หลุดสเปคจัดหนัก! Samsung Galaxy S20 Ultra แรมสูงกว่าคอมฯ หลายๆ รุ่น

ข่าวหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับสมาร์ทโฟนเรือธงรับต้นปี Samsung Galaxy S20 series ที่ทั้ง S20, S20+ และ S20 Ultra จะมาพร้อมกับแรม (RAM) ที่สูงถึง 12GB ทั้ง 3 รุ่น ซึ่งจากสเปคที่หลุดมาล่าสุดจาก Max Weinbach นักเขียนของทาง XDA Developers ได้ทวีตข้อมูลออกมาอีกว่า S20 Ultra ซึ่งเป็นเรือธงโมเดลใหม่ของ S20 series จะมากับตัวเลือกแรมที่สูงถึง 16GB อีกด้วย

Max Weinbach@MaxWinebach

The S20 Ultra 5G is going to keep the SD Card slot. Support for up to 1TB.

It will also be available in 128GB/256GB/512GB and have a 12GB and 16GB RAM option.

108MP main, 48MP 10x optical, 12MP ultra wide.

5000 mAh battery with 45W option fast charge. 0 to 100% in 74 min.3,39412:14 AM – Jan 14, 2020Twitter Ads info and privacy719 people are talking about this

ซึ่งนอกจากที่ Galaxy S20 Ultra จะกลายเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกๆ ที่ใช้แรมสูงถึง 16GB แล้ว ยังมาพร้อมกับสเปคอลังการอีกมากมาย ทั้งการรองรับ MicroSD สูงสุดถึง 1TB ความจุเครื่องที่มีให้เลือกทั้ง 128/256/512GB ความละเอียดกล้องที่สูงสุดถึง 108MP กล้องซูม 10x ที่ 48MP และเลนส์กว้าง 12MP รวมทั้งแบตเตอรี่ที่สูงที่สุดเท่าที่ซัมซุงเคยทำมาที่ 5,000 mAh มาพร้อมกับ Fast charge 45W ที่ชาร์จ 100% ในเวลา 74 นาที

สเปคขนาดนี้ มันมากเกินไปรึเปล่า?

มันก็เถียงไม่ได้ว่า เทคโนโลยีต้องเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ชิปเซ็ตใหม่ๆ ทำให้สมาร์ทโฟนสามารถรองรับฮาร์ดแวร์ได้มากขึ้น แบตเตอรี่ความจุมากขึ้นก็จะทำให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น (หรือรองรับการใช้งานที่ใช้พลังงานมากขึ้น) ความจุเครื่องมากขึ้น ก็เพื่อความสะดวกในการเก็บข้อมูลที่มากขึ้น หรือข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น แรมที่สูงถึง 16GB ก็เพื่อรองรับแอปฯ ใหม่ๆ ที่อาจจะกินทรัพยากรเครื่องหนักๆ (รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันที่ต้องทำงานจริงจังบนอุปกรณ์เท่าฝ่ามือ แทนที่จะเป็นบน PC) หรือกล้องความละเอียดถึง 108MP ที่ละเอียดเกินกว่ากล้องโปรหลายๆ รุ่นเสียอีก (แต่ถ้าพูดถึงขนาดเซ็นเซอร์ก็พอเข้าใจได้)

สเปคสูงๆ เหล่านี้อาจจะได้ใช้งานจริงๆ ก็ได้ แต่ราคาก็จะสูงขึ้น (มาก) เป็นเงาตามตัว ซึ่งก็อาจจะเกินความจำเป็นสำหรับใครหลายๆ คนก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามสเปคโหดขนาดนี้ ภายในงาน Unpacked 2020 วันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ อาจจะมีฟีเจอร์แรงๆ ที่มาตอบโจทย์กับสเปคให้ใช้งานก็เป็นได้
ที่มา : www.techradar.com , fdn.gsmarena.com

Dell ประกาศเพิ่ม 2 ฟีเจอร์ใหม่ใน Mobile Connect สำหรับผู้ใช้ iOS

ในปี 2018 Dell ได้ปล่อยแอปพลิเคชัน Mobile Connect ออกมาให้คุณสามารถ เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของ Dell เข้ากับสมาร์ทโฟน ทั้งระบบปฏิบัติการณ์ Android และ iOS เพื่อให้สามารถรับสาย, ตอบข้อความ หรือรับการแจ้งเตือนในสมาร์ทโฟนของคุณจากคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง

ซึ่งเมื่อต้นปีนี้ทางบริษัท Dell ก็ได้ออกมาแถลงว่าจะ อัพเดทฟีเจอร์ ในแอปพลิเคชัน Mobile Connect เพิ่มเติมในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เดือนมีนาคมเป็นต้นไป) ให้สามารถ ถ่ายโอนข้อมูล รูปภาพและวิดีโอจากแอปพลิเคชัน Mobile Connect นี้ไปยังคอมพิวเตอร์ได้แบบ Wireless และจะเพิ่มฟีเจอร์ให้ผู้ใช้สามารถ ใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ขณะเปิดใช้งาน Mobile Connect ได้ในเวลาเดียวกันสำหรับในระบบปฏิบัติการณ์ iOS (โดยก่อนหน้านี้ฟีเจอร์นี้รองรับเฉพาะแค่ใน Android เท่านั้น)

Dell ประกาศเพิ่ม 2 ฟีเจอร์ใหม่ใน Mobile Connect สำหรับผู้ใช้ iOS

ภาพจาก : https://www.microsoft.com/sl-si/p/dell-mobile-connect/9nx51w9gbs5t?activetab=pivot:overviewtab

ทาง Dell ระบุว่าการเชื่อมต่อระบบ iOS นั้นจะสามารถ ทำงานร่วมกับ XPS, Inspiron, Vostro, Alienware และคอมพิวเตอร์ G Series ที่เปิดตัวตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2018 เป็นต้นไป แต่สำหรับแลปทอปอย่าง Dell Latitude นั้นยัง ไม่ได้มีการประกาศ ว่าจะสามารถใช้งานฟีเจอร์ใหม่ของแอปพลิเคชัน Mobile Connect นี้ได้หรือไม่แต่อย่างใด
ที่มา : www.theverge.com , appleinsider.com , www.iphonehacks.com

Samsung Galaxy S20 จะเพิ่มรุ่น S20 Ultra เข้ามาด้วยหน้าจอที่ใหญ่กว่า

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือออกมาแล้วว่าสมาร์ทโฟน Galaxy S series รุ่นถัดไปของทางซัมซุงจะไม่ใช้ชื่อ Galaxy S11 แต่จะเปลี่ยนเป็น Galaxy S20 แทนเหมือนกับการนับรุ่นของทางหัวเว่ย (และเพื่อให้เข้ากับปี 2020) และล่าสุดก็มีข่าวลือออกมาอีกว่า สมาร์ทโฟนเรือธงที่กำลังจะเปิดตัวใหม่นี้ จะมีรุ่น Galaxy S20 Ultra เพิ่มขึ้นมาจาก S20 และ S20+

Harmless Karl@HarmlessKarl

Hmmmmmmmmmm
S20? S20+? S20 Ultra?

View image on Twitter

9518:37 PM – Dec 30, 2019Twitter Ads info and privacy158 people are talking about this

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้ถูกยืนยันความถูกต้อง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ทางซัมซุงจะเปลี่ยนไลน์อัพสินค้า โดยอาจจะไม่มี Galaxy S20e ที่เป็นรุ่น Lite (เรือธงรุ่นประหยัด) แล้ว และเริ่มต้นด้วย Galaxy S20 ที่มีหน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว ตามด้วย S20+ ที่หน้าจอขนาด 6.7 นิ้ว และต่อด้วยรุ่นใหม่ตามข่าวลือ S20 Ultra ที่มีหน้าจอใหญ่ขึ้นมาเป็น 6.9 นิ้ว (เหมือนกับทางแอปเปิ้ลที่เริ่มต้นด้วย iPhone 11, 11 Pro และ 11 Pro Max)

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องของขนาดหน้าจอแล้ว ยังไม่มีข้อมูลอื่นๆ ว่า Galaxy S20 Ultra จะมีความแตกต่างอื่นๆ จากอีก 2 รุ่นหรือไม่? อาจจะเป็นกล้องที่มีฟังก์ชั่นมากกว่า หน้าจอที่มีความละเอียดกว่า หรือชิปเซ็ตล่าสุดที่รองรับ 5G ก็เป็นได้


ถ้าอิงจากข่าวลือเรื่องที่ Samsung Galaxy S อาจจะรวมกับ Note ในปี 2020 ก็อาจมีความเป็นไปได้เช่นกันว่า Galaxy S20 Ultra ที่มีจอใหญ่กว่ารุ่น S20+ เล็กน้อย อาจจะมาพร้อมปากกา S-Pen แทนรุ่น Note แล้วช่วงปลายปีก็ไปออก Galaxy Fold แทน
ที่มา : www.gizmochina.com , www.gizmochina.com

iPhone XR ครองอันดับ 1 สมาร์ทโฟนขายดี! แม้จะมี iPhone 11 มาแทนที่ก็ตาม

Counterpoint Research เผยผลสำรวจ 10 อันดับส่วนแบ่งการตลาดของสมาร์ทโฟนยอดนิยมในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2019 ออกมา ซึ่งผลปรากฏว่า iPhone XR เป็นสมาร์ทโฟนที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดของไตรมาสที่ผ่านมา

iPhone XR ครองอันดับ 1 สมาร์ทโฟนขายดี! แม้จะมี iPhone 11 มาแทนที่ก็ตาม


กราฟส่วนแบ่งการตลาด 10 อันดับสมาร์ทโฟน
ยอดนิยมในไตรมาสที่ 3 2019

iPhone XR ครองแชมป์ตั้งแต่ปลาย 2018 ยัน 2019

โดย iPhone XR ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2018 และก็กลายเป็นโมเดลของ iPhone ที่ขายดีที่สุดในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 (และเป็นรุ่นที่เริ่มทำให้ผู้ใช้งานแอนดรอยด์ส่วนหนึ่ง ตัดสินใจย้ายค่ายมาแอปเปิ้ล) ซึ่งจากผลสำรวจล่าสุดนี้ iPhone XR ก็ยังเป็นสมาร์ทโฟนที่ครองส่วนแบ่งฯ สูงที่สุดอยู่ดี แม้จะมี iPhone 11 มาแทนที่แล้วก็ตาม ซึ่งเหตุผลก็อาจเป็นเพราะราคาที่หั่นลงจากที่มีรุ่นใหม่ออก ทำให้ iPhone XR ที่มีราคาเริ่มต้น 29,900 บาท เหลือเพียง 21,900 บาทเท่านั้น แต่สเปคใช้งานก็ยังไม่จัดว่าเก่าเกินไป

มือถือรุ่นประหยัดครองตลาด

ความน่าสนใจก็คือ สมาร์ทโฟนแทบทั้งหมดใน 10 อันดับไม่มีรุ่นท็อปหรือเรือธงอยู่เลย ที่ยืนแท่นมีกลุ่มของ Samsung Galaxy ตระกูล A, Oppo ตระกูล A หรือ Redmi 7A ที่มีราคาต่ำกว่า 10,000 บาททั้งสิ้น ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ในปัจจุบันคำนึงถึงราคา ความคุ้มค่า มากกว่าฟีเจอร์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มักจะมีให้บนมือถือเรือธงเท่านั้น (ซึ่งในกรณีของ iPhone XR และ iPhone 11 ก็เช่นกันที่สาวกเลือกที่ราคามากกว่าเลนส์ซูม วัสดุที่ดีกว่าหรือหน้าจอที่คมชัดกว่า)ความในใจผู้เขียน   

ทำไม Huawei P30 ถึงติดโผ?

ส่วน Huawei P30 ที่ดูเหมือนไม่เข้าพวกด้วยสเปคกล้องเรือธง (ที่อาจจะด้อยกว่ารุ่นโปรหน่อย) จริงๆ แล้วก็มีเหตุผลเดียวกับ iPhone XR ที่มาติดอันดับท็อป 10 ได้ ก็เป็นเพราะราคาที่หั่นลง จากเปิดตัว 21,990 บาท ลงมาเหลือเพียง 15,990 บาทเท่านั้น ทำให้กลายเป็นที่นิยมในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
(ซึ่งในอนาคต อาจจะไม่ได้เห็นสมาร์ทโฟนหัวเว่ยติดโผสากลแล้วก็เป็นได้ เนื่องจากมือถือรุ่นใหม่ๆ ของหัวเว่ยไม่สามารถใช้ Google Mobile Services ได้ และ Huawei Mobile Services ก็ยังไม่พร้อมที่จะเปิดตลาดใหม่)

มือถือเรือธงสเปค+ราคาเกินพอดี

จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องราคาที่เข้าถึงง่ายเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเทไปทางสมาร์ทโฟนมิดเรนจ์ แต่อาจจะมีเรื่องของปัจจัยอื่นๆ ด้วย อย่างเช่น เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกินจำเป็นต่อการใช้งานทั่วๆ ไป ตอบสนองการใช้งานกับผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่ม (เช่น มือถือจอพับได้) และทำให้มือถือเรือธงมีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็นก็เป็นได้ สมาร์ทโฟนรุ่นประหยัดที่มีรุ่นให้เลือกมากกว่าพร้อมเสนอฟีเจอร์บางส่วนให้เพียงพอต่อการใช้งาน จึงตอบโจทย์คนหมู่มากก็เป็นได้
ที่มา : www.counterpointresearch.com , www.phonearena.com

Realme ฝังโฆษณาลงมือถือ พร้อมแนะนำวิธีปิดให้!

มีสมาร์ทโฟนหลายๆ แบรนด์ในตลาดที่จัดสเปคสูงๆ มาให้เกินค่าตัวที่ผู้ใช้มือถือจะต้องจ่าย ซึ่ง Realme ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่วางตัวเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนราคาประหยัด และโมเดลธุรกิจก็ไม่ได้เข้าใจยากเลย เพราะส่วนต่างของราคาที่เราไม่ต้องเสียนั้น มาจากโฆษณาที่ถูกฝังไว้ในมือถือนั่นเอง

โดยสมาร์ทโฟน Realme ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ ColorOS 6 ขึ้นไปจะมีพื้นที่หนึ่ง (หรือสอง) ของมือถือที่เป็นพื้นที่แสดงผลโฆษณาที่เรียกว่า Recommendations รูปแบบของเนื้อหาโฆษณาก็จะเป็นการแนะนำตั้งแต่แอปฯ เกมฮิต แอปฯ ต่างๆ ไปจนถึงเว็บไซต์ขายของ โดยจะแสดงผลอยู่ในหน้า Phone Manager และ Security Check

จริงๆ แล้วการฝังโฆษณาบนมือถือที่เราต้องจ่ายเงินซื้อมา ก็ดูเป็นการล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัวอยู่พอสมควรเหมือนกัน เมื่อเทียบกับพื้นที่โฆษณาอื่นๆ (แต่ก็เป็นโมเดลสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่ผู้ใช้งานต้องยอมรับแต่โดยดี) ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ทาง Realme จะยัดโฆษณาเข้ามาในระบบปฏิบัติการให้กับผู้ใช้อย่างไม่เต็มใจ แต่ทางแบรนด์ก็ได้ออกมาแนะนำถึงวิธีปิดโฆษณาดังกล่าวบนเว็บไซต์คอมมูนิตี้ให้เป็นของขวัญส่งท้ายปี โดยมีขั้นตอนดังนี้

Realme ฝังโฆษณาลงมือถือ พร้อมแนะนำวิธีปิดให้!?
  • ไปที่ Settings > Additional Settings
  • เลือก Get Recommendations
  • ปิดฟีเจอร์เมนูดังกล่าว เพื่อไม่รับแอปฯ และเนื้อหาแนะนำ

เอาจริงๆ แล้วพื้นที่ที่ทางค่ายเลือกให้แสดงผลโฆษณาก็ดูไม่ใจร้ายสักเท่าไหร่นัก ถ้าใครไม่เดือดร้อนก็เปิดเอาไว้ ถือเป็นการสนับสนุนทางค่ายให้ทำสมาร์ทโฟนราคาถูกสเปคดีๆ ออกมาจำหน่ายอีก แต่ถ้าใครรู้สึกว่าไม่อยากเห็นโฆษณาดังกล่าว ก็ไปปิดได้ตามที่ทางค่ายแนะนำเลย
ที่มา : c.realme.com , www.talkandroid.com

AIS เปิดตัว AIS 5G ทดสอบแล้ววันนี้ทั่วไทย ดึงแบมแบม GOT7 ร่วมงาน

AIS ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรม 5G รายแรกรายเดียวของไทยที่ทดลองทดสอบ 5G ครบทุกภาคทั่วประเทศแล้ว ที่สามย่านมิตรทาวน์ จัดงานแสดงนวัตกรรม 5G เพื่อเปิดให้คนไทยได้เข้ามาร่วมสัมผัสและทดลองใช้งาน 5G ในหลากหลายรูปแบบ และเริ่มจัดแสดงแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2562 – 3 มกราคม 2563 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ลานกิจกรรม Semi outdoor ชั้น G

นวัตกรรมที่ถูกจัดแสดงในงาน

  1. 5G Hologram 3 มิติ
    ครั้งแรกของไทยกับการนำเทคโนโลยี 3D Hologram การสื่อสารระยะไกลแห่งอนาคต ที่สามารถถ่ายทอดภาพ 3 มิติ ได้แบบ 360 องศา มีความเสมือนจริงและเรียลไทม์มาจัดแสดงให้ได้สัมผัสกัน ใช้ในการประชุมธุรกิจ, การศึกษาทางไกล, การแพทย์, การเกษตร และงานด้านแฟชั่นและบันเทิง ตลอดจนการนำไปใช้พัฒนาเกม, แอนิเมชั่น 3 มิติ, AR (Augmented Reality), VR (Virtual Reality) และ MR (Mixed Reality)
     
  2. 5G VDO Call
    ทดลองใช้งานโทร  5G VDO Call ข้ามภูมิภาคแบบครบทุก 5 ภาคทั่วไทย ผ่านเครือข่าย 5G ด้วยสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G ซึ่งคุณสมบัติเฉพาะของเทคโนโลยี 5G  ที่มีค่าความหน่วงต่ำ ทำให้มีการตอบสนองแบบเรียลไทม์ คมชัดและไม่สะดุด ซึ่งภาพจะมีความละเอียดสูงระดับ Full HD – 4K และสัญญาณเสียงที่คมชัดระดับ Ultra HD voice
     
  3. 5G Remote Control Vehicle
    สาธิตเทคโนโลยีการบังคับรถยนต์ไร้คนขับทางไกล ผ่านเครือข่าย 5G บริเวณลานหน้าสามย่านมิตรทาวน์ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเอไอเอส โดยเป็นการแสดงศักยภาพของเครือข่าย 5G ที่มีความเร็วสูง, ความหน่วงต่ำ และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ควบคุมรถไม่จำเป็นต้องอยู่ในตัวรถ แต่สามารถบังคับรถให้เคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้ตามต้องการ
     
  4. 5G Connected Drones
    สาธิตบังคับโดรนระยะไกล ระหว่างกรุงเทพฯ และเมืองโคราช จ.นครราชสีมา ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตผ่านเครือข่าย 5G บน Live Network แสดงแนวคิดการใช้งานโดรนในยุค 5G สามารถควบคุมโดรนระยะทางไกลได้ผ่านเครือข่ายมือถือ และสามารถ Streaming Video ที่มีความละเอียดสูงกลับมาหาผู้ใช้งานได้ทันที 
     
  5. 5G The Robotics
    จัดแสดงแนวคิดหุ่นยนต์ ผ่านเทคโนโลยี 5G ที่มีความเร็วสูงและความหน่วงต่ำ ใน 2 รูปแบบการใช้งานได้แก่
    1) 5G The Robotic, the future of store   เป็นการแสดงแนวคิด ซูเปอร์มาร์เก็ตในอนาคต ที่ทำงานโดยหุ่นยนต์ ผ่านเทคโนโลยี 5G สามารถหยิบสินค้าได้ตรงตามออเดอร์ที่ลูกค้าต้องการสั่งซื้อ
    2) 5G Smart Little Robot Companion หุ่นยนต์อัจฉริยะทำงานผ่าน 5G สามารถพูดคุยและตอบคำถามแก่ผู้มาใช้งาน ผ่านเทคโนโลยี 5G โดย Bannee และ Bookky เป็นหุ่นยนต์บรรณารักษ์ (Librarian-Bot) ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อปฏิบัติงานที่สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น สามารถสื่อสารกันเองและสื่อสารกับคนได้

พร้อมกันนี้ยังได้พรีเซนเตอร์ที่คนไทยรู้จักกันดีอย่าง แบมแบม-กันต์พิมุกต์ มารับหน้าที่ทดสอบ 5G ในรูปแบบต่างๆ ที่ถูกจัดแสดงไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำโฮโลแกรมรูปตัวเอง, VDO Call กับคนไทยจากทุกภาคทั่วประเทศ, ทดลองขับรถโดยบังคับจากระยะไกล, และการทดสอบการสั่งซื้อผลไม้ที่มีหุ่นยนต์เป็นผู้จัดเลือกสินค้าให้ เป็นต้น และส่งท้ายด้วยการโชว์ร้องเพลงพิเศษ Do You ที่เจ้าตัวได้ฟีเจอร์ริ่งกับ กอล์ฟ – ฟักกลิ้ง ฮีโร่ อีกด้วย

AIS เปิดตัว AIS 5G ทดสอบแล้ววันนี้ทั่วไทย ดึงแบมแบม GOT7 ร่วมงาน
AIS เปิดตัว AIS 5G ทดสอบแล้ววันนี้ทั่วไทย ดึงแบมแบม GOT7 ร่วมงาน

สำหรับใครที่สนใจร่วมงานดังกล่าว สามารถไปทดสอบกันได้ที่ สามย่านมิตรทาวน์ ลานกิจกรรม Semi outdoor ชั้น G จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2562 – 3 มกราคม 2563 เวลา 10.00 น. -22.00 น. (สำหรับวันที่ 24 – 31 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00 น.- 24.00 น.) ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ผู้ใช้ Advanced Protection Program บน Android อาจจะไม่สามารถลงแอปแบบ Sideload ได้

Advanced Protection Program เป็นระบบรักษาความปลอดภัยของบัญชี Google ที่ผู้ใช้สามารถเลือกใช้เพื่อให้บัญชี Google account มีความปลอดภัยสูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเมื่อเปิดใช้งานแล้ว ผู้ใช้จะถูกบังคับให้การเข้าสู่ระบบต้องทำงานร่วมกับเครื่องมือยืนยันแบบ 2 ขั้นตอน ที่รองรับ FIDO Universal 2nd Factor (U2F) หรือ FIDO2 ด้วย เช่น Titan Security Key ของ Google และอีกส่วนหนึ่งก็คือ Advanced Protection Program  จะจำกัดการเข้าถึงบัญชีจากแอปฯ 3rd-party ต่างๆ ด้วย

คุณสมบัติ Advanced Protection Program นี้ ผู้ใช้ทั่วไปน่าจะไม่รู้จัก หรือใช้งานกันเท่าไหร่นัก โดยมากจะนิยมใช้กันในองค์กรใหญ่ๆ ที่อุปกรณ์มีความจำเป็นต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสูงเป็นพิเศษ

ใน Play Store เวอร์ชันล่าสุด (17.8.14) ได้มีนักพัฒนาทำการ “แงะไฟล์” เข้าไปดูโค้ดแล้วพบข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ นั่นก็คือ

 App blocked by Advanced Protection ”For additional security, Advanced Protection won’t allow apps from outside the Google Play Store.”

โค้ดที่ถูกค้นพบระบุว่า “เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น Advanced Protection จะไม่อนุญาตให้ติดตั้งแอปฯ นอกเหนือไปจาก Google Play Store” ซึ่งเมื่อนักพัฒนาทำการเปิดใช้งานโค้ดคำสั่งดังกล่าวก็พบว่า ตัว Advanced Protection จะสามารถสแกนตรวจหาแอป ที่ติดตั้งผ่านวิธี Sideload ได้ด้วย

ผู้ใช้ Advanced Protection Program บน Android อาจจะไม่สามารถลงแอปแบบ Sideload ได้
ผู้ใช้ Advanced Protection Program บน Android อาจจะไม่สามารถลงแอปแบบ Sideload ได้

นี่ถือเป็นปัญหาน่าปวดหัวพอสมควร เพราะองค์กรใหญ่ๆ มักจะมีแอปฯ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ภายในโดยเฉพาะ ซึ่งมันก็มักจะเป็นการติดตั้งผ่าน Sideload ในขณะเดียวกันองค์กรที่มีการใช้งานในลักษณะนี้ก็มักจะนิยมใช้ Advanced Protection ควบคู่กันไปด้วยเพื่อรักษาข้อมูลของบริษัทให้มีความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม อย่างที่ระบุไว้ข้างต้น นี่เป็นคุณสมบัติที่ Google ยังไม่เปิดใช้งาน มันเป็นแค่การทดสอบภายใน และอาจจะมีตัวเลือกให้ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะให้ Advanced Protection ปิดกั้นการติดตั้งแอปฯ แบบ Sideload ได้ตามความต้องการก็เป็นได้

อนึ่ง ใครที่สนใจเปิดใช้งาน Advanced Protection สามารถศึกษาข้อมูลวิธีเปิดใช้งานได้ที่ https://landing.google.com/advancedprotection/
ที่มา : 9to5google.com , www.androidpolice.com , landing.google.com , wccftech.com , pixabay.com , cloud.google.com

iPhone ปี 2021 จะไม่มีพอร์ตชาร์จใดๆ! นักวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ Apple คาดการณ์ไว้

ล่าสุด Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์ที่คาดการณ์สินค้า Apple ได้อย่างแม่นยำ ได้ออกมาบอกว่า iPhone ในรุ่นปี 2021 จะไม่ใช้พอร์ตแบบ Lightning อีกต่อไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมาใช้ USB-C เหมือนอย่างสมาร์ทโฟนอื่นๆ ในตลาดหรือ iPad Pro นะ เพราะ iPhone จะไม่มีพอร์ตให้ใช้งานเลยต่างหาก

iPhone 2021 จะตัด Lightning Port ออก และข้าม USB-C ไปด้วย

พอร์ตแบบ Lightning ถูกนำมาใช้งานครั้งแรกใน iPhone 5 ในปี 2013 และถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องจนถึง iPhone 11 ในปัจจุบัน ซึ่งเห็นได้ว่า ทาง Apple ได้ผลักดันเทคโนโลยีไร้สายหลายๆ อย่างบนตัวอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการชาร์จไร้สาย หูฟังไร้สาย รวมทั้งการซิงค์ข้อมูลต่างๆ ระหว่างอุปกรณ์แบบไร้สาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากอยู่ๆ iPhone ในปี 2021 อยู่ๆ จะไม่มีพอร์ตให้ใช้งาน

โดยการเปลี่ยนแปลงในอนาคตนี้ คาดว่าทาง Apple จะเริ่มใช้กับ iPhone 2021 ตัวท็อปก่อน และหากมีผลตอบรับที่ดี iPhone ในปี 2022 ก็จะถูกถอดพอร์ตออกทั้งหมดทุกโมเดล (เช่นเดียวกับการลองตลาดด้วย Face ID บน iPhone X) ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์เสริมต่างๆ อย่างสายชาร์จ Lightning หรือหูฟังที่ใช้แจ็คแบบ Lightning ต้องปรับตัวกันพอสมควรเลย แต่ก็ยังพอมีเวลาอีกปีกว่าๆ หากข่าวนี้เป็นความจริง

iPhone 2020 จะมีพอร์ตอยู่ และ SE 2 จะกลับมา!

ส่วน iPhone ในปี 2020 ที่กำลังจะถึงนี้ ถึงแม้จะยังไม่ได้ตัดพอร์ต Lightning ทิ้ง แต่ก็มีข้อมูลจาก Kuo มาเช่นกัน โดยไลน์อัพของ iPhone 2020 จะออกมา 5 โมเดล ซึ่งประกอบไปด้วย iPhone SE 2 มือถือจอ LCD ไซส์เล็ก 4.7 นิ้วราคาประหยัด ที่ลือกันมานาน จะออกรุ่นที่สองเสียที โดยคราวนี้จะมีหน้าตาคล้ายกับ iPhone 8 ส่วนอีก 4 โมเดล จะรองรับ 5G และใช้หน้าจอ OLED ทั้งหมด โดยจะมีรุ่นกล้องหลัง 3 เลนส์พร้อมเทคฯ ToF ที่มาแทนที่ iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่ 6.1 และ 6.7 นิ้ว และอีก 2 โมเดล จะเป็นกล้องหลังคู่เช่นเดียวกับ iPhone 11 แต่จะแยกเป็น 2 ขนาด ได้แก่ รุ่นหน้าจอ 6.1 นิ้ว และโมเดลหน้าจอที่เล็กกว่าเพียง 5.4 นิ้ว

สรุปไลน์อัพ iPhone 2020 (จากการคาดการณ์)

  • iPhone SE 2 จอ LCD ขนาด 4.7 นิ้ว ทรงเดียวกับ iPhone 8
  • iPhone 2020 (แทนที่รุ่น Pro) จอ OLED 6.1 นิ้ว รองรับ 5G กล้องหลัง 3 เลนส์
  • iPhone 2020 (แทนที่รุ่น Pro Max) จอ OLED 6.7 นิ้ว รองรับ 5G กล้องหลัง 3 เลนส์
  • iPhone 2020 (แทนที่ iPhone 11) จอ OLED 6.1 นิ้ว รองรับ 5G กล้องหลังเลนส์คู่
  • iPhone 2020 (แทนที่ iPhone 11) จอ OLED 5.4 นิ้ว รองรับ 5G กล้องหลังเลนส์คู่

ที่มา : gadgets.ndtv.com , www.theverge.com

Intel ขายธุรกิจโมเด็มบนสมาร์ทโฟนให้ Apple หลังโดน Qualcomm บีบให้ออกจากธุรกิจนี้

Intel ออกมาประกาศยืนยันว่าได้ขายธุรกิจด้านพัฒนาโมเด็มของสมาร์ทโฟนให้กับ Apple เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยมูลค่าประมาณ $1,000,000,000 (ประมาณ 30,270,000,000 บาท) โดยทาง Intel ได้ระบุว่าเป็นราคาที่ขาดทุนอยู่อีกหลายพันล้านดอลลาร์

จากแถลงการณ์ของ Intel ได้เปิดเผยเหตุผลในการขายที่ยอมขาดทุน สืบเนื่องมาจากการที่ทาง Qualcomm ผู้ผลิตชิปคู่แข่งได้ใช้พยายามใช้อำนาจทางสิทธิบัตรที่ตนเองผูกขาดอยู่มาบีบบังคับให้คู่แข่งต้องออกจากตลาด แม้ทาง FTC จะเข้ามาพิจารณาปัญหาดังกล่าวแล้ว แต่ทาง Qualcomm ก็ตอบโต้ด้วยการยืนเรื่องต่อศาลอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 9 ทั้งนี้ Intel ยังคงผลิตชิปโมเด็มสำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์, IoT และยานพาหนะต่อไปเหมือนเดิม โดยเลิกผลิตเฉพาะชิปบนสมาร์ทโฟนเท่านั้น

เรื่องน่าสนใจ คือ ย้อนไปในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางกระทรวงกลาโหม และกระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า Qualcomm เป็นผู้ผลิตที่เชื่อถือได้สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี 5G และยังไม่มีใครแทนที่ได้ภายในอนาคตอันใกล้นี้ ส่วนตัวผมเชื่อว่าอาจจะด้วยแรงกดดันของ 5G จาก HUAWEI ทำให้ Qualcomm มีความได้เปรียบจากผลประโยชน์ในส่วนนี้ด้วย

ส่วน Apple ก็ได้ชิ้นปลามันจาก Intel ไปในราคาถูก และมีผลทำให้ Apple ควบคุมการผลิตชิ้นส่วนภายในอุปกรณ์ของตนเองได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาชิปโมเด็มจาก Qualcomm ที่เป็นคู่กัดอีกต่อไป
ที่มา : www.engadget.com , www.reuters.com , newsroom.intel.com , newsroom.intel.com

รัฐบาลออสเตรเลียใช้ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ

แม้ว่าหลายประเทศทั่วโลกจะนำเอากล้องมาตรวจจับการกระทำผิดบนท้องถนนอย่างการขับรถเร็วเกินที่กำหนด แต่รัฐบาลออสเตรเลียเป็นเจ้าแรกที่นำเอาเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้งานในการตรวจจับผู้ที่เล่นโทรศัพท์ขณะขับรถ

โครงการนี้ได้เริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม ณ เมือง New South Wales ประเทศออสเตรเลีย หลังจากที่ได้มีการทดลองใช้มาเป็นเวลา 6 เดือน และในส่วนของผลการทดลองใช้ของโครงการนี้นั้น ทางรัฐบาลออสเตรเลียกล่าวว่ามันสามารถจับผู้กระทำผิด (ผู้ที่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ) ได้กว่า 100,000 รายเลยทีเดียว

ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะทำการบันทึกรูปรถทุกคันที่ผ่านเข้ามาในระยะตรวจจับโดยที่ไม่ได้ทำการบันทึกภาพหน้าตาของผู้ขับขี่แต่อย่างใด มันเพียงแค่จับภาพช่วงมือของผู้ขับขี่ที่ถือโทรศัพท์เอาไว้และใช้ AI ในการวิเคราะห์เพื่อตรวจหาผู้ที่ใช้งานโทรศัพท์ในขณะขับรถอีกทีหนึ่ง (หลักการทำงานคล้ายกล้องตรวจจับความเร็ว) และหากซอฟต์แวร์ตรวจจับภาพการใช้งานโทรศัพท์ได้ก็จะส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อทำการตรวจเช็คอีกรอบก่อนออกที่จะใบสั่ง (หรือใบเตือน) ส่งไปที่บ้าน

โดยคนขับจะได้รับใบเตือนในช่วง 3 เดือนแรกที่กล้องตรวจจับได้ว่ามีการใช้โทรศัพท์เกิดขึ้น หลังจากนั้นจะต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวน 344 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (คิดเป็นเงินไทยราว 7,070 บาท) และหากพบว่าใช้โทรศัพท์ในเขตโรงเรียนจะต้องจ่ายค่าปรับถึง 457 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 9,400 บาท) และจะถูกตัดแต้มในใบขับขี่อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการถ่ายรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตนี้ก็ทำให้ใครหลายคนออกมาโวยวายว่าการกระทำของรัฐบาลนั้นคุกคามความเป็นส่วนตัวของประชาชน ซึ่งทางรัฐบาลออสเตรเลียก็ยืนยันว่ากล้องนี้จะตรวจจับเฉพาะแค่คนขับที่ถือโทรศัพท์เอาไว้ในมือเพียงเท่านั้น และรูปภาพที่ได้ก็จะถูกลบออกไปจากฐานข้อมูลภายในเวลา 1 ชั่วโมงหาก AI ตรวจไม่พบการกระทำความผิด และหากตรวจพบการกระทำผิดแต่ไม่มีการยืนยันจากเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ก็จะลบภาพทิ้งภายในเวลา 48 ชั่วโมงเช่นกัน

และทางรัฐบาลออสเตรเลียก็ตั้งใจไว้ว่าจะติดตั้งกล้องนี้เพิ่มขึ้นอีก 45 ตัวในเวลา 3 ปีข้างหน้า และกระจายการติดตั้งกล้องตรวจจับการเล่นโทรศัพท์ขณะขับรถนี้ออกไปตามเมืองต่างๆ ของออสเตรเลียโดยที่ไม่ได้มีการระบุพื้นที่ที่แน่ชัดแต่อย่างใด ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายแรกเริ่มของ Andrew Constance ผู้ดูแลโครงการในเมือง New South Wales ที่กล่าวว่าเขาต้องการที่จะให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความคิดที่ว่าพวกเขาอาจถูกจับได้ (ว่าใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ) อยู่ตลอดเวลา และทำการลดหรือเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ลงในทันที เพราะอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถนั้นแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี และทางรัฐบาลออสเตรเลียก็คาดหวังว่าการนำเอาเทคโนโลยีนี้เข้ามาช่วยดูแลพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนก็น่าจะลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ราว 30% ภายในปี 2021
ที่มา : sea.mashable.com , roadsafety.transport.nsw.gov.au , www.ctvnews.ca