CHERRY เปิดตัว Viola สวิตช์คีย์บอร์ดรุ่นใหม่ ทนทานสูง ต้นทุนต่ำ

คีย์บอร์ดแบบ Mechanical Keyboard ให้สัมผัสในการใช้งานแตกต่างจากคีย์บอร์ดราคาถูกที่ใช้ปุ่มยาง (Rubberdome) ตรงที่มันเป็นคีย์บอร์ดที่ใช้กลไก Mechanical Switch ในการรับสัญญาณเวลาที่เรากดปุ่ม ซึ่งสวิตช์ในคีย์บอร์ดนี้ หากพูดถึงผู้ผลิตสวิตช์ที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับ และเป็นต้นแบบให้กับผู้ผลิตสวิตช์รายใหม่ๆ เราก็ต้องพูดถึง CHERRY

ล่าสุด CES 2020 ทาง CHERRY ได้เปิดตัวสวิตช์รุ่นใหม่ “Cherry Viola” โดยออกแบบการทำงานของสวิตช์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ด้วยการลดชิ้นส่วนที่ต้องใช้ในการขยับกลไกภายใน ซึ่งจะทำให้มันมีความทนทานมากขึ้น แถมยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตสวิตช์อีกด้วย

ทาง CHERRY ได้ประกาศว่า Mechanical Keyboard ที่ใช้สวิตช์ Viola จะมีราคาเริ่มต้นเพียง $50 หรือประมาณ 1,510 บาท เท่านั้น (ถือว่าถูกมากสำหรับ Mechanical Keyboard ที่ใช้สวิตช์ของ CHERRY) และน่าจะได้เห็นคีย์บอร์ดที่ใช้สวิตช์รุ่นนี้ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2020 นี้

นอกจากนี้ ทาง CHERRY ยังได้อัปเดตตัวสวิตช์ MX1A อีกเล็กน้อย โดยปรับปรุงให้ทนทานต่อฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกอื่นๆ มากขึ้น

เปรียบเทียบ Mechanical Keyboard Switches
Cherry
Viola
Cherry
MX Blue
Cherry
MX Brown
Cherry
MX Red
Cherry
Silver
Razer Green
Actuation Point2 mm2.2 mm2 mm2 mm1.2 mm1.9 mm ± 0.4 mm
Actuation vs Reset Pointno datano datano datano datano data0.4 mm
Total Travel4 mm4 mm4 mm4 mm3.4 mm4 mm
Actuation Force45 cN60 cN55 cN45 cN45 cN50 g
Actuation Feelcross/linearlinear/tactilelinear/tactilelinearlinearsoft tactile
Switch Lifecycle? ล้านครั้ง50 ล้านครั้ง50 ล้านครั้ง50 ล้านครั้ง50 ล้านครั้ง60 ล้านครั้ง

อ่าน : ความแตกต่างระหว่างสวิตช์แต่ละแบบ
ที่มา : www.anandtech.com , www.techspot.com , www.makeuseof.com


AMD เปิดตัว Ryzen 4000 รุกตลาดโน๊ตบุ๊ค ท้าชน Intel เจนเนอเรชั่น 10 แบบตรงๆ

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา AMD สามารถแย่งเค้กส่วนแบ่งในตลาด CPU มาจาก Intel ได้คำโต ด้วยยุทธวิธีของแรงราคาถูก ทำให้ลูกค้าเริ่มเทใจไปซบกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บนอุปกรณ์พกพาอย่างโน๊ตบุ๊ค ทาง Intel ยังคงมีชัยเหนือกว่ามาโดยตลอด แต่ในปีนี้ ดูท่าว่าการแข่งขันจะน่าสนุกมากขึ้น เมื่อ AMD เปิดตัว Ryzen 4000

CPU ตัวเทพสุด คือ Ryzen 7 4800U ที่มาพร้อมกับ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8GHz – 4.2GHz และมี AMD Radeon Graphics อีก 8 คอร์ ความเร็ว 1750 MHz เทียบกับคู่แข่ง Intel อย่าง i7-1065G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 1.3GHz – 3.9GHz ที่มี Intel Iris Plus ความเร็ว 1100 MHz ก็ถือว่า Ryzen 7 4800U มีความน่าสนใจมากทีเดียว

ทาง AMD ได้เคลมผลการทดสอบประสิทธิภาพว่า 4800U นั้นแรงกว่า i7-1065G7 ถึง 90% ในการทดสอบด้วย Cinebench r20 benchmark และแรงกว่า 28% ในการทดสอบด้วย 3DMark TimeSpy benchmark

 อาจมีคนทักท้วงว่าการเปรียบเทียบแบบนี้นั้นไม่ยุติธรรมสักเท่าไหร่ เพราะหากวัดที่ความแรง 10710U ที่มี 6 คอร์ 12 เธรด นั้นแรงกว่า 1065G7 อีก แต่อย่าลืมว่า กราฟิกของ 10710U นั้นเป็น Intel UHD ที่ช้ายิ่งกว่า Iris ใน 1065G7 อีก ยิ่งเทียบกับ Radeon Cores ใน 4800U แล้วยิ่งต่างกัน

AMD ยังเคลมอีกว่าการ์ดจอในตัวของ 4800U เล่นเกมได้ดีกว่า 1065G7 มาก โดยเกม Rocket League สามารถทำได้ดีกว่าประมาณ 30fps ในการเล่นที่ความละเอียดภาพ 1080p แบบคุณภาพต่ำ และยังทำได้ถึง 54fps เลยทีเดียวในเกม Grand Theft Auto V

AMD เปิดตัว Ryzen 4000 รุกตลาดโน๊ตบุ๊ค ท้าชน Intel เจนเนอเรชั่น 10 แบบตรงๆ

สำหรับคนที่เน้นประสิทธิภาพมากกว่าการประหยัดพลังงาน AMD ยังได้เปิดตัว Ryzen 4000 H-Series (ชื่อคุ้นๆ นะ) ที่ใช้ไฟ 45 W ทำงานร่วมกับการ์ดจอแยกคุณภาพสูงอย่างเช่น Radeon RX 5600M, RTX 2060 ฯลฯ

โดย AMD เคลมว่า 4800H แรงกว่า i7-9750H ถึง 39% ในการทดสอบด้วย 3DMark FireStrike Physics และเร็วกว่า 46% ในการทดสอบด้วย Cinebench r20

AMD เปิดตัว Ryzen 4000 รุกตลาดโน๊ตบุ๊ค ท้าชน Intel เจนเนอเรชั่น 10 แบบตรงๆ

โน๊ตบุ๊คที่ใช้ Ryzen 4000 จะเริ่มวางจำหน่ายในปีนี้ ของจริงจะแรงเหมือนผลการทดสอบหรือไม่ ต้องติดตามดูกันต่อไป ที่แน่ๆ งานนี้ผู้บริโภคอย่างพวกเราก็ได้ประโยชน์กันไปเต็มๆ ไม่ว่าใครจะชนะก็ตาม แต่การแข่งขันจะทำให้เราได้ใช้ของดีในราคาที่ถูกลงกว่าเดิมอย่างแน่นอน
ที่มา : www.engadget.com , www.thailand.intel.com , www.amd.com , www.anandtech.com

Asus เปิดตัว ROG Zephyrus G14 โน๊ตบุ๊คแบบ 14 นิ้ว ใช้ RTX 2060 หนักแค่ 1.58 กิโลกรัม

โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งสมัยนี้มีความแรงใกล้เคียงกับ PC มากทีเดียว อย่างไรก็ตามความแรงของมันก็ทำให้พวกเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค มีความ และน้ำหนักเยอะกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป การออกแบบเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คให้บาง และเบา ก็ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่ผู้ผลิตใช้ในการแข่งขัน เพราะคงไม่มีใครอยากแบกโน๊ตบุ๊คหนักๆ หรอกนะ ถ้ามีตัวเลือกเบาๆ ก็ต้องอยากได้เบาไว้ก่อนอยู่แล้ว

ล่าสุด Asus ได้เปิดตัวเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Zephyrus G14 มันเป็นรุ่นแรกที่เราได้เห็นการ์ดจอ RX 2060 Max-Q บนโน๊ตบุ๊คขนาด 14 นิ้ว แถมยังมีความหนาเพียง 17.9 มม. และหนักแค่ 1.58 กิโลกรัม ถือว่าใหญ่กว่าพวกอัลตราบุ๊คขนาด 13 นิ้ว แค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น

Zephyrus G14 ยังมีลูกเล่นเก๋ๆ ที่ฝาหลัง เรียกว่า AniME LED Matrix ที่เราสามารถตั้งให้มันแสดงภาพนิ่ง, ภาพเคลื่อนไหว GIFs หรือข้อความที่ต้องการได้ด้วย

ฮาร์ดแวร์ภายใน Zephyrus G14 มีความแปลกเล็กๆ ตรงที่ใช้ Ryzen 7 ไม่ใช่ Intel (ปกติถ้าเป็นการ์ดจอของ NVIDIA มักจะมาคู่กับซีพียูของ Intel) โดยเป็นซีพียูรุ่นใหม่ล่าสุด Ryzen 4000 H-series ระดับ 45W ส่วนหน้าจอสามารถเลือกได้ระหว่าง 1080p 120Hz กับ 1440p 60Hz

นอกจากนี้ Asus ยังมี Zephyrus G15 ให้เลือกด้วย โดยหน้าจอจะมีขนาด 15 นิ้ว และมีตัวเลือก 1080p 240Hz เพิ่มเข้ามาให้เลือก แต่น้ำหนักก็เพิ่มขึ้นเป็น 2.08 กก. ด้วยนะ

น่าเสียดายที่ตอนนี้ ราคาของ Zephyrus G14 และ Zephyrus G15 ยังไม่มีการยืนยัน แต่หากดูจากโน๊ตบุ๊คตระกูล Zephyrus รุ่นปัจจุบัน คิดว่าเต็มที่ก็ไม่เกินแสนอย่างแน่นอน

Asus เปิดตัว ROG Zephyrus G14 โน๊ตบุ๊คแบบ 14 นิ้ว ใช้ RTX 2060 หนักแค่ 1.58 กิโลกรัม
Asus เปิดตัว ROG Zephyrus G14 โน๊ตบุ๊คแบบ 14 นิ้ว ใช้ RTX 2060 หนักแค่ 1.58 กิโลกรัม

ที่มา : www.tech-critter.com , www.engadget.com , www.theverge.com

OrCam My Eye 2 แกดเจ็ตแบบ Clip on เพื่อผู้พิการทางสายตา

บริษัท OrCam ได้เปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ใช้ที่มีความพิการทางสายตาที่มีชื่อว่า OrCam MyEye 2 เพื่อให้บุคคลตาบอดหรือคนที่มีปัญหาด้านการมองเห็นได้ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้เป็นปกติอีกครั้ง โดยมันจะช่วยในการอ่านหนังสือ, การนำทางที่ไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาไม้เท้าหรือสุนัขนำทางที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสถานที่ต่างๆ อีกต่อไป

OrCam My Eye 2 แกดเจ็ตแบบ Clip on เพื่อผู้พิการทางสายตา

ภาพจาก : https://steemit.com/steemhunt/@rosatravels/orcam-my-eye-2-0-a-smart-camera-device-for-the-visually-impaired

ซึ่ง OrCam MyEye 2 จะเป็นอุปกรณ์ในรูปแบบ Clip on สวมทับไปที่ขาของแว่นตาและมีระบบ เชื่อมต่อกับหูฟังด้วย Bluetooth โดยการจับภาพผ่านกล้องที่ตัวอุปกรณ์และประมวลผลข้อความตรงหน้าออกมาเป็นระบบเสียงส่งไปยังหูฟังของผู้ใช้ที่ทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ โดยทางบริษัทได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้สามารถอ่านหนังสือหรือป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้นโดยการ ชี้ไปที่ข้อความ บนหน้าหนังสือหรือจอคอมเพื่อให้ AI ทำการอ่านข้อความที่ต้องการออกมา และยังมีฟังก์ชันการ จดจำใบหน้า ที่ช่วยในการพูดคุยติดต่อสื่อสารกับบุคคลรอบข้างได้อย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ทางผู้ผลิตกล่าวว่ามันไม่เพียงแต่จะมีประโยชน์ต่อผู้พิการทางสายตาเพียงเท่านั้น แต่ยัง มีประโยชน์กับผู้ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุหรือบุคคลที่มีปัญหาด้านการอ่านอีกด้วย ซึ่ง OrCam MyEye 2 นี้วางจำหน่ายใน 25 ประเทศทั่วโลกและรองรับภาษาถึง 14 ภาษา (แต่ยังไม่รองรับการสั่งการในภาษาไทย)
ที่มา : techcrunch.com , www.cnet.com

Google ประกาศสนับสนุน Chrome บน Windows 7 ไปอีกอย่างน้อย 18 เดือน

เหลืออีกแค่ไม่กี่วัน ก็จะถึงช่วงเวลาสุดท้าย ก่อนที่ Microsoft จะหยุดให้การสนับสนุนระบบปฏิบัติการ Windows 7 แล้ว แต่ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ใช้ Chrome บน Windows 7 เพราะทาง Google ประกาศว่าจะยังให้การสนับสนุนต่อไปเป็นเวลาอย่างน้อยถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2021

เมื่อสิ้นสุดการสนับสนุน หมายความว่าหากมีการพบช่องโหว่ หรือปัญหาด้านความปลอดภัยใหม่ขึ้นมาในอนาคต ทาง Microsoft ก็จะไม่มีการอัปเดตแก้ไขให้อีกต่อไป อย่างไรก็ตามผู้ใช้ Chrome บน Windows 7 จะยังได้รับการอัปเดตด้านความปลอดภัยต่างๆ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ใช้ Windows 7 ที่ยังใช้ Internet Explorer ในการเล่นอินเทอร์เน็ตก็ควรหันมาเปลี่ยนเป็น Chrome เพื่อความปลอดภัย

สำหรับองค์กร (Enterprises) ที่คอมพิวเตอร์ในระบบยังเป็น Windows 7 ก็ควรเริ่มวางแผนปรับเปลี่ยนระบบได้แล้ว ในส่วนของ Chrome ก็สามารถ “จ่ายเงิน” ให้ Google เพื่อรับการสนับสนุนไปจนถึงปี 2023 ได้

จากรายงานของ Statcounter เมื่อเดือนธันวาคม 2019 มีผู้ใช้งาน Windows 10 อยู่ที่ 65.4% ส่วน Windows 7 อยู่ที่ประมาณ 26.79% ก็ถือว่ายังเยอะอยู่มากพอสมควร
ที่มา : 9to5google.com , gs.statcounter.com

Dell ประกาศเพิ่ม 2 ฟีเจอร์ใหม่ใน Mobile Connect สำหรับผู้ใช้ iOS

ในปี 2018 Dell ได้ปล่อยแอปพลิเคชัน Mobile Connect ออกมาให้คุณสามารถ เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของ Dell เข้ากับสมาร์ทโฟน ทั้งระบบปฏิบัติการณ์ Android และ iOS เพื่อให้สามารถรับสาย, ตอบข้อความ หรือรับการแจ้งเตือนในสมาร์ทโฟนของคุณจากคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง

ซึ่งเมื่อต้นปีนี้ทางบริษัท Dell ก็ได้ออกมาแถลงว่าจะ อัพเดทฟีเจอร์ ในแอปพลิเคชัน Mobile Connect เพิ่มเติมในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เดือนมีนาคมเป็นต้นไป) ให้สามารถ ถ่ายโอนข้อมูล รูปภาพและวิดีโอจากแอปพลิเคชัน Mobile Connect นี้ไปยังคอมพิวเตอร์ได้แบบ Wireless และจะเพิ่มฟีเจอร์ให้ผู้ใช้สามารถ ใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ขณะเปิดใช้งาน Mobile Connect ได้ในเวลาเดียวกันสำหรับในระบบปฏิบัติการณ์ iOS (โดยก่อนหน้านี้ฟีเจอร์นี้รองรับเฉพาะแค่ใน Android เท่านั้น)

Dell ประกาศเพิ่ม 2 ฟีเจอร์ใหม่ใน Mobile Connect สำหรับผู้ใช้ iOS

ภาพจาก : https://www.microsoft.com/sl-si/p/dell-mobile-connect/9nx51w9gbs5t?activetab=pivot:overviewtab

ทาง Dell ระบุว่าการเชื่อมต่อระบบ iOS นั้นจะสามารถ ทำงานร่วมกับ XPS, Inspiron, Vostro, Alienware และคอมพิวเตอร์ G Series ที่เปิดตัวตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2018 เป็นต้นไป แต่สำหรับแลปทอปอย่าง Dell Latitude นั้นยัง ไม่ได้มีการประกาศ ว่าจะสามารถใช้งานฟีเจอร์ใหม่ของแอปพลิเคชัน Mobile Connect นี้ได้หรือไม่แต่อย่างใด
ที่มา : www.theverge.com , appleinsider.com , www.iphonehacks.com

Xiaomi โพสต์คลิป Mi Watch Color สมาร์ทวอชหน้าปัดกลม ทางเลือกคนไม่ชอบหน้าปัดเหลี่ยม

เมื่อช่วงปลายปี 2019 ทาง Xiaomi ได้เปิดตัว Mi Watch รุ่นแรกของทางค่ายด้วยหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมที่หน้าตาคุ้นตลาด มาล่าสุดทางแบรนด์ได้ปล่อยทีเซอร์ Mi Watch Color สมาร์ทวอชอีกรุ่นที่เป็นหน้าปัดทรงกลมพร้อมจำหน่ายในปี 2020 นี้

สำหรับคนที่ไม่ชอบหน้าปัดสี่เหลี่ยม แน่นอนว่า Xiaomi Mi Watch Color จะเป็นอีกตัวเลือกของแฟนๆ ในปีนี้ ที่มีหน้าปัดดีไซน์ทรงกลมมาให้เลือกใช้งาน

โดยในคลิปสั้นๆ นี้ ยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลอะไรมาก จากที่เห็นคือ เราจะได้ใช้สมาร์ทวอชหน้าปัดกลม ที่มี 2 ปุ่มใช้งานอยู่ด้านขวาของหน้าปัด พร้อมสายนาฬิกาหลากสีที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ และขอบเฟรมหน้าปัดคาดว่าจะมีให้เลือกทั้งสีดำ สีทอง และสีเงิน

ส่วนซอฟต์แวร์ที่ใช้ ก็คาดว่าอาจจะเป็น WearOS เช่นเดียวกับ Mi Watch ส่วนฟีเจอร์ก็น่าจะมีทั้ง การติดตามการออกกำลังกาย วัดอัตราการเต้นของหัวใจ แจ้งเตือนจากมือถือ และติดตามการนอนหลับ

  

สุดท้าย มีข้อมูลสเปคคร่าวๆ ของ Mi Watch Color ของกล้องแพ็คเกจที่หลุดออกมา เผยให้ทราบว่า Mi Watch Color มีหน้าปัด AMOLED ขนาด 1.39 นิ้ว ความละเอียด 454 x 454 พิกเซล พร้อมแบตเตอรี่ 420 mAh ที่สามารถอยู่ได้นานถึง 14 วัน สามารถกันน้ำลึกได้ถึง 50 เมตร รองรับการใช้งานทั้ง NFC และ GPS

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ทราบถึงราคาของ Mi Watch Color รวมทั้งจะวางจำหน่ายในต่างประเทศรึเปล่า? ส่วนในประเทศจีน จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 3 มกราคมนี้
ที่มา : www.techradar.com , www.gsmarena.com

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย

บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT จับมือกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวบริการ OTN Premium Private Line เป็นครั้งแรกในไทย รองรับองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน ชูจุดเด่นด้านการยกระดับแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้น ด้วยอัตราการใช้งานที่สูงถึง 99.99% และความปลอดภัยที่สูงกว่าบริการ Private Line ทั่วไป เพื่อรองรับเทรนด์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในปี 2020 โดยมี ดร.สุรพันธ์ เมฆนาวิน กรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) , พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) , ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), นายวรกาน ลิขิตเดชาศักดิ์ รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีเครือข่ายโทรคมนาคม บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, นายคลอดิโอ ลูการี ผู้อำนวยการฝ่ายขาย DWDM โกลบอล โซลูชันส์ หัวเว่ย, MS Julie Ning Country Head, Thailand Representative Office บริษัท ไชน่า โมไบล์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ฯลฯ เข้าร่วมงาน จัดขึ้น ณ ห้องฉัตราบอลรูม 1-2 ชั้น 2 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพ

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย

จากเทรนด์การใช้งานคลาวด์คอมพิวติ้งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ทำให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT จับมือกับหัวเว่ยเพื่อเสริมแกร่งภาพรวมตลาดบริการ Private Line ในประเทศไทยด้วยการเปิดให้บริการ Optical Transport Network (OTN) Premium Private-Line เพื่อตอบรับกับความต้องการใช้งานของกลุ่มองค์กรที่ต้องการใช้เครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีอัตราความเร็วการถ่ายโอนข้อมูลที่สูงขึ้น มีเสถียรภาพของเครือข่ายที่ดีขึ้นและมีความปลอดภัยของเครือข่ายที่สูงขึ้นไปอีกระดับ

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย


ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่
สายงานการตลาดและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ได้กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “CAT ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารข้อมูลรายใหญ่ในประเทศที่มีโครงข่ายครอบคลุมมากที่สุด ล่าสุด CAT มุ่งหน้ายกระดับตลาดบริการ Private Line ในประเทศไทยด้วยการเปิดตัวนวัตกรรม Optical Transport Network (OTN) Premium Private Line เป็นรายแรกในประเทศไทย ร่วมกับ (บริษัท) หัวเว่ย ซึ่งจะมีฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่ ท่อนำส่งข้อมูลแยกเพื่อรับประกันด้านความปลอดภัยของเครือข่าย Private Line, บริการเข้าถึงเครือข่ายตั้งแต่ขนาด 2M ถึง 100G, การันตีความเสถียรของค่าความหน่วง (Latency) สำหรับ E2E ในระดับมิลลิวินาที และเทคโนโลยีการป้องกันจากเหตุการณ์สายเคเบิลหลายสายขาดชำรุด โดยโซลูชัน ดังกล่าวจะช่วยเสริมแกร่งให้กับส่วนธุรกิจบริการ B2B ของ CAT และจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตให้กับภาพรวมธุรกิจของ CAT ในปี 2020 ได้ ”

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย


นายคลอดิโอ ลูการี ผู้อำนวยการฝ่ายขาย DWDM โกลบอล โซลูชันส์ หัวเว่ย

นายคลอดิโอ ลูการี ผู้อำนวยการฝ่ายขาย DWDM โกลบอล โซลูชันส์ หัวเว่ย กล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์การใช้เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งขององค์กรเพิ่มสูงขึ้นมาก ภายในปี ค.ศ. 2025 ทางหัวเว่ยคาดว่าองค์กรกว่า 80% จากทั่วโลกจะหันมาใช้บริการคลาวด์ นอกจากนี้ 87% ขององค์กรทั้งหมดในปัจจุบันยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของบริการ Private Line เป็นอันดับแรก และจากการที่กลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มลูกค้าองค์กรใช้ปริมาณดาต้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งส่งผลต่อความต้องการใช้งานบริการ OTN Premium Private Line ขององค์กรทั่วโลกสูงขึ้น และยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต”

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย


นายวรกาน ลิขิตเดชาศักดิ์ รองเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีเครือข่ายโทรคมนาคม
บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย)จำกัด

นายวรกาน ลิขิตเดชาศักดิ์ รองเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีเครือข่ายโทรคมนาคม บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือในการเปิดตัวบริการ OTN Premium Private Line ระหว่าง CAT และหัวเว่ย ยังช่วยตอบรับการเตรียมตัวของภาคธุรกิจและภาครัฐในประเทศไทยที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นอย่างเต็มรูปแบบในปี 2020 ซึ่งจะต้องอาศัยการเชื่อมต่อระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ผ่านบริการคลาวด์ที่มีความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น เพื่อรองรับการส่งต่อข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะข้อมูลจากแอปพลิเคชันที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าความหน่วง (latency sensitive application) ระหว่างสำนักงานใหญ่และสาขาย่อยขององค์กรประเภทธนาคาร โรงพยาบาล เป็นต้น

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย

ทั้งนี้เครือข่าย OTN Premium Private Line network จะมีฟีเจอร์หลัก 3 แบบดังนี้:

  1. เครือข่าย OTN แบบครบวงจรที่ให้ท่อนำส่งข้อมูลที่แยกจากเครือข่ายอื่น ๆ อย่างแท้จริง
  2. โครงข่ายใยแก้วนำแสงและเทคโนโลยี ASON (Automatically Switched Optical Network) เพื่อป้องกันการต่อต้านเส้นใยที่ตัดกันหลายๆ เส้นใย
  3. การนำเอาเทคโนโลยี Network Cloud Engine (NCE) มาใช้เพื่อการบริหารจัดการและควบคุมเครือข่ายแบบอัจฉริยะ

โดย OTN Premium Private Line ของ CAT และหัวเว่ยจะเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ด้านการเชื่อมต่อระหว่างฐานข้อมูลในองค์กรผ่านคลาวด์ ช่วยเสริมให้องค์กรนั้นๆ ดำเนินธุรกิจได้อย่างปลอดภัย เสถียร และมีประสิทธิภาพ โดยมีอัตราที่จะเกิดปัญหาของระบบต่ำถึง 0.01%”

ความโดดเด่นของบริการ OTN Premium Private Line ครอบคลุมประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้น, ค่าความหน่วง (Latency) ที่ต่ำลง ในขณะที่แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้น รวมไปถึงมีความยืดหยุ่นของเครือข่ายที่สูง จึงเหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการเครือข่ายความเร็วสูงที่น่าเชื่อถือและมีความปลอดภัยสูง เช่น สนามบิน, ธนาคาร, โรงพยาบาล, หรือองค์กรภาครัฐ เป็นต้น โดยเมื่อเทียบกับ Private Line แบบเก่า OTN Premium Private Line ตัวนี้จะมอบแบนด์วิดท์ที่เสถียรกว่า มีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 99.99% และสามารถปรับแต่งการใช้งานได้ตามต้องการ

Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง วางขายแล้ว!

ไมโครซอฟต์ (ประเทศไทย) ประกาศวางจำหน่าย 2 ผลิตภัณฑ์ Surface ใหม่ ทั้ง Surface Laptop 3 แล็ปท็อปดีไซน์เพรียวบางและเรียบหรู และ Surface Pro 7 แท็บเล็ตและแล็ปท็อปแบบ 2-in-1 โดยทั้ง 2 รุ่นถูกออกแบบมาเพื่อคนทำงานในยุคดิจิทัล ที่มีให้เลือกตามลักษณะการใช้งานเฉพาะตัว ทำงานได้หลายรูปแบบ และตอบสนองการทำงานได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย รวมทั้งยังมีศักยภาพที่เหนือกว่าเดิมด้วยโปรเซสเซอร์รุ่นล่าสุดอย่าง Intel® Core 10th Gen

Surface Laptop 3

Surface Laptop 3 เป็นผลิตภัณฑ์แล็ปท็อปที่มีขนาดบางและน้ำหนักเบาเริ่มต้นเพียง 1,265 กรัม เหมาะสำหรับคนทำงานที่ต้องการใช้งานแล็ปท็อปที่พกพาได้สะดวก โดยมีให้เลือกด้วยกัน 2 ขนาด ได้แก่ หน้าจอ 13.5 นิ้วและหน้าจอ 15 นิ้ว มีการอัปเกรดแทร็คแพดให้มีขนาดใหญ่ขึ้น 20% ลำโพงแบบ Omnisonic Speaker ที่ซ่อนอยู่ภายใต้คีย์บอร์ด รวมทั้งเสริม USB-C เข้ามาใช้งานร่วมกับ USB-A อีกด้วย มีฟีเจอร์ Fast Charging ที่ช่วยให้ชาร์จแบตได้ถึง 80% ภายใน 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ หากมีบริการหลังการขายที่ต้องส่งเครื่องเข้าศูนย์ ก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ถอดฮาร์ดไดร์ฟออก เพื่อเก็บรักษาข้อมูลการทำงานเอาไว้ได้อีกด้วย

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง

Surface Laptop 3 รุ่น 15 นิ้วมีตัวเลือกโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 5

สำหรับ Surface Laptop 3 รุ่น 15 นิ้วที่จำหน่ายในร้านค้าปลีก จะได้รับโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 5 ที่เป็นรุ่นเฉพาะสำหรับบน Surface Laptop 3 เสริมพลังกราฟฟิกสำหรับเล่นเกมอีกด้วย (แต่หากซื้อกับช่องทางจำหน่ายทางธุรกิจ จะได้รับเป็น Intel® Core 10th Gen แทน)

ราคาของ Surface Laptop 3

Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว (สีดำด้านและแพลทินัม)
 Intel i5 / 8GB RAM / 128GB SSD34,990.-
 Intel i5 / 8GB RAM / 256GB SSD44,990.-
 Intel i7 / 16GB RAM / 256GB SSD52,990.-
Surface Laptop 3 15 นิ้ว (สีดำด้าน)
 AMD R5 / 8GB RAM / 256GB SSD49,990.-
วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง


2 วัสดุคีย์บอร์ดให้เลือก ทั้งผ้าอาคันทาร่านุ่มๆ หรือโลหะสีดำ

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง


พอร์ตให้ใช้งานทั้ง USB-A, USB-C และ 3.5mm

Surface Pro 7

Surface Pro 7 เป็นแท็ปเล็ตขนาดหน้าจอ 12.3 นิ้วที่สามารถใช้งานเป็นแล็ปท็อปได้แบบ 2-in-1 ด้วยการใช้งานร่วมกับ Signature Type Cover แป้นพิมพ์คีย์บอร์ดรุ่นใหม่ที่ได้เสริมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเข้ามาเสริมด้านความปลอดภัย หรือกล้อง Infrared ที่สามารถใช้ Face Unlock ได้ทุกสภาพแสง มี Kick Stand ที่สามารถปรับให้แท็บเล็ตตั้งได้ในทุกองศา ด้านประสิทธิภาพ Surface Pro 7 มาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ 10th Gen ที่ทำงานเร็วกว่าดีไวซ์รุ่นก่อนๆ ถึง 2.3 เท่า และด้านการทำงานกราฟฟิก Surface Pro 7 รุ่น Intel i5 ยังมาพร้อมกับ Intel Iris Plus เช่นเดียวกับรุ่น i7 อีกด้วย มีให้เลือกด้วยกัน 2 สีคือ สีดำด้านและแพลทตินัม

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง

ถึงแม้จะเป็นแท็บเล็ตที่มีขนาดบาง และน้ำหนักเพียง 775 กรัม แต่ก็มีพอร์ตให้ใช้งานครบถ้วนทั้ง USB-A, USB-C และ Surface Connect รองรับการใช้งานร่วมกับ Surface Pen สำหรับการจดไอเดียหรือสร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายยิ่งขึ้น รวมไปถึง Arc Mouse ที่เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

ราคาของ Surface Pro 7

Surface Pro 7 (สีดำด้านและแพลทินัม)
 Intel i5 / 8GB RAM / 128GB ROM29,990.-
 Intel i5 / 8GB RAM / 256GB ROM40,990.-
 Intel i7 / 8GB RAM / 256GB ROM49,990.-
 Intel i7 / 16GB RAM / 512GB ROM64,990.-

ฟีเจอร์เด่นทั้งบน Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7

Instant-On พร้อมใช้งานตลอดเวลา

เพื่อตอบรับแนวคิดการทำงานได้ตลอดทุกที่ทุกเวลา Surface ทั้ง 2 รุ่นจึงมีฟีเจอร์ Instant-On ที่พร้อมใช้งานทุกที่ทุกสถานการณ์ ไม่ต้องรอบูทเครื่องเปิดใหม่ทุกครั้ง และมีระบบประหยัดพลังงานเมื่อพับเก็บ

Studio Mics

ทั้ง 2 รุ่นมี Studio Mics ไมโครโฟนคู่ติดตั้ง ไว้ให้สามารถใช้งาน Conference Call ด้วยเสียงการสนทนาที่คมชัด ในทุกสถานการณ์ อย่างเช่นการนำอุปกรณ์ไปใช้งานในร้านกาแฟ ซึ่งมีเสียงรบกวนภายนอกมากกว่าห้องประชุมในที่ทำงาน

ราคาของอุปกรณ์เสริมสำหรับ Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7


Surface Arc Mouse

Surface Pen

Signature Type Cover

Surface Dock
อุปกรณ์เสริม
 Surface Arc Mouse (สีฟ้า แดง ดำ และแพลทินัม)2,600.-
 Surface Pen (สีฟ้า แดง ดำ และแพลทินัม)3,900.-
 Signature Type Cover สำหรับ Surface Pro 7 (สีฟ้า แดง ดำ และแพลทินัม)5,790.-

สถานที่จัดจำหน่ายทั้ง Surface Pro และ Surface Laptop

Surface Laptop 3, Surface Pro 7 และอุปกรณ์เสริมของ Surface พร้อมวางจำหน่ายแล้วผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของไมโครซอฟท์ ได้แก่ Banana IT, IT City, JIB, Lazada-Microsoft flagshop store, Shopee-Microsoft Authorized Store รวมทั้งช่องทาง Add in Business และ Ciphermed สำหรับลูกค้าภาคธุรกิจ

Surface Pro X’s Sneak Preview

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง

นอกจากการเปิดตัว Surface ทั้ง 2 รุ่นข้างต้นแล้ว ภายในงานยังมีการเผยโฉม Surface Pro X แท็บเล็ตหน้าจอขนาด 13 นิ้วที่บางเฉียบเพียง 7.3 มิลลิเมตร มีคีย์บอร์ดรุ่นล่าสุด Surface Pro X Signature Keyboard ที่มาพร้อมช่องเก็บปากกา Slim Pen ในตัว สามารถเก็บหรือหยิบใช้ได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ Surface Pro X ยังมีโปรเซสเซอร์ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ จากการที่ทางไมโครซอฟท์ทำงานร่วมกับ Qualcomm อีกด้วย

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง


Surface Pro X กับขอบจอที่บางเฉียบ

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง


Signature Keyboard ที่มาพร้อมกับช่องเก็บ Slim Pen

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง


ฮาร์ดไดรฟ์ที่สามารถถอดได้ด้วยตนเอง

Disruption Technology & Digital Transformation คนทำธุรกิจต้องเจอ!

ทุกวันนี้ความเร็วในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆ ด้านทั้งด้านการใช้ชีวิต, การกิน, การอยู่อาศัย, การเดิน, การนอน จากคนที่อ่านหนังสือพิมพ์ในตอนเช้าก็เปลี่ยนพฤติกรรมมาอ่านข่าวในออนไลน์ จากการเดินทางโดยใช้แผนที่แบบกระดาษ ก็เปลี่ยนมาเป็นการใช้โปรแกรมนำทางที่ระบุตำแหน่ง จากเดิมดูทีวีระบบแอนะล็อกก็เปลี่ยนมาดูในมือถือ หรือเว็บผู้ให้บริการสื่อในรูปแบบอื่นๆ ในกรณีเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็สามารถเอาโทรศัพท์มือถือถ่ายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วส่งให้ผู้คนดูได้เลย จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามาในชีวิตเราอย่างไม่รู้ตัวแล้วพัฒนาอย่างรวดเร็ว

แต่การเข้ามาของเทคโนโลยีก็ทำให้อะไรบางอย่างหายไป อย่างเช่น การเข้ามาของกล้องดิจิตอลส่งผลให้ธุรกิจขายฟิล์มและร้านอัดรูปต้องเจอกับภาวะยอดขายตกลง หรือการเกิดขึ้นของ OTT (Over The Top) คือผู้ให้บริการสื่อผ่านระบบอินเทอร์เน็ต อธิบายง่ายๆ คือทุกคนสามารถดูรายการหรือฟังเพลงที่ชอบ เวลาไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ จนทำให้ช่องทีวี หรือ หนังสือพิมพ์ปิดตัวไปอย่างรวดเร็ว จากเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างมา ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า Digital Disruption อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด

Disruption Technology & Digital Transformation  คนทำธุรกิจต้องเจอ!


Moore’s Law Source : World Economic Forum

โดยตามหลักการ ทฤษฎีของ มัวร์ (Moore’s Law) กล่าวไว้ว่า คอมพิวเตอร์จะเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว ทุกๆ สองปี อย่าไปติดกับคำว่าคอมพิวเตอร์เหมือนคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะนะครับ คอมพิวเตอร์ในที่นี้หมายถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างใกล้ๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น มือถือ กล้อง นาฬิกา แว่นตา รถยนต์

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมการเป็นอยู่ การทำธุรกิจก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากการขายแบบเดิมๆ ที่ต้องไปยังสถานที่หนึ่งเพื่อการทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน ลูกค้าต้องเดินทางเพื่อไปซื้อของ ก็สามารถสั่งได้ผ่านโปรแกรมที่อยู่ในอุปกรณ์ใกล้ๆ ตัวได้เลย ใกล้ตัวกว่านั้นการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงิน จากที่ต้องไปสาขาเพื่อรับบัตรคิวเพื่อทำธุรกรรม หรือเดินไปตู้กดเงินสดเพื่อกดเงินออกมาซื้อของ ก็ใช้เป็นการโอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีที่ทันสมัยนี่แหละที่จะเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล

การทำธุรกิจในยุค 2020

จากโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คนที่ทำธุรกิจอยู่แล้ว หรือคนที่อยากทำกิจการใหม่ๆ อาจจะต้องรีบปรับตัวให้ทันสมัย เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ตรงนี้ผมมีตัวอย่างน่าสนใจอันหนึ่งอยากยกตัวอย่างให้ฟัง มีป้าขายข้าวผัดคนหนึ่งร้านอยู่ริมทางเป็น SME เล็กๆ ทุนในการทำธุรกิจ หลักพันบาทต่อวัน ส่งลูกเรียนเพื่อไม่อยากให้ลูกชายลำบาก เหมือนตนเอง แต่พอลูกชายเรียนจบ ก็ตั้งใจมาช่วยงานแม่ ลูกชายบอกแม่ว่าร้านเราต้องลงทุนด้านเทคโนโลยี คุณแม่เจ้าของร้านพูดเต็มสองหูผมเลย  “จะบ้าหรือเปล่า? ร้านขายข้าวข้างทางมันห่างไกลจากการเอาเทคโนโลยีมาใช้ เสียเวลาจริงๆ” สุดท้ายลูกชาย เริ่มทำแบรนด์ดิ้งลงสื่อโฆษณาออนไลน์ ไปลงทะเบียนกับผู้ให้บริการส่งอาหาร รีวิวอาหารร้านของตัวเอง ต่อมาขายดีมาก จนต้องจ้างคนมาทำกับข้าว รายได้หลายหมื่นบาทต่อวัน คุณแม่จากที่ต้องผัดข้าวจนปวดมือ ต้องกลายมาเป็น นั่งนับเงินจนปวดแขนแทน เห็นไหมครับ จากธุรกิจที่ไม่น่าจะเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ได้ กลับกลายเป็น ธุรกิจที่เจริญรุ่งเรืองเพราะเทคโนโลยีจริงๆ การทำเทคโนโลยีมาใช้ในลักษณะนี้ เรียกว่า Digital Transformation

หลายๆ คนคงได้ยินคำว่า Digital Transformation มาบ้าง (บางที่เรียก DT บางที่เรียก DX) บางครั้งก็มาในรูปแบบของ Social Media บางครั้งก็มาในรูปแบบของ โปรแกรมพิมพ์งาน, ทำตารางสรุปในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่จริงๆ แล้ว การทำ Digital Transformation ในมุมของการทำธุรกิจ จริงๆ แล้วมันคือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพิ่มมูลค่าของทรัพยากรทุกอย่างในองค์กร ทำให้องค์กรทุกขนาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนจะน้อยลง รายได้มากกว่าเดิม โดยใช้เทคโนโลยีแบบต่างๆ เข้ามาจัดการงานที่ทำ ลดกระบวนการการใช้ทรัพยากร 

Disruption Technology & Digital Transformation  คนทำธุรกิจต้องเจอ!


ระบบจัดการคลังสินค้าอัตโนมัติ ที่บริษัทขนส่งระดับโลกนำมาใช้

ยกตัวอย่างจากจีนนะครับ ธุรกิจสายการผลิต ก็สามารถนำหุ่นยนต์, เครื่องจักรกลเข้ามาทำงานแทนแรงงาน ที่จีนมีโรงงานที่เรียกว่า “Dark Factory” ใจเย็นๆ ครับไม่ใช่โรงงานผิดกฎหมาย แต่เป็นโรงงานที่ไม่ต้องเปิดไฟทำงาน เพราะในโรงงานใช้เครื่องจักรแขนกล 100% ในการทำงาน เมื่อใช้เครื่องจักร ก็ไม่ต้องใช้แสงสว่างในการทำงาน ใช้เพียงคนคุมงานไม่กี่คนคอยคุมระบบ หรือจะเป็นหุ่นยนต์ที่คอยจัดของในโกดังสินค้าที่มีความสามารถเท่ากับ คนจำนวนมาก อันนี้เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้นะครับ ต่างประเทศทำกันหมดแล้ว แล้วธุรกิจคุณล่ะ?

ธุรกิจเดิมมีรายได้ และระบบงานที่ดีอยู่แล้วจะเปลี่ยนทำไม?

ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ Digital Transformation จุดมุ่งหมายของมันคือ ทำธุรกิจให้เร็วกว่าเดิม ขายได้ 24 ชั่วโมง กลุ่มลูกค้ากว้างมากขึ้น รายได้มากขึ้น แถมประกันความเสี่ยงของธุรกิจไม่ให้ติดขัดเพราะระบบงานไปยึดติดกับ “คน” อีกด้วย จากที่เคยถามคำถามนี้กับคนทำธุรกิจ 99% บอกว่าสนใจ 

ผมได้มีโอกาสได้เข้าไปคุยกับ คนทำธุรกิจขายอะไหล่รถยนต์เก่าเจ้าหนึ่งย่านบางนา เจ้าของอายุ 70 กว่าๆ อยากปรับปรุงระบบ การทำงานให้ดีขึ้น ปัญหาใหญ่ที่สุดหลังจากพูดคุยคือ มีแต่ตนเองและลูกชายเท่านั้น ที่รู้ว่าอะไหล่ชิ้นที่ลูกค้าต้องการ อยู่ตรงไหน วันไหนเจ้าของและลูกชาย ไม่ว่างพร้อมกัน ไม่มีใครสามารถหาอะไหล่ให้ลูกค้าได้เลย ถ้าจะหาเจอต้องใช้เวลานานมาก ร้านอะไหล่เจ้านี้จึงนำระบบ WMS (Warehouse Management System) เข้ามาใช้ ทำให้ลดเวลาและหน้าที่ แถมเอาระบบ ChatBot มาใช้สามารถตอบคำถามลูกค้าที่หาอะไหล่ ผ่านสื่อออนไลน์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากนำระบบมาใช้ ทุกวันนี้ เจ้าของนอนอยู่บ้าน วาดรูป ออกไปถ่ายรูป ออกกำลังกาย ใช้เวลาไปทำในสิ่งที่ตนเองชอบ แต่ยังรู้รายได้ ยอดขาย และปัญหาของบริษัทได้ตลอดเวลา แถมยอดขายก็เพิ่มขึ้นด้วย หาของมาขายไม่ทันเลยทีเดียว 

มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความเชื่อในความคิดเก่า ขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ที่เจอมานะครับ มีร้านขายเสื้อผ้านำเข้าจากจีน ย่านประตูน้ำ เจ้าของเจอปัญหายอดขายตกลง เห็นเพื่อนขายของไปต่างประเทศ เลยอยากได้ระบบการขายผ่านออนไลน์มาใช้บ้าง ความลำบากของการทำงานกับเจ้านี้คือ ไม่เก็บข้อมูลให้อยู่รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เลย ไม่มีระบบจัดการบริหารหลังบ้าน ไม่รู้ว่าสินค้าเหลือเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าสินค้าที่เหลืออยู่ตรงไหน และจะไม่จดบันทึกใดๆ เพราะมองว่าเสียเวลา เด็กคนงานต่างชาติเป็นคนรู้แค่คนเดียวว่าสินค้าอยู่ตรงไหน เก็บของไม่เป็นที่เป็นทาง สินค้าตัวเดียวกันก็เก็บคนละที่เพราะมาคนละรอบการสั่งของ แต่เจ้าของก็อยากขายของออนไลน์ เพราะคิดว่าการขายของออนไลน์ คือการเอาสินค้ามากางแล้วเอาโทรศัพท์มาถ่าย LIVE ขายเพื่อให้มียอดที่ดีขึ้น ทำไม่ได้ครับเพราะยังยึดติดกับความเชื่อเดิม

Digital Transformation ภาครัฐ

โลกที่เปลี่ยนแปลงด้วย Disruption Technology รัฐบาลไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ ได้มีการวางนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อรองรับสิ่งที่จะเกิดในอนาคต ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย จากนโยบายนี้ จะทำให้ประเทศไทย เปลี่ยนจากประเทศที่ทำสินค้าเชิงโภคภัณฑ์ ไปเป็นประเทศที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศ เน้นการบริโภคสินค้าแทนการผลิตสินค้า ตรงนี้อย่าเข้าใจผิดว่าเราจะเลิกผลิตสินค้าเกษตรนะครับ แต่ทิศทางคือเอานวัฒกรรมมาเพิ่มมูลค่าเกษตรกรรมให้ได้ผลผลิตมากขึ้นในต้นทุนต่ำลง เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้นตามหลัก, เปลี่ยน SMEs ให้กลายเป็น Smart Enterprises, เปลี่ยน Traditional Services มาเป็น High Value Services เปลี่ยนแรงงานที่มีทักษะน้อย มาเป็นแรงงานทักษะสูงซึ่งตอนนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมมือกับภาคเอกชน ได้เริ่มงานฝึกอบรมทักษะเชิงดิจิทัลไปเรียบร้อยแล้ว จากเรื่องที่กล่าวมายังมีนโยบายด้านอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีมาจัดการครบทุกด้าน

Disruption Technology & Digital Transformation  คนทำธุรกิจต้องเจอ!


การวางโครงข่ายเน็ตประชารัฐเพื่อให้คนไทยทั้งประเทศมีอินเตอร์เน็ตใช้ทุกหมู่บ้าน

อีกทั้งทางรัฐบาลยังได้มอบหมายให้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Ministry of Digital Economy and Society) ให้วางรากฐานโครงข่ายระดับประเทศ และระบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนนโยบายนี้แบบเต็มที่ ไทยแวร์เคยได้เขียนเรื่องนี้ไว้ อ่านที่นี่ จากนโยบายที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจเลยกับเรื่องนี้ จัดหนักจัดเต็มกันเลยทีเดียว

นอกจากนโยบายใหญ่ๆ ตามที่กล่าวมา ในหน่วยงานราชการ ก็ยังมีการพัฒนาระบบเพื่อบริการประชาชน แบบรวดเร็ว ใช่ครับ รวดเร็ว ตามนโยบาย Thaialnd 4.0 จริงๆ มาดูตัวอย่างกัน

  1. National single windows เป็นโครงการช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า พัฒนาบริการศุลกากรจากระบบเอกสารกระดาษเป็นระบบการแลกเปลี่ยนเอกสารในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Data Interchange: EDI และสามารถให้บริการระบบ EDI ทั่วประเทศ ทำงานร่วมกันในระดับภูมิภาคโครงการนี้ เป็นต้นแบบเพื่อใช้ร่วมกัน 9 ประเทศ ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสะดวกขึ้น ช่วยให้การนำเข้า-ส่งออก สินค้าเป็นเรื่องง่ายต่อผู้ประกอบการ
  2. ใบขนสินค้าน้ำตาล ลดระยะเวลาที่ส่งเอกสาร ผู้ประกอบการน้ำตาลสามารถทำงาน ได้โดยไม่ต้องยื่นเอกสารกระดาษ เชื่อมโรงงานทั้งหมด เข้ากับระบบของ สำนักงานอ้อยและน้ำตาล (ส.อ.น.)
  3. E-Tax Invoice & Receipt (ETDA ทำร่วมกับสรรพากร) ผู้ประกอบการรายได้น้อยกว่า 30 ล้านสามารถทำ Electronic Document ระบบภาษีได้ ETDA ทำ Timestamp โดยระบบที่ใช้ในปัจจุบัน จากที่ใช้เวลา 7 วันเหลือน้อยกว่า 1 วัน (จะเหลือระดับนาทีในอนาคต)

นี่คือตัวอย่างที่ภาครัฐเริ่มทำ Digital Transformation อย่างจริงจังและเต็มระบบ ขนาดภาครัฐยังตื่นตัวขนาดนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่นอนครับ

Digital Transformation ภาคเอกชน

ตอนนี้หลายๆ คนคงเกิดคำถามว่า อยากจะเริ่มศึกษาวิธีการปรับองค์กรให้ทำงานรวดเร็วขึ้น ต้องเริ่มจากจุดไหนแบบง่ายๆ เลยครับคือ เอาความคิดที่ว่า ทำไม่ได้หรอก ออกจากหัว แล้วเขียนแผนการทำงานให้ชัดเจน ว่าทำอะไร ที่ไหน อย่างไร สิ่งอะไรสำคัญต่อธุรกิจจริงๆ ตัดระบบการทำงานที่ไม่จำเป็นออก แล้วหาเทคโนโลยีมาจัดการทำงานนั้นๆ ตามแผนงานที่เขียนไว้ เตรียมพัฒนาคนให้พร้อมกับการใช้งานระบบ อันนี้เป็นขั้นตอนง่ายๆ ในการทำ Digital Transformation 

การทำธุรกิจ จะแบ่งเป็นส่วนหลักๆ คือ ธุรกิจบริการ และ ธุรกิจการผลิต ขออธิบายกว้างๆ ก่อนแล้วกันนะครับ ธุรกิจชนิดแรก ธุรกิจบริการ เป็นธุรกิจ ที่ให้บริการทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะ ส่งของ ร้านขายของชำ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซ่อมรถ ฯลฯ แนวการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของธุรกิจบริการก็คือ ให้บริการแบบเต็มที่ เช่นการดูแลลูกค้า การตอบลูกค้า ติดตามสินค้าที่กำลังส่ง เสนอโปรโมชันของที่ลูกค้าซื้ออยู่ประจำ อีกแนวการทำธุรกิจคือ ธุรกิจการผลิต การทำธุรกิจแนวนี้เน้นคุณภาพของสินค้าเป็นหลัก เช่น โรงงานผลิตขนมปัง โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ จุดมุ่งหมายของธุรกิจการผลิตคือ ทำสินค้าให้มีคุณภาพ ตรงตามเวลา ก็ใช้ โปรแกรมด้าน QC QA มาพัฒนาคุณภาพของสินค้าที่ผลิต เป็นต้น

การยกตัวอย่างข้างต้น เป็นการยกตัวอย่างแบบคร่าวๆ เท่านั้นนะครับ ยังมีระบบงาน และโปรแกรมที่สามารถเข้ามาลดการทำงานและเพิ่มมูลค่าได้อีกมากมายหลายระบบ ทั้งนี้ผมแนะนำว่า ถ้าจะให้เจาะลึกไปกว่านี้ คงต้องเอาแผนธุรกิจนั้นๆ มากางบนโต๊ะ แล้ววิเคราะห์กันอย่างละเอียดกันอีกที

พัฒนาองค์กรสู่ยุค Digital อย่างแท้จริง

Mega Trend อย่าง Digital Disruption จนต้องทำให้เกิด Digital Transformation เพื่อพัฒนาองค์กร ให้ตอบรับโลกที่หมุนรวดเร็ว ไม่มีใครจะหนีไปจากเหตุการณ์นี้ไปได้ คนทำธุรกิจต้องเตรียมปรับตัวให้ทัน จากตัวอย่างที่ยกมาบอกได้เลยว่า ทุกคนไม่สามารถหนีการ Digital Disruption ได้เลย สิ่งที่เราควรทำคือการปรับตัว เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้น นำมาประยุกต์ใช้ ถ้าไม่มีการปรับตัว ทั้งตัวเราเองและธุรกิจที่ทำก็จะสู้คนอื่นไม่ได้ และต้องปิดหรือหยุดกิจการไปในที่สุด
ที่มา : www.parliament.go.th , excise.go.th