Nikon แจกคอร์สสอนถ่ายภาพออนไลน์ใน Nikon School ตลอดเดือนเมษายนนี้

Nikon แจกคอร์สสอนถ่ายภาพออนไลน์ใน Nikon School ตลอดเดือนเมษายนนี้

สถานการณ์ COVID-19 ในตอนนี้ทำให้หลายๆ คนที่วางแผนจะออกไปถ่ายรูปนอกบ้านต้องพับโปรเจคทิ้งหรือเลื่อนแผนที่วางไว้ออกไปก่อน แต่บริษัท Nikon ของประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้เชิญชวนตากล้องที่สนใจจะฝึกฝีมือของตนเองในช่วงนี้ให้มาลงทะเบียนคอร์สสอนถ่ายภาพออนไลน์ของ Nikon School ที่ทางบริษัท เปิดให้เรียนฟรีในช่วงเดือนเมษายนนี้
โดยคอร์สที่เปิดให้ลงเรียนฟรีนี้มีทั้งหมด 10 คอร์ส ภายในเว็บไซต์ของ Nikon ที่ดำเนินการ สอนโดยช่างภาพมืออาชีพ หรือ Brand Ambassador ของ Nikon ที่ปกติแล้วจะมีค่าลงทะเบียนอยู่ที่ 15 ดอลลาร์ (ประมาณ 500 บาท) ไปจนถึง 50 ดอลลาร์ (ราว 1,650 บาท) ต่อ 1 คอร์ส ซึ่งแต่ละคอร์สก็มีความยาวตั้งแต่ 15 นาทีไปจนถึงหลายชั่วโมงเลยทีเดียว

ภาพจาก : https://www.engadget.com/2020-04-02-nikon-free-online-photography-courses.html
ถึงแม้ว่าบางคอร์สจะสอนเกี่ยวกับเทคนิคเชิงลึกของกล้อง Nikon แต่สำหรับคนอื่นที่ ถนัดใช้กล้องแบรนด์อื่นมากกว่าก็สามารถลงทะเบียนเรียนคอร์สอื่นๆ ที่สอนเกี่ยวกับเทคนิคการถ่ายภาพหรือวิดีโอในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ได้เน้นการใช้งานเฉพาะของกล้อง Nikon ได้เช่นเดียวกัน
สำหรับบุคคลที่สนใจก็สามารถเข้าไป ลงทะเบียน ที่เว็บไซต์ https://www.nikonevents.com/us/live/nikon-school-online/ ได้เลย โดยจะสามารถดูได้ถึงแค่ปลายเดือนเมษายน (30 เมษายน 2563) นี้เท่านั้นนะ

สรุปเหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

เหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

Zanroo ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล และ Marketing Platform สำหรับองค์กรและธุรกิจขนาดใหญ่ เปิดเผยรายงานอัปเดตสถานการณ์ COVID-19 ช่วงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 16-22 มี.ค.2563 โดยพบว่าประชาชนภายในประเทศไทยมีการพูดถึงเหตุการณ์ COVID-19 บนโลกโซเชียล ทั้งสิ้น 1,081,024 ครั้ง การมีส่วนร่วม คอมเม้นท์ แชร์ ไลค์ รวม 17,491,330 ครั้ง โดยได้รวบรวมจากแพลตฟอร์ม “Social Listening” ของบริษัท ที่สามารถติดตามเทรนด์ความสนใจบน Social Media ทุกช่องทาง รวมถึงรวบรวมจาก Search Engine บน Social Media หรือเว็บไซต์สาธารณะต่างๆ ด้วย

ลำดับเหตุการณ์ COVID-19 ชาวไทยกังวลเรื่องค่ารักษา

ภายในรายงานดังกล่าวมีการสรุปรวบรวมลำดับเหตุการณ์ของสถานการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 16-22 มี.ค. รวมถึงหัวข้อที่คนไทยให้ความสนใจ และได้รับการพูดถึงมากที่สุด 6 อันดับ ซึ่งพบว่าอันดับหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ “ขั้นตอนการตรวจ และค่ารักษาในโรงพยาบาลเมื่อติดเชื้อไวรัส” ที่มีการพูดถึงหัวข้อดังกล่าวบน Social Media มากถึง 167,674 ครั้งในสัปดาห์เดียว

สรุปเหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

ลำดับเหตุการณ์ ช่วงวันที่ 16 – 22 มี.ค.2563

สรุปเหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

สิ่งที่คนไทยให้ความสนใจ และได้รับการพูดถึงมากที่สุด 6 อันดับหน้ากากก็ขาดแคลน การเงินมีปัญหา แล้วจะปรึกษาใคร

ทั้งนี้เมื่อมีการแบ่งหัวข้อที่ได้รับการพูดบน Social Media มากที่สุด ตามการแบ่งประเภทอุตสาหกรรม พบว่าคนไทยให้ความสนใจอุตสาหกรรม การเงินและธนาคารมากเป็นอันดับ 2 จากการที่เศรษฐกิจซบเซาลง และผลกระทบจาก COVID-19 จนทำให้คนมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของตัวเอง ขณะที่อันดับ 1 เป็นเรื่องเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพท์ย์ ซึ่งกำลังขาดแคลนอยู่ในปัจจุบัน 

สรุปเหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

กลัวต้องปิดเมือง รีบแห่ กักตุนอาหาร

รายงานของ Zanroo ยังได้รวบรวมคอนเทนท์หรือบทความบนสื่อออนไลน์ที่ได้รับ Engagement สูงสุด จากการค้นหาบน Zanroo Search ซึ่งประกอบไปด้วยผลสรุปตามภาพด้านล่าง โดยใจความสำคัญคือบทความเกี่ยวกับประชาชนแห่กักตุนอาหาร และสินค้าต่างๆ ซึ่งได้รับความสนใจมากเป็นอันดับ 1 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะคนไทยเริ่มวิตกกังวล ว่าจะเข้าภาวะฉุกเฉิน จึงแห่กักตุนอาหารและสินค้า

สรุปเหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือจุดเสี่ยง ทำชาวเมืองจิตใจว้าวุ่น

นอกจากนี้ ยังพบว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี ล้วนให้ความสนใจเกี่ยวกับการเฝ้าระวังเชื้อไวรัสมากเป็นพิเศษ จากข้อมูลที่ปรากฏดังภาพข้างล่าง เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้ถือเป็นจุดเสี่ยงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสในประเทศไทย จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เกิดความกังวลและติดตามข่าวสารตลอดเวลา ขณะเดียวกันเขตในกรุงเทพฯ ที่คนอาศัยอยู่ที่ได้รับการพูดถึง และมีส่วนร่วมมากที่สุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ เขตจตุจักร วัฒนา ปทุมวัน ห้วยขวาง และพญาไท

สรุปเหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

ติดตามรายงานใหม่ๆ ทุกสัปดาห์

สำหรับบริษัท “Zanroo” คือผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล และ Marketing Platform สำหรับองค์กรและธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ก่อนหน้านี้ให้บริการ “Social Listening” สามารถติดตามการพูดถึง สินค้าและบริการต่างๆ บน Social Media ทุกช่องทาง และครอบคลุม 8,000 เว็บไซต์ทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่ล่าสุดมีการใช้ข้อมูล Big Data ที่มีขนาดใหญ่ดังกล่าวดัดแปลงให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19

โดยได้เปลี่ยนแพลตฟอร์มของตัวเองให้กลายเป็น “Social Listening” ในรูปแบบของภาพรวมการพูดถึงเชื้อไวรัส COVID-19 และใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามสถานการณ์รวมถึงสร้างระบบ “COVID-19 Tracker” ที่แสดงความเคลื่อนไหวของจุดเสี่ยงการแพร่ระบาดในรูปแบบแผนที่ พร้อมแสดงข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งในไทยและต่างประเทศ  

หากอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมทุกคนสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตามลิงก์ที่ให้มา https://bit.ly/3dpaEeM ซึ่งจะมีการรายงานใหม่ๆ ออกมาในทุกสัปดาห์ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส หากใครสนใจอยากใช้งาน Search Engine เพื่อค้นหาเรื่องที่คุณสนใจ หรือติดตามสถานการณ์ต่อสามารถเข้าไปติดตามได้ที่ www.zanroo.com

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

10 อันดับแอปพลิเคชัน ยอดนิยม ประจำปีแห่งไวรัส COVID-19 ระบาด !

การระบาดของไวรัส COVID-19 ยังคงค่อยๆ ทวีความรุนแรงทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ช่วงนี้ในประเทศไทยหลายคนคงเริ่มคุ้นเคยกับสถาณการณ์ในบ้านเรากันบ้างแล้ว ทั้งการกักกัน ทั้งการปิดเมือง การปิดห้าง และให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน ซึ่งมันก็ยังส่งผลกระทบต่อทุกอย่างในชีวิตของเรา รวมไปถึงการทำงานของเราแต่ละคน และถ้ามาลองทบทวนดูดีๆ สถานการณ์แบบนี้อาจจะอยู่กับพวกเราต่อเนื่องยาวนานไปหลายเดือน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นในตอนนี้ หากลองคิดกันเล่นๆ ว่าแต่ละคนกำลังทำอะไรกันอยู่และพวกเขาจะดำเนินชีวิตกันอย่างไร ก็คงจะจินตนาการไม่ออกถึงภาพรวม แต่เชื่อว่าหลายคนคงอยู่แต่ในบ้าน ขณะที่บางส่วนก็เดินทางกลับภูมิลำเนาตัวเอง 

ในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้แอดมินก็ได้แอบไปส่องแอปฯ ฟรียอดนิยมภายในประเทศไทยของเราจาก App Store รวมถึง Android ก็ทำให้พบว่าปกติแอปฯ ยอดนิยมเหล่านี้อันดับ 1-10 ส่วนใหญ่มักตกเป็นของแอปฯ โซเชียลมีเดียยอดฮิตอย่าง Facebook, Instagram, Tik Tok หรือแม้แต่แหล่งช๊อปสินค้าออนไลน์อย่าง Shopee แต่ตอนนี้อันดับมันเปลี่ยนไปเสียอย่างนั้น ซึ่งอาจเป็นเพราะสถานการณ์ COVID-19 และวันนี้เราจะมาจัดอันดับกันว่ามีแอปฯ ไหนบ้าง ที่ผู้คนในประเทศไทยให้ความสนใจในช่วงไวรัสระบาด

อันดับที่ 1. Twitter

ติดอันดับมาเพราะ ช่วงนี้ถ้าจะตามข่าว COVID-19 ได้ไวที่สุด เร็วที่สุดก็ต้องเป็นสังคมแห่งการแฮชแท็ก โซเชียลมีเดียระดับโลกอย่าง ทวิตเตอร์ ที่รวบรวมทั้งข่าวในข่าวนอกประเทศ และข่าววงใน แต่ถ้าจะเสพข่าวก็ต้องระวังข่าวปลอมด้วยนะ เพราะทวิตเตอร์แม้เราจะได้ติดตามข่าวและโต้ตอบกับคนอื่นได้อย่างรวดเร็ว แต่บางครั้งความเร็วก็ทำให้ ข่าวเท็จกระจายไปรวดเร็วจนแยกไม่ออกไหนจริงไหนปลอมกันแน่

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 2. Zoom Clould Meetings

Zoom Clould Meetings แอปพลิเคชัน Video conference เพื่อติดต่อสื่อสารในการทำงาน แอปฯ นี้คงกำลังนิยมในหมู่มนุษย์เงินเดือนที่โหลดมาใช้ทำงานที่บ้าน หลังบริษัทประกาศ Work from Home แน่นอน นั่นรวมไปถึงบรรดาคณาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ที่กำลังมีการเรียนการสอนออนไลน์แทนเพื่อป้องกันเชื้อ COVID-19 ตอนนี้

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 3. 7-Delivery

7-Delivery บริการส่งของเซเว่นถึงบ้าน คนดาวน์โหลดมาใช้ช่วงนี้คงคิดว่าจะออกจากบ้านแต่ละที ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง ใครจะไอ ใครจามแต่ละที ในหัวคิดด้านลบไปต่างๆ นาๆ การที่แอปฯ นี้ยังติดอันดับ แสดงให้เห็นเลยว่า ขนาดเซเว่นที่มีอยู่ทั่วไปตามหน้าปากซอยของบ้านทุกคน ก็ยังไม่มีใครกล้าเดินออกไปซื้อของกันเลย

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 4. Foodpanda 

Foodpanda บริการสั่งอาหารออนไลน์แอปพลิเคชัน นี้ก็ติดมาเป็นอันดับ 4 ช่วงนี้คนก็จะสั่งอาหารมาส่งเยอะมาก แทนการออกไปกินข้าวข้างนอก เพราะกลัว COVID-19 กันหมด

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 5. Microsoft Teams 

Microsoft Teams อีกแพลตฟอร์มสื่อกลางในการสื่อสารสำหรับองค์กรและบุคคลทั่วไป ที่ใช้สื่อสารทำงานในด้านต่างๆ เช่นติดต่อนัดหมายการประชุม  การประกาศและติดตามข่าวสาร พัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟท์ ซึ่งตั้งใจให้มาแทนที่ Skype (For business) แอปฯ นี้ก็ยอดนิยมเหมือนกันในช่วงนี้ 

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 6. Hangout Meet

Hangout Meet อีกหนึ่งแอปพลิเคชัน Video conference เพื่อติดต่อสื่อสารในการทำงาน แอปฯ นี้ก็คงเป็นตัวเลือกของหลายบริษัทในการใช้เป็นเครือข่ายสื่อสารทำงานระหว่างคนในทีม ทีมงานไทยแวร์ทุกคนก็ใช้แอปฯ นี้เหมือนกันนะ 

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 7. Grab

Grab บริการส่งของ รถรับ-ส่ง หรือสั่งอาหารด่วนครอบจักรวาล น่าแปลกใจที่อยู่อันดับ 7 แต่อาจเพราะปกติคนจะใช้แต่เรียกแท็กซี่ และช่วงนี้ก็ไม่มีใครคิดจะไหนกันอยู่แล้ว คงมีแต่โหลดมาใช้สั่งอาหารแทน แต่ก็ติด 1 ใน 10 เหมือนกัน

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 8. LINE Man

LINE Man อีกหนึ่งแอปพลิเคชันส่งของ-อาหารอีกทางเลือกที่คนเลือกใช้ คงไม่มีใครอยากออกจากบ้านจริงๆ ในช่วงนี้ สั่งอาหารให้คนขับมาส่งปลอดภัยกว่าเยอะ 

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 9. Netflix 

Netflix  ช่วงนี้อยู่บ้านหลายคนคงไม่มีอะไรทำกัน ต้องนั่งดูหนังทุกวัน และยิ่งช่วงนี้บ้านเรายิ่งฮิตๆ พูดถึงแต่ Netflix กัน บวกกับสถานการณ์ไวรัส COVID-19 แถวบ้านแอดมินมีคนพูดว่าจสมัครเน็ตฟริกซ์มาดูแก้ว่าง สงสัยช่วงนี้หลายคนคงอยู่บ้านนั่งดูหนังกันทั้งวันเป็นแน่แท้

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 10. Wish

Wish แอปพลิเคชันของสายช็อป มีสินค้าเหมือนตามห้าง ที่สำคัญลดราคาหนักถึง 50-80 % ช่วงนี้ห้างต่างๆ ปิดทำการไป สายช็อปคงหักห้ามใจไม่ไหว อยากเปลี่ยนมาช็อปสินค้าในออนไลน์

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ชาวไทยจำนวนมากมีความกังวลในสถานการณ์ COVID-19 โดยเฉพาะในกรุงเทพและปริมณฑลที่มีการระบาดมากสุดในประเทศไทยตอนนี้ นอกจากแอปฯ สั่งอาหาร แล้วก็ยังมีพวก Video Conference อย่าง Zoom Cloud Meetings  Microsoft Teams และ Hangouts Meets ก็มีการดาวน์โหลดมาใช้มากขึ้น คงเป็นเพราะช่วงนี้บริษัทต่างๆ ให้พนักงานโหลดมาใช้ในการติดต่อสื่อสารกันแทน รวมไปถึง อาจารย์และนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

เป็นไงกันบ้างกับ แอปฯ ยอดฮิตในช่วงไวรัสระบาดที่เรานำมาเสนอวันนี้ อย่างไรก็ตามพรุ่งนี้หรือวันข้างหน้าอาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะต่างไปจากนี้มากเท่าไหร่ ใครที่เป็นหนึ่งในผู้ใช้งานใหม่ ของแอปฯ เหล่านี้ก็รายงานตัวกันหน่อยคุณทำให้แอปพลิเคชันเหล่านี้มีความนิยมพุ่งพรวดเลยนะ

Google ฟอร์มทีม Adidas และ EA Sports ทำชุดกีฬาอัจฉริยะ สั่งการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ

ด้วยทุกวันนี้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมากมายถือกำเนิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น IOT, AI, บล็อกเชน, 5G, อักเมนต์-เวอร์ชวล เรียลลิตี้และอื่นๆ ทำให้บริษัทต่างๆ มีการพัฒนาสินค้าของตัวเองเพื่อออกมารองรับเทคโนโลยีเหล่านี้ 

ล่าสุด Google, EA Sports ค่ายเกมในเครือ Electronic Arts และ Adidas แบรนด์สินค้ากีฬาชื่อดัง ก็มีการฟอร์มทีมกันร่วมมือกันผลิตเสื้อผ้ากีฬาโดยใช้เทคโนโลยี “Jacquard” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเส้นใยผ้านำไฟฟ้าของ เย็บลงไปบนผืนผ้าปกติ เพื่อเชื่อมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีคุณสมบัติในการทำงานเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือของคุณ

Google ฟอร์มทีม Adidas และ EA Sports ทำชุดกีฬาอัจฉริยะ สั่งการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ

ในภาพ GIF เราจะเห็นทีเซอร์ที่ประกอบด้วยโลโก้ Adidas, FIFA Mobile และ Jacquard by Google ปรากฏขึ้นพร้อมข้อความ “Play Connected” แท็กวันที่ 10 มีนาคม 2020 ซึ่งน่าจะเป็นการประกาศวันเปิดตัวและเผยรายละเอียดของเสื้อผ้าอัจฉริยะนี้ 

ทั้งนี้ “Jacquard” คือโปรเจ็คเสื้อผ้าอัจฉริยะที่อยู่ภายใต้ทีมงาน Advanced Technology and Projects (ATAP) ของ Google เป็นเทคโยโลยีที่ได้รับความร่วมมือจากแบรนด์ต่างๆ ทำให้คุณสามารถสั่งการโทรศัพท์มือถือของคุณได้ผ่านการสัมผัสที่ตัวแผงควบคุมซึ่งเย็บติดอยู่กับเส้นใยผ้านำไฟฟ้า เช่นการสั่งให้เล่นเพลงในโทรศัพท์ เป็นต้น

ปัจจุบันนี้เทคโยโลยี Jacquard ได้มีการนำไปใช้กับเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ของ Levi และแบรนด์กระเป๋าของYves Saint Laurent จากฝรั่งเศส โดยครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับเสื้อผ้ากีฬา ซึ่งบางทีเราอาจได้โบนัสพิเศษเพิ่มเติมจากการใส่ชุดและเชื่อมต่อกับเกมฟุตบอลในมือถือ FIFA Mobile ของค่าย EA Sport ก็เป็นได้ 

โดยคลิปวิดีโอนี้เป็นภาพการใช้งานเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ของ Levi ที่ใช้เทคโนโลยี Jacquard ซึ่งเปิดตัวเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา

ที่มา : www.theverge.com , atap.google.com

บริษัท Booking.com เปิดตัว Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้

บริษัท Booking.com ผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเดินทางระดับโลกที่ช่วยให้นักเดินทางทั่วโลกได้เลือกเข้าพักในที่พักที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น บ้านพัก, อพาร์ตเมนต์, โรงแรม, เบดแอนด์เบรกฟาสต์ โฮสเทล, บังกะโล, ที่พักในฟาร์ม/เรือ, กระท่อมน้ำแข็ง ไปจนถึงบ้านต้นไม้ ได้รังสรรค์ Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้ ที่พักแปลกใหม่โดดเด่นด้วยดีไซน์แบบไทยๆ ณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ทางบริษัทระบุว่าได้แนวคิดนี้มาจาก ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทาง ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะจากข้อมูลการรายงานภายในเว็บไซต์ Booking.com ชี้ว่านักเดินทางจำนวนมากมีการมองหาที่พักรูปแบบที่แปลกใหม่ เพื่อทดลองสัมผัสกับประสบการณ์การเข้าพักที่ต่างไปจากเดิม และนักเดินทางชาวไทยมากกว่า 42% (ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยจากทาง Booking.com) ได้มีการวางแผนว่าจะ เข้าพักในที่พักที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สักครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะนอกจากจะเป็นการมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ แล้วคนรอบตัวก็รู้สึกประทับใจกับตัวเลือกที่พักในรูปแบบที่แปลกใหม่นี้ และสามารถแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของผู้เข้าพักได้เป็นอย่างดี

โดย Bangkok Booking Bus คันนี้ได้ นำเอารสบัส (หรือรถเมล์ที่เราคุ้นเคยกันดี) มารีโนเวทและตกแต่งใหม่ ให้กลายเป็นที่พักที่มีความพิเศษและแปลกใหม่ที่ แสดงออกถึงความเป็นกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาหน้าแมกกาซีนมาตกแต่งร่วมด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่สื่อถึงวิถีชีวิตแบบชาวไทยและใช้ตู้ขายข้าวมันไก่แทนชั้นวางของเป็นกิมมิกเล็กๆ บริเวณเคาท์เตอร์, การนำเอาไฟจากรถตุ๊กตุ๊กและป้ายไฟนีออน รวมทั้งโซนเตียงนอนก็มีการนำเอาลังพลาสติกใส่ผลไม้และกระจกรถเมล์มาตกแต่งภายใน Bangkok Booking Bus อีกด้วย

ซึ่ง Bangkok Booking Bus จะจอดให้บริการ ณ Asiatique The Riverfront แหล่งรวมไลฟ์สไตล์และความบันเทิงยามค่ำคืน โดยแขกที่ได้เข้าพักใน Bangkok Booking Bus จะได้รับการต้อนรับด้วย ชุดกระเช้าของขวัญ สุดพิเศษ พร้อมทั้งเพลิดเพลินไปกับการตกแต่งภายในที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมนต์เสน่ห์ของกรุงเทพฯ มารวมไว้อยู่ใน Bangkok Booking Bus รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทำให้ทุกช่วงเวลาของการเข้าพักในครั้งนี้สมบูรณ์แบบและน่าประทับใจ

บริษัท Booking.com เปิดตัว Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้
บริษัท Booking.com เปิดตัว Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้
บริษัท Booking.com เปิดตัว Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้

มิเชล เกา (Michelle Gao) ผู้จัดการประจำภูมิภาคประจำกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงของ Booking.com ได้กล่าวว่า

“ด้วยพันธกิจของบริษัทที่เราต้องการให้ทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่พักที่หลากหลายทั่วโลกได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น เราภูมิใจที่จะนำเสนอ Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเป็นไทย ณ ใจกลางกรุงเทพฯ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะมอบประสบการณ์ที่พักสุดพิเศษ ท่ามกลางบรรยากาศแหล่งช้อปปิ้งยามค่ำคืนรวมถึงการลองลิ้มชิมรสอาหารต่างๆ อันหลากหลาย เพื่อให้นักเดินทางของเราได้พบกับประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างแท้จริงที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โดย Bangkok Booking Bus นี้เป็นเพียงหนึ่งในประสบการณ์ที่พักสุดพิเศษอีกมากมายที่ลูกค้าของเราสามารถสัมผัสได้ จากตัวเลือกบ้านพัก อพาร์ตเมนต์ และที่พักน่าทึ่งประเภทอื่นๆ กว่า 6.2 ล้านรายการ บน Booking.com”

ผู้ที่สนใจเข้าพักบน Bangkok Booking Bus สามารถ สำรองที่พัก ได้ในวันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ที่เว็บไซต์ Booking.com โดยจะเป็นการ เข้าพักในวันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ และจำกัดการเข้าพักแค่เพียง 1 คืน ต่อผู้เข้าพัก 2 ท่าน ในราคา 2,020 บาทเท่านั้น (ทางเว็บไซต์จะให้สิทธิ์ในการเข้าพักตามลำดับของผู้ที่จองเข้าพักก่อน โดยสามารถเข้าไปจองได้ที่ https://www.booking.com/hotel/th/booking-bus.html?lang=xu ที่เดียวเท่านั้น)

และหลังจากที่แขกผู้โชคดีได้เข้าพักที่รถบัสพักได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วทางบริษัท Booking.com จะ ส่งมอบ รถบัสพักได้ดังกล่าวนี้ให้กับทาง Local Alike ที่เป็นกิจการเพื่อสังคมด้านการท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาชุมชนสัญชาติไทย สตาร์ทอัพในโครงการ Booking Booster ปี 2560 ซึ่ง Local Alike จะนำรถบัสพักได้ไปใช้งานเพื่อสานต่อความยั่งยืนต่อไป

Xiaomi โพสต์คลิป Mi Watch Color สมาร์ทวอชหน้าปัดกลม ทางเลือกคนไม่ชอบหน้าปัดเหลี่ยม

เมื่อช่วงปลายปี 2019 ทาง Xiaomi ได้เปิดตัว Mi Watch รุ่นแรกของทางค่ายด้วยหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมที่หน้าตาคุ้นตลาด มาล่าสุดทางแบรนด์ได้ปล่อยทีเซอร์ Mi Watch Color สมาร์ทวอชอีกรุ่นที่เป็นหน้าปัดทรงกลมพร้อมจำหน่ายในปี 2020 นี้

สำหรับคนที่ไม่ชอบหน้าปัดสี่เหลี่ยม แน่นอนว่า Xiaomi Mi Watch Color จะเป็นอีกตัวเลือกของแฟนๆ ในปีนี้ ที่มีหน้าปัดดีไซน์ทรงกลมมาให้เลือกใช้งาน

โดยในคลิปสั้นๆ นี้ ยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลอะไรมาก จากที่เห็นคือ เราจะได้ใช้สมาร์ทวอชหน้าปัดกลม ที่มี 2 ปุ่มใช้งานอยู่ด้านขวาของหน้าปัด พร้อมสายนาฬิกาหลากสีที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ และขอบเฟรมหน้าปัดคาดว่าจะมีให้เลือกทั้งสีดำ สีทอง และสีเงิน

ส่วนซอฟต์แวร์ที่ใช้ ก็คาดว่าอาจจะเป็น WearOS เช่นเดียวกับ Mi Watch ส่วนฟีเจอร์ก็น่าจะมีทั้ง การติดตามการออกกำลังกาย วัดอัตราการเต้นของหัวใจ แจ้งเตือนจากมือถือ และติดตามการนอนหลับ

  

สุดท้าย มีข้อมูลสเปคคร่าวๆ ของ Mi Watch Color ของกล้องแพ็คเกจที่หลุดออกมา เผยให้ทราบว่า Mi Watch Color มีหน้าปัด AMOLED ขนาด 1.39 นิ้ว ความละเอียด 454 x 454 พิกเซล พร้อมแบตเตอรี่ 420 mAh ที่สามารถอยู่ได้นานถึง 14 วัน สามารถกันน้ำลึกได้ถึง 50 เมตร รองรับการใช้งานทั้ง NFC และ GPS

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ทราบถึงราคาของ Mi Watch Color รวมทั้งจะวางจำหน่ายในต่างประเทศรึเปล่า? ส่วนในประเทศจีน จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 3 มกราคมนี้
ที่มา : www.techradar.com , www.gsmarena.com

รัฐบาลออสเตรเลียใช้ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ

แม้ว่าหลายประเทศทั่วโลกจะนำเอากล้องมาตรวจจับการกระทำผิดบนท้องถนนอย่างการขับรถเร็วเกินที่กำหนด แต่รัฐบาลออสเตรเลียเป็นเจ้าแรกที่นำเอาเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้งานในการตรวจจับผู้ที่เล่นโทรศัพท์ขณะขับรถ

โครงการนี้ได้เริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม ณ เมือง New South Wales ประเทศออสเตรเลีย หลังจากที่ได้มีการทดลองใช้มาเป็นเวลา 6 เดือน และในส่วนของผลการทดลองใช้ของโครงการนี้นั้น ทางรัฐบาลออสเตรเลียกล่าวว่ามันสามารถจับผู้กระทำผิด (ผู้ที่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ) ได้กว่า 100,000 รายเลยทีเดียว

ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะทำการบันทึกรูปรถทุกคันที่ผ่านเข้ามาในระยะตรวจจับโดยที่ไม่ได้ทำการบันทึกภาพหน้าตาของผู้ขับขี่แต่อย่างใด มันเพียงแค่จับภาพช่วงมือของผู้ขับขี่ที่ถือโทรศัพท์เอาไว้และใช้ AI ในการวิเคราะห์เพื่อตรวจหาผู้ที่ใช้งานโทรศัพท์ในขณะขับรถอีกทีหนึ่ง (หลักการทำงานคล้ายกล้องตรวจจับความเร็ว) และหากซอฟต์แวร์ตรวจจับภาพการใช้งานโทรศัพท์ได้ก็จะส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อทำการตรวจเช็คอีกรอบก่อนออกที่จะใบสั่ง (หรือใบเตือน) ส่งไปที่บ้าน

โดยคนขับจะได้รับใบเตือนในช่วง 3 เดือนแรกที่กล้องตรวจจับได้ว่ามีการใช้โทรศัพท์เกิดขึ้น หลังจากนั้นจะต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวน 344 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (คิดเป็นเงินไทยราว 7,070 บาท) และหากพบว่าใช้โทรศัพท์ในเขตโรงเรียนจะต้องจ่ายค่าปรับถึง 457 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 9,400 บาท) และจะถูกตัดแต้มในใบขับขี่อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการถ่ายรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตนี้ก็ทำให้ใครหลายคนออกมาโวยวายว่าการกระทำของรัฐบาลนั้นคุกคามความเป็นส่วนตัวของประชาชน ซึ่งทางรัฐบาลออสเตรเลียก็ยืนยันว่ากล้องนี้จะตรวจจับเฉพาะแค่คนขับที่ถือโทรศัพท์เอาไว้ในมือเพียงเท่านั้น และรูปภาพที่ได้ก็จะถูกลบออกไปจากฐานข้อมูลภายในเวลา 1 ชั่วโมงหาก AI ตรวจไม่พบการกระทำความผิด และหากตรวจพบการกระทำผิดแต่ไม่มีการยืนยันจากเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ก็จะลบภาพทิ้งภายในเวลา 48 ชั่วโมงเช่นกัน

และทางรัฐบาลออสเตรเลียก็ตั้งใจไว้ว่าจะติดตั้งกล้องนี้เพิ่มขึ้นอีก 45 ตัวในเวลา 3 ปีข้างหน้า และกระจายการติดตั้งกล้องตรวจจับการเล่นโทรศัพท์ขณะขับรถนี้ออกไปตามเมืองต่างๆ ของออสเตรเลียโดยที่ไม่ได้มีการระบุพื้นที่ที่แน่ชัดแต่อย่างใด ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายแรกเริ่มของ Andrew Constance ผู้ดูแลโครงการในเมือง New South Wales ที่กล่าวว่าเขาต้องการที่จะให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความคิดที่ว่าพวกเขาอาจถูกจับได้ (ว่าใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ) อยู่ตลอดเวลา และทำการลดหรือเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ลงในทันที เพราะอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถนั้นแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี และทางรัฐบาลออสเตรเลียก็คาดหวังว่าการนำเอาเทคโนโลยีนี้เข้ามาช่วยดูแลพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนก็น่าจะลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ราว 30% ภายในปี 2021
ที่มา : sea.mashable.com , roadsafety.transport.nsw.gov.au , www.ctvnews.ca

Facebook อัปเดตใหม่! ให้เอาเมนูที่ไม่ใช้ออกจากแถบเมนูบนแอปฯ ได้

Facebook เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลที่นับวันก็จะมีเซคชั่นกว้างขึ้นเรื่อยๆ ที่เห็นชัดๆ ก็ Watch, Marketplace, Gaming ไปจนถึง Dating แต่ปัญหาก็คือแถบ Navigation bar ในแอปฯ Facebook บนมือถือ มันไม่ได้มีพื้นที่มากพอที่จะแสดงผลทุกอย่างไว้ตรงนั้น โดยอัปเดตล่าสุดบน iOS ทาง Facebook จะอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถนำเซคชั่นที่ ‘ไม่ได้ใช้งาน’ ออกจากแถบดังกล่าวได้ รวมทั้งยังสามารถปิดเลขการแจ้งเตือน (จุดสีแดง) ออกไปได้ด้วย ส่วนทาง Android จะอัปเดตตามมาในอีกไม่กี่สัปดาห์

โดยวิธีการใช้งานฟังก์ชั่นการจัดการนี้ก็ทำได้ง่ายๆ โดย กดค้างปุ่มไอคอนที่ต้องการจัดการ (เช่น Marketplace) จากนั้นก็จะมีเมนูให้เลือก ทั้งการปิดแจ้งเตือน Notification dots หรือจะนำไอคอนดังกล่าวออกจาก Shortcut bar ไปเลยก็ได้ และถ้าต้องการนำไอคอนที่ลบไปกลับมา ก็ไปที่ Manage shortcut bar เพื่อนำเมนูต่างๆ กลับมาได้

Facebook อัปเดตใหม่! ให้เอาเมนูที่ไม่ใช้ออกจากแถบเมนูบนแอปฯ ได้

ทางโฆษกของ Facebook ได้กล่าวเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่นี้ว่า “เราทยอยปล่อยฟีเจอร์การควบคุม Navigation bar นี้ เพื่อให้ผู้คนเชื่อมต่อกับสิ่งที่เขาชอบ และควบคุมแจ้งเตือนที่พวกเขาได้รับบนแอปฯ Facebook ได้ง่ายขึ้น”
ที่มา : www.engadget.com , www.phonearena.com , techcrunch.com , marketresearchreporting.com

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

ปัจจุบันสภาพอากาศในไทยไม่ค่อยดีต่อสุขภาพสักเท่าไรนัก เนื่องจากปัญหามลภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่สะสมในอากาศเป็นจำนวนมากในช่วงหน้าหนาว ทำให้หลายคนมีอาการภูมิแพ้ หอบหืด รวมถึงโรคปอดอักเสบ จนหลายคนเริ่มมองหาเครื่องฟอกอากาศเพื่อช่วยจัดการกับปัญหาเหล่านี้

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

และทาง Samsung แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากเกาหลี ได้นำทัพเครื่องฟอกอากาศ (Air Purlify) หลากหลายรุ่นมาเปิดนำโดยรุ่นท็อป Samsung CUBE AX9500 ดีไซน์สุดสวยพร้อมฟีเจอร์จัดเต็ม และ BlueSky รุ่นรองลงมาอย่าง AX7500, AX5500, AX3300 


Samsung CUBE AX9500 ดีไซน์ล้ำ จัดเต็มฟีเจอร์

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย
  • กรองฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กได้ถึง PM 0.3 ได้ถึง 99%
  • มีฟีเจอร์ Wide-Free ลดความดังขณะทำงาน
  • ใช้เลเซอร์ตรวจจับฝุ่น พร้อมแสดงผลผ่านหน้าจอ Numerin Easy View Display
  • เชื่อมต่อ Wi-Fi ได้และรองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Bixby
  • ฟอกอากาศได้ 47 ตารางเมตร (สองตัว 94 ตารางเมตร)
  • อัตราการฟอกอากาศต่อชั่วโมง: CADR 732 ลูกบาศก์เมตร
  • ราคา 28,900 บาท

เครื่องฟอกอากาศตัวท๊อป Samsung CUBE AX9500 กรองฝุ่นที่มีขนาดเล็กถึง PM 0.3 ได้ถึง 99% มีดีไซน์แบบ Modular design รูปทรงลูกบาศก์ (Cube) สุดล้ำไม่ซ้ำใคร จะใช้แบบเดี่ยวๆ ก็ได้หรือจะซ้อนสองตัวเชื่อมต่อกัน เพื่อขยายพื้นที่การทำงานก็ไม่ใช่ปัญหา แถมยังมีรูปร่างหน้าตาเหมือนเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านอีกด้วย 

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

ด้านฟีเจอร์ใช้งานก็มาแบบจัดเต็ม มีโหมด Wind-Free ที่ลดเสียงขณะทำงานลงด้วยการส่งอากาศผ่านรูขนาดเล็กกว่า 60,000 ช่อง (micro-holes) ด้านฟีเจอร์การตรวจจับฝุ่น PM และแก๊สก็ใช้ระบบเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง (Laser PM sensor) ตรวจจับและกรองได้ฝุ่นที่มีขนาดเล็กได้ถึง PM 0.3(ไมครอน) พร้อมแสดงผลผ่านหน้าจออัจฉริยะ (Numerin Easy View Display) ให้เห็นว่า ณ ปัจจุบันมีฝุ่นละอองขนาด PM1.0, PM2.0, PM10 มากน้อยแค่ไหนและแสดงสี 4 ระดับเพื่อให้เห็นถึงความอันตราย

นอกจากนี้ Samsung CUBE AX9500 ยังมีระบบเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi Control ที่สามารถสั่งงานผ่าน SmartThings ด้วยเสียงผ่าน Bixby และสามารถตั้งค่าการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตได้เลย รวมถึงการตั้ง Location Tracking ที่เมื่อผู้ใช้งานอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเครื่องจะเริ่มงานโดยอัตโนมัติอีกด้วยนะ


Samsung BlueSky AX7500, AX5500, AX3300

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

เครื่องฟอกอากาศตระกูล BlueSky ทั้ง 3 รุ่นมีจุดเด่นเรื่องการฟอกอากาศที่ครอบคลุมพื้นที่ที่กว้างขึ้น พร้อมเทคโนโลยีฟอกอากาศเร็ว

โดย AX7500 มาพร้อมเทคโนโลยี 3-Way Air Flow ออกแบบช่องรับอากาศไว้ที่ด้านหน้าทำให้วางติดผนังได้ และมีพลังการฟอกอากาศถึง 701 ลูกบาศก์เมตร ด้วยพัดลมคู่ Dual Power Fan และแผ่นกรองอากาศ 3 ชั้น เปิดตัวราคาอยู่ที่ 29,900 บาท

ส่วน AX5550 ถูกออกแบบมาเพื่อให้เคลื่อนย้ายได้สะดวก มีล้อที่ซ่อนใต้เครื่องอยู่ 4 จุด สามารถวางชิดผนังได้ และเชื่อมต่อ Wi-Fi ไร้สายรองรับการสั่งการผ่านแอปฯ SmartThings และรองรับการสั่งการด้วยเสียง Bixby และความสามารถอื่นๆ ที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดเสียงการทำงาน 

และสุดท้าย AX 3300 เครื่องปรับอากาศที่ได้รับรางวัลดีไซน์ยอดเยี่ยม IF Design Award 2017 ที่มาพร้อม Air Sensing Light ระบบไฟ 4 สีอัจฉริยะ ที่แสดงคุณภาพของอากาศตามสี นอกจากนี้ยังมีหูหิ้วช่วยเรื่องการพกพา

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

โดยเครื่องฟอกอากาศทั้ง 4 รุ่นของทาง Samsung เริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 

คอนแทคเลนส์ซูมเข้า-ออกได้’ ด้วยการกะพริบตา ทีมนักวิทยาศาสตร์แดนมะกัน ประดิษฐ์

ทีมนักวิทยาศาสตร์แดนมะกัน ประดิษฐ์ 'คอนแทคเลนส์ซูมเข้า-ออกได้' ด้วยการกะพริบตา


แค่กะพริบตาก็มองเห็นไกลขึ้นเหมือนซูเปอร์แมนได้” อาจฟังดูเวอร์ๆ ไปหน่อย แต่มันก็เกิดขึ้นจริงแล้ว เพราะว่าทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย California San Diego ในสหรัฐอเมริกา ได้สร้าง “คอนแทคเลนส์สุดล้ำ ที่ซูมเข้า-ออก ได้ด้วยการกะพริบตา 2 ครั้ง

คอนแทคเลนส์ซูมได้สุดล้ำที่ว่านี้ มันทำงานด้วย สัญญาณไฟฟ้าในร่างกายมนุษย์ (Electrooculographic Signals) ที่ถูกส่งตรงจากสมองสู่ระบบกล้ามเนื้อรอบดวงตา เช่น การมองไปด้านบน ล่าง ซ้าย ขวา หรือแม้แต่การกะพริบตา
 
มุมมองปกติจากคอนแทคเลนส์ซูมได้สุดล้ำ


เมื่อซูมแล้วจะมองได้ไกลๆ ได้ใกล้ขึ้น

สัญญาณไฟฟ้าที่ถูกส่งออกมาเหล่านี้ จะถูกตรวจจับแล้วนำมาแปลงเป็นคำสั่งที่ใช้ควบคุมการทำงานของคอนแทคเลนส์ให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบ เพื่อซูมเข้าหรืออกตามต้องการ โดยไม่ต้องใช้มือหรือการบังคับอย่างอื่นเลย เช่น กะพริบตา 2 ครั้งเพื่อซูมภาพให้ใกล้เข้ามา หรือทำซ้ำเพื่อคืนค่าแบบเดิม

รูปแบบการทำงานของคอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษซูมได้ พร้อมกับระบบจับสัญญาณไฟฟ้า — onlinelibrary.wiley
แต่ถึงอย่างนั้น แค่ตัวคอนแทคเลนส์เพียงอย่างเดียว ไม่อาจที่จะทำงานได้ มันจำเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์อื่นๆ ช่วยเสริม เช่น ตัวขยายและชิปประมวลผลสัญญาณไฟฟ้าจากร่างกาย คล้ายกับการทำงานของแขนเทียบไฟฟ้าหรือขาเทียมไฟฟ้า 

โครงสร้างภายในคอนแทคเลนส์ซูมได้ — onlinelibrary.wiley
และในปัจจุบัน คอนแทคเลนส์ซูมได้สุดล้ำ ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา มันยังเก็บใส่กะเป๋าไปใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้ เพราะว่ามันต้องใช้อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ทำให้ดูเทอะทะไม่เหมาะกับการใช้จริง แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งก้าวที่สำคัญ เพราะมันเป็นเครื่องยืนยันว่า อุปกรณ์ไฮเทคที่เห็นในหนังภาพยนตร์ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกแล้ว ในอนาคตเราจะได้ใส่คอนแทคเลนส์ที่เห็นภาพไกลๆ ได้ด้วยการกะพริบตา

ที่มา : www.independent.co.uk , www.cnet.com , in.mashable.com , edgy.app , interestingengineering.com , onlinelibrary.wiley.com