Apple ขยายโปรแกรมศูนย์รับซ่อม IRP ให้ครอบคลุมทั่วโลก เตรียมเปิดบริการในไทยเร็ว ๆ นี้

ก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ. 2019 (พ.ศ. 2562) ทาง Apple ได้เพิ่มโปรแกรม Apple Independent Repair Provider (IRP) หรือบริการศูนย์รับซ่อมอุปกรณ์ต่าง ๆ ของ Apple ที่ผ่านการรับรองคุณภาพจากทางบริษัทออกมาให้ผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาสามารถนำเอาอุปกรณ์ของ Apple เข้าศูนย์รับซ่อมใกล้บ้านได้แบบไร้กังวล (คล้ายกับศูนย์บริการ AASP แต่จะเป็นศูนย์รายย่อยที่รับซ่อมสินค้าที่หมดประกันแล้วด้วย)

Apple ขยายโปรแกรมศูนย์รับซ่อม IRP ให้ครอบคลุมทั่วโลก เตรียมเปิดบริการในไทยเร็ว ๆ นี้


ภาพจาก : https://www.apple.com/newsroom/2021/03/apples-independent-repair-provider-program-expands-globally/

เพราะปกติแล้วหากผู้ใช้ต้องการเข้ารับบริการในการซ่อมแซมอุปกรณ์ต่าง ๆ ของ Apple ก็จะต้องนำเอาเครื่องเข้าศูนย์หลักของ Apple หรือศูนย์ AASP (Apple Authorized Service Provider) ที่มีสาขาไม่มากนักในแต่ละพื้นที่ หรือเสี่ยงกับการนำเอาเครื่องไปซ่อมในร้านรับซ่อมทั่วไป ดังนั้นการเพิ่มศูนย์รับซ่อมอิสระที่ทางบริษัทการันตีคุณภาพมาก็น่าจะช่วยให้ ผู้ใช้สามารถเข้ารับบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และวางใจได้มากยิ่งขึ้น

ซึ่งหลังจากที่ได้เพิ่มโปรแกรมนี้เข้ามาก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากทางผู้ใช้ (และผู้เข้ารับบริการ) จนทางบริษัทได้ตัดสินใจขยายโปรแกรม IRP ออกไปยังแคนาดาและประเทศต่าง ๆ ในยุโรป และก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดทาง Apple จึงได้ออกมาประกาศเพิ่มโปรแกรมดังกล่าวนี้ออกไปให้ ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น โดยภายในสัปดาห์นี้ก็จะเพิ่มสาขาของ Apple Independent Repair Provider ในอีก 38 ประเทศ (รวมทั้งประเทศไทยด้วย) และภายในปีนี้ก็จะเพิ่มสาขาให้ครอบคลุมกว่า 200 ประเทศทั่วโลก

Apple ขยายโปรแกรมศูนย์รับซ่อม IRP ให้ครอบคลุมทั่วโลก เตรียมเปิดบริการในไทยเร็ว ๆ นี้


ภาพจาก : https://support.apple.com/irp-program

สำหรับศูนย์รับซ่อมที่ต้องการขึ้นทะเบียนรับรอง IRP จาก Apple ก็สามารถยื่นขอทดสอบเพื่อรับใบประกาศจากทาง Apple ได้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย (ลงทะเบียนได้ที่ https://support.apple.com/en-us/HT205332) ซึ่งหากผ่านการทดสอบก็จะสามารถซื้ออะไหล่ต่าง ๆ ได้ในราคาเดียวกับศูนย์ AASP และเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือจากทาง Apple ได้ฟรี
ที่มา : www.engadget.com , www.apple.com , support.apple.com


Qualcomm เปิดตัว Snapdragon 780G ประมวลผลไวกว่า 765G บน Pixel 5 ถึง 40%

ก่อนหน้านี้ทาง Qualcomm ได้เปิดตัว Snapdragon 888 ไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และได้มีข่าวลือเกี่ยวกับชิปเซ็ตตัวกลางอย่าง Snapdragon 775 และ 775G ที่สเปคมีความคล้ายคลึงกับ Snapdradon 870 ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ (แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติมเรื่องกำหนดการณ์ของ 775 และ 775G แต่อย่างใด)

ล่าสุดก็ได้ออกมาประกาศเปิดตัวชิปเซ็ตตัวใหม่อย่าง Snapdragon 780G ออกมาแล้ว โดยมันเป็นชิปที่พัฒนาต่อเนื่องมาจาก Snapdragon 765G และ 768G ที่ใช้งานบน Pixel 5 ที่ทาง Qualcomm ระบุว่ามันสามารถประมวลผลได้ไวและดีกว่ารุ่นเก่าถึง 40% และประมวลผลกราฟิกได้สูงกว่ารุ่นเก่าถึงถึง 50% เลยทีเดียว

Qualcomm เปิดตัว Snapdragon 780G ประมวลผลไวกว่า 765G บน Pixel 5 ถึง 40% !


Pixel 5 ที่ใช้งานชิปเซ็ต Snapdragon 765G
ภาพจาก : https://www.youtube.com/watch?v=QOU9nAzHY7I&t=68s

โดย Snapdragon 780G นี้จะใช้สถาปัตยกรรมขนาด 5 nm และมาพร้อมกับ CPU Kryo 670 ส่วน GPU จะใช้งาน Adreno 642 ทำให้รองรับ Refresh rate ได้สูงถึง 144Hz ทั้งยังใช้งาน AI ประมวลผลรุ่นที่ 6 อย่าง Hexagon 770 และหน่วยประมวลผลภาพ Spectra 570 ที่รองรับการใช้งานกล้องที่ความละเอียด 25 MP พร้อมกัน 3 ตัว รวมทั้งรองรับ 5G และ Wi-fi 6 อีกด้วย (สำหรับใครที่อยากดูสเปคแบบละเอียดก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ https://www.qualcomm.com/products/snapdragon-780g-5g-mobile-platform)

แต่ทาง Qualcomm ยังไม่มีการเผยออกมาว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใดจะได้ใช้งานชิปเซ็ตนี้เป็นรุ่นแรก เพียงแต่ระบุว่าเราน่าจะได้เห็นสมาร์ทโฟนที่ใช้งาน Snapdragon 780G กันในช่วง ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้กันอย่างแน่นอน
ที่มา : 9to5google.com , gizmodo.com , www.qualcomm.com , www.qualcomm.com

Apple เพิ่มอัปเดตความปลอดภัยในการใช้งานบน iOS & iPadOS 14.4.2 และ WatchOS 7.3.3

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทางบริษัท Apple ได้เพิ่ม WebKit เข้ามาให้ผู้ใช้อัปเดตความปลอดภัยในการใช้งานเว็บไซต์บนอุปกรณ์ต่าง ๆ ของบริษัท ทั้ง iOS และ iPadOS 14.4.1, WatchOS 7.3.2, macOS Big Sur 11.2.3 และ Safari 14.0.3

ล่าสุดทาง Apple ก็ได้ออกมาประกาศเพิ่ม อัปเดตความปลอดภัยในการใช้งาน อุปกรณ์แบบพกพามากขึ้น (อีกครั้งหนึ่ง) โดยระบุว่า Bug ที่พบในครั้งนี้ก็มาจากนักวิจัยเจ้าเดิมอย่าง Project Zero ของ Google ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้ใช้ iPhone ทำการอัปเดต iOS 14.4.2 (สำหรับใครที่ใช้ iPhone รุ่นเก่าก็ได้เพิ่มอัปเดตความปลอดภัยนี้บน iOS 12.5.2 ให้ด้วย) ส่วนใครที่ใช้ iPad ก็ดาวน์โหลด iPadOS 14.4.2 มาใช้งานกันได้ และผู้ที่ใช้งาน Apple Watch ก็แนะนำให้อัปเดต WatchOS 7.3.3 ด้วยเช่นกัน

Apple เพิ่มอัปเดตความปลอดภัยในการใช้งานบน iOS & iPadOS 14.4.2 และ WatchOS 7.3.3


ภาพจาก : https://www.forbes.com/sites/davidphelan/2021/03/26/apple-releases-ios-1442-unexpected-update-with-urgent-security-fix/?sh=83e1dd761fe4

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เปิดการทำงานของออโตอัปเดต (Automatic Updates) ก็สามารถเข้าไปกดอัปเดตเวอร์ชันการทำงานได้ที่ Settings > General > Software Update แล้วกดติดตั้งได้เลย (แต่แนะนำให้เปิดใช้ออโตอัปเดตเลยก็สะดวกดี เพราะทาง Apple ก็ค่อนข้างขยันเพิ่มอัปเดตอยู่พอสมควร)

อย่างไรก็ตาม การอัปเดตในครั้งนี้ก็ไม่ได้มีการพูดถึง macOS แต่อย่างใด ไม่แน่ว่าทางบริษัทอาจเพิ่มอัปเดตตามมาในเร็ว ๆ นี้ หรืออาจทำการอัปเดตในเวอร์ชันถัดไปก็เป็นได้
ที่มา : techcrunch.com , mashable.com , support.apple.com

OnePlus เตรียมเปิดตัวสมาร์ทวอทช์เครื่องแรกของบริษัท 23 มี.ค. นี้ พร้อม OnePlus 9

เมื่อปลายปีที่แล้ว OnePlus ได้เกริ่นไว้เรื่องการเปิดตัว OnePlus Watch สมาร์ทวอทช์รุ่นแรกของบริษัท ล่าสุดมีรายงานเผยกำหนดการเปิดตัวที่แน่นอนแล้วเป็นวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564 (ค.ศ 2021)โดยจะมาพร้อมกับ OnePlus 9 Series สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในวันเดียวกัน

OnePlus เตรียมเปิดตัวสมาร์ทวอทช์เครื่องแรกของบริษัท 23 มี.ค. นี้ พร้อม OnePlus 9


ภาพ Teaser ที่ปล่อยออกมาเผยให้เผยขอบตัวเรือนของนาฬิกา

กลายเป็นข่าวดีสำหรับแฟน OnePlus ที่รอมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) ซึ่งได้มีข่าวจะเปิดตัวครั้งแรกแต่ก็ถถูกยกเลิกไปอย่างน่าเสียดายจนล่วงเลยมาในปัจจุบัน

สื่ออย่าง Droid Life วิเคราะห์ว่า OnePlus Watch จะเปิดตัวมาพร้อมกัน 2 ไซต์ให้เลือก โดยจะใช้ระบบ Wear OS และมีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นสมาร์ทวอทช์ที่โฟกัสกลุ่มผู้ใช้ออกกำลังกาย เพราะก่อนหน้านี้ OnePlus มีการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ อย่าง OnePlus Health และ OnePlus Band 

และอาจมาพร้อมกับฟีเจอร์เพื่อสุขภาพอย่าง ฟีเจอร์ติดตามการนอน และ ฟีเจอร์ติดตามกิจกรรมออกกำลังกาย ตามสโลแกนที่ Pete Lau ซีอีโอของบริษัทเคยกล่าวไว้ว่า “OnePlus Watch สามารถช่วยดูแลสุขภาพของคุณและดูแลคุณในขณะที่นอนหลับ”

OnePlus เตรียมเปิดตัวสมาร์ทวอทช์เครื่องแรกของบริษัท 23 มี.ค. นี้ พร้อม OnePlus 9


 Pete Lau ซีอีโอของ OnePlus /ภาพโดย Carlo Allegri / reuters

สุดท้ายนี้ OnePlus ได้มีการปล่อย Teaser ตัวอย่างบน Twitter ซึ่งเผยให้เห็นดีไซน์เครื่องบางส่วน ส่วนตัวเครื่องจริงเราคงต้องมารอชมในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564 (ค.ศ 2021) นี้

ที่มา : www.engadget.com , www.droid-life.com

Apple Event งานแรกของปี 2021 อาจจัดขึ้นในวันที่ 23 มีนาคม คาดเปิดตัวอะไรบ้าง?

ตามข้อมูลจากแอคเคาต์ทวิตเตอร์ @duanrui1205 เจ้ากรมข่าวลือฝั่งจีนออกมาทวีตว่า สมาร์ทโฟน OnePlus 9 และ Apple Event จะจัดขึ้นในวันเดียวกัน นั่นก็คือวันที่ 23 มีนาคม 2021 (พ.ศ. 2564) 

หลังจากที่ Apple จัดงาน Apple Event เปิดตัว iPhone 12 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก็น่าจะถึงเวลาที่ Apple Event ครั้งใหม่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งมีข่าวลือจากหลายทางว่าจะเป็นการเปิดตัวแกดเจ็ตหลายอย่าง เช่น AirTags หรืออุปกรณ์บลูทูธติดตามตัวขนาดเล็กที่ลือกันมานาน, หูฟังไร้สาย AirPods รุ่นใหม่, Apple TV รุ่นใหม่ ไปจนถึงไฮไลต์อย่าง iPad Pro รุ่นอัปเกรดที่หลายคนเริ่มสงสัยแล้วว่าจะเปิดตัวต่อจากปีที่แล้วหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ยังคงระบาด ทำให้การจัดงาน Apple Event แบบสมัยก่อนเป็นไปได้ยาก ฉะนั้น ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นก็คืองานเปิดตัวผ่านช่องทางโซเชียลต่าง ๆ ที่อัดวิดีโอตามสคริปต์ที่วางไว้เรียบร้อยแล้ว หรืออาจจะมีข่าวประชาสัมพันธ์ร่วมด้วย หรืออาจจะเปิดตัวเงียบ ๆ บนเว็บไซต์แบบที่แอปเปิลที่เคยทำกับแกดเจ็ตหลาย ๆ รุ่น

ส่วนข่าวลือความเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างของแกดเจ็ตจากแอปเปิล ยังไม่มีอะไรหวือหวามากนัก เช่น iPad Pro ที่อาจเปลี่ยนไปใช้ชิป A14X ที่เร็วขึ้น, หูฟังไร้สาย AirPods รุ่นที่ 3 ที่อาจดึงฟีเจอร์จาก AirPods Pro มาใส่ และมีความเป็นไปได้อีกทางหนึ่งว่าอาจแตกไลน์ Macbook รุ่นใหม่ ขนาดใหม่ สืบเนื่องมาจากข่าวที่แอปเปิลอาจเลิกผลิตและจำหน่าย iMac Pro นั่นเอง
ที่มา : 9to5mac.com , www.macrumors.com


Google เพิ่มอัปเดตฟีเจอร์ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน Android อีก 6 ฟีเจอร์

ทาง Google ได้ประกาศเพิ่มฟีเจอร์ใหม่บน Android (และ Android Auto) อีก 6 ฟีเจอร์ โดยคาดว่ามันน่าจะช่วยให้อำนวยสะดวกในการใช้งานให้กับผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น ดังนี้

1. Password Checkup

ปกติแล้วผู้ใช้จะสามารถกดบันทึกรหัสผ่าน (Save Password) ให้มีการเข้าให้งานแบบ Autofill Password ได้ เพื่อป้องกันปัญหาการลืมรหัสผ่าน และจากจำนวนผู้ใช้ที่ใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวเป็นจำนวนมากก็ทำให้ทางบริษัทตัดสินใจเพิ่มอัปเกรดความปลอดภัยโดยเพิ่ม Password Checkup ขึ้นมาบนอุปกรณ์ที่ใช้งานระบบ Android 9 (Pie) ขึ้นไป ซึ่งเมื่อผู้ใช้ล็อกอินด้วย Autofill มันก็จะตรวจเช็คความปลอดภัยในการใช้งานรหัสผ่านของเราและแจ้งให้ทราบหากรหัสผ่านที่ใช้มีความปลอดภัยต่ำ (คล้ายการทำงานบน Browser)

Google เพิ่มอัปเดตฟีเจอร์ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน Android อีก 6 ฟีเจอร์


ภาพจาก : https://blog.google/products/android/new-features-spring-2021/

2. Google Assistant

สำหรับ Google Assistant เองก็ได้มีการเพิ่มคำสั่งให้ผู้ใช้สามารถ สั่งการขณะล็อกหน้าจอ ได้ทั้งการส่งข้อความหรือโทรออกหาผู้อื่น ทำให้สามารถทำงานอย่างอื่นได้ไปพร้อม ๆ กับการพูดคุยและติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น รวมทั้งยังสามารถสั่งงานให้ตั้งนาฬิกาหรือเปิดเพลงในขณะล็อกหน้าจอได้อีกด้วย

Google เพิ่มอัปเดตฟีเจอร์ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน Android อีก 6 ฟีเจอร์


ภาพจาก : https://blog.google/products/android/new-features-spring-2021/

3. Google Maps

ส่วนบนแอปพลิเคชัน Google Maps เองก็สามารถเปิดใช้งาน Dark Mode ได้อย่างเป็นทางการแล้วในเร็ว ๆ นี้ หลังจากเปิดให้ทดลองใช้งานกับผู้ใช้บางส่วนไปในช่วงเดือน กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ใช้จะสามารถเปิดการใช้งานได้ที่ Setting > Theme แล้วเลือกการแสดงผลเป็น Dark Mode (หรือ Light Mode) ได้ตามต้องการ

Google เพิ่มอัปเดตฟีเจอร์ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน Android อีก 6 ฟีเจอร์


ภาพจาก : https://blog.google/products/android/new-features-spring-2021/

4. Schedule Messages

ผู้ใช้ Android 7 (Nougat) ขึ้นไป จะสามารถตั้งเวลาในการส่งข้อความได้แล้ว โดยฟีเจอร์นี้จะสามารถใช้งานบนแอปพลิเคชัน Google Messages ได้เท่านั้น ส่วนการส่งข้อความผ่านกล่องข้อความ (Messages) ที่เชื่อมกับเบอร์โทรศัพท์นั้นยังไม่รองรับการใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวแต่อย่างใด

5. TalkBack

เปิดใช้แอปพลิเคชันและสั่งงานฟีเจอร์ต่าง ๆ แบบไม่ต้องมองจอด้วยฟีเจอร์ TalkBack บน Android Accessibility โดยมันจะทำการ “อ่านออกเสียง” คำสั่งและการใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ออกมาให้ผู้ใช้ทำการปัดหรือสัมผัสหน้าจอเพื่อสั่งงานฟีเจอร์ต่าง ๆ (ในตอนแรกแอปพลิเคชันนี้ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกผู้มีปัญหาทางด้านสายตาโดยเฉพาะ แต่ผู้ใช้คนอื่น ๆ เองก็สามารถใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ภายในแอปพลิเคชันนี้ได้ด้วยเช่นกัน)

6. Android Auto

สำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ Android เข้ากับการใช้งานบนรถผ่าน Android Auto ก็ได้เพิ่มการเลือก Wallpaper บนหน้าจอและ “เกม” เข้ามาเพื่อช่วยคลายง่วงให้กับผู้ใช้ โดยผู้ใช้จะสามารถสั่งงานการเล่นเกมต่าง ๆ ผ่าน Google Assistant ที่เชื่อมต่อกับ Android Auto ได้เลย (รองรับการทำงานบน Android 6 (Marshmellow) ขึ้นไป)

Google เพิ่มอัปเดตฟีเจอร์ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน Android อีก 6 ฟีเจอร์


ภาพจาก : https://blog.google/products/android/new-features-spring-2021/
ที่มา : www.gsmarena.com , techcrunch.com , blog.google

เปิดตัว Mi 11 สุดยอดสมาร์ทโฟนเรือธงแห่งการสร้างวิดีโอ พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษ!

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว! Mi 11 สมาร์ทโฟนเรือธงที่มาในสโลแกน “Movie Magic” เน้นการถ่ายวิดีโอระดับสุดยอด พร้อมฟีเจอร์ระดับสูงในราคาที่คุณต้องทึ่ง! พร้อมโปรโมชันพิเศษเฉพาะแฟนพันธุ์แท้เท่านั้น!

เปิดตัว Mi 11 สุดยอดสมาร์ทโฟนเรือธงแห่งการสร้างวิดีโอ พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษ!


เริ่มงานเปิดตัวด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ จาก Xiaomi ซึ่งบางฟีเจอร์ถูกนำไปใส่ในสมาร์ทโฟนรุ่นก่อน ๆ อย่าง Mi 10T, Mi 10T Pro ฯลฯ ซึ่งมีทั้งหน้าจอ AdaptiveSync 144 Hz, กล้องหน้าแบบซ่อนใต้หน้าจอ (Under display camera), กล้องพร้อมกลไกกันสั่น Telescopic Camera, ระบบชาร์จเร็ว 120 W และชาร์จไร้สาย 80W ที่เร็วที่สุดในโลก รวมถึง Mi MIX Alpha ต้นตำรับสมาร์ทโฟนจอพับ Surround Display

จากนั้นก็เป็นการเปิดตัว Mi 11 อย่างเป็นทางการ มีให้เลือก 2 สี 2 สไตล์ แต่ฟีเจอร์ทั้งหมดนั้นถือว่าอยู่ในระดับสูง ทั้งเรื่องของหน้าจอ ชิปเซ็ต เทคโนโลยีกล้องและวิดีโอ แบตเตอรี่พร้อมระบบชาร์จเร็ว
สเปก Mi 11
164.3 x 74.6 x 8.1 มิลลิเมตร, น้ำหนัก 196 กรัม
หน้าจอ AdaptiveSync อัตรารีเฟรชเรต 120 Hz สามารถปรับรีเฟรชเรตได้อัตโนมัติตามเนื้อหาที่กำลังใช้งาน

  • ชิปเซ็ต Snapdragon 888 5G 5 นาโนเมตร
  • RAM 8 GB, ความจุ 128 GB และ 256 GB
  • กล้องหลัง 3 เลนส์ ประกอบด้วย
    • เลนส์ Wide ความละเอียดสูง 108 ล้านพิกเซล
    • เลนส์ Ultrawide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล
    • เลนส์ Telemacro 5 ล้านพิกเซล สามารถซูมเข้าใกล้ได้เพิ่มเติม เห็นรายละเอียดชัดเจน
      กล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล
      รองรับการถ่ายวิดีโอสูงสุด 8K 30fps
      One Click AI Cinema รองรับเอฟเฟคต์วิดีโอหลากหลายรูปแบบ
      Cinematic Video Filter สร้างโทนสีแบบใหม่ให้วิดีโอ
      Ultra Night Video สำหรับถ่ายวิดีโอในยามค่ำคืน
      Video Mode Night เหมาะแก่การถ่ายวิดีโอในที่แสงน้อย
      แบตเตอรี่ความจุ 4,600 mAh รองรับการชาร์จเร็ว 55 W GaN พร้อมอะแดปเตอร์ชาร์จแถมในกล่อง
      มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเทา Midnight Grey และสีฟ้า Horizon Blue
เปิดตัว Mi 11 สุดยอดสมาร์ทโฟนเรือธงแห่งการสร้างวิดีโอ พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษ!


Intel เปิดตัว Desktop GPUs ตัวใหม่ในรอบ 20 ปี พร้อมระบุว่าไม่รองรับการใช้งานบนระบบ AMD

หลังจากที่ได้เปิดตัวกองทัพชิปเซ็ต 11th Gen Intel (Tiger Lake) ที่จะวางจำหน่ายกันในปีนี้และเผยข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับชิป Alder Lake (12th Gen Intel) กันไปในงาน CES 2021 ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาไปแล้วนั้น ล่าสุดทาง Intel ก็ได้ออกมาประกาศว่าจะเตรียมวางจำหน่าย Desktop GPUs ของบริษัทในเร็วๆ นี้

โดย Desktop GPUs ของ Intel นี้จะใช้ชื่อว่า Iris Xe ที่จะมาพร้อมกับ Display Outputs สำหรับต่อจอแยก (รองรับความละเอียดสูงสุดที่ 4K) ทั้งหมด 3 ตัว, รองรับ HDR, AI capability และ Adaptive Sync Connect พร้อมด้วยหน่วยประมวลผล 80 ยูนิต และหน่วยความจำ LPDDR4x ขนาด 4GB ในตัว

Intel เปิดตัว Desktop GPUs ตัวใหม่ในรอบ 20 ปี พร้อมระบุว่าไม่รองรับการใช้งานบนระบบ AMD


Iris Xe บนแลปท็อปของ ASUS (คาดเปิดตัวในปีนี้)
ภาพจาก : https://www.engadget.com/intel-shipping-first-iris-xe-discrete-graphics-cards-desktop-063217152.html

ซึ่งการประกาศในครั้งนี้ก็สร้างเสียงฮือฮาได้พอสมควรเพราะนอกจาก Iris Xe จะเป็น GPUs สำหรับ Desktop ตัวแรกในรอบ 20 ปีของ Intel แล้ว ทางบริษัทยังระบุเพิ่มเติมอีกว่าผู้ใช้จะ ไม่สามารถใช้งาน GPU ตัวนี้ร่วมกับระบบของ AMD และค่ายอื่นๆ ได้

Iris Xe จะสามารถใช้งานร่วมกับ 9th gen (Coffee Lake-S) และ 10th gen (Comet Lake-S) รวมทั้งชิปประมวลผล Intel® Core™ ต่างๆ และชิปเซ็ตบนเมนบอร์ดอย่าง Intel ® B460, H410, B365 และ H310C โดยมันจะทำงานบน BIOS พิเศษที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับการใช้งานร่วมกับ Intel Iris Xe เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่สามารถเอาไปเทียบกับ GPUs ของระบบอื่นๆ ได้นั่นเอง

และแน่นอนว่าผู้ใช้จะ ไม่สามารถซื้อ GPUs แยก มาใช้งานเองได้ เพราะด้วย BIOS พิเศษจึงทำให้มีข้อจำกัดในการใช้งานค่อนข้างสูง ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองใช้ GPUs ตัวใหม่นี้ก็น่าจะต้องรอซื้อพร้อมแลปท็อปตัวใหม่ที่จะวางจำหน่ายในปีนี้แทน
ที่มา : www.theverge.com , www.engadget.com , www.theverge.com , www.intel.com

Watch OS 7.3 เปิดใช้งานฟีเจอร์ ECG วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจใน “ไทย” แล้ว และเพิ่มฟีเจอร์อื่นๆ

นอกจากการอัปเดต iOS 14.4 วันนี้ Apple ก็ยังได้ปล่อยอัปเดต watchOS 7.3 ด้วย แล้วจะช่วยเพิ่มความสามารถ Apple Watch ในด้านใดบ้าง มาดูกัน

ก่อนหน้านี้คุณสมบัติของ watchOS 7.2 ได้เพิ่มการรองรับแอปพลิเคชัน Apple Fitness+ ซึ่งการอัปเดตเป็น watchOS 7.3 จะเพิ่มความสามารถของ Apple Fitness+ ด้วยฟีเจอร์ Time to Walk สำหรับผู้ใช้ที่เป็นสมาชิกแบบเสียเงินเท่านั้น



คลิปจาก MacRumors

ฟีเจอร์ Time to Walk จะเป็นดั่งแรงบัลดาลใจของผู้ที่ออกกำลังกายด้วยการเดิน เมื่อเปิดใช้งานเราจะได้ฟังเรื่องราวจากศิลปิน นักกีฬา และคนดังอื่นๆ ที่ใช้งาน Apple Watch มาพูดคอยสร้างแรงบัลดาลใจระหว่างเดินนั่นเอง โดยจะมีให้ฟังแบบเป็นตอนๆ และแต่ละตอนจะมีความยาว 25-40 นาที

Watch OS 7.3 เปิดใช้งานฟีเจอร์ ECG วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจใน "ไทย" แล้ว และเพิ่มฟีเจอร์อื่นๆ

อีกไฮไลท์ การอัปเดตที่เพิ่มใน watchOS 7.3 ก็คือฟังก์ชัน ECG (ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ) จะเข้าไทยแล้ว รวมถึงประเทศอื่นๆในแถบเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปิน และไต้หวัน นอกจากนี้ยังมี “มายอต” แคว้นที่ตั้งอยู่เป็นเอกเทศทางตอนเหนือของช่องแคบโมซัมบิก แต่ทางเทคนิคก็คืออยู่ในฝรั่งเศส ซึ่งฟังก์ชันการแจ้งเตือนจังหวะการเต้นหัวใจที่ผิดปกติก็จะเข้า ไทยด้วยเช่นกัน

Watch OS 7.3 เปิดใช้งานฟีเจอร์ ECG วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจใน "ไทย" แล้ว และเพิ่มฟีเจอร์อื่นๆ

สุดท้ายนี้คือการอัปเดตเพิ่มหน้าปัดนาฬิกา (Watch Face) แบบใหม่ และแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องอื่นๆ

คุณสามารถอัปเดต WatchOS ได้ผ่านแอป Apple Watch บน iPhone โดยเข้าไปที่ General > Software Update ซึ่ง Apple Watch จะต้องมีแบตเตอรี่อย่างน้อย 50% และต้องอยู่ระหว่างการชาร์จ รวมถึงห้ามออกห่างจากตัว iPhone ที่เชื่อมต่ออยู่
ที่มา : www.macrumors.com

Google Maps บนมือถือ Android สามารถแบ่งครึ่งจอแผนที่กับโหมด Street View ได้แล้ว

เมื่อพูดถึง โหมด Street View คนที่ใช้งาน Google Maps ล้วนทราบดีว่าถึงแม้มันจะช่วยให้เราค้นหาสถานที่ได้ง่ายขึ้น แต่ข้อเสียคือเราจะไม่เห็นแผนที่ และไม่รู้ว่าต้องเดินอีกไกลแค่ไหนจะถึงจุดหมาย ซึ่งล่าสุด Google Maps ได้อัปเดตเพิ่มคุณสมบัติการแบ่งหน้าจอระหว่างโหมด Street View และแผนที่ Google Maps แล้ว

การอัปเดตจะถูกปล่อยเฉพาะมือถือ Android คาดว่า iOS อาจตามมาทีหลัง วิธีใช้ คือ ระหว่างที่คุณกำลังเปิด Google Maps กำหนดสถานที่ที่ต้องการไป และใกล้ถึงที่หมาย ก็แค่แตะเปิดฟังก์ชัน Street View จากนั้นสังเกตมุมขวาด้านล่าง จะเห็นปุ่ม ย่อ-ขยาย เมื่อคลิก คุณก็จะเห็นภาพที่แบ่งครึ่งจอระหว่างโหมด Street View และแผนที่ Google Maps

Google Maps บนมือถือ Android สามารถแบ่งครึ่งจอแผนที่กับโหมด Street View ได้แล้ว


ขอบคุณภาพจาก https://www.androidpolice.com/2021/01/31/split-screen-street-view-finally-arrives-on-google-maps-for-android/

ฟีเจอร์นี้รองรับ Google Maps เวอร์ชัน 10.59.1 ขึ้นไป ซึ่งมีให้ดาวน์โหลดแบบ APK เป็นเวอร์ชัน Beta ทดสอบ หากอยากลองก็ไปหาดาวน์โหลดใช้กันได้เลย
ที่มา : www.androidpolice.com