากวิดีโอ 8K ดังกล่าวในรูปแบบภาพความละเอียดสูง (Hi-Res) ได้ทันที ด้วยฟีเจอร์ 8K VDO Snap

ทั้งนี้ ด้วยระบบ Super Steady ที่ป้องกันการสั่น รวมถึงการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวด้วย AI จึงทำให้ภาพวิดีโอที่มีการเคลื่อนไหวสูงดูนิ่งและนุ่มนวลเสมือนถ่ายโดยใช้อุปกรณ์กันสั่น Gimbal

หนึ่งการบันทึกภาพกับความเป็นไปได้ไม่รู้จบ

โหมดถ่ายภาพอัจฉริยะ Single Take ให้ผู้ใช้งานได้ทั้งภาพถ่ายและวิดีโอในรูปแบบที่หลากหลายมากสูงสุด 14 แบบ ผ่านการกดบันทึกในช็อตเดียว ไม่ว่าจะเป็นแบบ Live Focus, Cropped, Ultra Wide กว้างถึง 120 องศา โดยผ่านเทคโนโลยีกล้อง AI เพื่อให้ไม่พลาดทุกโมเมนต์สำคัญที่เกิดขึ้น

ที่สุดของความคมชัดในทุกรายละเอียด 

ด้วยเซนเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ของกาแลคซี่ Galaxy S20 Series ทำให้ภาพมีความละเอียดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยมีความละเอียด 64 ล้านพิกเซลใน Galaxy S20 และ Galaxy S20+ และสูงถึง 108 ล้านพิกเซล ใน Galaxy S20 Ultra 5G ซึ่งทำให้ภาพถ่ายคุณภาพสูง คมชัดแม้ต้องซูม, ครอป และแก้ไขภาพ

พร้อมกันนี้ จากการรับแสงที่มากขึ้นผ่านเซนเซอร์ขนาดใหญ่ และความก้าวล้ำไปอีกขั้นของ Galaxy S20 Ultra 5G ที่มีความสามารถในการสลับสับเปลี่ยนระหว่างโหมดความละเอียดสูง 108 ล้านพิกเซล กับโหมด 12 ล้านพิกเซล ผ่านเทคโนโลยี Nona-binning ที่สามารถรวมพิกเซลเก้าเม็ดเป็นหนึ่งเดียวที่ระดับเซ็นเซอร์ จึงทำให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกับภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้นแม้ในสภาพแสงน้อยก็ตาม

พลังซูมเหนือระดับ

ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลแค่ไหน ด้วยพลังของเทคโนโลยี Space Zoom ที่เป็นการทำงานร่วมกันของ Hybrid Optic Zoom, Super Resolution Zoom และ AII-powered digital Zoom จึงทำให้ Galaxy S20 สามารถซูมภาพทุกสิ่งที่ต้องการให้เข้ามาใกล้อย่างง่ายดาย ด้วยความสามารถในการซูมถึง 30 เท่าใน Galaxy S20 และ Galaxy S20+ หรือก้าวล้ำไปอีกขั้นกับ Galaxy S20 Ultra 5G ซึ่งใช้ AI อันทรงพลังและการประมวลผลภาพหลายภาพเข้าด้วยกันในขณะซูมไกล เพื่อให้ผู้ใช้ได้ซูมภาพขั้นสูงสุดถึง 100 เท่า พร้อมสัมผัสกับภาพอันคมชัดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 ทำสิ่งที่รักได้ดียิ่งขึ้นด้วย Galaxy S20 Series

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

เพลิดเพลินกับเพลงโปรดเฉพาะตัว 

ด้วยความร่วมมือระหว่าง Spotify และ Bixby Routines ผู้ใช้จะได้เพลิดเพลินกับซาวด์แทร็กส่วนตัว (personalized soundtrack) ที่ปรับเปลี่ยนตามกิจวัตรประจำวันของตนเอง นอกจากนี้ ด้วยฟีเจอร์ Music Share ผู้ใช้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเพื่อนของคุณผ่านเทคโนโลยี Bluetooth และสามารถควบคุม เปิด เปลี่ยนเพลงไปยังเครื่องเสียงรถยนต์หรือลำโพง ทำให้ผู้ใช้และเพื่อนได้สนุกกับการผลัดเปลี่ยนกันเป็นดีเจได้อย่างสนุกสนานตลอดการเดินทาง  

วิดีโอแชทผ่าน Google Duo

ผู้ใช้ Galaxy S20 สามารถวิดีโอแชทได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น และด้วยเทคโนโลยี 5G Galaxy S20 จะช่วยยกระดับการสนทนาทางวิดีโอขึ้นไปอีกขั้น จากการทำงานร่วมกับ Google Duo ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้จะได้สัมผัสกับฟีเจอร์ Duo ใหม่ในGalaxy S20 และสามารถเพลิดเพลินกับภาพที่คมชัดระดับ Full HD ได้ตั้งแต่เริ่มต้นกดปุ่ม Duo เพื่อใช้งานวิดีโอแชท ซึ่ง Google Duo สามารถทำงานร่วมกันได้กับทุกระบบปฏิบัติการ ดังนั้นผู้ใช้จึงสามารถสนทนาผ่านวิดีโอได้กับทุกคนอย่างไม่มีข้อจำกัด และเมื่อใช้เลนส์ไวด์ (Wide lens) ผู้ใช้จะสามารถพูดคุยกับเพื่อนได้พร้อมกันสูงสุดถึง 8 คน

 สัมผัสประสบการณ์แห่งความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

Galaxy S20 Series อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีระดับพรีเมี่ยมที่ทุกคนรอคอย ซึ่งสมาร์ทโฟนซีรีส์นี้ คืออุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยสูงที่สุด จากการปกป้องด้วย Samsung น็อกซ์ (Knox) แพลตฟอร์มความปลอดภัยสมาร์ทโฟนชั้นนำของอุตสาหกรรม ที่ให้ความคุ้มครองตั้งแต่ระดับชิปจนถึงซอฟต์แวร์

Galaxy S20 Series มาพร้อมแบตเตอรี่อัจฉริยะความจุสูง และที่ชาร์จ 25W โดยรุ่น Galaxy S20 Ultra 5G ยังสามารถรองรับระบบชาร์จเร็ว Super Fast Charge 45W ทุกรุ่นมาพร้อมพื้นที่เก็บข้อมูลขนาด (Storage) 128 GB สำหรับ Galaxy S20 และ Galaxy S20+ มาพร้อมหน่วยความจำ (RAM) 8 GB  และในรุ่น Galaxy S20 Ultra 5G มาพร้อมหน่วยความจำ (RAM) 12 GB  

ทั้งนี้ Galaxy S20 Series ยังมาพร้อมกับ One UI 2 ซึ่งนำเสนอการออกแบบที่กระชับเรียบง่าย โดยผู้ใช้สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เพื่อควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านผ่านแอปพลิเคชั่น SmartThings ติดตามกิจกรรมด้านสุขภาพผ่าน Samsung Health รวมถึงชำระค่าบริการต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ผ่าน Samsung Pay

ภาพรวมฟีเจอร์หลัก 

  • 8K Video Snap สามารถแคปเจอร์ภาพถ่ายความละเอียด 33MP จากวีดีโอ 8K
  • กล้องความละเอียด 108MP มีเฉพาะใน Galaxy S20 Ultra 5G เท่านั้น
  • กล้องความละเอียด 64MP มีในรุ่น Galaxy S20 และ S20+
  • 10x Hybrid Optic Zoom และ 100x ระบบซูมความละเอียดสูง มีเฉพาะใน Galaxy S20 Ultra 5G เท่านั้น
  • 3x Hybrid Optic Zoom และ 30x ระบบซูมความละเอียดสูง มีเฉพาะใน Galaxy S20 และ S20+
  • ระบบซูมความละเอียดสูง ประกอบด้วยระบบซูมแบบดิจิตอล ซึ่งมีเป็นปัจจัยต่อความคมชัดของภาพถ่ายและวิดีโอ
  • Galaxy S20 Ultra 5G มีเซนเซอร์ภาพที่ขนาดใหญ่กว่ารุ่น Galaxy S10 ถึง 2.9เท่า Galaxy S20 และ S20+ มีเซนเซอร์ภาพที่ขนาดใหญ่กว่ารุ่น Galaxy S10 ถึง 1.7เท่า
  • ผลลัพธ์และจำนวนภาพจากการถ่าย Single Take อาจแตกต่างกันไปตามรูปแบบของการถ่ายภาพและวิดีโอของแต่ละคน
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh (typical) มีเฉพาะใน Galaxy S20 Ultra 5G 
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh (typical) มีเฉพาะใน Galaxy S20+
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh (typical) มีเฉพาะใน Galaxy S20 

Galaxy S20 Series มีวางจำหน่ายในประเทศไทย 3 รุ่น ได้แก่

  • Galaxy S20 สี Cosmic Grey, Cloud Blue และ Cloud Pink ราคา 28,900 บาท
  • Galaxy S20+ สี Cosmic Grey, Cloud Blue และ Cosmic Black ราคา 31,900 บาท
  • Galaxy S20 Ultra 5G สี Cosmic Grey และ Cosmic Black ราคา 39,900 บาท

เริ่มเปิดจอง พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคม นี้

  

สู่ทศวรรษใหม่ของสมาร์ทโฟนจอพับได้ กับ Galaxy Z Flip

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

เมื่อแฟชั่นมาบรรจบกับเทคโนโลยี

ดีไซน์ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ Galaxy Z Flip ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่หลงใหลในแฟชั่น ขณะเดียวกันก็มีความสนใจในเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งทุกองค์ประกอบของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

สไตล์ที่พกพาได้ในกระเป๋า

Galaxy Z Flip เมื่อพับแล้วจะมีขนาดเล็กเท่ากระเป๋าสตางค์ จึงสามารถใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าถือได้อย่างสบาย แม้จะมีขนาดกะทัดรัดพอดีมือ แต่เมื่อกางออกจะพบกับหน้าจอสวยงามขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว นอกจากนี้ Galaxy Z Flip ยังโดดเด่นสะดุดตาด้วยเฉดสีที่ทันสมัย ดีไซน์โค้งมนสะท้อนความเรียบหรู เพิ่มเสน่ห์ด้วยรูปแบบการพับในแนวตั้งที่สามารถพับปิดได้อย่างนุ่มนวล

ครั้งแรกของโลกกับจอกระจกพับได้

หน้าจอแบบ Infinity Flex Display ของ Galaxy Z Flip มาพร้อม Ultra Thin Glass (UTG) หรือนวัตกรรมแผ่นกระจกที่สามารถโค้งงอได้ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดยทีมวิจัยและพัฒนาของSamsung ช่วยให้จอภาพมีความเพรียวบาง มอบสัมผัสที่หรูหราและทันสมัยแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนบนสมาร์ทโฟนพับได้ อีกทั้งกล้องหน้าของ Galaxy Z Flip ถูกออกแบบให้อยู่บริเวณกึ่งกลางด้านบน จึงไม่มีรอยบากบนหน้าจอมากวนใจ ด้วยสัดส่วนของจอที่ 21.9 : 9 Galaxy Z Flip ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้เพลิดเพลินกับคอนเทนต์โปรดโดยเฉพาะคอนเทนต์ประเภทภาพยนตร์ในอัตราส่วนภาพที่ 21 : 9 

กลไกบานพับแบบใหม่ 

Galaxy Z Flip ใช้กลไกบานพับแบบใหม่ที่เรียกว่า Hideaway Hinge ซึ่งเป็นผลงานออกแบบทางวิศวกรรมที่คำนึงถึงความสวยงาม ประกอบด้วยกลไก Dual CAM ขนาดเล็กที่ช่วยให้ทุกการพับเป็นไปอย่างนุ่มนวลและมั่นคง โดยสามารถกางออกและหยุดได้ตามองศาที่ต้องการเหมือนกับบนหน้าจอแล็ปท็อป ระบบบานพับ Hideaway Hinge ยังผสานการทำงานเข้ากับเทคโนโลยีระดับสูงของ Samsung ในการใช้เส้นใยไนลอนที่พัฒนาขึ้นพิเศษเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมและฝุ่นที่เข้ามาในบานพับ 

ประสบการณ์ครั้งใหม่บน ‘สมาร์ทโฟนจอพับได้’ 

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

Galaxy Z Flip ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่ง ด้วยดีไซน์ตัวเครื่องที่สามารถพับได้หลายระดับ ไปจนถึงการใช้งานแบบแฮนด์ฟรี ทำให้ Galaxy Z Flip แตกต่างจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ 

การใช้งานแบบแฮนด์ฟรี

ดีไซน์ของ Galaxy Z Flip ช่วยทลายข้อจำกัดในการใช้งานสมาร์ทโฟน เพราะเมื่อตัวเครื่องสามารถกางออกได้ทุกองศาและตั้งวางได้ จึงสามารถใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้แบบโดยไม่ต้องใช้มือจับเครื่อง สามารถถ่ายเซลฟี่หรือวิดีโอแชทผ่านแอปพลิเคชัน Google Duo พร้อมเผยบรรยากาศรอบตัวและแสดงท่าทางได้มากกว่าที่เคย 

โหมด Flex

Samsung ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Google ในออกแบบโหมด Flex ที่ออกแบบขึ้นพิเศษเพื่อรองรับคอนเทนต์บนดีไซน์จออันเป็นเอกลักษณ์ของ Galaxy Z Flip เมื่อกางหน้าจอออกและเครื่องอยู่ในแนวตั้ง (Free-standing) จอแสดงผลจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยอัตโนมัติ ให้ผู้ใช้สามารถดูภาพหรือวิดีโอที่จอด้านบน และสามารถควบคุมคอนเทนต์เหล่านั้นที่จอด้านล่าง หรือขณะที่สตรีมคอนเทนต์ YouTube  ในจอบน ก็สามารถค้นหาวิดีโออื่นๆ หรือเขียนคอมเมนต์ใต้วิดีโอได้พร้อมกันที่หน้าจอด้านล่าง  

ปฏิวัติวงการกล้องสมาร์ทโฟน

Galaxy Z Flip สามารถตั้งวางเองได้ ผู้ใช้จึงสามารถบันทึกภาพได้สะดวกยิ่งขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม จะตั้งเวลาเพื่อถ่ายภาพกรุ๊ปช็อต หรือถ่ายภาพกลางคืนก็สามารถทำได้ เป็นตัวช่วยในการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียด้วยภาพถ่ายจากมุมที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งพาขาตั้งกล้องหรือแม้กระทั่งใช้มือจับเครื่อง และเมื่อในขณะพับเครื่องพับก็สามารถถ่ายภาพเซลฟี่คุณภาพสูงได้อย่างง่ายดายด้วยกล้องหลัง นอกจากนี้ Night Mode ของ Galaxy Z Flip ยังสามารถถ่ายวิดีโอ Hyperlapse ในเวลากลางคืนหรือในที่มีแสงน้อยให้มีชีวิตชีวาได้โดยไม่ต้องพึ่งแฟลช อีกทั้งยังสามารถเพลิดเพลินไปกับการถ่ายวิดีโอในอัตราส่วน 16 : 9 ซึ่งเป็นขนาดที่ดีที่สุดสำหรับการอัพโหลดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย

ไม่พลาดทุกการแจ้งเตือน

ถึงแม้จะอยู่ในโหมดพับก็ไม่พลาดที่จะรับข้อความ สายโทรศัพท์ หรือการแจ้งเตือนต่างๆ และยังสามารถเช็ควัน เวลา และสถานะของแบตเตอรี่ ได้อย่างรวดเร็วผ่าน Cover Display ด้านหน้าที่แสดงผลแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ สามารถรับสายได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเปิดตัวเครื่อง หรือตอบข้อความได้อย่างรวดเร็วเพียงแตะที่แถบ Cover Display แล้วเปิดเครื่อง

Multi-Active Window

ใช้งานหลายแอปพลิเคชันพร้อมกันได้อย่างราบรื่นด้วยฟีเจอร์ Multi-Active Window เพียงลากและวางแอปพลิเคชันที่ต้องการใช้งานใน Multi-Window Tray ก็สามารถเลื่อนดูบทความแฟชั่นล่าสุดที่หน้าต่างบน และเลือกซื้อไอเท็มโปรดไปพร้อมๆ กันในหน้าต่างด้านล่าง

Galaxy Z Flip มีสี Mirror Purple และ Mirror Black เตรียมวางจำหน่ายครั้งแรกในประเทศไทย 200 เครื่องแรกในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 มีนาคม 2563 ในราคา 44,900 บาท

เตือนภัย พบแอปฯ อันตรายจากจีนหลายตัวบน Google Play Store ใครมีในเครื่อง ควรรีบลบด่วน

VPNpro ได้เปิดเผยรายงานที่น่าตกใจเกี่ยวกับการค้นพบแอปฯ มัลแวร์จำนวนมากถึง 24 แอปฯ บน Google Play Store ซึ่งทั้งหมดมาจากผู้พัฒนาเจ้าเดียวกันของบริษัท Shenzhen Hawk โดยมียอดดาวน์โหลดรวมกันสูงกว่า 382,000,000 ครั้ง ทั้งนี้บนหน้าเว็บ Shenzhen Hawk มีการระบุเอาไว้ด้วยว่าเป็นบริษัทในเครือ TCL Corporation บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าข้ามชาติสัญชาติจีนรายใหญ่

รายงานดังกล่าวได้ระบุว่า แอปฯ ทั้งหมดของ Shenzhen Hawk ได้มีการปิดบังตัวเอง ด้วยการใช้ชื่อผู้พัฒนาที่แตกต่างกันหลายชื่อ โจมตีด้วยการขออนุญาตเข้าถึงสิทธิ์เกินความจำเป็นต่อการทำงานของแอปฯ เช่น แอปฯ ป้องกันไวรัส แต่ขอสิทธิ์ในการเข้าถึงกล้อง ซึ่งมันไม่จำเป็นต่อการสแกนไฟล์ในเครื่องเลยสักนิดเดียว

ใน 24 แอปฯ ที่ถูกค้นพบ มี 6 แอปฯ ที่ร้องขอสิทธิ์ในการเข้าถึงกล้อง และมี 2 แอปฯ ที่ต้องการเข้าถึงโทรศัพท์ หมายความว่าตัวแอปฯ สามารถโทรออกได้, มี 15 แอปฯ ที่เข้าถึงข้อมูลสถานที่ผ่าน GPS  และอ่านข้อมูลในหน่วยความจำภายในนอกได้ ในขณะที่มีถึง 14 แอปฯ ที่สามารถเก็บข้อมูลโทรศัพท์ และเครือข่ายที่ใช้ส่งกลับไปหาผู้พัฒนา โดยหนึ่งในนั้นสามารถบันทึกเสียงเก็บลงในเครื่อง หรือบันทึกบนเซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนาได้ด้วย

เตือนภัย พบแอปฯ อันตรายจากจีนหลายตัวบน Google Play Store ใครมีในเครื่อง ควรรีบลบด่วน

เมื่อแอปฯ ถูกติดตั้งลงบนสมาร์ทโฟน มันจะทำการเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนาที่อยู่ในประเทศจีน เพื่อส่งข้อมูลตำแหน่ง และรายละเอียดของผู้ใช้ ในกรณีที่เลวร้ายน้อยที่สุด คือ ข้อมูลของผู้ใช้จะถูกนำไปขายให้กับนักโฆษณา อย่างไรก็ตาม มีอยู่แอปหนึ่ง คือ Weather Forecast ที่ตรวจสอบแล้วพบว่าสามารถพาผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์อันตรายเพื่อติดตั้งมัลแวร์ได้ด้วย

ถ้าหากมีแอปในรายชื่อด้านล่าง หรือจากผู้พัฒนาที่ระบุไว้ ก็ควรจะถอนการติดตั้งออกจากเครื่องในทันที เพื่อความปลอดภัย

รายชื่อแอปฯ อันตราย ทั้ง 24 แอปฯ มีดังนี้

  1. Sound Recorder (ยอดดาวน์โหลด 100 ล้านครั้ง)
  2. Super Cleaner (ยอดดาวน์โหลด 100 ล้านครั้ง)
  3. Virus Cleaner 2019 (ยอดดาวน์โหลด 100 ล้านครั้ง)
  4. File Manager (ยอดดาวน์โหลด 50 ล้านครั้ง)
  5. Joy Launcher (ยอดดาวน์โหลด 10 ล้านครั้ง)
  6. Turbo Browser (ยอดดาวน์โหลด 10 ล้านครั้ง)
  7. Weather Forecast (ยอดดาวน์โหลด 10 ล้านครั้ง)
  8. Candy Selfie Camera (ยอดดาวน์โหลด 10 ล้านครั้ง)
  9. Hi VPN, Free VPN (ยอดดาวน์โหลด 10 ล้านครั้ง)
  10. Candy Gallery (ยอดดาวน์โหลด 10 ล้านครั้ง)
  11. Calendar Lite (ยอดดาวน์โหลด 5 ล้านครั้ง)
  12. Super Battery (ยอดดาวน์โหลด 5 ล้านครั้ง)
  13. Hi Security 2019 (ยอดดาวน์โหลด 5 ล้านครั้ง)
  14. Net Master (ยอดดาวน์โหลด 5 ล้านครั้ง)
  15. Puzzle Box (ยอดดาวน์โหลด 1 ล้านครั้ง)
  16. Private Browser (ยอดดาวน์โหลด 500,000 ครั้ง)
  17. Hi VPN Pro (ยอดดาวน์โหลด 500,000 ครั้ง)
  18. World Zoo (ยอดดาวน์โหลด 100,000 ครั้ง)
  19. Word Crossy! (ยอดดาวน์โหลด 100,000 ครั้ง)
  20. Soccer Pinball (ยอดดาวน์โหลด 10,000 ครั้ง)
  21. Dig it (ยอดดาวน์โหลด 10,000 ครั้ง)
  22. Laser Break (ยอดดาวน์โหลด 10,000 ครั้ง)
  23. Music Roam (ยอดดาวน์โหลด 1,000 ครั้ง)
  24. Word Crush (ยอดดาวน์โหลด 50 ครั้ง)

รายชื่อผู้พัฒนา

  • Tap Sky
  • mie-alcatel.support
  • ViewYeah Studio
  • Hawk App
  • Hi Security
  • Alcatel Innovation Lab
  • Shenzen Hawk

ที่มา : vpnpro.com , lifehacker.com , www.forbes.com , en.ehawk.com , www.zdnet.com

Galaxy Z Flip เตรียมเปิดจำหน่าย 14 ก.พ. ราคาวาเลนไทน์ (1.4k USD)

ความลับมักจะไม่ค่อยมีเท่าไหร่ สำหรับทาง Samsung ที่ใกล้วันเปิดตัวมือถือใหม่เข้าไปทุกที ก็มีข้อมูลปล่อยออกมาจนแทบจะไม่ต้องลุ้นอะไรในวันเปิดตัวแล้ว โดยปีนี้ งาน Unpacked 2020 จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งจะเปิดตัวทั้งสมาร์ทโฟนเรือธง Galaxy S20, สมาร์ทโฟนจอพับใหม่ Galaxy Z Flip และหูฟังทรูไวเลส Galaxy Buds+

จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าสมาร์ทโฟนจอพับใหม่ จะใช้ชื่อว่า Galaxy Z Flip หรือ Galaxy Bloom กัน แต่ที่แน่ๆ มีแหล่งข่าวจากทวิตเตอร์ Max Weinbach นักเขียนของ XDA Developer บอกมาว่า Galaxy Z Flip นี้ จะเริ่มจำหน่ายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ในราคา $1,400 (ประมาณ 43,105 บาท) ต้อนรับวันวาเลนไทน์พอดี

Max Weinbach@MaxWinebach

Just head from a new source:
Samsung’s Galaxy Z Flip will likely launch on February 14th. It retails at $1400. It’s possible it is an AT&T exclusive again, but this time it might be a timed exclusive. It will also be available unlocked.6282:11 AM – Jan 28, 2020Twitter Ads info and privacy77 people are talking about this

$1,400 เป็นราคาที่เกินคาดอยู่ไม่น้อย สำหรับ Galaxy Z Flip ที่ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่าจะมีราคาเปิดตัวเพียง $800 เท่านั้น (ประมาณ 24,630 บาท) แต่กลายเป็นว่าราคาของสมาร์ทโฟนจอพับซัมซุง กลับมีราคาเกือบจะพอๆ กับ Motorola Razr ที่มีกำหนดคลอดก่อนหน้าเพียงไม่กี่วัน ($1,500)

สำหรับ Galaxy S20 หรือ Galaxy S11 ก็มีข้อมูลต่างๆ ออกมาไม่น้อยเช่นกัน แต่สำหรับ Galaxy Buds+ หูฟังทรูไวเลสรุ่นใหม่นี้ คาดว่าจะมีราคาเปิดตัวอยู่ที่ $150 (ประมาณ 4,618 บาท) มีแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น แต่ฟังก์ชั่นติดเสียงรบกวนจะมีแค่ Active Noise Isolation เท่านั้น ไม่ถึงกับ Noise Cancellation
ที่มา : www.slashgear.com

Apple Maps รูปแบบใหม่พร้อมใช้งานแล้ววันนี้ (ในอเมริกา)

ในปี 2012 ทาง Apple ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันแผนที่อย่าง Apple Maps ออกมาเพื่อเป็นตัวเลือกให้แก่ผู้ใช้ในการค้นหาเส้นทางหรือสถานที่ต่างๆ แต่ก็ ไม่ได้รับความนิยม มากเท่าไรนักเนื่องจากเมื่อเทียบกับแอปพลิเคชันแผนที่อื่นๆ แล้วผู้ใช้ส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่าค่อนข้างจะใช้งานยากอยู่ไม่น้อย ทาง Apple จึงได้ออกมาประกาศว่าจะ ปรับปรุง Apple Maps ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้มากยิ่งขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือน มิถุนายน 2018

และในตอนนี้ทางบริษัทก็ได้ปรับเปลี่ยนแผนที่ของสหรัฐอเมริกาใหม่ทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย โดยแผนที่รูปแบบใหม่ของ Apple Maps นี้จะ มีรายละเอียดที่ชัดเจน กว่าในแผนที่แบบเก่าไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของถนน, สิ่งก่อสร้าง, สนามบิน, ห้างสรรพสินค้า และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการ เพิ่มข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ ในเมืองใหญ่มากยิ่งขึ้น

Apple Maps รูปแบบใหม่พร้อมใช้งานแล้ววันนี้ (ในอเมริกา)

ภาพจาก : https://www.theverge.com/2020/1/30/21115455/apple-redesigned-maps-now-available-us-europe

ทาง Apple กล่าวว่า Apple Maps นั้น ให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ที่มากกว่า เพราะในขณะที่แอปพลิเคชันแผนที่อย่าง Google Maps ที่มีการเก็บข้อมูลของผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากใครไม่ประสงค์จะให้เก็บข้อมูลก็ต้องเปิดใช้โหมดไม่ระบุตัวตน (Incognito) อีกทีหนึ่ง แต่ Apple Maps นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องล็อคอินเพื่อใช้งาน, ไม่เก็บข้อมูลจาก Apple ID รวมทั้งไม่มีการเก็บข้อมูลการเดินทางหรือการค้นหาเส้นทางต่างๆ ลงใน Cloud อีกด้วย

“พวกเราพยายามที่จะปรับปรุงและสร้างแผนที่ที่ปลอดภัยและเคารพความเป็นส่วนตัวของทุกคนมากที่สุด เพราะในการเก็บข้อมูลเพื่อสร้างแผนที่ในแต่ละส่วนนั้นเราต้องคำนึงถึงความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการเดินทางของผู้ใช้เป็นหลัก ซึ่งภายใน Apple Maps เวอร์ชันใหม่นี้ก็มีฟีเจอร์ Look Around ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถมองไปรอบๆ พื้นที่นั้นได้ และเราก็กำลังพัฒนาแผนที่นี้ในทวีปต่างๆ ทั่วโลก โดยจะเริ่มจากยุโรปเป็นอันดับแรก” Eddy Cue รองประทานอาวุโสฝ่ายอินเตอร์เน็ตซอฟต์แวร์และการบริการของ Apple กล่าว

ฟีเจอร์ Look Around (Apple’s Street View) จะเห็นได้ว่ามุมมองภาพเป็นแบบ 3 มิติและมีรายละเอียดที่ค่อนข้างคมชัด

Apple Maps รูปแบบใหม่พร้อมใช้งานแล้ววันนี้ (ในอเมริกา)

ภาพจาก : https://techcrunch.com/2020/01/30/apples-redesigned-maps-app-is-available-across-the-u-s-adds-real-time-transit-for-miami/
ที่มา : www.engadget.com , www.theverge.com , www.apple.com , techcrunch.com

หลุดสเปคจัดหนัก! Samsung Galaxy S20 Ultra แรมสูงกว่าคอมฯ หลายๆ รุ่น

ข่าวหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับสมาร์ทโฟนเรือธงรับต้นปี Samsung Galaxy S20 series ที่ทั้ง S20, S20+ และ S20 Ultra จะมาพร้อมกับแรม (RAM) ที่สูงถึง 12GB ทั้ง 3 รุ่น ซึ่งจากสเปคที่หลุดมาล่าสุดจาก Max Weinbach นักเขียนของทาง XDA Developers ได้ทวีตข้อมูลออกมาอีกว่า S20 Ultra ซึ่งเป็นเรือธงโมเดลใหม่ของ S20 series จะมากับตัวเลือกแรมที่สูงถึง 16GB อีกด้วย

Max Weinbach@MaxWinebach

The S20 Ultra 5G is going to keep the SD Card slot. Support for up to 1TB.

It will also be available in 128GB/256GB/512GB and have a 12GB and 16GB RAM option.

108MP main, 48MP 10x optical, 12MP ultra wide.

5000 mAh battery with 45W option fast charge. 0 to 100% in 74 min.3,39412:14 AM – Jan 14, 2020Twitter Ads info and privacy719 people are talking about this

ซึ่งนอกจากที่ Galaxy S20 Ultra จะกลายเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกๆ ที่ใช้แรมสูงถึง 16GB แล้ว ยังมาพร้อมกับสเปคอลังการอีกมากมาย ทั้งการรองรับ MicroSD สูงสุดถึง 1TB ความจุเครื่องที่มีให้เลือกทั้ง 128/256/512GB ความละเอียดกล้องที่สูงสุดถึง 108MP กล้องซูม 10x ที่ 48MP และเลนส์กว้าง 12MP รวมทั้งแบตเตอรี่ที่สูงที่สุดเท่าที่ซัมซุงเคยทำมาที่ 5,000 mAh มาพร้อมกับ Fast charge 45W ที่ชาร์จ 100% ในเวลา 74 นาที

สเปคขนาดนี้ มันมากเกินไปรึเปล่า?

มันก็เถียงไม่ได้ว่า เทคโนโลยีต้องเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ชิปเซ็ตใหม่ๆ ทำให้สมาร์ทโฟนสามารถรองรับฮาร์ดแวร์ได้มากขึ้น แบตเตอรี่ความจุมากขึ้นก็จะทำให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น (หรือรองรับการใช้งานที่ใช้พลังงานมากขึ้น) ความจุเครื่องมากขึ้น ก็เพื่อความสะดวกในการเก็บข้อมูลที่มากขึ้น หรือข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น แรมที่สูงถึง 16GB ก็เพื่อรองรับแอปฯ ใหม่ๆ ที่อาจจะกินทรัพยากรเครื่องหนักๆ (รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันที่ต้องทำงานจริงจังบนอุปกรณ์เท่าฝ่ามือ แทนที่จะเป็นบน PC) หรือกล้องความละเอียดถึง 108MP ที่ละเอียดเกินกว่ากล้องโปรหลายๆ รุ่นเสียอีก (แต่ถ้าพูดถึงขนาดเซ็นเซอร์ก็พอเข้าใจได้)

สเปคสูงๆ เหล่านี้อาจจะได้ใช้งานจริงๆ ก็ได้ แต่ราคาก็จะสูงขึ้น (มาก) เป็นเงาตามตัว ซึ่งก็อาจจะเกินความจำเป็นสำหรับใครหลายๆ คนก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามสเปคโหดขนาดนี้ ภายในงาน Unpacked 2020 วันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ อาจจะมีฟีเจอร์แรงๆ ที่มาตอบโจทย์กับสเปคให้ใช้งานก็เป็นได้
ที่มา : www.techradar.com , fdn.gsmarena.com

Dell ประกาศเพิ่ม 2 ฟีเจอร์ใหม่ใน Mobile Connect สำหรับผู้ใช้ iOS

ในปี 2018 Dell ได้ปล่อยแอปพลิเคชัน Mobile Connect ออกมาให้คุณสามารถ เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของ Dell เข้ากับสมาร์ทโฟน ทั้งระบบปฏิบัติการณ์ Android และ iOS เพื่อให้สามารถรับสาย, ตอบข้อความ หรือรับการแจ้งเตือนในสมาร์ทโฟนของคุณจากคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง

ซึ่งเมื่อต้นปีนี้ทางบริษัท Dell ก็ได้ออกมาแถลงว่าจะ อัพเดทฟีเจอร์ ในแอปพลิเคชัน Mobile Connect เพิ่มเติมในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เดือนมีนาคมเป็นต้นไป) ให้สามารถ ถ่ายโอนข้อมูล รูปภาพและวิดีโอจากแอปพลิเคชัน Mobile Connect นี้ไปยังคอมพิวเตอร์ได้แบบ Wireless และจะเพิ่มฟีเจอร์ให้ผู้ใช้สามารถ ใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ขณะเปิดใช้งาน Mobile Connect ได้ในเวลาเดียวกันสำหรับในระบบปฏิบัติการณ์ iOS (โดยก่อนหน้านี้ฟีเจอร์นี้รองรับเฉพาะแค่ใน Android เท่านั้น)

Dell ประกาศเพิ่ม 2 ฟีเจอร์ใหม่ใน Mobile Connect สำหรับผู้ใช้ iOS

ภาพจาก : https://www.microsoft.com/sl-si/p/dell-mobile-connect/9nx51w9gbs5t?activetab=pivot:overviewtab

ทาง Dell ระบุว่าการเชื่อมต่อระบบ iOS นั้นจะสามารถ ทำงานร่วมกับ XPS, Inspiron, Vostro, Alienware และคอมพิวเตอร์ G Series ที่เปิดตัวตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2018 เป็นต้นไป แต่สำหรับแลปทอปอย่าง Dell Latitude นั้นยัง ไม่ได้มีการประกาศ ว่าจะสามารถใช้งานฟีเจอร์ใหม่ของแอปพลิเคชัน Mobile Connect นี้ได้หรือไม่แต่อย่างใด
ที่มา : www.theverge.com , appleinsider.com , www.iphonehacks.com

Samsung Galaxy S20 จะเพิ่มรุ่น S20 Ultra เข้ามาด้วยหน้าจอที่ใหญ่กว่า

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือออกมาแล้วว่าสมาร์ทโฟน Galaxy S series รุ่นถัดไปของทางซัมซุงจะไม่ใช้ชื่อ Galaxy S11 แต่จะเปลี่ยนเป็น Galaxy S20 แทนเหมือนกับการนับรุ่นของทางหัวเว่ย (และเพื่อให้เข้ากับปี 2020) และล่าสุดก็มีข่าวลือออกมาอีกว่า สมาร์ทโฟนเรือธงที่กำลังจะเปิดตัวใหม่นี้ จะมีรุ่น Galaxy S20 Ultra เพิ่มขึ้นมาจาก S20 และ S20+

Harmless Karl@HarmlessKarl

Hmmmmmmmmmm
S20? S20+? S20 Ultra?

View image on Twitter

9518:37 PM – Dec 30, 2019Twitter Ads info and privacy158 people are talking about this

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้ถูกยืนยันความถูกต้อง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ทางซัมซุงจะเปลี่ยนไลน์อัพสินค้า โดยอาจจะไม่มี Galaxy S20e ที่เป็นรุ่น Lite (เรือธงรุ่นประหยัด) แล้ว และเริ่มต้นด้วย Galaxy S20 ที่มีหน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว ตามด้วย S20+ ที่หน้าจอขนาด 6.7 นิ้ว และต่อด้วยรุ่นใหม่ตามข่าวลือ S20 Ultra ที่มีหน้าจอใหญ่ขึ้นมาเป็น 6.9 นิ้ว (เหมือนกับทางแอปเปิ้ลที่เริ่มต้นด้วย iPhone 11, 11 Pro และ 11 Pro Max)

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องของขนาดหน้าจอแล้ว ยังไม่มีข้อมูลอื่นๆ ว่า Galaxy S20 Ultra จะมีความแตกต่างอื่นๆ จากอีก 2 รุ่นหรือไม่? อาจจะเป็นกล้องที่มีฟังก์ชั่นมากกว่า หน้าจอที่มีความละเอียดกว่า หรือชิปเซ็ตล่าสุดที่รองรับ 5G ก็เป็นได้


ถ้าอิงจากข่าวลือเรื่องที่ Samsung Galaxy S อาจจะรวมกับ Note ในปี 2020 ก็อาจมีความเป็นไปได้เช่นกันว่า Galaxy S20 Ultra ที่มีจอใหญ่กว่ารุ่น S20+ เล็กน้อย อาจจะมาพร้อมปากกา S-Pen แทนรุ่น Note แล้วช่วงปลายปีก็ไปออก Galaxy Fold แทน
ที่มา : www.gizmochina.com , www.gizmochina.com

iPhone XR ครองอันดับ 1 สมาร์ทโฟนขายดี! แม้จะมี iPhone 11 มาแทนที่ก็ตาม

Counterpoint Research เผยผลสำรวจ 10 อันดับส่วนแบ่งการตลาดของสมาร์ทโฟนยอดนิยมในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2019 ออกมา ซึ่งผลปรากฏว่า iPhone XR เป็นสมาร์ทโฟนที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดของไตรมาสที่ผ่านมา

iPhone XR ครองอันดับ 1 สมาร์ทโฟนขายดี! แม้จะมี iPhone 11 มาแทนที่ก็ตาม


กราฟส่วนแบ่งการตลาด 10 อันดับสมาร์ทโฟน
ยอดนิยมในไตรมาสที่ 3 2019

iPhone XR ครองแชมป์ตั้งแต่ปลาย 2018 ยัน 2019

โดย iPhone XR ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2018 และก็กลายเป็นโมเดลของ iPhone ที่ขายดีที่สุดในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 (และเป็นรุ่นที่เริ่มทำให้ผู้ใช้งานแอนดรอยด์ส่วนหนึ่ง ตัดสินใจย้ายค่ายมาแอปเปิ้ล) ซึ่งจากผลสำรวจล่าสุดนี้ iPhone XR ก็ยังเป็นสมาร์ทโฟนที่ครองส่วนแบ่งฯ สูงที่สุดอยู่ดี แม้จะมี iPhone 11 มาแทนที่แล้วก็ตาม ซึ่งเหตุผลก็อาจเป็นเพราะราคาที่หั่นลงจากที่มีรุ่นใหม่ออก ทำให้ iPhone XR ที่มีราคาเริ่มต้น 29,900 บาท เหลือเพียง 21,900 บาทเท่านั้น แต่สเปคใช้งานก็ยังไม่จัดว่าเก่าเกินไป

มือถือรุ่นประหยัดครองตลาด

ความน่าสนใจก็คือ สมาร์ทโฟนแทบทั้งหมดใน 10 อันดับไม่มีรุ่นท็อปหรือเรือธงอยู่เลย ที่ยืนแท่นมีกลุ่มของ Samsung Galaxy ตระกูล A, Oppo ตระกูล A หรือ Redmi 7A ที่มีราคาต่ำกว่า 10,000 บาททั้งสิ้น ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ในปัจจุบันคำนึงถึงราคา ความคุ้มค่า มากกว่าฟีเจอร์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มักจะมีให้บนมือถือเรือธงเท่านั้น (ซึ่งในกรณีของ iPhone XR และ iPhone 11 ก็เช่นกันที่สาวกเลือกที่ราคามากกว่าเลนส์ซูม วัสดุที่ดีกว่าหรือหน้าจอที่คมชัดกว่า)ความในใจผู้เขียน   

ทำไม Huawei P30 ถึงติดโผ?

ส่วน Huawei P30 ที่ดูเหมือนไม่เข้าพวกด้วยสเปคกล้องเรือธง (ที่อาจจะด้อยกว่ารุ่นโปรหน่อย) จริงๆ แล้วก็มีเหตุผลเดียวกับ iPhone XR ที่มาติดอันดับท็อป 10 ได้ ก็เป็นเพราะราคาที่หั่นลง จากเปิดตัว 21,990 บาท ลงมาเหลือเพียง 15,990 บาทเท่านั้น ทำให้กลายเป็นที่นิยมในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
(ซึ่งในอนาคต อาจจะไม่ได้เห็นสมาร์ทโฟนหัวเว่ยติดโผสากลแล้วก็เป็นได้ เนื่องจากมือถือรุ่นใหม่ๆ ของหัวเว่ยไม่สามารถใช้ Google Mobile Services ได้ และ Huawei Mobile Services ก็ยังไม่พร้อมที่จะเปิดตลาดใหม่)

มือถือเรือธงสเปค+ราคาเกินพอดี

จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องราคาที่เข้าถึงง่ายเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเทไปทางสมาร์ทโฟนมิดเรนจ์ แต่อาจจะมีเรื่องของปัจจัยอื่นๆ ด้วย อย่างเช่น เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกินจำเป็นต่อการใช้งานทั่วๆ ไป ตอบสนองการใช้งานกับผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่ม (เช่น มือถือจอพับได้) และทำให้มือถือเรือธงมีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็นก็เป็นได้ สมาร์ทโฟนรุ่นประหยัดที่มีรุ่นให้เลือกมากกว่าพร้อมเสนอฟีเจอร์บางส่วนให้เพียงพอต่อการใช้งาน จึงตอบโจทย์คนหมู่มากก็เป็นได้
ที่มา : www.counterpointresearch.com , www.phonearena.com