Microsoft เพิ่มคอร์สออนไลน์ฟรีและลดราคาการสอบ Microsoft Certifications

ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมานี้จะเห็นได้ว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำลงและมีผู้คนจำนวนมากที่ต้องตกงานจากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ แม้ว่าในหลายประเทศจะเริ่มทยอยกลับมาเปิดกิจการอีกครั้งหนึ่ง แต่อัตราการจ้างงานก็ยังคงต่ำกว่าความต้องการที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานของประชากรทั่วโลก

Microsoft เพิ่มคอร์สออนไลน์ฟรีและลดราคาการสอบ Microsoft Certifications


จำนวนคนตกงานทั่วโลกในปี 2020 พุ่งขึ้นสูงที่สุดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา
ภาพจาก : https://blogs.microsoft.com/blog/2020/06/30/microsoft-launches-initiative-to-help-25-million-people-worldwide-acquire-the-digital-skills-needed-in-a-covid-19-economy/

ซึ่งทาง Microsoft ก็ได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้และมีความเชื่อว่าวิธีการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานขึ้นมาได้น่าจะเป็นการ “เพิ่มความสามารถ” ในด้านต่างๆ ของบุคคลในตลาดแรงงาน ดังนั้นจึงได้เพิ่มคอร์สออนไลน์ทั้งบน LinkedIn, GitHub, Microsoft รวมทั้งได้ “ลดราคา” Microsoft Certificate ลงให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น โดยทางบริษัทได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่ามันน่าจะช่วยพัฒนาความสามารถให้กับผู้ที่สนใจอย่างน้อย 25 ล้านคนทั่วโลก

โดยใน LinkedIn Learning, Microsoft Learn และ GitHub Learning Lab ได้เพิ่มคอร์สออนไลน์ในสายงานต่างๆ ให้กับผู้ที่สนใจได้ทดลองเรียนกว่า 10 สายงาน รวมทั้งมีคอร์สเตรียมความพร้อมสำหรับการสมัครงานและการพัฒนาตนเองให้เลือกลงทะเบียนเรียนแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ถึงช่วงปลายเดือนมีนาคมปีหน้า และมีตัวเลือกภาษาถึงกว่า 11 ภาษาทั่วโลก (ขึ้นอยู่กับคอร์สที่เลือกเรียนด้วย)

Microsoft เพิ่มคอร์สออนไลน์ฟรีและลดราคาการสอบ Microsoft Certifications
Microsoft เพิ่มคอร์สออนไลน์ฟรีและลดราคาการสอบ Microsoft Certifications

ส่วน Microsoft Certifications (การสอบเพื่อรับใบประกาศนียบัตรรับรองจาก Microsoft) ก็ได้ปรับลดราคาค่าสอบจาก 100 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,100 บาท) เหลือเพียงแค่ 15 ดอลลาร์ (ราว 470 บาท) เท่านั้น โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครและเลือกเวลาสอบได้ตั้งแต่เดือนกันยายนไปจนถึงสิ้นปีนี้ และลงสอบพร้อมรับใบประกาศได้จนถึงปลายเดือนมีนาคมปีหน้า

และยังได้เพิ่มคอร์สออนไลน์ลงใน Microsoft Team เพื่อช่วยให้พนักงานได้พัฒนาความสามารถในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยได้ดึงคอร์สที่น่าสนใจจากทั้ง Microsoft Learn, LinkedIn Learning และคอร์สที่น่าสนใจจาก 3rd Party มาลงในนี้ด้วยเช่นกัน

Microsoft เพิ่มคอร์สออนไลน์ฟรีและลดราคาการสอบ Microsoft Certifications


ภาพจาก : https://www.mintgroup.net/blog/events/stay-in-school-with-microsoft-teams

ทาง Microsoft ก็คาดหวังว่าการเพิ่มช่องทางการพัฒนาความสามารถนี้น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสให้หลายๆ คนได้พัฒนาตนเองและกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้งหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีรายได้ที่สมเหตุสมผลกับความสามารถที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไปได้
ที่มา : blogs.microsoft.com , www.engadget.com

Google รวมบริการ Chat, Room, Docs, Tasks, Meet ทั้งหมดบน Gmail

Google ประกาศเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ใน Gmail ให้ผู้ใช้ G Suite สามารถใช้งานเพื่อติดต่องานกันได้สะดวกและครอบคลุมการทำงานแบบรอบด้านในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีความจำเป็นจะต้องทำงานร่วมกันแบบ Social Distancing นี้ โดยทางบริษัทได้เพิ่มเมนู Chat, Room และ Meet เข้ามาทั้งบนเว็บไซต์และในแอปพลิเคชัน Gmail บนสมาร์ทโฟน

แรกเริ่ม, บริการต่างๆ ของเราถูกสร้างมาเพื่อรองรับการทำงานของผู้ใช้ตามจุดประสงค์ที่ต่างกัน แต่จุดมุ่งหมายในการพัฒนาของเรานั้นเป็นจุดเดียวกัน คือ เราต้องการจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ทุกคน และผู้ใช้ของเราก็จำเป็นที่จะต้องมีการทำงานร่วมกัน, แชร์ไอเดียซึ่งกันและกัน ดังนั้นเราจึงรวบการทำงานของบริการเหล่านี้เข้าด้วยกันเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น

ซึ่งเมื่อเพิ่มฟีเจอร์และเครื่องมือเหล่านี้เข้ามาแล้วผู้ใช้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสลับไปใช้งานแอปพลิเคชันหรือบริการอื่นๆ อีกต่อไป เพราะสามารถติดต่อคุยงานกันได้ทั้งในรูปแบบของอีเมลที่เป็นทางการ, การพูดคุยผ่านแชท และการโต้ตอบกันด้วยเสียงหรืิอวิดีโอ รวมไปถึงการตั้ง Tasks จัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำ และยังสามารถแก้ไขเอกสารต่างๆ ใน Google Docs, Slide และ Sheet ภายใน Gmail ไปพร้อมๆ กันได้

นอกจากนี้ยังได้เพิ่มเครื่องมือให้ผู้ใช้ได้ปักหมุดเอาไว้ว่าขณะนี้ยังไม่สะดวกต่อการติดต่องานอย่าง “Do not disturb” และ “Out of office” เข้ามาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ที่ลางานในช่วงวันนั้นๆ หรือติดภารกิจอื่นอย่างการออกไปพบลูกค้าข้างนอกอีกด้วย

สำหรับการใช้งานเครื่องมือและฟีเจอร์ใหม่ๆ บน Gmail สำหรับผู้ใช้ G Suite นี้ ทาง Google ระบุว่าผู้ใช้ G Suite “บางคน” อาจได้ใช้งานกันในช่วงสัปดาห์นี้ และจะทยอยปล่อยออกมาให้ผู้ใช้ G Suite ทุกคนใช้งานได้ภายในปีนี้
ที่มา : www.theverge.com , techcrunch.com , cloud.google.com

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

Dell Technologies ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สายคอมเมอร์เชียลประกอบไปด้วยไฺฮไลท์ อย่างแล็ปท็อป Latitude และ Precision รวมถึงระบบ AI ซึ่งเจ้า AI ตัวนี้จะช่วยเข้ามาตอบโจทย์การทำงานรูปแบบใหม่ที่ต้องการพลังอันเปี่ยมล้น เพื่อตอบสนองความเคลื่อนไหวในกระแสธุรกิจอย่างทรงพลัง รวดเร็ว และเปี่ยมประสิทธิภาพ

โดย Dell ได้วางแนวทางสินค้าใหม่ๆ ของปีนี้ให้มีความเปลี่ยนแปลง 3 อย่างคือ

  1. มีระบบประมวลผลที่จะเปลี่ยนไปใช้ CPU 10th Gen ทั้งหมด
  2. เป็นโน้ตบุ๊คที่ใช้งานได้แบบ 2 in 1 เช่นมีระบบ Touch Sceen ทุกรุ่น
  3. ใส่ระบบ Machine learning หรือ AI

ระบบ AI สุดฉลาด Dell Optimizer เรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้งาน

Dell ประกาศว่าสินค้าของ Dell อย่างโน้ตบุ๊คทุกรุ่นในปีนี้จะมีการฝัง Machine Learning AI เข้าไปด้วย ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ ชื่อว่า Dell Optimizer สามารถเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้งานได้ และเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้นใน 4 มิติ ประกอบไปด้วย

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

ExpressSign-in (Proximity Sensor) ระบบช่วยล็อกอินเข้าสู่ระบบด้วย Face ID พร้อมเข้าทำงานทุกครั้งที่ผู้ใช้งานนั่งอยู่หน้าโต๊ะ สามารถล็อกอินให้อัตโนมัติเมื่อตรวจจับ Face ID ของผู้ใช้ ขณะที่เมื่อลุกออกจากที่ระบบจะดาวน์หน้าจอให้อัตโนมัติ เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน

ExpressResponse (Application) เรียนรู้ว่าผู้ใช้งานมีการใช้แอปพลิเคชันใดบ่อยและทำการจัด Priority ให้ใช้งานง่าย เชื่อมต่อและสมูทขึ้น 40 %

ExpressCharge (Power) ปรับแต่งการทำงานของแบตเตอรี่ เช่นชาร์จไฟได้เร็วขึ้น ปรับการใช้งานแบตเตอรี่ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

Intelligent Audio (Audio) ปรับแต่งระบบเสียง มีเซ็นเซอร์บนฝา 4 จุด ช่วยให้ตัดเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม เวลาเข้าประชุมอยู่จะช่วยตัดเสียงรบกวนต่างๆ 

Latitude 9510 แล็ปท็อปสายธุรกิจ

ต่อไปเป็นสินค้าไฮไลท์วันนี้คือ Latitude 9510 ที่เป็นโน้ตบุ๊กธุรกิจใหม่อีกตัว Built-in AI มีความฉลาดในตัวและรองรับ 5G ซึ่งได้รับรางวัลในงาน Consumer Electronics Show 2020 (CES) มาพร้อมกับหน้าจอ 15 นิ้วน้ำหนักเบาแค่ 1.45 กิโลกรัมสำหรับรุ่นปกติ แต่รุ่น 2-in-1 มีน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม

สเปคมาพร้อมกับซีพียู Core 10th Gen แรมสูงสุด 16GB, รองรับ Wi-Fi 6 AX200 และสามารถเลือกคอนฟิกใส่โมเด็มได้ทั้ง 4G LTE และ 5G ด้วย ส่วนแบตเตอรี่สามารถอยู่ได้ 14 ชั่วโมง

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

นอกจากนี้ Dell ยังมีการกล่าวถึงสินค้าอื่นๆ ที่จะเปิดตัวพร้อมกันอีกมากมาย ซึ่งจะเข้ามาช่วยตอบโจทย์สาย Business ทำให้การทำงานในยุค New Normal สะดวกมากยิ่งขึ้น ประกอบไปด้วยสินค้าต่อไปนี้

Precision แล็ปท็อป Mobile Workstation 

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

Dell Precision 5550 และ 5750 ออกแบบมาเพื่อครีเอเตอร์ และมืออาชีพที่ต้องการประสิทธิภาพสูงและดีไซน์ที่มีสไตล์ โดยไม่ต้องการโมบายเวิร์กสเตชั่นแบบเดิมที่มีขนาดใหญ่และหนัก ซึ่ง Dell Precision 5550 และ 5750 เป็นโมบายเวิร์กสเตชันขนาด 15 นิ้ว และ 17 นิ้ว ที่เล็กและบางที่สุดในโลก โดยช่วยให้บรรดาครีเอเตอร์และวิศวกร มีมุมมองที่กว้างขึ้นและทำอะไรได้มากขึ้นด้วยจอดิสเพลย์ไร้ขอบแบบ InfinityEdge ทั้ง 4 ด้าน (ให้ความสว่างมากถึง HDR 400) อัตราแสดงผล 16:10 ทั้งนี้ Precision 5750 โฉมใหม่หมด ยังรองรับ VR/AR และมาพร้อม AI เพื่อช่วยในการทำเวอร์ชวลไลเซชั่นที่มีรายละเอียดเยอะ เรนเดอร์ภาพได้เร็ว อีกทั้งสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนได้

  • Precision 5750 สเปค หน้าจอ 17 นิ้ว ซีพียูCore i5-10400H (มีอีกหลายตัวเลือก) จีพียูสูงสุดถึง Nvidia Quadro RTX 3000 แรม SODIMM สูงสุด 64 GB DDR4 2,666 MHz, SSD M.2 2280 สองช่อง
  • Precision 5550 สเปคหน้าจอ 15 นิ้ว ซีพียู Core-i5-10400H (มีอีกหลายตัวเลือก) จีพียูสูงสุดถึง Nvidia Quadro T2000 แรม SDRAM สูงสุด 64 GB DDR4 2,933MHz, SSD M.2 2280 สองช่อง 

หน้าจอ Monitor

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

จอมอนิเตอร์ของเดลล์ยึดครองตำแหน่งอันดับ 1 ทั่วโลกในช่วงหกปีที่ผ่านมา สามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้ใช้ทางธุรกิจ ไปจนถึงกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกม ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพกับ Dell 86 4K Interactive Touch Monitor ซึ่งก็คือไวท์บอร์ดเมื่อวันวานที่ได้รับการปรับเป็นดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ UltraSharp 43 4K USB-C Monitor ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูเนื้อหาจากพีซีที่เชื่อมต่อถึงสี่เครื่องพร้อมกันอย่างราบรื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิผลสูงสุดในการทำงาน จอภาพ USB-C UltraSharp 27 4K ใหม่พร้อม VESA DisplayHDRTM 400 ให้การครอบคลุมของสีที่กว้างเพื่อให้ได้สีที่ถูกต้อง

Accessory

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

Facebook ประกาศปิดตัวแอป Hobbi และ Lasso ที่ทำมาแข่งกับ Pinterest และ TikTok

หลังจากเปิดตัวอย่างเงียบๆ ตอนนี้ก็ปิดตัวไปอย่างเงียบๆ ตามที่คาดไว้สำหรับแอปพลิเคชัน Hobbi และแอปพลิเคชัน Lasso ผลงานจากทีม New Product Experimentation team (NPE Team) ของ Facebook ซึ่งเป็นทีมที่มักชอบลองอะไรใหม่ๆ และไม่อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท

Facebook ประกาศปิดตัวแอป Hobbi และ Lasso ที่ทำมาแข่งกับ Pinterest และ TikTok

ก่อนหน้านี้เราได้เคยนำเสนอข่าวไปแล้วในวันที่เปิดตัวครั้งแรก ว่าเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่คล้ายกับ Pinterest ส่วน Lasso เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ให้เราสามารถอัดคลิปวิดีโอไม่เกิน 15 วินาที เพื่อแชร์ลงไปบนแพลตฟอร์ม พร้อมใส่เสียงเพลง และข้อความประกอบ พอฟังแล้วดูคุ้นๆ ใช่มั้ย เพราะมันเหมือนรูปแบบการใช้ของแอปพลิเคชันที่คนไทยฮิตกันอยู่ในตอนนี้ นั่นคือ TikTok

Facebook ประกาศปิดตัวแอป Hobbi และ Lasso ที่ทำมาแข่งกับ Pinterest และ TikTok

ถ้าทีม NPE ตั้งใจนำ Hobbi มาท้าชนกับ Pinterest สำหรับ Lasso ก็เป็นความตั้งใจนำมาท้าชนกับ TikTok ซึ่งล่าสุดทั้ง 2 ตัวกำลังถูกปิดตัวไปในวันที่ 10 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ แต่นี่ไม่ถือเป็นความล้มเหลว เพราะมันคือความตั้งใจแรกอยู่แล้ว ซึ่งแต่เดิมนั้นทีม NPE เป็นทีมที่ Facebook สร้างขึ้นมาให้คอยพัฒนาสิ่งใหม่ๆ แม้จะสำเร็จ ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เหมือนการหว่านเมล็ดพันธ์ุไปเรื่อย ต้นไหนเติบโตก็ดูแล ไม่เติบโตก็ทิ้งไป

สำหรับผลงานของทีม NPE มีมากหน้าหลายตาจนแทบมาเรียงต่อกันแบบเดือนต่อเดือนเลยก็ว่าได้ แค่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็ประกอบไปด้วย Whale แอปสำหรับทำมีม, Bump แอปสำหรับแชท และ Tuned แอปสำหรับฟังเพลง ส่วนเดือนที่แล้วก็มีการเปิดตัวถึง 3 แอป ไม่ว่าจะเป็น CatchUp สำหรับ Voice CallsVenue ไว้ดู Event ต่างๆ แบบไลฟ์สดเช่น แข่งรถ หรือฟุตบอล สุดท้ายก็มี Collab ที่ใช้สร้างเสียงเพลงร่วมกับเพื่อนๆ ผ่านแอปพลิเคชัน โดยแอปเหล่านี้ยังคงอยู่ในสโตร์ทั้งฝั่ง iOS และ Android เฉพาะที่ US เท่านั้น
ที่มา : www.cnet.com , www.theverge.com