Samsung เผย COVID-19 ทำยอดกำไรในไตรมาสแรกเติบโตน้อยที่สุดในช่วง 5 ปี

ทางบริษัท Samsung ได้ออกมาเผยตัวเลขผลกำไรในช่วง ไตรมาสแรกของปี 2020 นี้ว่า ทางบริษัททำกำไรจากยอดขายรวม 55 ล้านล้านวอน (กว่า 1,400 ล้านบาท) และกำไรจากการดำเนินงานอื่นๆ โดยรวม 6.4 ล้านล้านวอน (ประมาณ 172 ล้านบาท)

Samsung เผย COVID-19 ทำยอดกำไรในไตรมาสแรกเติบโตน้อยที่สุดในช่วง 5 ปี

ภาพจาก : https://bit.ly/3bTBTfR

ซึ่งเมื่อเทียบกับผลกำไรในไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา (2019) แล้วก็พบว่ายอดขายในไตรมาสแรกของปีนี้มีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ในขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอื่นๆ เพิ่มขึ้นราว 3% แต่ถึงแม้ว่าทางบริษัทจะยังสามารถทำกำไรได้ในช่วงเวลาที่มีการระบาดของ COVID-19 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทาง Samsung จะไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสในครั้งนี้ เพราะจากสถิติของบริษัทก็พบว่าในไตรมาสแรกของปี 2020 นั้นมี อัตราการเติบโตของกำไรน้อยกว่าทุกๆ ปี ในรอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานี้

“อุปสงค์ (ความต้องการซื้อ) ของตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างสมาร์ทโฟน, รถยนต์ หรืออุปกรณ์อื่นๆ นั้นตกลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ยังคงมีความรุนแรงอยู่ก็คาดว่ามันน่าจะกระทบต่อยอดขายในครึ่งหลังของปีนี้อย่างมากเลยทีเดียว” Kim Young-woo นักวิเคราะห์ของบริษัท SK Securities (บริษัทบริหารจัดการความเสี่ยงในเกาหลี) กล่าว

นอกจากนี้แล้ว จากการระบาดของ COVID-19 นี้ก็ทำให้ทางบริษัทตัดสินใจ ปิดโรงงาน ไปแห่งหนึ่งหลังจากที่มีพบว่าพนักงานคนหนึ่งภายในโรงงานติดเชื้อ COVID-19 และสั่ง ชะลอการผลิต ของโรงงานต่างๆ ทั้งในประเทศเกาหลีใต้, อินเดีย บราซิล รวมทั้ง ปิดร้านค้า บางแห่งภายในทวีปยุโรปและอเมริกาลง คาดว่าหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นในอีกสองไตรมาสนี้ยอดกำไรก็คงจะตกลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากการผลิตที่ล่าช้าและความต้องการซื้อของผู้บริโภคก็ลดน้อยลงตามไปด้วยนั่นเอง

กสทช. แจกเน็ตมือถือฟรี 10 GB อัพเน็ตบ้าน 100 Mbps. ช่วยคนไทยสู้ COVID-19 เริ่ม 10 เม.ย.

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือ ประชาชนช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 โดยการแจกฟรีอินเทอร์เน็ตมือถือ 10 GB และอัพอินเทอร์เน็ตบ้านความเร็ว 100 Mbps ให้ประชาชนใช้เป็นเวลา 30 วัน ไม่ต้องลงทะเบียนใดๆ ขอรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 10-30 เมษายน 2563 

ขั้นตอนการรับสิทธิอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ จาก กสทช.

  1. กด *170* ตามด้วยหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และเครื่องหมาย #
  2. กดโทรออก
  3. รอตรวจสอบสิทธิ์ ประมาณ 5 นาที และรับ SMS ยืนยันการใช้งาน ใช้ฟรี 30 วัน นับจากวันที่ขอ

สามารถขอรับสิทธิ์ได้ภายในวันที่ 10-30 เมษายน พ.ศ. 2563 โดยมีข้อจำกัดคือเฉพาะผู้มีสัญชาติไทยเท่านั้นและ นิติบุคคลจะไม่ได้รับสิทธิ์ ซึ่งผู้ใช้บริการ 1 คน จะได้รับสิทธิ์เพียง 1 เบอร์โทรศัพท์เท่านั้น หากมีเบอร์ติดต่อหลายเครื่อง ต้องเลือกรับสิทธิ์แค่เครื่องเดียว

สำหรับอินเตอร์เน็ตบ้านผู้ให้บริการจะอัพสปีดให้สูงสุดเท่าที่จะทำได้ ทันทีตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 2563 เป็นระยะเวลา 30 วัน ซึ่งหากเป็นอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ทูดิเอ็ก ความเร็วที่ได้สูงสุดคือ 100 Mbps เลยทีเดียว

Facebook เปิดแพลตฟอร์ม We Think Digital Thailand ช่วยผู้ใช้สังเกตข่าวปลอมช่วง COVID-19

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้กระจายไปยังทั่วโลก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บริโภคชาวไทยต้องรู้เท่าทันและรับข่าวสารที่ถูกต้อง รู้จักพิจารณาข้อมูลต่างๆ ที่แชร์กันบนโลกออนไลน์ ข้อมูลที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบและไม่เป็นความจริงสามารถก่อให้เกิดความสับสนได้ และที่ร้ายแรงที่สุดคืออาจก่อให้เกิดความหวาดกลัวและความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ Facebook จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตร ด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ตลอดถึงการประสานงานกับองค์การอนามัยโลกและองค์กรต่างๆ มากมาย ในการเตรียมพร้อมรับมือเพื่อป้องกันการเผยแพร่ข่าวปลอม พร้อมให้คำแนะนำ 5 วิธี ช่วยให้ทุกคนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องร่วมมือกับพันธมิตรด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ในการเชื่อมผู้ใช้งานเข้ากับเนื้อหาที่เป็นการให้ความรู้ โดยจะปรากฏอยู่ด้านบนสุดของ News Feed ซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ อาทิ เว็บไซต์องค์การอนามัยโลก หรือหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ ในประเทศไทย Facebook จะแนะนำเว็บไซต์ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

Facebook เปิดแพลตฟอร์ม We Think Digital Thailand ช่วยผู้ใช้สังเกตข่าวปลอมช่วง COVID-19

นอกจากนี้ Facebook ประเทศไทยยังได้เปิดตัวโครงการ We Think Digital Thailand เป็นโปรแกรมที่ช่วยพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดีให้กับชาวไทย โดยครอบคลุมหัวข้อการเรียนรู้ต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ตคืออะไร ลายมือดิจิทัลของคุณ การเป็นนักคิดเชิงวิเคราะห์ รวมถึงเคล็ดลับการสังเกตข่าวปลอม หากท่านสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรม We Think Digital Thailand และโมดูลเรียนรู้ต่างๆ สามารถเยี่ยมชมไมโครไซต์ได้ที่ wethinkdigital.fb.com/th

ภายใต้หัวข้อเคล็ดลับการสังเกตข่าวปลอมนี้ Facebook ได้รวบรวมเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้ชาวไทยสังเกตข่าวปลอมบนโลกออนไลน์ได้รอบคอบยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างชุมชนดิจิทัลให้ได้รับข้อมูลและข่าวสารที่ครบถ้วนถูกต้องอีกด้วย

เคล็ดลับ 5 ขั้นตอนช่วยตรวจสอบข้อมูลต่างๆ บนหน้าฟีดได้ก่อนแชร์

Facebook เปิดแพลตฟอร์ม We Think Digital Thailand ช่วยผู้ใช้สังเกตข่าวปลอมช่วง COVID-19

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบลักษะของโพสต์

สังเกตวิธีพาดหัวข่าว ข่าวปลอมส่วนใหญ่มักใช้คำพาดหัวข่าวที่เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกหรือใช้เทคนิคเพื่อดึงดูดความสนใจ เช่น ใช้ภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด หรือการใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) จำนวนมาก หัวข้อข่าวที่ใช้ถ้อยคำแบบสุดโต่งหรือกล่าวอ้างเกินความเป็นจริง มักมีแนวโน้มเป็นข่าวปลอม

พิจารณาชื่อของเว็บไซต์หรือที่อยู่ของเว็บไซต์ (URL) เว็บไซต์ที่น่าสงสัยส่วนมากมักพยายามลอกเลียนแบบจากเว็บไซต์จริงโดยแทรกจุดแตกต่างเล็กน้อยเข้าไปแทน เช่น การใช้ตัวไอพิมพ์ใหญ่ (I) เพื่อแทนตัวแอลพิมพ์เล็ก (l) หรือการใช้เลขศูนย์ (0) แทนตัวโอ (o) หากคุณไม่มั่นใจ ให้เปิดหน้าต่างเบราว์เซอร์ขึ้นมาใหม่ จากนั้นให้ไปที่เว็บไซต์จริงและลองเปรียบเทียบ URL ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่

  • ในประเทศไทย ร้อยละ 71 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าพวกเขาอ่านบทความจนจบก่อนที่จะแชร์ต่อ
  

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบเว็บไซต์

เมื่อคุณตัดสินใจกดลิ้งก์แล้ว ให้วิเคราะห์ลักษณะหน้าเพจของบทความ ตรวจสอบชื่อของผู้เขียนแล้วค้นหาข้อมูลดูว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ โดยอาจพิจารณาจากบทความอื่นๆ ที่เขียนขึ้นโดยผู้เขียนคนเดียวกัน แนะนำให้อ่านข้อมูลในส่วน “เกี่ยวกับเรา” บนหน้าเว็บไซต์นั้นๆ เพื่อทำความรู้จักเว็บไซต์หรือองค์กรนั้นให้มากขึ้น

 เคล็ดลับเพิ่มเติม

  • บ่อยครั้งที่ข่าวปลอมส่วนใหญ่จะใส่วันที่คลาดเคลื่อน สะกดคำผิด จัดวางข้อความแปลกๆ รวมถึงใช้รูปหรือวิดีโอที่ถูกปรับแต่ง ในบางครั้งรูปภาพนั้นอาจเป็นรูปภาพจริง แต่ถูกนำมาเปลี่ยนแปลงบริบท คุณสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับภาพนั้นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันถึงที่มาของภาพนั้น

ขั้นตอนที่ 3: สังเกตบุคคลอ้างอิงในบทความ

หากบทความมีการกล่าวอ้างอิงหรือยกคำพูดของผู้เชี่ยวชาญมา แต่ไม่มีการกล่าวชื่ออย่างชัดเจน เช่น “ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งกล่าวว่า…” ในกรณีนี้ อาจบ่งบอกได้ว่าบทความดังกล่าวเป็นข่าวปลอม แนะนำให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวถึงนั้นเป็นความจริง โดยอาจดูเพิ่มเติมจากบทความหรืองานศึกษาอื่นๆ

  

ขั้นตอนที่ 4: เปรียบเทียบจากการพาดหัวข่าวและแหล่งข้อมูลอื่นๆ

ลองดูแหล่งข่าวอื่นว่ามีการรายงานข่าวเดียวกันหรือไม่ และตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น ข้อมูลจากการองค์การอนามัยโลก (WHO) หรือจากกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น ข้อมูลจะมีแนวโน้มความน่าเชื่อถือมากขึ้นหากมีแหล่งข่าวจำนวนมากรายงานถึง

ขั้นตอนที่ 5: รับฟังข้อมูลอย่างเป็นทางการล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จากองค์กรด้านสุขภาพและอนามัยของท้องถิ่นและนานาชาติเท่านั้น

เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคุณกำลังอ่านและแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องและได้รับการยืนยันแล้ว โดยสามารถติดตามการเคลื่อนไหวได้จากองค์กรดังต่อไปนี้

  • เว็บไซต์กรมควบคุมโรค
  • Facebook Page ของกระทรวงสาธารณสุข “ไทยรู้สู้โควิด”
  • เว็บไซต์องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • เว็บไซต์องค์การอนามัยโลกที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโควิด-19 ประจำประเทศไทย

ท้ายที่สุดแล้ว ชาวไทยทุกคนต่างต้องรู้จักการคิดเชิงวิเคราะห์เพื่อประเมินข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และเลือกแชร์เฉพาะข่าวที่มั่นใจได้แน่นอนว่ามีความน่าเชื่อถือเท่านั้น โดยใช้หลักการทั้งหมดด้านบนที่ได้แนะนำไป

Facebook เปิดแพลตฟอร์ม We Think Digital Thailand ช่วยผู้ใช้สังเกตข่าวปลอมช่วง COVID-19

หากพบโพสต์ใดๆ ที่นำเสนอเรื่องราวและข่าวปลอม อย่าลังเลที่จะกดรายงาน โดยคลิกที่เครื่องหมายจุดเล็กๆ 3 จุด (…) ที่ด้านมุมขวาบนของโพสต์ จากนั้นกด ค้นหาการสนับสนุนหรือรายงานโพสต์ และคลิกที่ ข่าวปลอม

สามารถไปที่ศูนย์ช่วยเหลือของ Facebook เพื่อดูรายละเอียดการรายงานโพสต์ต่าง ๆได้ที่ https://www.facebook.com/help/1380418588640631/

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับสังเกตข่าวปลอม

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/help/188118808357379

ที่มา :ข่าวฝากประชาสัมพันธ์

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

วันที่ 20 มีนาคม 2563 เอไอเอสผนึกกำลังไมโครซอฟท์ จัด LIVE สดผ่านเฟซบุ๊กแนะนำ “Working From Home In Practice” แพ็กเกจบริการและดิจิทัลโซลูชัน WORKING FROM HOME ในราคาประหยัดกว่า คุ้มค่ายิ่งกว่า สนับสนุนคนไทยทุกกลุ่ม ทั้งนักเรียน, นักศึกษา, กลุ่มคนทำงาน, เจ้าของกิจการ, องค์กรขนาดเล็กจนถึงใหญ่ ให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ติดขัด ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ประเดิมแถลงข่าวผ่าน Live Broadcast รูปแบบ VDO Conference ด้วยโปรแกรม Microsoft Teams สาธิตประโยชน์ของบริการที่ให้นำไปใช้จริงตั้งแต่วันนี้เป็ตต้นไป

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “เพื่อสนับสนุนการเดินหน้าทำงานของภาคธุรกิจและการทำงานของคนไทยในสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น เพื่อการทำงาน Work From Home อย่างมีประสิทธิภาพ เอไอเอส จึงร่วมมือกับพันธมิตร จัดแพ็กเกจ AIS WORKING FROM HOME ที่มีหลากหลายโซลูชัน ผสมผสานศักยภาพของเครือข่ายทั้งมือถือ 5G และ 4G รวมถึงเน็ตบ้าน AIS Fibre พร้อมขีดความสามารถของบุคลากร ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างสนับสนุนคนไทยทุกกลุ่ม ทั้งนักเรียน นักศึกษา กลุ่มคนทำงานออฟฟิศ, เจ้าของกิจการ, องค์กรขนาดเล็กจนถึงใหญ่ ให้เดินหน้าทำงาน ทำธุรกิจ หรือเรียนหนังสือได้อย่างไร้รอยต่อ ประกอบด้วย

แพ็กเกจ AIS สุดประหยัด รองรับ Work From Home

1.บริการ Unlimited Work Anywhere 

แพ็กเกจ on-top จากแพ็กปกติ ที่ให้ใช้งาน Office 365 บนมือถือได้ทุกที่ทุกเวลา เหมาะสำหรับคนทำงานทั่วไปและองค์กรธุรกิจที่ต้องการทำงานได้อย่างคล่องตัว ทุกที่ทุกเวลา

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

แพ็กเกจ Unlimited Work Anywhere ใช้งานเน็ตบน Microsoft office 365 และแอปฯ Zoom Video Conferencing ไม่อั้น (ไม่รวมค่าไลเซนส์) เพียง 99 บาทต่อเดือน  และสามารถใช้งานแพ็กได้ต่อเนื่อง 3 เดือน นับจากวันที่สมัคร สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจ Unlimited Next G Max Speed 50 GB เพียง 499 บาท/เดือน รับเน็ตความเร็วสูง 50 GB ต่อเดือน เพื่อเชื่อมต่อโลกออนไลน์ได้อย่างอิสระ พร้อมใช้งาน Office 365 และแอป Zoom Video Conferencing ไม่อั้น (ไม่รวมค่าไลเซนส์) สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 และสามารถใช้งานแพ็กเกจได้ต่อเนื่อง 3 เดือน นับจากวันที่สมัคร

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

พร้อมกันนี้ AIS ร่วมกับ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย มอบฟรี! ไลเซนส์ Office 365 – E1 ให้กับองค์กร และธุรกิจ SME ที่จดทะเบียนในนามนิติบุคคล ทุกราย ทุกเครือข่าย ไม่เฉพาะเครือข่าย AIS สามารถใช้งานฟรี! แบบไม่คิดค่าไลเซนส์นาน 6 เดือน พร้อมอำนวยความสะดวกในการติดตั้งแอปพลิเคชัน Microsoft Teams โปรแกรมสื่อสารอัจฉริยะ ฟรี! โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ลงทะเบียนรับไลเซน์ฟรี! ได้ที่ https://business.ais.co.th/workingfromhome/ โดย Office 365 – E1 เครื่องมือออฟฟิศเพื่อการทำงาน ที่ทุกออฟฟิศรู้จักกันดี และเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้พนักงานและทุกองค์กรสามารถ Work from Home ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ต่างจากนั่งทำงานในออฟฟิศจริงๆ

2.บริการ 5G/4G Fixed Wireless Access 

เปลี่ยนบ้านให้เป็นโฮมออฟฟิศความเร็วสูง ด้วยอุปกรณ์เราเตอร์กระจายสัญญาณ เหมาะสำหรับคนทำงานทั่วไปและองค์กรธุรกิจที่ต้องการ Work From Home

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

ครั้งแรกกับ 5G Home Broadband ด้วยอุปกรณ์เราเตอร์กระจายสัญญาณรุ่นใหม่ที่รองรับทั้งเครือข่าย 5G และ 4G ในราคาพิเศษ 8,900 บาท (จากปกติ 12,900 บาท) พร้อมสมัครแพ็กเกจรายเดือนเพียง 599 บาท (นาน 12 เดือน) รับสิทธิ์ใช้เน็ต 5G ความเร็วสูงสุด 50 GB และ 4G ความเร็วสูงสุด 100 GB จากนั้นใช้เน็ตต่อเนื่องไม่อั้นที่ความเร็ว 10 Mbps พร้อมใช้งาน Office 365 และแอป Zoom Video Conferencing ไม่อั้น (ไม่รวมค่าไลเซนส์) นาน 3 เดือน  สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 และสามารถใช้งานแพ็กได้ต่อเนื่อง นาน 1 ปี นับจากวันที่สมัคร

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

4G Home Broadband ราคาลดพิเศษ เหมาจ่ายครั้งเดียวเพียง 2,990 บาท/ปี (จากปกติ 4,990 บาท) รับสิทธิ์ใช้เน็ตไม่จำกัด ความเร็วสูงสุด 50 GB ในเดือนแรก และเน็ตต่อเนื่องไม่อั้นที่ความเร็ว 4 Mbps นาน 1 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม พร้อมใช้งาน Office 365 และแอป Zoom Video Conferencing ไม่อั้น  (ไม่รวมค่าไลเซนส์) นาน 3 เดือน สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 และสามารถใช้งานแพ็กได้ต่อเนื่อง นาน 1 ปี นับจากวันที่สมัคร

3.บริการ Fibre Working from Home

แพ็กเน็ตบ้านราคาพิเศษ รับสถานการณ์ COVID-19 เปลี่ยนบ้านให้เป็นโฮมออฟฟิศได้ง่ายๆ เหมาะสำหรับคนทำงานทั่วไปและองค์กรธุรกิจที่ต้องการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อทำงาน

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

· โปรโมชั่นพิเศษ สำหรับลูกค้าปัจจุบัน เอไอเอส ไฟเบอร์ ที่ใช้แพ็กเกจ 699 บาทขึ้นไป สามารถสมัครใช้แพ็กเสริม Speed Boost ในราคาเพียง 99 บาทต่อเดือน เพื่อเพิ่มสปีดเป็น 1 Gbps / 200 Mbps พร้อมฟีเจอร์ Speed Toggle สลับความเร็วดาวน์โหลด/อัปโหลดได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง หรือ แพ็กเกจต่ำกว่า 699 บาท สมัครแพ็กเสริม Speed Boost 59 บาทต่อเดือน เพิ่มสปีดเป็น 300 Mbps / 300 Mbps สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 และสามารถใช้งานแพ็กได้ต่อเนื่อง นาน 1 ปี นับจากวันที่สมัคร

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

· แพ็กเกจ AIS Fibre 100 Mbps /100 Mbps สำหรับลูกค้าใหม่ เอไอเอส ไฟเบอร์ เฉพาะลูกค้าที่จดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดาเท่านั้น ในราคาประหยัดเพียง 399 บาทต่อเดือน พร้อมซิม 4G MAX Speed 1 GB จากนั้นใช้งานต่อเนื่องที่ความเร็ว 128 Kbps และใช้งาน Office 365 และแอป Zoom Video Conferencing ไม่อั้น (ไม่รวมค่าไลเซนส์) นาน 3 เดือน สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 และสามารถใช้งานแพ็กได้ต่อเนื่อง นาน 1 ปี นับจากวันที่สมัคร

4. บริการโซลูชันพิเศษ

เพื่อการเข้าถึงและใช้งานแอปพลิเคชันในองค์กรได้จากทุกที่ เหมาะสำหรับองค์กรธุรกิจที่พนักงานต้องเข้าถึง Intranet และ Corporate Application ภายในองค์กร

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

· Virtual Desktop Infrastructure (VDI) ให้พนักงานออฟฟิศสามารถรีโมทเข้าถึงแอปพลิเคชันและ Intranet ขององค์กรได้จากทุกที่ทุกเวลา เสมือนนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ เริ่มต้นที่ 999 บาท/Account/เดือน (ไม่รวมค่าติดตั้ง) ลงทะเบียนความสนใจได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

· Corporate Internet Bandwidth on Demand ให้ลูกค้าสามารถปรับสปีดการใช้งาน อินเทอร์เน็ตองค์กร หรือเครือข่ายส่วนตัวขององค์กร (DDC MPLS) ได้ตามความต้องการ โดยจัดราคาพิเศษในช่วงนี้ สำหรับ bandwidth ที่เพิ่มขึ้น เพียง 30 บาท/Mbps/เดือน สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

· VPN Link ให้พนักงานสามารถเชื่อมต่อเข้าสำนักงานจากภายนอกเพื่อรับส่งข้อมูล หรือใช้งานแอปพลิเคชันบนระบบภายในได้อย่างปลอดภัย เสมือนอยู่บนเครือข่ายส่วนตัว ด้วยราคาพิเศษ เฉลี่ย 120 บาท/ลูกค้า/เดือน สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563

5. บริการ AIS Online Store

อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าและคนไทยสั่งซื้อสินค้าและบริการไอทีและดิจิทัลคุณภาพจาก AIS ได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ https://store.ais.co.thพร้อมบริการส่งถึงหน้าประตูบ้าน โดยจัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อคนไทย ส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2563

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

ขณะเดียวกัน เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตของลูกค้าที่ทำงานจากที่บ้านเพิ่มจากขึ้น เอไอเอส ได้เสริมกำลังเครือข่าย โดยเพิ่มความสามารถในการรองรับการใช้งาน (Capacity) ของเครือข่ายทั้ง 5G, 4G, 3G และ AIS SUPER WiFi และ AIS Fibre รวมถึงเสริมกำลังทีมงานวิศวกรทั้งส่วนกลางและภูมิภาค พร้อมสแตนบายดูแลประสิทธิภาพเครือข่ายทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้พร้อมแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที ตลอดจนทีมงานบริการลูกค้า ทั้งทีม AIS Contact Center 1175 และทีมดูแลลูกค้าองค์กร 1149 และทีมโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง พร้อมให้คำแนะนำและให้บริการลูกค้า ตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าและอุ่นใจตลอดเวลาที่อยู่กับเอไอเอส

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

สำหรับนักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ ที่จดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นลูกค้าทุกเครือข่าย ที่สนใจใช้บริการ AIS WORKING FROM HOME ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ais.co.th/WorkFromHome/

สำหรับลูกค้าที่จดทะเบียนในนามนิติบุคคล ที่สนใจใช้บริการ AIS WORKING FROM HOME สามารถติดต่อฝ่ายขายกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ดูแลบริษัทของท่านหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://business.ais.co.th/workingfromhome/

Microsoft ปรับรูปแบบ Start Menu ใหม่ใน Windows 10

Microsoft ได้ทดลอง ปรับเปลี่ยนรูปแบบของ Start Menu บน Windows 10 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีนับตั้งแต่มีการเปิดตัว Windows 10 ที่มีการใช้ Live Tiles Icon (Icon เคลื่อนไหวได้) บน Start Menu ที่มีหน้าตาคล้ายกับเมนูใน Windows Phone

Live Tiles Icon ที่จะมีการแสดงข้อมูลต่างๆ ภายในโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันบน Windows

Microsoft ปรับรูปแบบ Start Menu ใหม่ใน Windows 10

ซึ่งใน Start Menu รูปแบบใหม่นี้จะนำเอา Icon แบบ Live Tiles ออกไป และปรับให้พื้นที่หลัง Icon ของโปรแกรมต่างๆ ให้เป็นรูปแบบเดียวกัน โดย Icon ที่ปรับใหม่นี้จะไม่สามารถขยับได้และมีหน้าตาคล้ายคลึงกับ Icon ของโปรแกรมต่างๆ ในหน้า Desktop (แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบใน Icon แบบเดิมก็ยังสามารถปรับกลับมาใช้ Icon แบบเดิมได้อยู่)

Microsoft ปรับรูปแบบ Start Menu ใหม่ใน Windows 10

สำหรับเหตุผลที่ทาง Microsoft นำเอา Living Icon นี้ออกไป เนื่องจากผู้ใช้บางส่วนบ่นว่ามัน สร้างความรำคาญมากกว่าที่จะใช้ประโยชน์ได้จริงบน Windows PC เพราะขนาดข้อมูลที่แสดงใน Icon นั้นเล็กเกินไปสำหรับ PC นั่นเอง

“เราตั้งใจว่าจะปรับรูปแบบของ Start Menu ใหม่ จากปกติที่มีสีฉูดฉาดให้เป็นแบบฟอร์มเดียวกัน” Mike LaJoie นักออกแบบในทีมพัฒนา Windows ของ Microsoft กล่าว

ในเบื้องต้นทาง Microsoft ได้ระบุว่าจะนำเอา Start Menu รูปแบบใหม่นี้มาปรับใช้ใน Windows 10 20H2 พร้อมๆ กับการเปิดตัว Windows 10X และ Surface Neo (Tablet ตัวใหม่ของ Microsoft ที่สามารถพับจอได้ 360 องศา)

Surface Neo

ที่มา : www.theverge.com , www.techradar.com

Microsoft และ Google ปล่อยซอฟต์แวร์ Remote Working ใช้ฟรีชั่วคราวเพื่อสู้กับ COVID-19

สถานการณ์ของ COVID-19 (Coronavirus) นั้น ยังจัดอยู่ในช่วงที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง อย่างที่เราได้เห็นข่าวผู้ที่เดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยง หรือผู้มีอาการจะต้องมีการกักบริเวณ เฝ้าระวังเป็นระยะเวลาหลายวัน ปัญหาที่ตามมาก็คือการทำงานที่จะต้องมีการหยุดชะงักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ล่าสุดทางบริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านทำงานจากระยะไกล (Remote Working) หลายราย อย่าง Microsoft, Google, LogMeIn และ Cisco ก็ได้ออกมาประกาศที่จะเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปใช้งานซอฟต์แวร์การประชุม, การทำงานเป็นทีม และเครื่องมือ Remote Work ที่เดิมทีต้องเสียเงินในการใช้ ให้สามารถเข้าใช้งานได้แบบฟรีๆ เพื่อช่วยเหลือลดการเดินทางในพื้นที่สาธารณะ หวังช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 

Microsoft

JP Courtois รองประธาน และกรรมการผู้จัดการ ของ Microsoft ได้ทวีตประกาศว่า Microsoft Teams จะเปิดให้ใช้งานได้ฟรี 6 เดือน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของสุขภาพในที่สาธารณะ โดยการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการทำงานที่บ้าน

Google

ทางด้าน Google ได้ประกาศออกมาว่าผู้ใช้งาน G Suite และ G Suite for Education แบบฟรี จะสามารถเข้าใช้งานคุณสมบัติ Hangouts Meet video-conferencing รวมถึงใช้งานความสามารถดังต่อไปนี้ได้อีกด้วย

  • Meeting ได้สูงสุด 250 คน ต่อสาย
  • Live streaming ได้สูงสุด 100,000 ผู้ชมต่อ 1 Domain
  • สามารถบันทึก Meeting และบันทึกลง Google Drive

ซึ่งคุณสมบัติข้างต้นปกติจะใช้งานได้เฉพาะใน Enterprise edition ของ G Suite เท่านั้น โดย Google ระบุว่าจะเปิดให้ใช้ได้แบบไม่มีค่าใช้จ่ายกับลูกค้าทุกคนไปจนถึงวันที่ 1 กรกฏาคม 2020

LogMeIn

LogMeIn ได้เปิดให้บริการ Emergency Remote Work Kit รวมไปถึง GoToMeeting ด้วย เป็นเวลา 3 เดือน โดย Bill Wagnar ซีอีโอของ LogMeIn ได้เผยว่าในชุดเครื่องมือ Emergency Remote Work Kit จะประกอบไปด้วยระบบวีดีโอประชุมทางไกล, การประชุมผ่านเว็บไซต์, Virtual events, IT Support และ Management สำหรับดูแล Remote employee รวมไปถึงเครื่องมือสำหรับทำ Remote access ไปยังอุปกรณ์ต่างๆ

Cisco

สำหรับ Cisco ได้ปรับให้ Webex แบบฟรีให้รองรับการประชุมงานได้แบบไม่จำกัดเวลา และรองรับผู้ร่วมประชุมเป็น 100 คน รวมถึงให้เข้าใช้งานเวอร์ชัน Business ได้ฟรี 90 วันอีกด้วย


บริษัทไหนที่กำลังมองหาเครื่องมือที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้านได้ โดยไม่ต้องเดินทางมาในสภาวการณ์แบบนี้ก็ลองเข้าไปดูรายละเอียดกันได้เลย

รู้จัก “Clearview AI” ความปลอดภัย หรือ ละเมิดความเป็นส่วนตัว และเหตุผลที่ ‘แอปเปิ้ล’ บล็อก

Apple สั่งบล็อก “Clearview AI” ฐานละเมิดกฎซอฟต์แวร์

เมื่อไม่กี่วันมานี้ Apple ได้มีการประกาศสั่งบล็อกแอปฯ ‘Clearview AI’ เทคโนโลยีจดจำใบหน้า เพราะละเมิดกฎโปรแกรมซอฟต์แวร์ของบริษัท โดย Clearview AI ที่ให้บริการแอปฯ เฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงองค์กรบางรายเท่านั้น เช่น Macy’s, Walmart และ Wells Fargo ได้ใช้ใบรับรองระดับองค์กรทำให้ผู้ใช้สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ได้โดยไม่ผ่าน App Store โดยทำผิดกฎของ Apple ที่จำกัดให้ผู้ใช้เข้าถึงซอฟต์แวร์เฉพาะบุคคลภายในองค์กรที่กำหนดเท่านั้น 

ขณะที่ปกติแล้วเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าขั้นสูงของ Clearview AI ผู้ใช้ iPhone ทั่วไปจะเข้าถึงไม่ได้ แต่ลองนึกภาพว่าเราเดินอยู่ในที่สาธารณะ และมีคนแปลกหน้าเดินสวนกับคุณ จนกระทั่งเขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปคุณ ก่อนจะอัพโหลดรูปนั้นลงในแอปฯ เพื่อให้แมตช์กับฐานข้อมูล จนสามารถพบข้อมูลของคุณบนสื่อโซเชียลมีเดีย พบแอคเคาท์  Facebook , instagram หรืออื่นๆ จากนั้นตามด้วยชื่อจริง ที่อยู่ ซึ่งหลังจากนั้นมันจะเป็นอย่างไรต่อ ? แน่นอนว่ามันคือหายนะ เพราะนั่นอาจหมายถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง 

“เพื่อความปลอดภัย” หรือ “รุกล้ำความเป็นส่วนตัว”

รู้จัก "Clearview AI" ความปลอดภัย หรือ ละเมิดความเป็นส่วนตัว และเหตุผลที่ 'แอปเปิ้ล' บล็อก

สำหรับ ‘Clearview AI’ เป็นเทคโนโลยีจดจำใบหน้าที่ถูกพัฒนาโดยบริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ ในสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งโดย “ฮอน ทอน-แทต” หนุ่มหน้าตาดี อดีตนายแบบเชื้อสายเวียดนาม ซึ่งได้รับเงินทุนจากอภิมหาเศรษฐีคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

โดยจุดประสงค์หลักของ ‘Clearview AI’ คือให้บริการแก่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อใช้ติดตามใบหน้าของอาชญากรรม โดยมีฐานข้อมูลรูปภาพกว่า 3,000 รูป ที่มีการก็อปปี้มาจากสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, IG, Twitter, หรือ Venmo ปัจจุบันมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกว่า 600 หน่วยงานที่ใช้เทคโนโลยีนี้รวมถึง Federal Bureau of In vestigation หรือ “FBI” 

จนกระทั่งสื่อ New York Time ได้ตีแผ่เรื่องราวของ Clearview AI และให้สมญานามว่าเป็น “จุดจบของความเป็นส่วนตัว” ทำให้เริ่มมีการออกมารณรงค์และเรียกร้องจากหลายฝ่าย ให้ร่างกฎหมายควบคุมการพัฒนาและจำกัดการใช้งาน เพราะเทคโนโลยีนี้หากมีการใช้อย่างแพร่หลาย ผู้คนทั่วไปจะไม่มีคำว่าเป็นส่วนตัวอีกต่อไป

ซึ่งหากเปรียบเทียบกันเรื่องฐานข้อมูลแล้วกับองค์กรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย หรือ บริษัทเอกชนด้านการตลาดใดๆ ก็แทบจะเทียบกันไม่ได้ เพราะขณะที่ FBI เองนั้นมีภาพอยู่ในฐานข้อมูลเพียงแค่ 411 ล้านรูปเท่านั้น ซึ่งทุกรายล้วนเป็นผู้มีคดีติดตัวหรือเป็นบุคคลสำคัญ แต่ขณะที่ Clearview AI กลับรวบรวมรูปภาพของประชาชนทั่วโลกจากสื่อโซเชียลมีเดียได้ถึง 3,000 ล้านกว่าคนนั่นถือเป็นความแตกต่างที่มองข้ามไม่ได้จริงๆ 

โดยตามรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศ  หลังจากมีการประกาศของ Apple ออกมา ด้านฮอน ทอน-แทต ประธานบริหารบริษัทที่พัฒนา Clearview AI ก็ได้ออกหนังสือเพื่อชี้แจงกับ Apple เรื่องการปฏิบัติตามข้อกำหนดให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังเดิม

อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าด้วย AI หรือ “Facial recognition” สามารถเป็นเทคโนโลยีที่ทรงพลังในการใช้บนเส้นทางของผู้บังคับใช้กฎหมาย  แต่กลับกันเมื่อมันถูกใช้โดยบุคคลทั่วไป พลังของมันก็ก่อให้เกิดการละเมิดความเป็นส่วนตัว ซึ่งถ้ามีการจำกัดการใช้งานที่ถูกวิธีก็สามารถเป็นเครื่องมือสร้างความปลอดภัยของประชาชนได้ ไม่ใช่เป็นเครื่องมือที่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชนเสียเอง
ที่มา : www.popularmechanics.com , www.engadget.com

Google ฟอร์มทีม Adidas และ EA Sports ทำชุดกีฬาอัจฉริยะ สั่งการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ

ด้วยทุกวันนี้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมากมายถือกำเนิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น IOT, AI, บล็อกเชน, 5G, อักเมนต์-เวอร์ชวล เรียลลิตี้และอื่นๆ ทำให้บริษัทต่างๆ มีการพัฒนาสินค้าของตัวเองเพื่อออกมารองรับเทคโนโลยีเหล่านี้ 

ล่าสุด Google, EA Sports ค่ายเกมในเครือ Electronic Arts และ Adidas แบรนด์สินค้ากีฬาชื่อดัง ก็มีการฟอร์มทีมกันร่วมมือกันผลิตเสื้อผ้ากีฬาโดยใช้เทคโนโลยี “Jacquard” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเส้นใยผ้านำไฟฟ้าของ เย็บลงไปบนผืนผ้าปกติ เพื่อเชื่อมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีคุณสมบัติในการทำงานเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือของคุณ

Google ฟอร์มทีม Adidas และ EA Sports ทำชุดกีฬาอัจฉริยะ สั่งการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ

ในภาพ GIF เราจะเห็นทีเซอร์ที่ประกอบด้วยโลโก้ Adidas, FIFA Mobile และ Jacquard by Google ปรากฏขึ้นพร้อมข้อความ “Play Connected” แท็กวันที่ 10 มีนาคม 2020 ซึ่งน่าจะเป็นการประกาศวันเปิดตัวและเผยรายละเอียดของเสื้อผ้าอัจฉริยะนี้ 

ทั้งนี้ “Jacquard” คือโปรเจ็คเสื้อผ้าอัจฉริยะที่อยู่ภายใต้ทีมงาน Advanced Technology and Projects (ATAP) ของ Google เป็นเทคโยโลยีที่ได้รับความร่วมมือจากแบรนด์ต่างๆ ทำให้คุณสามารถสั่งการโทรศัพท์มือถือของคุณได้ผ่านการสัมผัสที่ตัวแผงควบคุมซึ่งเย็บติดอยู่กับเส้นใยผ้านำไฟฟ้า เช่นการสั่งให้เล่นเพลงในโทรศัพท์ เป็นต้น

ปัจจุบันนี้เทคโยโลยี Jacquard ได้มีการนำไปใช้กับเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ของ Levi และแบรนด์กระเป๋าของYves Saint Laurent จากฝรั่งเศส โดยครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับเสื้อผ้ากีฬา ซึ่งบางทีเราอาจได้โบนัสพิเศษเพิ่มเติมจากการใส่ชุดและเชื่อมต่อกับเกมฟุตบอลในมือถือ FIFA Mobile ของค่าย EA Sport ก็เป็นได้ 

โดยคลิปวิดีโอนี้เป็นภาพการใช้งานเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ของ Levi ที่ใช้เทคโนโลยี Jacquard ซึ่งเปิดตัวเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา

ที่มา : www.theverge.com , atap.google.com

SHARP รีแบรนด์โน๊ตบุ๊คของ Toshiba ภายใต้ชื่อ Dynabook นำมาเปิดตัวครั้งแรกในไทย


เชื่อว่าหลายคนคงเคยใช้ผลิตภัณฑ์โน๊ตบุ๊คแบรนด์ Toshiba กันมาบ้างและรู้ถึงข้อดีเป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันแบรนด์นี้ก็ถูกกระแสโน๊ตบุ๊คเจ้าอื่นกลบทำให้ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา และบางคนอาจไม่ทราบว่าเป็นเพราะ Toshiba ประสบปัญหาการดำเนินธุรกิจอย่างหนักจนต้องถอนตัวออกไปจากประเทศไทย ตามมาด้วยหลายธุรกิจต้องหยุดชะงักจนจบลงที่การขายธุรกิจบางส่วนเพื่อลดต้นทุน ทั้งนี้จากการเผชิญสภาวะขาดทุนอย่างหนักทำให้ธุรกิจโน๊ตบุ๊ค Toshiba ถูกขายต่อให้กับ SHARP และในฐานะเจ้าของใหม่ SHARP ได้นำธุรกิจโน๊ตบุ๊คขึ้นมารีแบรนด์ใหม่ในนาม ‘Dynabook’ เพื่อขยายตลาดสู่อุตสาหกรรมโน๊ตบุ๊ค ซึ่งหลายคนอาจยังไม่เคยเห็นเพราะ SHARP ไม่ได้เข้ามาทำการตลาดในไทยแต่ขายให้กับบางประเทศเท่านั้น 

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาภายในงาน “SHARP Smart Solution 2020” ซึ่งรวมเทคโนโลยีมากมายของบริษัทมาเปิดตัวในประเทศไทย หนึ่งในนั้น SHARP ได้เปิดตัวโน๊ตบุ๊ค Dynabook เป็นครั้งแรกในไทย ภายใต้การทำตลาด ดูแลขั้นตอนการออกแบบ พัฒนา ทดสอบ และคุมการผลิตเองทั้งหมดอย่างครบวงจร 

Sharp รับไม้ต่อจาก Toshiba เปิดตัว Dynabook แบรนด์โน๊ตบุ๊คภายใต่้การดูแลของ Sharp แบรนด์แรกในไทย

Dynabook Portege A30

ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่า SHARP เลือกรุ่นไหนมาขายบ้าง แต่เบื้องต้นคาดว่ามี Dynabook Tecra X40 series ซึ่งเป็นรุ่นพรีเมี่ยม และ Dynabook Portege A30 ที่สเป็คเทียบเท่ากัน แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ขนาดเบาบางกว่า ซึ่งเปิดตัวเมื่อปีที่แล้วในประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ขณะที่ของไทยเองก็นับว่าเป็นการกลับมาของโน๊ตบุ๊คสัญชาติญี่ปุ่นที่เราอาจจะคุ้นเคยดี และกลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ใช้

Sharp รับไม้ต่อจาก Toshiba เปิดตัว Dynabook แบรนด์โน๊ตบุ๊คภายใต่้การดูแลของ Sharp แบรนด์แรกในไทย


Dynabook Tecra X40 Series
ที่มา : www.anandtech.com

Apple เตรียมเปิดตัว Smart Keyboard พร้อม Trackpad ในตัว

บริษัท Apple วางแผนว่าจะ เปิดตัว Smart Keyboard พร้อม TrackPad ออกมาในปีนี้ โดยก่อนหน้านี้ได้มีข่าวลือเรื่องการเสริม Trackpad เข้ามาสักระยะหนึ่งแต่ก็ยังไม่มีการอัปเดตจาก Apple แต่อย่างใด ซึ่งการประกาศเรื่อง Smart Keyboard ตัวใหม่นี้น่าจะเป็นสัญญาณว่าทางบริษัทตัดสินใจที่จะ ลดระยะห่างระหว่างแท็บเล็ตและแลปท็อป ของบริษัทลง และเพิ่มตัวเลือกให้กับผู้งานมากยิ่งขึ้น

Apple เตรียมเปิดตัว Smart Keyboard พร้อม Trackpad ในตัว

ภาพจาก : https://www.macrumors.com/2020/02/27/apple-ipad-pro-keyboard-trackpad/

เพราะก่อนหน้านี้ Apple ก็เคย เพิ่มฟีเจอร์การเชื่อมต่อเมาส์ลงใน iPadOS13 ให้สามารถใช้งานเมาส์กับ iPad ได้แล้ว (และยังเพิ่มเข้ามาใน iOS 13 อีกด้วย ถ้าหากอยากลองใช้เมาส์บน iPhone ดูก็สามารถทำได้เช่นกัน)การเชื่อมต่อเมาส์กับ iPad  

ซึ่งนั่นแปลว่า หากคุณมี iPad ในมือก็อาจเปลี่ยนให้มันเป็น MacBook ที่มีหน้าจอทัชสกรีนได้ด้วยการต่อคีย์บอร์ดเข้าไปเสริม (หรืออาจเชื่อมต่อเมาส์เพิ่มเข้าไปได้อีกด้วย) และสำหรับการเปิดตัว คีย์บอร์ดของ iPad นี้คาดว่าน่าจะมาพร้อมกับ iPad Pro รุ่นใหม่ และไม่แน่ว่าในอนาคตต่อไปทาง Apple อาจพิจารณาเพิ่มจอทัชสกรีนเข้ามาเสริมใน MacBook รุ่นใหม่ๆ ด้วยก็เป็นได้
ที่มา : sea.mashable.com , www.theverge.com , www.theverge.com