Facebook อัปเดตใหม่! ให้เอาเมนูที่ไม่ใช้ออกจากแถบเมนูบนแอปฯ ได้

Facebook เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลที่นับวันก็จะมีเซคชั่นกว้างขึ้นเรื่อยๆ ที่เห็นชัดๆ ก็ Watch, Marketplace, Gaming ไปจนถึง Dating แต่ปัญหาก็คือแถบ Navigation bar ในแอปฯ Facebook บนมือถือ มันไม่ได้มีพื้นที่มากพอที่จะแสดงผลทุกอย่างไว้ตรงนั้น โดยอัปเดตล่าสุดบน iOS ทาง Facebook จะอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถนำเซคชั่นที่ ‘ไม่ได้ใช้งาน’ ออกจากแถบดังกล่าวได้ รวมทั้งยังสามารถปิดเลขการแจ้งเตือน (จุดสีแดง) ออกไปได้ด้วย ส่วนทาง Android จะอัปเดตตามมาในอีกไม่กี่สัปดาห์

โดยวิธีการใช้งานฟังก์ชั่นการจัดการนี้ก็ทำได้ง่ายๆ โดย กดค้างปุ่มไอคอนที่ต้องการจัดการ (เช่น Marketplace) จากนั้นก็จะมีเมนูให้เลือก ทั้งการปิดแจ้งเตือน Notification dots หรือจะนำไอคอนดังกล่าวออกจาก Shortcut bar ไปเลยก็ได้ และถ้าต้องการนำไอคอนที่ลบไปกลับมา ก็ไปที่ Manage shortcut bar เพื่อนำเมนูต่างๆ กลับมาได้

Facebook อัปเดตใหม่! ให้เอาเมนูที่ไม่ใช้ออกจากแถบเมนูบนแอปฯ ได้

ทางโฆษกของ Facebook ได้กล่าวเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่นี้ว่า “เราทยอยปล่อยฟีเจอร์การควบคุม Navigation bar นี้ เพื่อให้ผู้คนเชื่อมต่อกับสิ่งที่เขาชอบ และควบคุมแจ้งเตือนที่พวกเขาได้รับบนแอปฯ Facebook ได้ง่ายขึ้น”
ที่มา : www.engadget.com , www.phonearena.com , techcrunch.com , marketresearchreporting.com

“OIIO” Thailand TECHLAND 2019

“OIIO” Thailand TECHLAND 2019 ครั้งแรกของปรากฏการณ์ใหม่ด้านเทคโนโลยีสุดยิ่งใหญ่ของเมืองไทย ที่รวบรวมทุกเทรนด์เทคโนโลยี นวัตกรรมสุดล้ำแห่งอนาคต และความเคลื่อนไหวสำคัญต่อวงการอุตสาหกรรมและธุรกิจยุค 4.0 ซึ่งเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย

งาน OIIO Thailand TECHLAND 2019 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The future is now เป็นงาน Tech show  โดยปีนี้ผู้จัดงานได้บรรจงคัดสรรเทคโนโลยี นวัตกรรม แก็ดเจ็ต และซอฟต์แวร์สุดล้ำมากมายมาให้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด ส่วนมีอะไรบ้าง มาชมกัน


1. โรงหนังมีกลิ่น

5 อย่าง ที่ต้องมาดูในงาน “OIIO” Thailand TECHLAND 2019

เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความตื่นเต้นขณะชมภาพยนต์ มีให้เลือกทั้งหมด 12 กลิ่น แอดมินขอบอกเลยครับว่า กลิ่นเค้กหอมมาก เหมือนสุดๆ หิวเลยครับ


2. Camera 360

5 อย่าง ที่ต้องมาดูในงาน “OIIO” Thailand TECHLAND 2019

เป็นบูตที่อยู่กลางงาน ในบูตมีกล้องทั้งหมด 40 ตัวถ่ายภาพเราบนสถานที่ที่จัดไว้ให้ เทคโนโลยีอันนี้จะสามารถทำให้เราเหมือนตัวละคร ในหนัง The Matrix ได้เลย แถมรูปที่ถ่าย สามารถแชร์ลงโซเชียลได้ด้วยนะครับ เท่สุดๆ


3. AR Fusion Social

5 อย่าง ที่ต้องมาดูในงาน “OIIO” Thailand TECHLAND 2019

เป็นเทคโนโลยี AR ที่ผสมความเป็นจริงกับภาพจากคอมพิวเตอร์ (เป็นภาพกราฟฟิคที่ปรากฏในสถานที่จริงๆ) และยังสามารถใช้มือ จับวัตถุที่เราเห็น ให้ไปตามจุดที่เราต้องการได้ด้วย พร้อมทั้งนำข้อมูลที่อยู่ในสังคมออนไลน์ขึ้นมารายงานผลแบบ Realtime อีกด้วย งานนี้ล้ำจิตนาการสุดๆ ที่สำคัญ เด็กไทยทำเองทั้งหมดจ้า


4. หุ่นชงนมไข่มุก

5 อย่าง ที่ต้องมาดูในงาน “OIIO” Thailand TECHLAND 2019

คนชงไช่มุกขายเตรียมตกงาน เพราะงานนี้ มีหุ่นยนต์ ทำชาไข่มุกพร้อมเสิร์ฟ แถมยังเต้นให้ดูด้วย ส่วนเต้นยังไง… ไปดูเองนะครับ


5. หุ่นยนต์ที่สามารถคุยกับผู้คนในงานได้

5 อย่าง ที่ต้องมาดูในงาน “OIIO” Thailand TECHLAND 2019

เธอคนนี้เป็นหุ่นยนต์ครับ ใครคุยกับเธอ เธอจะหันมามองหน้า และตอบคำถามที่คุณถามเธอได้ โดยการทำงานจะผ่าน กล้องที่ติดอยู่ที่เสื้อ แอดมินได้ลองไปหลายคำถาม ได้คำตอบมาชัดเจน ใครไปเจอเธอ ถามว่าอะไรมาบอกกันด้วยนะครับ


พร้อมส่งท้ายด้วยกิจกรรม #จบแล้วแจก เวลาเราเดินภายในงาน แต่ละบูตจะมี QR Code ให้เรา สแกนเพื่อเก็บแต้มสะสม บนไลน์ของงาน OIIO Thailand TECHLAND 2019 แต้มดังกล่าวเอามาลุ้นรับรางวัลใหญ่ ที่ผู้จัดงานเตรียมมา ที่ตู้ LUCKYBOX อาทิ แก็ดเจ็ตรุ่นลิมิเต็ด มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด อุปกรณ์ไอทีชั้นนำ และของที่ระลึกที่หาไม่ได้จากที่อื่นนอกจากงานนี้เท่านั้น

ปิดดีล! Google ทุ่มเงินสดกว่า 6 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ Fitbit เตรียมเสริมทัพ Wear OS

ถือว่าเป็นการดีลครั้งใหญ่ในวงการไอทีครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ เมื่อ Google เจ้าพ่อแพลตฟอร์มแอนดรอยด์และกูเกิลเซิร์ชเอนจิน ประกาศทุ่มเงินสดกว่า 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ตีเป็นเงินไทยกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซื้อแบรนด์แกดเจ็ตชื่อดังอย่าง Fitbit เพื่อพามาเสริมทัพแพลตฟอร์ม Wear OS ของ Google

ดีลครั้งนี้ถูกตัดสินใจโดย James Park ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Fitbit และ Rick Osterloh หัวหน้าทีมฮาร์ดแวร์ของ Google โดยนาย Park กล่าวหลังจากปิดดีลไว้ว่า “ด้วยทรัพยากรและแพลตฟอร์มระดับโลกที่ Google มีจะช่วยเร่งให้ Fitbit สร้างนวัตกรรมอุปกรณ์สวมใส่ใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น และเข้าถึงในทุกตลาด” ส่วนนาย Osterloh ก็กล่าวเสริมว่า “นี่เป็นการเสริมทัพความแข็งแกร่งให้กับอุปกรณ์สวมใส่ของ Google”

ต่อไปนี้อุปกรณ์สวมใส่ของ Fitbit จะรันบนแพลตฟอร์ม Wear OS ซึ่งจะรองรับทั้งบน iOS และ Android ในอนาคต นอกจากนี้แล้ว Google ยังบอกอีกว่า “ข้อมูลสุขภาพต่างๆ จาก Fitbit จะไม่ถูกนำไปใช้กับการโฆษณา Google ads” อีกด้วย แต่จะยังคงมีการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มอื่นๆ 

การปิดดีลในครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว Wear OS จะโตอย่างที่ Google ไหมหรือผู้ใช้งาน Fitbit จะเจอกับการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เราคงต้องรอดูกัน
ที่มา : www.engadget.com , www.ajc.com

เปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium

DELL ชื่อนี้คงเป็นที่รู้จักของใครหลายๆ คนในฐานะสินค้าที่มีคุณภาพไม่แพ้แบรนด์อื่นๆ”

ในวันนี้ทาง DELL (เดลล์) ได้จัดงานเปิดตัวสายผลิตภัณฑ์ใหม่ ณ Crystal Box Gaysorn Village กรุงเทพฯ ซึ่งงานครั้งนี้เป็นงานเปิดตัวสำหรับผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ ได้แก่ XPS และ Inspiron ซีรีย์ใหม่ที่มาพร้อมกับความผสมผสานระหว่างความงดงามและประสิทธิภาพได้อย่างลงตัว ส่วนภายในงานจะมีผลิตภัณฑ์หรือสิ่งที่น่าสนใจอะไรบ้างนั้น มาชมกันเลย

งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium

ไฮไลท์ของงาน

  • ดีไซน์การออกแบบ DELL รุ่นใหม่มีตัวเครื่องเพรียวบาง พกพาสะดวก
  • โปรเซสเซอร์ใหม่ล่าสุด INTEL Core รุ่นที่ 10 ให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าที่เคย
  • XPS 13 2-in-1 รุ่นใหม่ ดีไซน์ทันสมัย จอแสดงผลอัตรา 16:10 คุณภาพระดับพรีเมี่ยม
  • โน๊ตบุ๊ค Inspiron ตอบโจทย์ผู้ใช้งานระดับกลางและทั่วไปจนถึงระดับสูง
  • หน้าจอ Eyesafe ลดแสงสีฟ้า คงคุณภาพสีไม่เป็นอันตรายต่อสายตา

ผลิตภัณฑ์ DELL มีตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับไฮเอนด์ และในครั้งนี้ก็ได้อัพเดทผลิตภัณฑ์ใหม่ยกเซ็ต ทั้งคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ Intel Core เจนเนอเรชั่นที่ 10th ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 20% กราฟฟิกและการทำงานเชื่อมต่อด้านต่างๆ ทำได้ดียิ่งขึ้น ดีไซน์ปรับแต่งให้เพรียวบางเบา กว่าเดิมในแต่ละรุ่น พกพาไปใช้งานได้ทุกเมื่อ

งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium

เรือธงรุ่นใหม่ในงานนี้เป็น DELL XPS 13 2-in-1 มีดีไซน์ทันสมัย จอแสดงผลใหญ่ขึ้นที่อัตรา 16:10 พกพาง่าย ประสิทธิภาพสูง จอสัมผัสแสดงผลระดับ 4K รองรับการแสดงผลสี Adobe sRGB ได้ถึง 100% และหมุนได้ 360 องศา รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งภาพและเสียงรองรับการดูหนังได้ดีเยี่ยม ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium

ทางด้านผู้ใช้งานทั่วไปก็มีแล็ปท็อป Inspiron รุ่นใหม่ที่เพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น แบ่งตามซีรีย์ 7000, 5000 และ 3000 โดยเริ่มตั้งแต่ซีรีย์ 3000 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานโน๊ตบุ๊คราคาที่ไม่สูงมาก รุ่น 5000 เหมาะกับกลุ่มที่ต้องการประสิทธิภาพสูงขึ้นมาในระดับกลาง อย่างผู้ใช้งานทั่วไป ส่วนรุ่น 7000 จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำงาน อย่างนักตัดต่อ การเรนเดอร์ภาพและวีดีโอที่ต้องใช้การประมวลสูงมากๆ ซึ่งราคาก็จะสูงตามไปด้วยเช่นกัน


ผลิตภัณฑ์ภายในงาน

ในงานก็มีผลิตภัณฑ์บางส่วนที่ทาง DELL ได้นำมาจัดให้สื่อและผู้เข้าร่วมงานชมและได้สัมผัสกัน ก็จะมีไปตั้งแต่ซีรีย์ DELL XPS, XPS 2-in-1, Inspiron, Inspiron All in One และ ซีรีย์ Gaming อย่าง G7 เป็นต้น

งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium
งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium
งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium
Image Slider Arrow Left
Image Slider Arrow Right

สรุป

จากที่เห็นการพัฒนา DELL เองก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่รับฟังความคิดเห็นและความต้องการของผู้ใช้จนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ ผู้บริโภคอย่างเราๆ ในทุกวันนี้ และใครที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานในปีนี้หรือปีหน้า DELL ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่มีความพรีเมี่ยม เด่นเรื่องจอคุณภาพสูง รองรับคุณภาพสีสันสมจริง ดีไซน์และวัสดุการประกอบก็ทำได้ดี ไม่แพ้ค่ายอื่นๆ ถือว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกันครับ

งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium

Adobe Creative Cloud ปล่อยฟอนต์ให้ผู้ใช้ iOS ได้ใช้งานกันฟรีๆ ถึง 1,300 ฟอนต์!

หลายครั้งที่เรารู้สึกเบื่อและอยากที่จะเปลี่ยนรูปแบบของฟอนต์ที่ติดมากับเครื่อง แต่สำหรับใครที่ใช้ Apple ที่เป็นระบบปฏิบัติการของ iOS นั้น การเปลี่ยนฟอนต์ต่างๆ ในเครื่องค่อนข้างที่จะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากอยู่พอสมควร ซึ่งในตอนนี้ทาง Adobe ก็ได้ช่วยแก้ปัญหานี้โดยการเพิ่มฟอนต์ในแอปพลิเคชัน Adobe Creative Cloud ของ iOS ให้ผู้ใช้ทั่วไปได้ดาวน์โหลดมาใช้ฟรีถึง 1,300 ฟอนต์เพียงแค่คุณดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของ Creative Cloud จากแอปสโตร์มาติดเครื่องไว้เท่านั้น และสำหรับผู้ที่สมัครใช้งาน Creative Cloud แบบรายเดือนนั้นสามารถดาวน์โหลดฟอนต์ได้ถึง 17,000 ฟอนต์เลยทีเดียว!

โดยเมื่อกด Installed และลงทะเบียนเปิดใช้งาน Adobe ID แล้วคุณจะสามารถค้นหาและดาวน์โหลดฟอนต์ที่มีอยู่ภายในแอปพลิเคชันทั้งหมดมาไว้ในตัวเครื่องได้และยังสามารถเปิดใช้งานฟอนต์บนแอปพลิเคชันต่างๆ ของ iOS 13.1 ที่ APIs ซัพพอร์ตฟอนท์นั้นๆ เช่น Mail, Pages หรือ Keynote เป็นต้น (สำหรับการเปิดใช้งานใน Mail นั้น คุณจะสามารถเปลี่ยนฟอนต์ได้โดยการแตะไปที่ปุ่ม “<” มุมขวาบนของหน้าจอและกดไอคอน “Aa” เพื่อทำการเปลี่ยนฟอนต์)

และคุณยังสามารถเรียกดูและจัดการฟอนต์ต่างๆ ที่คุณได้ดาวน์โหลดมาไว้ในเครื่องโดยการกดไปที่ Setting > General > Font ซึ่งภายในนั้นจะมีข้อมูลของฟอนต์ทั้งหมดที่คุณดาวน์โหลดมาไว้ในเครื่อง และคุณสามารถกดเข้าไปที่ฟอนต์นั้นๆ เพื่อดูรายละเอียดข้อมูลต่างๆ หรือกดลบทิ้งเมื่อไม่ต้องการใช้ได้

Adobe Creative Cloud ปล่อยฟอนต์ให้ผู้ใช้ iOS ได้ใช้งานกันฟรีๆ ถึง 1,300 ฟอนต์!

ภาพจาก : https://lifehacker.com/how-to-get-13-000-new-fonts-for-your-ios-device-1839565283

นอกจากนี้แล้ว ฟอนต์ที่ทาง Adobe Creative Cloud เปิดให้ดาวน์โหลดได้อย่างอิสระนี้ยังสามารถนำเอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย เพราะฟอนต์ต่างๆ ที่อยู่ใน Creative Cloud ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นฟอนต์ที่ไม่ติดลิขสิทธิ์ใดๆ นั่นเอง ซึ่งในจุดนี้น่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับบรรดาครีเอทีฟอยู่มากเลยทีเดียว และคาดว่าทาง Adobe ก็น่าจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกหลังจากปล่อยแอปพลิเคชันตัวเต็มของทั้ง Photoshop และ Illustrator ลงบน iOS ในปี 2020 ที่จะถึงนี้

Adobe Creative Cloud ปล่อยฟอนต์ให้ผู้ใช้ iOS ได้ใช้งานกันฟรีๆ ถึง 1,300 ฟอนต์!

ภาพจาก : https://hotinfonow.com/venezulaeng/add-thousands-of-fonts-to-your-iphone-and-ipad-with-adobe-creative-cloud/
ที่มา : theblog.adobe.com , lifehacker.com , 9to5mac.com

Microsoft เผยโลโก้ Edge เวอร์ชั่นใหม่ สวยกว่าเดิม

ใกล้หมดเวลาของเบราว์เซอร์ Microsoft Edge เวอร์ชั่นเก่าแล้ว นั่นก็เพราะเวอร์ชั่นใหม่ที่ถูกสร้างจาก Chromium พัฒนาใกล้เสร็จ และกำลังจะเปิดให้ใช้งานในอนาคตอันใกล้ ไม่เพียงแค่ตัวเบราว์เซอร์แต่รูปโลโก้ก็ต้องบอกลาเช่นกัน  เพราะว่าล่าสุด Microsoft ก็ออกมาเผยรูปโลโก้ของ Edge เวอร์ชั่นใหม่ ที่ดูไฉไลกว่าเดิมเรียบร้อยแล้ว 

Microsoft เผยโลโก้ Edge เวอร์ชั่นใหม่ สวยกว่าเดิม

โดยโลโก้ถูกค้นพบในมินิเกมส์อย่าง SkiFree มันถูกซ่อนไว้เป็น Easter Egg ที่เมื่อผู้เล่นผ่านด่านจนครบ ก็จะมีหน้าต่างป๊อปอัพแสดงความยินดีพร้อมกับข้อความที่บอกว่า “ขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Microsoft Edge” 

ดีไซน์ของโลโก้ Edge เวอร์ชั่นใหม่ดูน่าสนใจ มันมีรูปร่างเป็นตัวอักษร “e” เหมือนกับ Internet Explorer แต่มีความเป็น 3 มิติเหมือนกับ “คลื่น” ที่ประกอบไปด้วย 3 สีคือ สีน้ำเงิน สีฟ้า และสีเขียว

และคาดว่าทาง Microsoft จะเปิดตัวโลโก้ Edge เวอร์ชั่นใหม่ ในงานประชุม Microsoft Ignite ที่จัดขึ้นใน Orlando ราวๆ สัปดาห์นี้
ที่มา : www.theverge.com

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

เป็นที่รู้กันดีว่าเทคโนโลยี “บล็อกเชน (Blockchain)” เป็น “ระบบบันทึกข้อมูลแบบไร้ศูนย์กลาง” ที่มีจุดเด่นเรื่องความน่าเชื่อถือ (Trust) ตรวจสอบได้ และยากที่จะบิดเบือนแก้ไขด้วยวิธีที่ไม่สุจริต และยังเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ขับเคลื่อนสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ชื่อดังอย่าง Bitcoin อีกด้วย ด้วยรูปแบบการเก็บข้อมูลคล้ายกับห่วงโซ่ที่บันทึกข้อมูลไว้หลายที่ แต่ละที่ก็จะมีข้อมูลเหมือนกัน และยังเชื่อมโยงถึงกันตลอดเวลาด้วย อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขต้องทำพร้อมกัน เพราะหากเปลี่ยนแค่จุดเดียวก็จะไม่เกิดผล มันจึงถูกนำไปใช้กับการเก็บข้อมูลที่ต้องการความน่าเชื่อถือและถูกต้องแม่นยำ เช่น การเงินและการธนาคาร, การบริจาคและระดมทุน, วงการข้อมูลแพทย์, กระบวนการยุติธรรม, ฯลฯ

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

และเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 ก็เป็นวันที่คนไทยต้องจดจำเมื่อทางหน่วยงานของรัฐอย่าง กระทรวงการคลังประกาศนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้ในการจัดการข้อมูลต่างๆ ระหว่างหน่วยงานในสังกัดทั้ง 9 พร้อมกับเอาไปใช้กับ 8 โครงการรัฐนำร่อง เช่น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การขอคืนภาษีของนักท่องเที่ยว การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ฯลฯ 

โดยในงาน MOF Digital Platform is Now : กระทรวงการคลังนำดิจิทัลสร้างเศรษฐกิจสู่ชุมชน มีการเซ็นลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือของหน่วยงานรัฐทั้ง 9 ประกอบด้วย กรมธนารักษ์, กรมบัญชีกลาง, กรมศุลกากร, กรมสรรพสามิต, กรมสรรพากร, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, สำนักงานบริการหนี้สาธารณะ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และธนาคารกรุงไทย ในการดำเนินการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อแชร์ข้อมูลระหว่างกัน เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดขั้นตอนลง เพิ่มความปลอดภัย และสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมกับอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มาติดต่อขอใช้บริการ 

ซึ่งในระยะแรกเป็นระยะนำร่องที่นำบล็อกเชน (Blockchain) ไปใช้ มีอยู่ด้วยกัน 8 โครงการ คือ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Government Procurement : e-GP), ระบบคืนภาษีของนักท่องเที่ยว (VAT Refunds for Tourists), การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Scripless Bond), ระบบจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร, โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (Welfare), ระบบการจัดทำราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ และสิทธิ์การรักษาพยาบาลของข้าราชการ

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

แต่ละโครงการที่ใช้ บล็อกเชน (Blockchain) ก็จะได้รับประโยชน์แตกต่างกันไป เช่น ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Government Procurement : e-GP) ผู้ประกอบการนิติบุคคลจะได้รับประโยชน์ในด้านการลดเวลาเพื่อการจัดเตรียมข้อมูลและเอกสารสำหรับการลงทะเบียนและการยื่นเสนอราคา ในส่วนนี้หน่วยงานรัฐจะเก็บข้อมูล ประวัติการทำงานย้อนหลัง และข้อมูลระบบ Rating ตามผลงานที่เคยทำให้กับภาครัฐไว้ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของระบบจัดซื้อจัดจ้าง และช่วยลดเวลาในการตรวจสอบข้อมูลและประเมินทำให้สามารถเริ่มโครงการได้ไวขึ้น 

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

ส่วนการคืนภาษีของนักท่องเที่ยว (VAT Refunds for Tourists) ที่ใช้ บล็อกเชน (Blockchain) ก็จะช่วยอำนวยความสะดวก ทั้งด้านวิธีการยืนยันตัว ขั้นตอนการขอคืน e-Tax Invoice ก็สามารถทำได้ผ่านแอปพลิเคชัน รวมลดระยะเวลาในการรับภาษีและช่องทางการคืน จากเดิม 34 วันทำการ เหลือเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น และจ่ายคืนผ่าน AliPay, WeChat, Visa, Mastercard, JCB และ UnionPay นี่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ 

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

สำหรับประชาชนทั่วไปก็ได้รับประโยชน์ผ่านโครงการ การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Scripless Bond) ที่สามารถซื้อพันธบัตรหน่วยย่อย 1 บาท ต่อ 1 พันธบัตร ทำให้ประชาชนทุกระดับซื้อได้ และยังมีระบบตรวจสอบที่สร้างความโปร่งใสอย่าง ระบบจองก่อนได้ก่อน (First Come First Serve) ช่วยป้องกันการกักตุนโควต้า และยังซื้อพันธบัตรผ่านระบบออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันได้ ทำให้ไม่ต้องไปซื้อเองที่สาขา ช่วยประหยัดเวลาและอำนวยความสะดวกให้กับคนที่อยู่พื้นที่ห่างไกล และยังช่วยลดเวลาในการออกพันธบัตรจากเดิม 4 วัน เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

นอกจากนี้ยังมี โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (Welfare) และ สิทธิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ (Healthcare) ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วน สามารถตรวจสิทธิ์ได้แบบ Real-time และใช้การบันทึกและอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ป้องกันการทุจริตด้วยการสวมสิทธิ์ และการใช้สวัสดิการในทางที่ผิด

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้
MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

ส่วนของการทำธุรกิจก็มีการนำบล็อกเชน (Blockchain) ไปใช้ใน การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร โดยการ Centralize and Digitize (การรวมไว้ที่ศูนย์กลางและทำให้เป็นแบบดิจิทัล) เอกสารทุกประเภทที่เกี่ยวกับการสั่งสินค้า การผลิต การนำเข้า การส่งออก จนถึงสินค้าถึงมือผู้รับ ผ่านเอกสารดิจิทัล (Digital Document) ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงเอกสารได้ตามสิทธิ์ และช่วยให้รัฐประมาณการจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ โปร่งใส

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

และสุดท้ายเป็นการสร้างความโปร่งใสให้กับ การจัดทำราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ ที่จะแชร์ข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำราคาประเมินที่ดินทั่วประเทศ ทำให้การจัดเก็บภาษีทำได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว และรวมไปถึงการทำโฉนดที่ดินอิเล็กทรอนิกส์บนบล็อกเชน (Blockchain) ที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขโดยทุจริต และสถาบันการเงินยังป้องกันการทุจริตจาก Double Financing (การขอสินเชื่อซ้ำซ้อน) อีกด้วย 

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

นับเป็นก้าวแรกที่ทางกระทรวงการคลังนำเทคโนโลยีที่มีความล้ำหน้าอย่างบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้กับหน่วยงานในสังกัดและโครงการของรัฐ เพื่อยกระดับทั้ง ความโปร่งใส ความถูกต้องแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนออกไป ทำให้ระยะเวลาในการดำเนินงานน้อยลง ส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ รวมถึงเร่งการทำงานของโครงการพัฒนาประเทศต่างๆ ให้เกิดได้ไวขึ้นอีกด้วย เชื่อว่าในอนาคตการใช้ บล็อกเชน (Blockchain) ของกระทรวงการคลังจะเป็นต้นแบบให้กับหน่วยงานอื่นๆ ได้หยิบยกไปใช้ เพื่อพัฒนาคุณภาพในการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมต่อไป

Microsoft พัฒนา Secured-core PC วิธีใหม่สำหรับป้องกันคอมพิวเตอร์จากการถูกแฮกเกอร์โจมตี

เกมแมวไล่จับหนูระหว่างแฮกเกอร์กับผู้พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์ ยังคงเป็นเกมที่เล่นกันไม่จบ และดูเหมือนว่าจะเป็นเกมที่ไม่มีวันจบลงเสียด้วย ไม่ว่าจะออกเฟิร์มแวร์มากี่เวอร์ชัน แฮกเกอร์ก็ยังหาทางเจาะระบบเพื่อโจมตีได้อยู่เสมอ 

เหตุผลที่ช่องโหว่ไม่สามารถปิดได้อย่างหมดจรด มีอยู่หลายด้าน เรื่องแรกเป็นเรื่องของเฟิร์มแวร์ที่คอยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ให้ทำงานร่วมกันได้ อีกเรื่องคือ ส่วนใหญ่แล้วเฟิร์มแวร์จะถูกสร้างโดยผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ตั้งแต่ในขั้นตอนการผลิต ไม่ใช่ Microsoft หรือ Apple ที่เป็นผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ นั่นหมายความว่ามันมีเฟิร์มแวร์ถูกสร้างขึ้นอยู่หลายเวอร์ชันตามแต่ผู้ผลิตของแต่ละรายจะพัฒนาขึ้นมา แน่นอนว่าเมื่อมีเฟิร์มแวร์จำนวนมาก โอกาสพบช่องโหว่ก็มากขึ้นตามไปด้วย

ล่าสุดทาง Microsoft ได้คิดหาแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้แล้ว ด้วยการเข้าไปเป็นพันธมิตรร่วมกับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ในการพัฒนาเฟิร์มแวร์ร่วมกันในชื่อ “Secured-core PC” โดยมันจะเข้าไปจัดการความสัมพันธ์การทำงานของเฟิร์มแวร์ และขั้นตอนที่ฮาร์ดแวร์เริ่มทำงาน

ภายใต้การทำงานของ Secured-core PC เฟิร์มแวร์จะยังคงทำหน้าที่ควบคุมฮาร์ดแวร์เหมือนเดิม แต่จะถูกจำกัดอำนาจที่เฟิร์มแวร์จะปฏิสัมพันธ์กับฮาร์ดแวร์ให้ลดน้อยลง โดยในขั้นตอนการประมวลผลแบบใหม่นี้จะถูกเรียกว่า Microsoft bootloader ซึ่งเป็นตัวกลางใหม่ที่จะมาสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเฟิร์มแวร์ และฮาร์ดแวร์ให้มีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยมันจะทำการตรวจสอบข้อมูลใหม่ทุกครั้งที่มีการเริ่มระบบคอมพิวเตอร์ โดยความได้เปรียบใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาคือมันสามารถป้องกันการโจมตีได้ จากเดิมที่ทำได้แค่ตรวจพบความผิดปกติ

นับตั้งแต่ Windows 8 เป็นต้นมา ระบบปฏิบัติการ Windows ได้เพิ่มคุณสมบัติที่เรียกว่า Secure boot ขึ้นมา สำหรับใช้ตรวจสอบ Bootloader ว่าปลอดภัยหรือไม่ แต่ปัญหาของมันที่ทำให้ Microsoft ต้องพัฒนาระบบ Secured-core PC ขึ้นมาใช้แทนนี้ก็เพราะว่า Secure boot ไม่สามารถป้องกันระบบได้หากว่าเฟิร์มแวร์ถูกโจมตีสำเร็จแล้ว

ในการใช้งานระบบ Secured-core PC ทาง Microsoft จะทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิปเซตรายใหญ่ทั้ง Intel, AMD และ Qualcomm ในการสร้างรหัสรักษาความปลอดภัย (Secure encryption keys) เอาไว้ในตัวชิปเซตเลยตั้งแต่ในขั้นตอนการผลิต ซึ่งนั่นหมายความว่า Secured-core PC เป็นระบบรักษาความปลอดภัยระดับฮาร์ดแวร์ ดังนั้นหากใครต้องการใช้งาน ต้องซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่เท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถอัปเดตผ่านซอฟต์แวร์ได้

คาดว่าอุปกรณ์รุ่นแรกที่จะมาพร้อมกับ ระบบ Secured-core PC คือ Surface Pro X และคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่จาก Dell, lenovo และ Panasonic
ที่มา : go.skimresources.com , www.engadget.com

Google ปล่อย Chrome 78 ออกมาแล้ว เพิ่ม Dark Mode และระบบป้องกันรหัสผ่านแบบใหม่

หนึ่งในข้อดีของเบราว์เซอร์ Chrome จาก Google คือ มันมัการอัปเดตเพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยความที่มันแอบอัปเดตให้เราอยู่เบื้องหลัง ทำให้เราไม่ค่อยรู้ว่ามันมีลูกเล่นใหม่อะไรให้ใช้บ้าง นอกเสียจากว่าเราจะเข้าไปหาอ่าน Changelog ล่าสุด Chrome 78 ได้ถูกปล่อยออกมาให้อัปเดตแล้วทั้งบน Windows, Mac, Linux, iOS และ Android ซึ่งเวอร์ชันนี้มีความสามารถที่น่าสนใจอยู่หลายอย่าง

เกร็ดน่าสนใจ

ปกติแล้ว Google จะอัปเดต Chrome ตามลำดับ 4 ขั้นตอน เริ่มจาก Canary build ที่อัปเดตไวที่สุด แต่บั๊กเยอะ ตามมาด้วย Dev build ที่ดีขึ้น แต่ยังไม่เสถียรพอต่อการใช้งานในคนส่วนใหญ่  จากนั้นจะเป็นเวอร์ชัน Beta ที่มักจะปล่อยล่วงหน้าก่อนเวอร์ชันสมบูรณ์ประมาณ 1 เดือน

เราสามารถปรับแต่งหน้าตาของ New Tab ให้สวยงามขึ้นได้แล้ว ด้วยการคลิกไปที่ปุ่ม “Customize” ที่อยู่มุมล่างของหน้าจอ ซึ่งทาง Google มีภาพเตรียมไว้ให้เลือกมากมาย หรือเราจะอัปโหลดภาพของเราขึ้นไปเองก็ได้

Google ปล่อย Chrome 78 ออกมาแล้ว เพิ่ม Dark Mode และระบบป้องกันรหัสผ่านแบบใหม่

ในส่วนของโหมดกลางคืน (Dark theme) เราสามารถบังคับให้มันถูกใช้ตลอดเวลาได้ด้วยการตั้งค่า (ปกติมันจะทำงานอัตโนมัติเมื่อถึงเวลากลางคืน) โดยไม่สนว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีโค้ดรองรับ Dark theme หรือไม่ หากไม่มีมันก็จะใช้การสลับค่าสีเพื่อแสดงผลแทน

อีกคุณสมบัติที่น่าสนใจใน Chrome 78 คือ ระบบ Password Checkup ที่เคยเปิดตัวในฐานะส่วนขยายมาก่อนเมื่อต้นปี 2019 ตอนนี้ถูกผนวกไว้เป็นส่วนหนึ่งของ Chrome แล้ว ความสามารถของมันคือ เมื่อเราทำการเข้าระบบที่มีการรหัสผ่านบนเว็บไซต์ต่างๆ ทาง Google จะช่วยคุณปลอมรหัสผ่านเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้บัญชีโดยอัตโนมัติ

ยังมีลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายอย่าง เช่น Click to Call ที่เราสามารถกดโทรออกผ่านมือถือ Android ด้วยการทำไฮไลท์บนเบอร์โทรที่หน้าเว็บไซต์บนคอมฯ, เพิ่มระบบโปรโตคอล DNS-over-HTTPS (DoH) เพื่อปกป้องการถูกสอดส่องข้อมูลบน Website Traffic ฯลฯ

ใครใช้ Chrome อยู่ก็สามารถเข้าไปอัปเดต Chrome 78 ได้เลยที่เมนู Help >> About Google Chrome แล้วทำการรีสตาร์ทเว็บเบราว์เซอร์ใหม่อีกครั้ง
ที่มา : www.extremetech.com , developers.google.com

HUAWEIเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

หัวเว่ย ประเทศไทย เปิดตัวสมาร์ทแกดเจ็ตหลายรุ่นพร้อมกัน นำโดย HUAWEI Watch GT 2 สมาร์ทวอชรุ่นล่าสุด, HUAWEI Band 4 สายรัดข้อมืออัจฉริยะสำหรับคนออกกำลังกายเป็นงานอดิเรก, HUAWEI MediaPad M5 Lite 10 แท็บเล็ตพร้อมปากการาคาเบาๆ นอกจากนี้ยังนำ HUAWEI FreeBuds 3 หูฟังไร้สายรุ่นล่าสุด และ HUAWEI x Gentle Monster Eyewear แว่นกันแดดแฟชั่นอัจฉริยะ มาเผยโฉมก่อนวางจำหน่ายอีกด้วย


HUAWEI Watch GT 2

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

สมาร์ทวอชซีรีย์ล่าสุดของทางค่ายที่ใช้ชิปเซ็ต Kirin A1 ที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ใช้งานกับสมาร์ทดีไวซ์โดยเฉพาะ มีทั้งการเชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธที่ยอดเยี่ยมและประหยัดพลังงาน สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน

HUAWEI Watch GT 2 เป็นสมาร์ทวอชรุ่นแรกที่ใช้หน้าจอทัชสกรีน AMOLED HD แบบ 3 มิติ ให้มุมมองเต็มตามากยิ่งขึ้น ด้านการออกกำลังกาย มีโหมดกีฬาให้ใช้งานถึง 15 รูปแบบ มีโหมด Running Courses ที่เปรียบเสมือนโค้ชส่วนตัวช่วยแนะนำการวิ่งให้ผู้ออกกำลังกายได้ สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้แม้จะอยู่ในน้ำ สามารถวัดอัตราความเครียดระหว่างวัน รวมถึงติดตามสถานะการนอนได้ทั้งกลางวันและกลางคืน รวมทั้งมีคำแนะนำในการนอนที่ดีขึ้นอีกด้วย

ส่วนการใช้งานอื่นๆ ที่น่าสนใจ HUAWEI Watch GT 2 มีลำโพงในตัว รองรับ Voice Call สนทนาโทรศัพท์ผ่านตัวสมาร์ทวอชได้ สามารถต่อหูฟังบลูทูธกับสมาร์ทวอชได้โดยตรง ฟังเพลงที่บันทึกในสมาร์ทวอชกว่า 500 เพลงได้

โดย HUAWEI Watch GT 2 มีให้เลือกด้วยกัน 2 ขนาดได้แก่ รุ่นหน้าปัด 46 มิลลิเมตร และ 42 มิลลิเมตร แบ่งเป็น 3 โมเดลแตกต่างกันที่สายนาฬิกา ได้แก่ Sport Edition, Classic Edition และ Elite Edition (Elegant Edition) โดยรุ่น Classic และ Elite ที่เป็นสายหนังและสายเหล็ก จะมีสายสปอร์ตให้เปลี่ยนใช้งานสำหรับออกกำลังกายด้วย

HUAWEI Watch GT 246mm42mm
SportClassicEliteSportClassicElegant
ราคา6,490 บาท 6,990 บาท7,990 บาท5,990 บาท6,490 บาท6,990 บาท

รุ่น Sport และ Classic ขนาด 46mm จะเริ่มขายก่อนในวันที่ 18 ตุลาคม
รุ่น Sport ขนาด 42mm จะวางจำหน่ายภายในเดือนตุลาคม
รุ่น Elite 46mm และ Classic 42mm จะวางจำหน่ายภายในเดือนพฤศจิกายน
รุ่น Elegant 42mm จะวางจำหน่ายภายในเดือนธันวาคม

สายรูปแบบต่างๆ ของ HUAWEI Watch GT 2


สาย Sport

สาย Classic

สาย Elite

HUAWEI Band 4

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

อีกทางเลือกของสมาร์ทดีไวซ์ที่ใช้งานออกกำลังกายไม่หนักเท่ารุ่นด้านบน โดย HUAWEI Band 4 เป็นสมาร์ทแบนหน้าจอทัชสกรีนแสดงผลสีอย่างสวยงามด้วย Creative Face สามารถกดรับสายและโทรออกได้ รับแจ้งเตือนแอปฯ ข้อความต่างๆ จากสมาร์ทโฟนได้และรองรับภาษาไทยด้วย มีโหมดการออกกำลังกายถึง 9 รูปแบบ มี HUAWEI TruSeen 3.5 สำหรับวิเคราะห์อัตราการเต้นของหัวใจและแจ้งเตือนหากมีการเต้นของหัวใจสูงผิดปกติ มี HUAWEI TruSleep 2.0 วิเคราะห์อัตราการเต้นของหัวใจขณะนอนหลับ ช่วยให้การนอนหลับมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย Night Mode และรองรับการวิเคราะห์การนอนระหว่างวันด้วย Nap Monitoring อีกด้วย และเรายังสามารถใช้ HUAWEI Band 4 เป็นรีโมทชัตเตอร์ถ่ายภาพให้กับกล้องมือถือในบางโอกาสได้อีกด้วย

นอกจากฟังก์ชั่นการใช้งานฉลาดๆ แล้ว HUAWEI Band 4 ยังมีขนาดเล็กที่น้ำหนัก 20 กรัม บางเพียง 12.5 มิลลิเมตร วางจำหน่ายด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สี Sakura Pink, Amber Sunrise และ Graphite Black ในราคา 999 บาท เริ่มจำหน่ายวันที่ 18 ตุลาคมนี้

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ
หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ


พอร์ตชาร์จในตัว HUAWEI Band 4 ที่สามารถชาร์จกับช่อง USB ได้ทันที ไม่ต้องต่อสายเพิ่มเติม


HUAWEI MediaPad M5 Lite 10

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

แท็บเล็ตเพรียวบาง หน้าจอ Full HD 10.1 นิ้ว ทำงานด้วยระบบ Octa-core processor ใช้ลำโพงคู่ Harman Kardon มาพร้อมกล้องหน้าและกล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ให้หน่วยความจำ RAM 4GB/ROM 64GB พร้อมแบตเตอรี่ 7,500mAh และระบบชาร์จไว Quick Charge 9V/2A

นอกจากนี้ HUAWEI MediaPad M5 Lite 10 ยังมาพร้อมกับโหมด Parental control และ Health Reminder สำหรับควบคุมการใช้งานที่ดีต่อสุขภาพและเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนเมื่อเล่นแท็บเล็ตใกล้สายตาเกินไป ระบบปรับแสงอัตโนมัติ ฟิลเตอร์ตัดแสงฟ้า รวมทั้งควบคุมเวลาการเล่น

โดย HUAWEI MediaPad M5 Lite 10 จะวางจำหน่ายในราคา 10,990 บาท และมาพร้อมกับปากกา M-Pen Lite ให้ใช้งานอีกด้วย


HUAWEI FreeBuds 3

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

หูฟังเอียร์บัดไร้สายตัวแรกของโลกที่ใช้ชิปเซ็ต Kirin A1 มาพร้อมกับบลูทูธ 5.1 Soc (ฺBT/BLE dual-mode) พร้อมเทคโนโลยี Isochronous Dual Channel และ 356MHz audio processor ที่ให้ประสบการณ์เชื่อมต่อบลูทูธเร็วกว่าที่เคย มีค่า Latency ที่ต่ำ (เสียงไม่ดีเลย์)และกินพลังงานน้อย รวมทั้งยังเป็นหูฟังไร้สายตัวแรกที่มีระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation

โดยระบบตัดเสียงรบกวนมีทั้ง เทคโนโลยี Aerodynamic Mic Duct Design ช่วยตัดเสียงลมขณะสนทนาโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ขี่จักรยาน หรือวันที่มีลมแรง มีระบบ Bone Sensor ที่จะตรวจจับกระดูกกรามขณะพูดคุย เพื่อควบคุมระบบตัดเสียงให้ได้คุณภาพเสียงการสนทนาที่ชัดเจน

ด้านประสิทธิภาพเสียง HUAWEI FreeBuds 3 ให้เสียงคุณภาพดุจสตูดิโอด้วยไดรเวอร์ขนาด 14mm และ Bass Tube ที่ให้เสียงทุ้มนุ่มมีมิติ สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนาน 4 ชั่วโมง และชาร์จกับเคสทรงกลมดีไซน์พรีเมี่ยมได้อีก 20 ชั่วโมง

HUAWEI FreeBuds 3 มีให้เลือกด้วยกัน 2 สี ได้แก่ สีขาว และ สีดำ และจะนำเข้ามาจำหน่ายภายในปี 2019 นี้

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

HUAWEI x Gentle Monster

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

แว่นตากันแดดอัจฉริยะดีไซน์เกาหลีที่ทางหัวเว่ยได้จับมือกับแบรนด์ Gentle Monster แบรนด์แว่นตาชั้นนำ ที่ครอบคลุมฟังก์ชั่นการใช้งานแว่นตาอัจฉริยะ ทั้งการรับโทรศัพท์ ควบคุมการเล่นเพลง หรือเรียก Google Assistant ได้ด้วยการแตะ 2 ครั้งที่ขาแว่น และเมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ EMUI10 จะสั่งงานด้วยเสียง รับฟังการแจ้งเตือนต่างๆ ได้ด้วยลำโพงที่ให้เสียงคมชัดแต่ไม่เล็ดลอดออกไปยังภายนอกบริเวณขาแว่น มีระบบตัดเสียงรบกวนภายนอกด้วยไมโครโฟนระบบคู่บริเวณขาแว่น มีเซ็นเซอร์สำหรับรับสายโทรศัพท์และควบคุมการเล่นเพลงด้วยการตรวจจับว่าผู้ใช้สวมใส่อยู่หรือไม่ สามารถหยุดเล่นเพลงเมื่อถอดแว่น และเล่นเพลงต่อเมื่อสวมแว่นกลับไปอีกครั้ง ป้องกันฝุ่นและละอองน้ำที่ระดับ IP67 ฟังก์ชั่นทั้งหมดนี้ อยู่ในแว่นอัจฉริยะ HUAWEI x Gentle Monster ที่มีดีไซน์เพรียวบางแทบจะไม่ต่างจากแว่นตาปกติ

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

นอกจากนี้ HUAWEI x Gentle Monster ยังมาพร้อมกับเคสหนังเรียบหรูที่เป็นทั้งที่ชาร์จไร้สายภายในตัวอีกด้วย โดยชาร์จ 1 ครั้ง สามารถใช้งานได้ยาวนาน 2.5 ชั่วโมง โดย HUAWEI x Gentle Monster จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยภายในปี 2019 นี้เช่นเดียวกัน