เตรียมพบกับ Apple Store สาขา Marina Bay Sands สิงคโปร์ เร็วๆ นี้ ด้วยดีไซน์โดมลอยน้ำแห่งแรก

หลังจากที่ Apple Store เปิดสาขาที่ 2 ในไทยที่ห้างสรรพสินค้า Central World ล่าสุด ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างสิงคโปร์ก็เตรียมตัวเปิด Apple Store สาขา 3 ที่ Marina Bay Sands ซึ่งดีไซน์ของสาขานี้มีความแปลกแตกต่างกว่าสาขาไหนๆ ด้วยความเป็นโดมลอยบนผิวน้ำเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของโลก!

สำหรับ Marina Bay Sands เป็นหนึ่งใน Landmark ชื่อดังของสิงคโปร์อยู่แล้ว ด้วยความเป็นโรงแรมดีไซน์สวย ตั้งบริเวณริมอ่าว Marina โดยที่เจ้า Apple Store สาขาดังกล่าวจะมีทางเดินเข้าไปยังตัวร้านได้ และตั้งอยู่ริมทางเดินในบริเวณ Marina Bay Sands ส่วน 2 สาขาแรกในสิงคโปร์ก็มีความสวยงามโดดเด่นไม่แพ้กัน ทั้งสาขาถนน Orchard และสาขา Jewel ในสนามบิน Changi

เตรียมพบกับ Apple Store สาขา Marina Bay Sands สิงคโปร์ เร็วๆ นี้ ด้วยดีไซน์โดมลอยน้ำแห่งแรก
เตรียมพบกับ Apple Store สาขา Marina Bay Sands สิงคโปร์ เร็วๆ นี้ ด้วยดีไซน์โดมลอยน้ำแห่งแรก

แม้ตอนกลางวัน Apple Store Marina Bay Sands อาจดูเหมือนยานอวกาศแปลกๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวล้ำอนาคต แต่ในยามค่ำคืน ตัวอาคารจะเล่นแสงไฟสวยงาม ยิ่งในช่วงเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดินก็ช่วยเพิ่มความสวยงามยิ่งขึ้น เชื่อว่าเมื่อไหร่ที่ Apple Store สาขานี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ (และแฟนๆ ต่างประเทศสามารถบินไปเที่ยวสิงคโปร์ได้แล้ว) ที่นี่น่าจะกลายเป็น Apple Store สาขาใหม่ที่ต้องไปเยี่ยมเยียนอย่างแน่นอน
ที่มา : www.apple.com

Apple เตรียมเพิ่มลูกเล่น AR (Augmented Reality) สำหรับบริการ Apple TV+

ทาง Apple อาจกำลังวางแผนเรื่องการนำเอา AR (Augmented Reality) เข้ามาเพิ่มการบริการบน Apple TV+ ในช่วงปีหน้านี้ ซึ่งคาดว่ามันน่าจะมีการพัฒนาให้ผู้ใช้สามารถดึง Characters และสิ่งของต่างๆ จากหนังหรือซีรีส์ให้ออกมาปรากฎอยู่บนพื้นที่ที่เราต้องการผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้

เช่นว่า ผู้ใช้อาจสามารถดึงรถ Rover ที่ใช้สำรวจดวงจันทร์จากฉากหนึ่งใน For All Mankind (สารคดีการสำรวจดวงจันทร์ของทาง Apple) มาแสดงผลบนโต๊ะทานข้าวได้ ซึ่งทาง Bloomberg ก็ได้ระบุอีกว่าฟีเจอร์นี้ควรจะสามารถใช้งานได้ในปีนี้ แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงทำให้ต้องเลื่อนกำหนดการณ์ออกไปก่อนเพราะต้องแก้ปัญหาทั้งเรื่องของซอฟต์แวร์และการผลิตเนื้อหาต่างๆ

Apple เตรียมเพิ่มลูกเล่น AR (Augmented Reality) สำหรับบริการ Apple TV+


ภาพจาก : https://appleinsider.com/articles/19/10/21/ronald-d-moore-talks-about-bringing-for-all-mankind-to-apple-tv

และในช่วงนี้ทาง Apple ก็ได้พยายามจะผลักดันบริการสตรีมมิงของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะหลังจากครบสัญญาการใช้สิทธิบริการฟรีของ Apple TV+ จำนวนผู้ใช้ที่ต่อสัญญาการบริการนี้ก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด และก่อนหน้านี้ก็ได้มีข่าวออกมาว่าจะเพิ่ม Apple One ที่เป็นแพ็กเกจรวบบริการของ Apple ให้ผู้ใช้ที่สนใจสามารถสมัครใช้บริการได้อย่างประหยัดมากยิ่งขึ้นเข้ามาด้วย ดังนั้นการเพิ่มฟีเจอร์อย่าง AR เข้ามาเพิ่มก็น่าจะช่วยดึงดูดความสนใจให้ผู้ใช้กลับมาสมัครบริการนี้มากขึ้นได้ส่วนหนึ่ง

นอกจากนี้ Apple ยังได้ระบุว่าจะ เพิ่มเซนเซอร์ LIDAR ลงใน iPhone บางรุ่นที่กำลังจะปล่อยออกมาในเร็วๆ นี้ ซึ่งผู้ใช้ iOS 14 เวอรชัน Beta บางคนก็สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทางบริษัทยังวางแผนว่าจะปล่อย AR Headset ออกมาในช่วงปี ค.ศ. 2022 (พ.ศ. 2565) และแว่น AR ในปีถัดไป ซึ่งทางบริษัทก็คาดว่าน่าจะช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในการเล่นเกม หรือการประชุมทางไกลให้กับผู้ใช้ได้อีกด้วย

ที่มา : www.engadget.com , www.theverge.com

Microsoft ปล่อยฟีเจอร์ Transcribe บน Word เวอร์ชันเว็บ ช่วยแปลงไฟล์เสียงเป็นข้อความได้

เตรียมพบกับฟีเจอร์ใหม่ของ Microsoft Word เวอร์ชันเว็บไซต์ ซึ่งคุณสามารถนำไฟล์เสียง หรือคลิปต่างๆ นำไปอัปโหลด และ ให้โปรแกรมช่วยพิมพ์ออกมาเป็นประโยคทั้งคลิปได้เลย ตอบโจทย์นักเรียนสายอัดเทป ผู้จดบันทึกการประชุม และนักข่าวที่ต้องแกะเสียงพูด หรือจดเลคเชอร์เป็นประจำ

โดยฟีเจอร์นี้มีชื่อว่า “Transcribe” เป็นฟีเจอร์ที่มาพร้อมกับ Microsoft Word เวอร์ชันบนเว็บไซต์ สำหรับผู้ใช้บริการ Microsoft 365 Subscribers ความพิเศษคือนอกจากจะช่วยแกะเทปให้ผู้ใช้งานได้แล้ว ยังสามารถช่วยแยกเสียงบทสนทนาออกเป็นวรรคเป็นตอนพร้อมบอกเวลาในคลิปแต่ละประโยค เพื่อให้ง่ายต่อการย้อนกลับไปฟังและพิมพ์แก้ไขได้เลย

Microsoft ปล่อยฟีเจอร์ Transcribe บน Word เวอร์ชันเว็บ ช่วยแปลงไฟล์เสียงเป็นข้อความได้

ส่วนการใช้งานให้เลือกเมนู Dictate (รูปไมค์) บนแถบ ribbon จากนั้นให้คลิกเมนู “Transcribe” แล้วกด Upload Audio เพื่อเลือกไฟล์เสียงที่ต้องการได้เลย โดยไฟล์ที่รองรับประกอบไปด้วยไฟล์นามสกุล MP3, WAV, M4A, MP4 และต้องมีขนาดไฟล์ไม่เกิน 200MB เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม Microsoft ประกาศว่าฟีเจอร์นี้จะมีข้อจำกัดบางอย่างด้วย เช่น จำกัดระยะเวลาคลิปที่อัปโหลดแค่ 5 ชั่วโมงต่อเดือน หมายถึงถ้าคุณอัปโหลดคลิปไป 1 ชั่วโมงเป็นจำนวน 5 คลิป ก็คือหมด ใช้ต่อไม่ได้แล้วต้องรอเดือนต่อไปเท่านั้น นอกจากนี้ยังรองรับแค่ภาษาอังกฤษส่วนภาษาอื่นๆ จะค่อยๆ ทยอยปล่อยออกมาตามทีหลัง

และนอกจากจะปล่อยฟีเจอร์ให้เวอร์ชันบนเว็บไซต์แล้ว บริษัทมีแผนจะปล่อยลงให้กับแอปพลิเคชัน Word ทั้ง iOS และ Android ด้วยในอีกไม่ช้า เพื่อเพิ่มความสะดวกต่อการใช้งานทุกที่ทุกเวลา 
ที่มา : www.theverge.com

LINE ประเทศไทย เปิดตัว LINE Family Club รวมสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับลูกค้า Official Accounts

LINE ประเทศไทย เปิดตัว “LINE Family Club” สำหรับลูกค้า Official Accounts ภายใต้คอนเซปต์ “เพราะคุณคือครอบครัวของเรา”

LINE ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มการทำธุรกิจอันทรงพลังและมีประสิทธิภาพ เดินหน้าเสริมการบริการเพื่อดูแลลูกค้า Official Accounts ทุกกลุ่มของ LINE ประเทศไทยอย่างจริงจัง เปิดตัวโปรแกรมลูกค้าสัมพันธ์ ภายใต้ชื่อ “LINE Family Club” ภายใต้คอนเซปต์ “เพราะคุณคือครอบครัวของเรา” มุ่งเน้นการรวบรวมหลากหลายสิทธิประโยชน์ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ เฉพาะลูกค้า LINE Official Accounts เท่านั้น ให้สมาชิกฯ สามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ และเข้าร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจออนไลน์อีกมากมาย  

LINE ประเทศไทย เปิดตัว LINE Family Club รวมสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับลูกค้า Official Accounts

รูปแบบสิทธิประโยชน์ของ LINE Family Club จะแบ่งตามประเภทกลุ่มธุรกิจลูกค้าเป็นหลัก ได้ 2 ประเภท กลุ่มแรกคือ ลูกค้ากลุ่มธุรกิจองค์กร โดยมีสิทธิพิเศษ อาทิ สิทธิ์การเข้าร่วมหรือจัดทำเวิร์คช้อปร่วมกันโดยเฉพาะ โควตาเข้าร่วมงาน อีเวนท์หรือกิจกรรมใหญ่จากทาง LINE ประเทศไทย รวมถึงอัพเดทความรู้ ข่าวสารและแพ็คเกจโปรโมชั่นพิเศษของบริการต่างๆ บนแพลตฟอร์ม ที่พร้อมส่งตรงถึงสมาชิกครอบครัว LINE Family Club กลุ่มธุรกิจองค์กรโดยเฉพาะ 
*สงวนสิทธิ์สำหรับลูกค้าธุรกิจองค์กรและเอเจนซี่ที่สนับสนุน LINE Official Account และสื่อโฆษณาบนแพลตฟอร์ม LINE อย่างสม่ำเสมอด้วยยอดการใช้บริการตามเกณฑ์ที่กำหนด 

กลุ่มที่สอง ลูกค้าธุรกิจ SME กับ 5 สิทธิประโยชน์ที่แตกต่าง ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและฟื้นฟูธุรกิจลูกค้า SME ไทยให้เติบโตไปกับครอบครัว LINE Family Club ได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ด้าน 

  1. ลดต้นทุน กับส่วนลดค่าบริการต่างๆ มากมายที่จำเป็นสำหรับธุรกิจ ช่วยเพิ่มกำไรให้ธุรกิจโต 
  2. เพิ่มประสิทธิภาพ กับหลากหลายเครื่องมือและโซลูชั่นช่วยให้การทำธุรกิจออนไลน์คุณง่ายขึ้น ปังขึ้น 
  3. เพิ่มยอดขาย กับโอกาสโปรโมทร้านค้าบนแพลตฟอร์ม LINE และเคล็ดลับเทคนิคมากมายเพิ่มยอดขายให้ปัง 
  4. เพิ่มความรู้ ด้วยสิทธิ์การเข้าร่วมงานสัมมนาทางธุรกิจที่น่าสนใจก่อนใคร โอกาสในการเรียนรู้โซลูชั่นและการใช้งานฟีเจอร์ใหม่ๆ บนแพลตฟอร์ม LINE จากทีม LINE ประเทศไทย และส่วนลดคอร์สเรียนจากกูรูชั้นนำมากมายในวงการ 
  5. เพิ่มความสุข ให้สมาชิกได้ฟินกับส่วนลดค่าบริการต่างๆ ที่ LINE ร่วมมือกับหลากหลายพาร์ทเนอร์ชั้นนำ เติมเต็มให้ชีวิตและธุรกิจก้าวไปด้วยกัน
LINE ประเทศไทย เปิดตัว LINE Family Club รวมสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับลูกค้า Official Accounts

โดย LINE Family Club พร้อมมอบความเอ็กซ์คลูซีฟนี้ให้กับสมาชิกครอบครัว LINE Family Club กลุ่ม SME โดยเฉพาะ เพื่อร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงช่วยลดรายจ่าย ช่วยสร้างกำไร ให้ SME ไทยสามารถเดินหน้าและเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน 

เงื่อนไขสำหรับลูกค้าธุรกิจ SME ในการสมัครเป็นสมาชิกครอบครัว LINE Family Club

  1. เป็นผู้ใช้งาน LINE Official Account ที่มียอดชำระค่าบริการ LINE Official Account โดยตรงผ่านแอปฯ LINE Official Account หรือผ่านเว็บไซต์ LINE Official Account Manager (manager.line.biz) ขั้นต่ำ 1,200 บาท (หรือ 36.3 USD) ติดต่อกัน 3 เดือน 
  2. ต้องเป็นการชำระค่าบริการ LINE Official Account โดยตรงจากเจ้าของบัญชีหรือแอดมินผ่าน 2
  3. ผู้สมัครต้องไม่มียอดค้างชำระค่าบริการจนถึงเวลารับสิทธิพิเศษ
    *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

โดยลูกค้ากลุ่มธุรกิจ SME ที่สนใจ สามารถอ่านรายละเอียดเงื่อนไข สิทธิประโยชน์ต่างๆ พร้อมสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกครอบครัว LINE Family Club ได้ตั้งแต่วันนี้ ผ่านทาง LINE Official Account ‘LINE for Business’ (พิมพ์ @linebizth)

LINE ประเทศไทย เปิดตัว LINE Family Club รวมสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับลูกค้า Official Accounts

พิเศษ! สำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ SME 600 ท่านแรกที่สมัครและเป็นสมาชิก LINE Family Club รับไปเลย! ส่วนลดค่าส่งพัสดุผ่าน KERRY เพิ่มอีก 60 บาทจาก LINE Family Club ฟรี! รีบสมัครวันนี้ เพื่อเป็น 600 คนแรกผู้โชคดีกันเลย! ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2563 นี้เท่านั้น หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด

LINE ประเทศไทย เปิดตัว LINE Family Club รวมสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับลูกค้า Official Accounts

LINE จะมุ่งมั่นพัฒนาบริการสำหรับภาคธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและช่วยให้ธุรกิจทุกภาคส่วนเติบโตได้อย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมดูแลและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าทางธุรกิจของเราให้แน่นแฟ้นและดียิ่งขึ้นต่อไป

Instagram เพิ่มการอัปเดตให้ผู้ใช้สร้าง QR Code แอคเคาท์ของตนเองได้แล้ว

Instagram เพิ่มเมนูใหม่ให้ผู้ใช้สามารถสร้าง QR Code แอคเคาท์ของตนเองเพื่อแชร์ไปยังแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้ โดยทางบริษัทคาดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กับร้านค้า หรือคาเฟ่ต่างๆ ที่มีแอคเคาท์ Instagram เพราะหลายๆ ร้านก็นิยมลงรูปภาพสินค้าและบรรยากาศของร้านบน Instagram เพื่อโปรโมตธุรกิจของตนเอง

สำหรับการเรียกดู QR Code ของ Instagram นั้น ผู้ใช้จะต้องกดเข้าไปที่เมนูเพิ่มเติมในหน้าโปรไฟล์ Instagram ของตนเอง (เครื่องหมายแฮมเบอร์เกอร์ ☰) และเลือกที่เมนู QR Code จากนั้นก็จะมี QR Code โปรไฟล์ของเราปรากฏขึ้นมา พร้อม Username และผู้ใช้สามารถเลือกกดเปลี่ยนรูปแบบพื้นหลังการแสดงผล QR Code ได้ทั้งพื้นหลังแบบสี, Emoji และการเซลฟีพร้อมสติกเกอร์

Image Slider Arrow Left
Image Slider Arrow Right

1 / 4

Instagram เพิ่มการอัปเดตให้ผู้ใช้สร้าง QR Code แอคเคาท์ของตนเองได้แล้ว
Instagram เพิ่มการอัปเดตให้ผู้ใช้สร้าง QR Code แอคเคาท์ของตนเองได้แล้ว
Instagram เพิ่มการอัปเดตให้ผู้ใช้สร้าง QR Code แอคเคาท์ของตนเองได้แล้ว
Instagram เพิ่มการอัปเดตให้ผู้ใช้สร้าง QR Code แอคเคาท์ของตนเองได้แล้ว

และสามารถแชร์ QR Code Instagram ของเราไปให้ผู้อื่นได้ด้วยการกดที่ไอคอนแชร์ด้านมุมขวาบน จากนั้นเลือกแอปพลิเคชันและบุคคลที่เราต้องการแชร์ QR Code ด้วยและกดแชร์ ส่วนการสแกน QR Code ของผู้อื่นจะต้องกดไปที่เมนู “Scan QR Code” ด้านล่างของหน้าจอ ที่ผู้ใช้จะสามารถเลือกสแกน QR Code ผ่านกล้องหลัง หรือเลือกสแกนจากรูปภาพในเครื่องก็ได้เช่นกัน ซึ่งในตอนนี้ยังสามารถสแกนได้เฉพาะ QR Code ของ Instagram ด้วยกันเท่านั้น ไม่รองรับการสแกน QR Code ของแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์อื่นๆ แต่อย่างใด

Instagram เพิ่มการอัปเดตให้ผู้ใช้สร้าง QR Code แอคเคาท์ของตนเองได้แล้ว


ภาพจาก : https://about.fb.com/ja/news/2019/12/qrcode/

โดยจากการทดลองใช้งานฟีเจอร์นี้ก็พบว่า มันสามารถใช้งานได้ตามปกติในระบบ iOS แต่สำหรับระบบ Android นั้นยังมีปัญหาการใช้งานบางส่วน ทั้งการแชร์ QR Code ของตนเองไปยังแอปพลิเคชันอื่น (กดแชร์แล้วแอปเด้งออก) และการสแกน QR Code จากรูปภาพ (เลือกรูป QR Code ในอัลบัมแล้วไม่สามารถประมวลผลได้) ก็ได้แต่หวังว่าบริษัทจะดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้โดยเร็ว
ที่มา : www.engadget.com , www.theverge.com

Gmail ล่มทั่วโลก ! พบปัญหาแนบไฟล์ไปในอีเมลไม่ได้ รวมถึงบริการอื่นๆ จาก Google

หากวันนี้ใครที่ใช้ Gmail แล้วพบปัญหาส่งเมลไม่ได้ หรือไม่สามารถแนบไฟล์ไปกับอีเมลได้ อย่าเพิ่งตกใจ เพราะ ณ ขณะนี้ (เวลา 13.54 น. ของวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563) ระบบของ Gmail กำลังมีปัญหาดังกล่าว รวมถึงโปรแกรมอื่นๆ ใน G Suite

Gmail ล่มทั่วโลก ! พบปัญหาแนบไฟล์ไปในอีเมลไม่ได้ รวมถึงบริการอื่นๆ จาก Google
https://downdetector.com/status/gmail/map/

โดยเว็บไซต์ Downdetector ได้แสดงผลปัญหาที่พบขณะใช้งาน Gmail หรือใครที่เจอปัญหาก็สามารถเข้าไปกดรีพอร์ตได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาล็อกอินเข้าระแบบไม่ได้ รวมไปถึงการรับ-ส่งอีเมลไม่ได้ ไม่สามารถแนบไฟล์ไปกับอีเมล ซึ่งนอกจากในประเทศไทยแล้ว ยังพบปัญหาในประเทศอื่นๆ อย่างมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลียและอื่นๆ

ส่วนสถานการณ์ของปัญหาดังกล่าวนี้ ทาง Google กำลังดำเนินการตรวจสอบปัญหานี้ต่อไป และสามารถเช็คสถานะการแก้ไขปัญหาระบบล่มได้ที่ 

ตรวจสอบสถานะการให้บริการ Gmail หรือ Gmail Service Details แบบเรียลไทม์ สดๆ

หากใครเจอปัญหาการใช้งาน Gmail หรือบริการอื่นๆ ในเครือ Google ก็มาอัปเดตกันได้นะ
ที่มา : www.engadget.com , finance.yahoo.com , downdetector.com , www.google.com

Microsoft ประกาศยกเลิกการซัพพอร์ท Internet Explorer 11 ในปีหน้า

หลังจากที่ Microsoft ได้อัปเดตเวอร์ชันของ Internet Explorer (IE) ให้เป็นเวอร์ชัน 11 เมื่อปี ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) ที่ผ่านมา ก็เป็นเวลากว่า 7 ปีแล้วที่ผู้ใช้ได้ใช้งาน Browser นี้ (แม้จะไม่ได้รับความนิยมเท่าไรนัก) และทางบริษัทก็เล็งเห็นว่าควรที่จะมุ่งความสนใจไปยัง Microsoft Edge อย่างเต็มตัวได้แล้ว 

โดยทาง Microsoft ได้วางแผนจะลอยแพ Internet Explorer มาตั้งแต่ที่เริ่มพัฒนา Project Spartan ที่ต่อมาได้กลายเป็น Microsoft Edge ที่เราเห็นอยู่ในทุกวันนี้แล้ว และในปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) ที่ Microsoft ได้เปิดตัว Windows 10 นั้น ก็มาพร้อมกับ Microsoft Edge แทนที่ IE เป็นที่เรียบร้อย แต่ยังคงให้การซัพพอร์ทการใช้งานของ IE มาโดยตลอด และมีการใช้งานในโหมด Legacy สำหรับผู้ที่ชื่นชอบหน้าการแสดงผลของ IE ให้ใช้งานกันด้วย

Microsoft ประกาศยกเลิกการซัพพอร์ท Internet Explorer 11 ในปีหน้า !


ภาพจาก : https://codigopostal.ciberforma.pt/images/artigos/edge-vs-explorer.jpg

แต่ล่าสุดทาง Microsoft ก็ได้ออกมาประกาศว่าจะ ยกเลิกการให้บริการและการสนับสนุนทางเทคนิค สำหรับ Internet Explorer 11 (IE 11) ผ่านแอปพลิเคชันของ Microsoft 365 และการบริการต่างๆ ในปีหน้านี้ โดยเริ่มตั้งแต่ในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ จะยกเลิกการให้บริการ Microsoft Team ผ่าน IE 11 และจะทำการยกเลิกการให้บริการทั้ง Microsoft 365 และบริการอื่นๆ ผ่าน IE 11 ในวันที่ 17 สิงหาคมปีหน้านี้ 

Microsoft ประกาศยกเลิกการซัพพอร์ท Internet Explorer 11 ในปีหน้า !


ภาพจาก : https://techcommunity.microsoft.com/t5/microsoft-365-blog/microsoft-365-apps-say-farewell-to-internet-explorer-11-and/ba-p/1591666

นอกจากนี้ ในวันที่ 9 มีนาคมปีหน้าก็จะยกเลิกการใช้งานโหมด Legacy ภายใน Microsoft Edge ด้วยเช่นกัน (ยังสามารถใช้งานต่อไปได้ แต่ไม่รองรับการบริการช่วยเหลือด้านความปลอดภัยของข้อมูล)

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในครั้งนี้ของ Microsoft ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรต่อผู้ใช้มากนัก เพราะผู้ใช้ส่วนมากก็ไม่นิยมใช้งาน IE กันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และสำหรับผู้ที่ยังคงใช้งาน IE อยู่ก็แนะนำให้ ดาวน์โหลด Microsoft Edge หรือ Browser อื่นๆ ที่มีความปลอดภัยมากกว่าและมีการซัพพอร์ทบริการต่างๆ มาใช้งานน่าจะดีกว่า
ที่มา : www.theverge.com , techcommunity.microsoft.com

Google ปล่อย Android 11 เวอร์ชัน Public Beta (Beta 3) ให้ผู้ใช้งานทดสอบแล้ว

Google เปิดตัว Android 11 Beta 3 หรือ Public Beta ให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดไปทดสอบเรียบร้อยแล้ว ถ้าใครอยากดาวน์โหลด Android 11 สามารถดาวน์โหลดได้ที่หน้า developer ของ Android ได้เลย แต่ยังจำกัดการทดสอบบนสมาร์ทโฟน Google Pixel บางรุ่นเท่านั้น

Google ปล่อย Android 11 เวอร์ชัน Public Beta (Beta 3) ให้ผู้ใช้งานทดสอบแล้ว
https://developer.android.com/android11

โดย Android 11 Beta 3 เปิดให้ดาวน์โหลดและทดสอบการใช้งานจนถึงวันที่ 8 กันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นวันเปิดตัว Android 11 เวอร์ชันเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งทาง Google อธิบายว่า Android 11 เวอร์ชัน Beta นี้จะเป็นการปล่อยให้ทดสอบครั้งสุดท้าย และจะมีการแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ตามมา

Google ปล่อย Android 11 เวอร์ชัน Public Beta (Beta 3) ให้ผู้ใช้งานทดสอบแล้ว
https://www.phonearena.com/news/last-beta-version-of-android-11-released_id126457

ส่วนใครที่มี Google Pixel รุ่นที่รองรับอยู่ในมือ สามารถดาวน์โหลด Android 11 Beta 3 ได้ที่ developer.android.com/android11 และคลิกที่ปุ่ม Get the Beta ซึ่งในเว็บก็จะระบุไว้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นไหนรองรับการทดสอบ Android 11 บ้าง ซึ่งมีทั้ง Pixel 2, Pixel 2 XL, Pixel 3, Pixel 3 XL, Pixel 3a, Pixel 3a XL, Pixel 4, Pixel 4 XL จากนั้นเปิดใช้งานได้ที่เมนูตั้งค่าในสมาร์ทโฟนแล้วเลือก System > Advanced > System Update และกดปุ่มสีฟ้าบริเวณมุมขวาล่างเพื่อ Download and Install

นอกจากนี้ ใน Android 11 Beta 3 ยังอัปเดตระบบ Notification ใหม่ มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า Bubbles เพื่อใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ พร้อมกับการอ่านและส่งข้อความ อีกทั้งยังอัปเดต Emoji แบบใหม่ ออกแบบให้ดูเป็น 2 มิติมากขึ้น ลดในส่วนของแสงเงาให้น้อยลง
ที่มา : www.phonearena.com , www.androidpolice.com , android-developers.googleblog.com

Apple เปิดตัว iMac 27 นิ้ว ดีไซน์เดิม เพิ่มการอัปเกรด

ทาง Apple ได้ออกมาประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับ iMac รุ่นใหม่ของบริษัทว่ามันจะมีขนาดหน้าจอ 27 นิ้ว โดยก่อนหน้านี้ได้มีข่าวออกมาว่า ทาง Apple อาจเปลี่ยนดีไซน์ของ iMac ใหม่ แต่สุดท้ายก็กลับมาใช้ดีไซน์ภายนอกในรูปแบบเดิม และเพิ่มการอัปเกรดสเปคภายในแทน ซึ่งทางบริษัทก็ได้ทำการเพิ่ม SSDs ที่ผู้ใช้เรียกร้องกันมาเป็นจำนวนมากเข้ามาเป็นที่เรียบร้อย และเพิ่มความคมชัดของกล้อง Webcam สูงสุดถึง 1080p HD (รุ่นเก่าๆ ทำได้เพียง 720p)

Apple เปิดตัว iMac 27 นิ้ว ดีไซน์เดิม เพิ่มการอัปเกรด


ภาพจาก : https://store.storeimages.cdn-apple.com/8756/as-images.apple.com/is/imac-27-selection-hero-202008?wid=904&hei=840&fmt=jpeg&qlt=80&op_usm=0.5,0.5&.v=1594932848000

โดย CPU ของ iMac รุ่นใหม่นี้จะใช้งานชิป CPU Gen10 ของ Intel (Comet Lake) ในการประมวลผล และถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยได้มีข่าวเรื่องที่ Apple จะพัฒนา CPU ชิปเซ็ตของตนเองที่ใช้สถาปัตยกรรม ARM (ชิปประมวลผลขนาดเล็ก) แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้นำเอามาปรับใช้กับ iMac ที่กำลังจะเปิดตัวในปีนี้

แต่จะมีชิป “T2 Security” ที่เป็นชิปควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลต่างๆ ที่ทาง Apple พัฒนาขึ้นเอง โดยมันจะเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดภายใน SSD ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้งาน iMac ได้อย่างปลอดภัย และด้วยชิป T2 นี้ก็เป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของฟีเจอร์ต่างๆ บน iMac ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการคุมแสงหน้าจอ หรือการตรวจจับใบหน้า (ใช้ร่วมกับ Webcam) เป็นต้น

Apple เปิดตัว iMac 27 นิ้ว ดีไซน์เดิม เพิ่มการอัปเกรด


ภาพจาก : https://www.theverge.com/2020/8/4/21353899/apple-imac-2020-webcam-price-specs-release-date-announcement

สำหรับ GPU ก็ยังคงใช้ของค่าย AMD ยังเดิม แต่ได้เปลี่ยนมาใช้ AMD Radeon Pro 5300 ที่เป็น GPU รุ่นเดียวกับ MacBook Pro ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เพื่อรองรับการประมวลผลกราฟิกที่เสถียรมากยิ่งขึ้น และใช้จอภาพ Retina 5K (5120 x 2880) โดยมีตัวเลือกกระจกหน้าจอแบบ “Nano Texture” ที่จะช่วยลดการสะท้อนของหน้าจอเข้ามาอีกด้วย (เพิ่มเงินอีกประมาณ 17,500 บาท)

ในส่วนของราคานั้น Apple ก็ยังคงรักษามาตรฐานเดิมเอาไว้เป็นอย่างดี โดยจะสามารถแบ่งราคาตามสเปคของ iMac ได้ ดังนี้

  • 62,900 บาท CPU : Core i5 (6-Core) ความเร็ว 3.1GHz, GPU : AMD Radeon Pro 5300 ขนาด 4GB, RAM : 8GB และ SSD 256GB
  • 69,900 บาท CPU : Core i5 (6-Core) ความเร็ว 3.3GHz, GPU : AMD Radeon Pro 5300 ขนาด 4GB, RAM : 8GB และ SSD 512GB
  • 79,900 บาท CPU : Core i7 (8-Core) ความเร็ว 3.8GHz, GPU : AMD Radeon Pro 5500 ขนาด 8GB, RAM : 8GB และ SSD 512GB

ที่มา : techcrunch.com , www.engadget.com , www.theverge.com , www.apple.com

สมาคม CTA ประกาศปรับรูปแบบการจัดงาน CES 2021 ให้เป็นงานแบบออนไลน์

สมาคม CTA (Consumer Technology Association) ได้ออกมาประกาศชัดว่างาน CES 2021 ที่จะจัดขึ้นในเดือนมกราคมปีหน้านี้จะเป็นงานในรูปแบบ All-Digital Experience หรือการจัดงานแบบออนไลน์ทั้งหมด และจะไม่มีการจัดแสดงสินค้าต่างๆ เหมือนกับปีที่แล้วมาแต่อย่างใด

และปกติแล้วทางสมาคม CTA จะจัดงาน CES ขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคมของทุกปีที่ศูนย์ประชุมกลางของเมือง Las Vegas สหรัฐอเมริกา แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ของทั้งสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกในขณะนี้ก็ทำให้ Gary Shapiro CEO ของ CTA ตัดสินใจประกาศว่าจะปรับรูปแบบของงาน CES 2021 ในปีหน้าให้เป็นงานแบบออนไลน์แทน

จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นทำให้สาธารณะสุขทั่วโลกตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง ดังนั้นการเชิญบุคคลจากทั่วทุกมุมโลกมารวมตัวกันเป็นหมื่นๆ คนใน Las Vegas เพื่อติดต่อธุรกิจหรือจัดแสดงสินค้าก็คงไม่เหมาะสมนัก และแน่นอนว่าเทคโนโลยีที่พวกเราให้ความสนใจก็สามารถเข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ได้ เพราะมันมีส่วนช่วยอย่างมากในการเรียน, ทำงาน และติดต่อสื่อสารกันในช่วงการระบาดของไวรัส – และด้วยเทคโนโลยีนี้เองทำให้เราตัดสินใจว่าจะจัดงาน CES 2021  ในรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด (All-Digital Experience) เราเชื่อว่ามันน่าจะเป็นการเปิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่ของทั้ง Exhibitor (ผู้ที่มาออกบูธในงาน) และผู้ที่สนใจเข้าชมงานได้

สำหรับวัน-เวลาการจัดงานก็ยังยืนว่าว่าจะดำเนินการจัดงานตามกำหนดการณ์เดิม คือ วันที่ 6-9 มกราคม ค.ศ. 2021 (พ.ศ. 2564) แต่ต้องรอการประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องทางการจัดงาน, กฎการเข้าร่วมและจัดแสดงงานจากทางสมาคมอีกทีหนึ่ง และ Gary ยังทิ้งท้ายอีกว่าหากเป็นไปได้เขาก็วางแผนจะกลับไปจัดงาน CES 2022 ที่ศูนย์ประชุมกลาง Las Vegas ดังเดิม
ที่มา : gizmodo.com , sea.mashable.com , www.cta.tech