Apple AirPods หูฟังไร้สายรุ่นใหม่อาจเปิดตัวในช่วงต้นปี 2021

Ming Chi Kuo นักวิเคราะห์ชื่อดังเผยผ่านเว็บไซต์ Apple insider ว่า Apple น่าจะผลิตเจ้าหูฟังไร้สาย AirPods รุ่นที่สามในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 และ AirPods Pro รุ่นใหม่ในครึ่งปีหลังของปี 2021 หรือต้นปี 2022 ไปเลย ซึ่งขัดแย้งกับข่าวที่เคยออกมาก่อนหน้านี้

รอต่อไป! Apple AirPods หูฟังไร้สายรุ่นใหม่อาจเปิดตัวในช่วงต้นปี 2021

โดยข้อมูลของ Ming Chi Kuo คาดการณ์ว่า จากเดิมที่จะมีหูฟัง AirPods รุ่นใหม่เปิดตัวในปีนี้ แต่มีความเป็นไปได้ที่ Apple จะเลือกส่งหูฟังไร้สาย Beats ลงสู่ตลาดมากกว่า นอกจากนี้ ยังมีอัปเดตเพิ่มเติมว่า AirPods รุ่นต่อๆ ไปจะยังคงใช้ดีไซน์แบบเดิมต่อ แต่จะเปลี่ยนในส่วนของระบบภายในแบบใหม่แทน ซึ่งยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมแต่อย่างใด

ส่วน AirPods Pro รุ่นใหม่นั้น ก็เลื่อนกำหนดการตาม AirPods เช่นกัน โดยจะมีกำหนดการผลิตในช่วงปลายปี 2021 และเปิดตัวในปี 2020 ถือว่าห่างจาก AirPods Pro รุ่นแรกที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2019 ถึง 3 ปีเลยทีเดียว

Google อนุญาตให้ลงขายสินค้าออนไลน์ผ่านทาง Google Shopping ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ปกติแล้วการวางขายสินค้าผ่านทาง Google Shopping จะต้องจ่ายเงินให้กับทางบริษัทเพื่อขึ้นโฆษณาบนหน้าเว็บไซต์การค้นหาของ Google แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการค้าและเศรษฐกิจโดยรวมของโลกทำให้ทาง Google ตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถลงขายสินค้าแบบออนไลน์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

โดยทางบริษัทคาดหวังว่ามันน่าจะ ช่วยส่งเสริมการขายให้กับบริษัทเล็กๆ ขึ้นมาได้บ้าง เพราะในส่วนของบริษัทหรือห้างร้านใหญ่ๆ นั้น Google ได้วางแผนว่าจะเรียกเก็บเงินอยู่ดังเดิมเพื่อเป็นการกระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อย

“ทุกวันนี้เราเห็นว่ามีรายชื่อของสินค้าจำนวนมากที่ถูกค้นหาบน Google และเราก็เชื่อว่ามีร้านค้าและบริษัทเล็กๆ จำนวนมากที่มีสินค้าคงคลังและต้องการที่จะขายสินค้า แต่ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ไม่ได้มีช่องทางการติดต่อสื่อสารกับผู้บริโภคหรือช่องทางการจำหน่ายสินค้าบนแพลทฟอร์มออนไลน์

เราจึงคิดว่าการทำแบบนี้ (อนุญาตให้ขายสินค้าบน Google Shopping) น่าจะเป็นประโยชน์กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ผู้ซื้อสินค้าจะได้มีตัวเลือกในการซื้อที่มากขึ้นและค้นหาสิ่งที่ต้องการจะซื้อได้ง่ายขึ้น และน่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับบริษัทหรือห้างร้านเล็กๆ ได้มีรายได้หมุนเวียนเข้ามาบ้าง” Bill Ready ผู้จัดการฝ่ายขายของ Google กล่าว

สำหรับผู้ที่เคยลงขายสินค้ากับทาง Google แล้วนั้น ทางบริษัทจะทำการโปรโมตสินค้าทั้งหมดภายในร้านค้าให้โดยอัตโนมัติ แต่สำหรับผู้ใช้ใหม่ที่ยังไม่เคยวางขายสินค้ากับ Google จะต้องสมัครใช้บริการผ่าน Merchant Center ของ Google เสียก่อน (โดยสามารถสมัครได้ที่ https://bit.ly/3eARxip)

Google อนุญาตให้ลงขายสินค้าออนไลน์ผ่านทาง Google Shopping ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ภาพจาก : https://blog.google/products/shopping/its-now-free-to-sell-on-google/

ถึงแม้ว่า Google จะวางแผนเอาไว้ว่าจะเริ่มทำการโปรโมตสินค้าต่างๆ ได้ฟรีในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ แต่ก็เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น สำหรับประเทศอื่นๆ ยังต้องรอกันต่อไปอีกสักหน่อย แต่ทางบริษัทก็ได้เน้นย้ำว่าจะขยายการวางจำหน่ายสินค้าแบบ Free listings ให้ครอบคลุมกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกภายในสิ้นปีนี้

นอกจากนี้ทาง Google ยังเพิ่มช่องทางการชำระเงินเข้ามาโดยร่วมมือกับบริษัท Paypal ให้ผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมทั้งวางแผนว่าจะร่วมมือกับแพลทฟอร์มการขายสินค้าออนไลน์อย่าง Shopify, WooCommerce และ BigCommerce ในอนาคตอีกด้วย

AMD เปิดตัวซีพียูรุ่นใหม่ราคาประหยัด Ryzen 3 3100 และ Ryzen 3 3300X

AMD เปิดตัวซีพียูรุ่นใหม่ในตระกูล Ryzen ออกมา 2 รุ่น Ryzen 3 3100 และ Ryzen 3 3300X เป็นซีพียูเจนฯ 3 กลุ่มแรกของ Ryzen 3

มันมาพร้อมกับสเปคที่น่าสนใจมากทีเดียว ซีพียูทั้งคู่จะมี 4 Cores 8 Threads ให้ Cache มาทั้งหมด 18MB และอัตราการใช้พลังงาน TDP อยู่ที่ 65W ความแตกต่างจะอยู่ที่ความเร็ว โดย Ryzen 3 3100 จะมีความเร็วพื้นฐาน 3.6GHz และบูทได้ถึง 3.9GHz ในขณะที่ Ryzen 3 3300x จะมีความเร็วพื้นฐาน 3.8GHz และบูทได้ถึง 4.3Ghz  ซึ่งทั้งคู่เป็นชิปที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 7 นาโนเมตร FinFET

AMD เปิดตัวซีพียูรุ่นใหม่ราคาประหยัด Ryzen 3 3100 และ Ryzen 3 3300X
รุ่นCORES/
THREADS
TDP
 
BOOST/BASE FREQ.TOTAL CACHE (MB)PLATFORMราคา
(USD)
วางจำหน่าย
(คาดการณ์)
Ryzen 3 3300X4C/8T65w4.3GHz/3.8GHz18MBAM4120พ.ค. 2020
Ryzen 3 31004C/8T65w3.9GHz/3.6GHz18MBAM499พ.ค. 2020

ทาง AMD กล่าวว่า Ryzen 3 3100 มีประสิทธิภาพด้าน Gaming performance สูงกว่าคู่แข่งถึง 20% และ Creator performance สูงกว่าถึง 75% เลยทีเดียว (เปรียบเทียบกับ Core i3-9100 ด้วยการทดสอบกับ PassMark 10, 3DMark Timespy, PCMark 10, Kraken, 7-Zip, Cinebench, Veracrypt, Blender, Corona, Vray, DaVinci Resolve และ Adobe Premiere)

นอกจากซีพียูแล้ว AMD ยังเปิดตัวชิปเซตรุ่นใหม่ B550 สำหรับเมนบอร์ด Socket AM4 ด้วย โดยมันจะรองรับการทำงานของ PCIe 4.0 ที่มี Bandwidth สูงกว่า PCIe 3.x ถึง 2 เท่า ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคอมพิวเตอร์สูงขึ้นกว่าเดิม

ราคา Ryzen 3 3100 อยู่ที่ $99 (ประมาณ 3,210 บาท) ส่วน Ryzen 3 3300X จะอยู่ที่ $120 (ประมาณ 3,900 บาท) โดยจะวางขายในช่วงเดือนพฤษภาคม 2020 ส่วนการวางจำหน่ายในประเทศไทยยังไม่กำหนดการ และราคาอย่างเป็นทางการนะครับ

Microsoft Word อัปเดตฟีเจอร์ช่วยเขียนภาษาอังกฤษให้ทั้งประโยค

สำหรับคนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง หรือรู้แค่หลักไวยากรณ์นิดหน่อย ตอนนี้ Microsoft Word มีการอัปเดตใหม่ ที่ช่วยอัพเกรดฟีเจอร์ Rewrite Suggestions หรือตัวช่วยแก้ประโยคคำภาษาอังกฤษ ที่จะช่วยให้การพิมพ์ภาษาอังกฤษของคุณถูกหลักไวยากรณ์มากขึ้น 

ก่อนหน้านี้ในงาน Microsoft Build 2019 สัมมนาใหญ่ของไมโครซอฟท์ที่จัดขึ้นทุกปี ได้มีการปล่อยฟีเจอร์นี้ออกมาแล้ว ซึ่งช่วงแรกสามารถแก้ไขคำวลีสั้นๆ ได้แบบคำต่อคำ แต่ปัจจุบันสิ่งที่อัปเดตเพิ่มเข้ามาคือ การแก้ไขคำทั้งประให้ถูกหลักไวยากรณ์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งตรวจคำสะกด เรียงคำใหม่ หรือแนะนำประโยคที่คล้ายๆ กันให้กับเรา ด้วยความสามารถของ Machine learning ซึ่งถูกฝึกฝนให้จดจำประโยคภาษาอังกฤษมาแล้วมากกว่า 1 ล้านประโยค

Microsoft Word อัปเดตฟีเจอร์ช่วยเขียนภาษาอังกฤษให้ทั้งประโยค

การใช้งาน เพียงแค่คุณลากคุมประโยคที่ต้องการแก้ไข จากนั้นคลิกขวาและเลือก Rewrite Suggestions แล้วฟีเจอร์จะช่วยแนะนำประโยคต่างๆ ที่ใกล้เคียงกับคำที่คุณใช้ ซึ่งอาจมีให้เลือกหลายแบบ หรือแบบเดียวแล้วแต่คำ ซึ่งเมื่อคุณเลือกประโยคใหม่ให้มาแทนที่แล้ว ข้อความที่เปลี่ยนแปลงไปจะถูกเน้นด้วยสีม่วง เผื่อคุณอ่านแล้วรู้สึกว่าความหมายเปลี่ยนไป และอยากจะแก้ไขใหม่ด้วยตัวเอง

Microsoft Word อัปเดตฟีเจอร์ช่วยเขียนภาษาอังกฤษให้ทั้งประโยค

ทั้งนี้ฟีเจอร์ดังกล่าวสามารถใช้งานได้บน Word เวอร์ชันเว็บเบราว์เซอร์เท่านั้น สำหรับผู้สมัครสมาชิก Microsoft 365 นอกจากนี้เบื้องต้นฟีเจอร์จะรองรับแค่ภาษาอังกฤษ แต่ไม่แน่อนาคตอาจสามารถใช้ภาษาไทยได้ด้วย

Apple จับมือ Google ร่วมพัฒนาแอปพลิเคชันช่วยควบคุมการระบาดของ COVID-19

บริษัท Apple และ Google ตัดสินใจร่วมมือกันพัฒนาแอปพลิเคชันในการติดตามการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยทั้งสองบริษัทเผยว่าจะใช้เทคโนโลยี Bluetooth ในการส่งข้อมูลต่างๆ ไปยังรัฐบาลและสถานพยาบาลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นปัจุบันมากที่สุด แต่ทั้งคู่ก็เน้นย้ำถึงเรื่องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ว่าจะทำการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้โดย คำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ให้ได้มากที่สุด

เราทั้งคู่ (บริษัท Apple และ Google) เชื่อว่านี่เป็นช่วงเวลาที่พวกเราควรที่จะร่วมมือกันในการช่วยลดความตึงเครียดของสถานการณ์ในปัจจุบันลง ด้วยการร่วมมือกันระหว่างนักพัฒนา (Developer) ภายในองค์กรของเรา, รัฐบาล และหน่วยงานสาธารณสุขต่างๆ เราก็คาดหวังว่าจะสามารถนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการช่วยลดปริมาณการระบาดของ COVID-19 ลงและช่วยให้โลกกลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่งได้

ตัวแอปพลิเคชันนี้จะ ใช้การจับระยะสัญญาณ Bluetooth ดังนั้นผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั้งคู่จะต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกันเป็นระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้สมาร์ทโฟนส่งสัญญาณ Bluetooth เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ (โดยรหัสภายในเครื่องจะมีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 15 นาที เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้) ดังนั้น หากไม่ได้มีการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นเป็นเวลานานในระยะที่สัญญาณ Bluetooth สามารถเชื่อมถึงกันได้ก็จะไม่มีข้อมูลในส่วนนี้

Apple จับมือ Google ร่วมพัฒนาแอปพลิเคชันช่วยควบคุมการระบาดของ COVID-19

ภาพจาก : https://www.bbc.com/news/technology-52263244

โดยทั้งสองบริษัทคาดการณ์เอาไว้ว่าจะปล่อยแอปพลิเคชัน APIs (Application Programming Interfaces) ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ทั้งระบบ iOS และ Android ออกมาในช่วงเดือน พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ (ผู้ใช้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ในแอปสโตร์ของระบบปฏิบัติการณ์นั้นๆ) ซึ่งภายในแอปพลิเคชันที่ว่านี้จะมีการเชื่อมต่อกับหน่วยงานสาธารณสุขที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปกรอกข้อมูลเบื้องต้นของตนเองเอาไว้ได้

และหลังจากที่มีการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์แล้วจะสามารถ ส่งถ่ายข้อมูลภายในสมาร์ทโฟนต่างระบบกันได้ โดยสมาร์ทโฟนของผู้ใช้จะทำการ ส่งคลื่นสัญญาณแลกเปลี่ยนรหัส ภายในเครื่อง ซึ่งหากผู้ใช้คนใดที่มีอาการของ COVID-19 และได้ลงข้อมูลไว้ภายในแอปพลิเคชันนี้ ก็จะสามารถอนุญาตให้แอปพลิเคชันส่งข้อมูลเตือนเกี่ยวกับอาการป่วยเข้าไปในระบบได้ จากนั้น บุคคลที่ได้มีการติดต่อสื่อสารกับบุคคลดังกล่าวก็จะได้รับการเตือนว่ามีประวัติการใกล้ชิดกับผู้ป่วย (โดยที่จะเป็นการแสดงรหัสบนมือถือที่ไม่มีการระบุชื่อของบุคคลนั้นๆ) เพื่อแจ้งข้อมูลเพิ่มเติม

Apple จับมือ Google ร่วมพัฒนาแอปพลิเคชันช่วยควบคุมการระบาดของ COVID-19
Apple จับมือ Google ร่วมพัฒนาแอปพลิเคชันช่วยควบคุมการระบาดของ COVID-19

ภาพจาก : https://www.wired.com/story/apple-google-bluetooth-contact-tracing-covid-19/

Matt Hancock เลขานุการกระทรวงสาธารณะสุขของประเทศอังกฤษระบุว่าจะทำการทดลองใช้แอปพลิเคชันดังกล่าวนี้ในทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษราวสัปดาห์หน้าก่อนที่จะแจ้งฟีดแบคกลับไปให้ทั้งสองบริษัทได้ทำการปรับปรุงแอปพลิเคชันต่อไป โดยผู้ที่ทดลองใช้แอปพลิเคชันนี้จะสามารถส่ง “รหัสเหลือง (Yellow Alert)” หากสงสัยว่าตนเองมีอาการของ COVID-19 ในระยะเวลาเกิน 14 วัน ส่วนบุคคลที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีเชื้อ COVID-19 เป็นผลบวกนั้นจะส่ง “รหัสแดง (Red Alert)” เพื่อเตือนให้บุคคลนั้นแยกตัวออกจากบุคคลอื่นๆ รอบข้างเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ

สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

LIVE EVENT LINE FOR BUSINESS ภายใต้หัวข้อ “THAILAND NOW AND NEXT AFTER COVID-19 พฤติกรรมผู้บริโภคไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังสถานการณ์โควิด-19” โดยได้รับเกียรติจาก

  • คุณสมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะนีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด
  • คุณพฤทธิสิทธิ์ ประทีปะวณิช หัวหน้าฝ่ายจัดการแพลตฟอร์มและบริการ
  • คุณกณพ ศุภมานพ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย

เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคครั้งใหญ่ พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกกลุ่ม

คุณสมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะนีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค COVID-19 ว่า เป็นวิกฤตที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะสั้น ส่วนประเทศไทย นอกจากปัญหาโรคระบาด COVID-19 ยังประสบปัญหาอื่นๆ อย่างปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาสังคม รวมถึงสิ่งที่ผู้คนวิตกกังวลอย่างปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงาน ปัญหาหนี้สิน ที่มีส่วนทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง และสิ่งสำคัญที่ตามมาคือ การนำเทคโนโลยีมาประกอบใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

คุณสมวลีกล่าวต่อว่า พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ประกอบกับเหตุการณ์วิกฤตที่ทำให้ต้องอยู่แต่ในบ้าน จึงทำให้การเลือกซื้อสินค้า การใช้บริการต่างๆ เกิดขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยผู้บริโภคชาวเอเชีย 70% คุ้นเคยกับการเลือกใช้สินค้าแบรนด์ท้องถิ่น โดยเฉพาะสินค้าของใช้ส่วนตัวและเครื่องดื่ม ที่ไม่ต้องขนส่งสินค้าจากต่างประเทศซึ่งใช้เวลานานในการขนส่ง นอกจากนี้  ลูกค้า 63% เลือกซื้อสินค้าจากคุณภาพและสิ่งที่ได้รับจากสินค้านั้นๆ โดยไม่คำนึงถึงราคา ส่วนเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ ก็คือ Auto Shopping Subscription สามารถสั่งซื้อล่วงหน้า ร่วมกับบริษัทขนส่ง Logistics จัดส่งสินค้าตามวันและเวลาที่ต้องการโดยอัตโนมัติ, การนำข้อมูลสินค้ามาให้ลูกค้าทดลองผ่านแอปพลิเคชันแทนการพูดคุยกับพนักงาน เช่น ทดลองเครื่องสำอางก่อนซื้อ

นอกจากนี้ คุณสมวลียังกล่าวว่า ในอนาคต Social Media จะเป็นแหล่งข้อมูลที่ผู้คนติดตามเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นในประเทศจีนที่สื่อออนไลน์กลายเป็นสื่อหลัก (Mainstream Media) สามารถเช็กข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ ดูโฆษณาเพื่อพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce ได้เลย ซึ่งการซื้อขายสินค้าจำเป็นต้องเพิ่มช่องทางออนไลน์นอกเหนือจากช่องทางออฟไลน์ ขยายพื้นที่ให้บริการลูกค้ามากขึ้น และร่วมมือกับทางบริษัทขนส่งเพื่อการส่งสินค้าที่รวดเร็วเช่นกัน

เทรนด์ที่เปลี่ยนไปบนแพลตฟอร์ม LINE ทั้งโทร สั่งอาหาร ช้อปปิ้ง

คุณพฤทธิสิทธิ์ ประทีปะวณิช หัวหน้าฝ่ายจัดการแพลตฟอร์มและบริการ LINE เล่าว่า อัตราการใช้แอปพลิเคชัน LINE นั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ฟีเจอร์พื้นฐานอย่างการโทร LINE Call เพื่อติดต่อสื่อสาร, การซื้อ LINE Sticker ที่อิงกับเหตุการณ์ COVID-19 ซึ่งทาง LINE ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่างการแชร์ภาพหน้าจอผ่าน LINE Desktop บนคอมพิวเตอร์ได้ รวมถึง LINE Official ประเทศไทยที่หันมานำเสนอข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับ COVID-19

สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น
สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น
สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

คุณพฤทธิสิทธิ์กล่าวต่อว่า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องการบริการเดลิเวอรี่ ทาง LINE ประเทศไทยจึงเปิดโอกาสให้ร้านอาหารสามารถสมัครเข้าร่วมกับ LINE Man แอปพลิเคชันส่งอาหารถึงบ้านผ่านแอปได้ทันที อนุมัติผลภายใน 1 วัน รวมถึงยอดผู้ซื้อสินค้าผ่าน LINE Shopping ที่เพิ่มขึ้น 68% ยอดสั่งซื้อเฉลี่ยออเดอร์ละ 1,500 บาท และอัตราการใช้จ่ายผ่านร้านค้า My Shop บน Official Account ที่มีมากกว่า 9,000 ร้าน ยอดสั่งซื้อเพิ่มมากถึง 300% ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและ Rabbit LINE Pay เพิ่มขึ้น 30%

สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น
สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

ยอดการค้นหาคอนเทนต์ LINE Today และ LINE TV เติบโตขึ้น

คุณกณพ ศุภมานพ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย กล่าวถึงพฤติกรรมการเลือกคอนเทนต์ของผู้บริโภคว่า ปัจจุบันนี้ ผู้คนต้องการอ่านข่าวสารและความบันเทิงมากขึ้น และต้องการข่าวสารที่มีความน่าเชื่อถือ LINE Today จึงร่วมมือกับสำนักข่าวและสื่ออื่นๆ รวม 260 แห่ง เพื่อนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล วิธีการปฏิบัติตัวในช่วง COVID-19 รวมถึงคอนเทนต์บันเทิงต่างๆ เช่น คอนเทนต์รวมแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ส่วนเวลาที่มียอดผู้อ่าน LINE Today สูงสุด คือช่วง 1 ทุ่มและบ่าย 3 โมง เนื่องจากผู้อ่านส่วนมาก Work From Home มีเวลาพัก เวลาเลิกงานที่เร็วกว่าเดิม และยอดผู้อ่าน LINE Today ในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นเป็น 44 ล้านคน จากปี 2561 ที่มียอดผู้อ่าน 36 ล้านคน

สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

ส่วน LINE TV มียอดค้นหาคอนเทนต์ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2 เท่า รับชมผ่านทางหน้าจอใหญ่ เช่น Android TV, Apple TV, Chromecast เพิ่มขึ้น 42% สำหรับการรับชมร่วมกับสมาชิกในบ้าน และพบว่าระยะเวลาที่ใช้กับ LINE TV เพิ่มขึ้น 30% ทาง LINE TV จึงทำการจัดหมวดหมู่คอนเทนต์ใหม่ในชื่อ Enjoy at Home สำหรับผู้ที่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะเริ่มดูอะไรดี ซึ่งมีทั้ง Y-Series, ละคร Sit-Com, ภาพยนตร์, การ์ตูนอนิเมชัน และรายการทีวี Re-Run โดย Y-Series มียอดชมจากเพศหญิงวัย 18-34 ปีเพิ่มขึ้น ยอดการรับชมอนิเมชันในเดือนมีนาคมเพิ่มจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ถึง 33% และยอดการรับชมเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ถึง 56%

Zanroo.com เสิร์ชเอนจินสัญชาติไทย เปิดผลสำรวจโซเชียลช่วง COVID-19 ย้ำชัดคนไทยกลัวตกงาน

ก่อนหน้านี้เราเคยรายงานอัปเดตสถานการณ์ COVID-19 โดย Zanroo.com เว็บ search engine สัญชาติไทยกันไปแล้ววันนี้ Zanroo ได้รวบรวมรายงานอัปเดต ไทม์ไลน์สถานการณ์ COVID-19 มาให้เราดูอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอด 6 -12 เม.ย. 63 ประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นบ้าง และ Social Network ให้ความสนใจหัวข้อใดมากที่สุดมาดูกัน 

Zanroo.com เสิร์ชเอนจินสัญชาติไทย เปิดผลสำรวจโซเชียลช่วง COVID-19 ย้ำชัดคนไทยกลัวตกงาน
Zanroo.com เสิร์ชเอนจินสัญชาติไทย เปิดผลสำรวจโซเชียลช่วง COVID-19 ย้ำชัดคนไทยกลัวตกงาน


ไทม์ไลน์ สถานการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้นในช่วง 6-12 เม.ย.63

นอกจากไทม์ไลน์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้นแล้ว จากเทคโนโลยีการ search engine ของ Zanroo ยังได้ตรวจจับหัวข้อที่มีคนพิมพ์ค้นหาในเว็บไซต์ออกมาได้ด้วยเช่น “ห้องเดี่ยวไม่นอนรวม”, “5,000”, “อาหาร” หรือ “งบกลางหมด” และ “งบประมาณทางด้านสาธารณสุขสำคัญ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนสนใจเรื่องการดำเนินชีวิตระหว่างเกิดเหตุวิกฤต ควบคู่ไปกับความสนใจเรื่องมาตรการของรัฐไปพร้อมกัน

Zanroo.com เสิร์ชเอนจินสัญชาติไทย เปิดผลสำรวจโซเชียลช่วง COVID-19 ย้ำชัดคนไทยกลัวตกงาน
Zanroo.com เสิร์ชเอนจินสัญชาติไทย เปิดผลสำรวจโซเชียลช่วง COVID-19 ย้ำชัดคนไทยกลัวตกงาน


คำที่ถูกพูดถึง ที่น่าสนใจ และ #แฮชแท็ก ที่น่าสนใจใน Social network

ต่อไปมาดูเรื่องที่คนไทยกังวลมากที่สุดกันในขณะนี้ ซึ่งจากผลสำรวจพบว่ามี 34% เลยทีเดียวที่กังวลเรื่องการงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตกงาน การลดเงินเดือน การเลิกจ้าง และแนวโน้มการเลิกจ้างที่สูงขึ้น ดังนั้นจากผลสำรวจนี้ ภาครัฐควรให้ความใส่ใจลงมาดูแลประชาชนในส่วนนี้หน่อยเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นชาวบ้านจะอดตายกันหมด

Zanroo.com เสิร์ชเอนจินสัญชาติไทย เปิดผลสำรวจโซเชียลช่วง COVID-19 ย้ำชัดคนไทยกลัวตกงาน

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของรายงานที่เว็บไซต์ Zanroo รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ COVID-19 มาให้ทุกคนได้ดูกัน ซึ่งหากใครอยากเข้าไปอ่านกันแบบเต็มๆ สามารถได้ที่ เว็บ https://covid19.zanroo.com/ ได้ทุกสัปดาห์ 

บริษัท Google ประกาศชะลอการจ้างงานในปี 2020 เนื่องจากผลกระทบของ COVID-19

ในปี 2019 ที่ผ่านมาบริษัท Google ได้จ้างพนักงานใหม่กว่า 20,000 คน และทางบริษัทเองก็ถูกคาดหวังว่าจะเปิดรับพนักงานใหม่ในจำนวนอัตราจ้างที่ไม่ต่างจากเดิมมากนักในปี 2020 นี้ด้วยเช่นกัน

แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้บริษัทต้องวางแผนกำลังคนและปรับระบบการจ้างงานใหม่ให้เข้ากับเหตุการณ์ในขณะนี้ โดย Sundar Pichai CEO ของบริษัท Google ได้อธิบายในประเด็นนี้เอาไว้ว่า

ในตอนนี้มันคล้ายกับช่วงปี 2008 ที่เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำลง และเรา (Alphabet และ Google) เองก็ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันจากผลกระทบของการแพร่ระบาดในครั้งนี้ รวมทั้งบริษัทคู่ค้าอื่นๆ ของเราทั้งหมดเองก็ได้รับผลกระทบร่วมกันด้วย

เราเชื่อว่าในเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่สมควรจะชะลอการจ้างงานลง รวมทั้งจำเป็นที่จะต้องพยายามจัดการให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ด้วยกำลังคนที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ทั่วไปและบริษัทต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนทางบริษัท Google ของเรา เพราะการเติบโตขององค์กรเรานั้นส่งผลกระทบต่อพวกเขา

และจากการพูดคุยปรึกษากันกับบริษัทในเครือจากหลายพื้นที่ก็ทำให้เราตัดสินใจว่าจะลดอัตราการจ้างงานลงและพิจารณาพนักงานใหม่ที่จะเข้ามาร่วมงานกับเราอย่างละเอียดว่าพวกเขาจะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้และคู่ค้าของเราได้จริง

ดังนั้นแล้วในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2020 นี้ บริษัท Google จะตัดสินใจชะลอการรับพนักงานใหม่และ ปรับโครงสร้างของบริษัท บางส่วนเพื่อจัดสรรกำลังคนให้สามารถทำงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพให้ได้มากที่สุด แต่สำหรับประเด็นเรื่องการเลิกจ้างงานหรือการปรับลดเงินเดือนของพนักงานนั้นไม่ได้มีประกาศออกมา ก็คาดว่าน่าจะช่วยให้พนักงานปัจจุบันอุ่นใจขึ้นมากันบ้างเล็กน้อย (แต่ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลังหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นในเร็วๆ นี้)

ซึ่งนอกจากจะปรับลดอัตราการจ้างงานเพิ่มลงแล้วนั้น ทาง Google ก็ยังตัดสินใจที่จะถอยกลับมา พิจารณาเรื่องการลงทุนกับบริษัทคู่ค้าใหม่ๆ หรือการขยายธุรกิจในช่วงเวลานี้ให้มากขึ้น และทำการปรับลดการซื้อสินค้าและการเดินทางที่ไม่จำเป็นออกไปอีกด้วย

เตรียมตัวเพิ่มมูลค่า Digital Footprint ในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19

เตรียมตัวเพิ่มมูลค่า Digital Footprint ในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19

ความโกลาหลที่เกิดขึ้นจากประกาศรัฐบาลสั่งให้ครูอาจารย์และนักเรียนย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในโลกออนไลน์ นอกจากจะเป็นแรงกระตุ้นให้ครูอาจารย์ทั่วประเทศได้เรียนรู้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์มากมายในชั่วข้ามคืนและทำให้ฝ่ายสนับสนุนของสถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายต้องทำงานหนักมาตลอดตั้งแต่เกิดวิกฤตแล้วนั้น ผลพลอยได้ของมันคือการสร้างรอยเท้าดิจิทัล (digital footprint) บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภาคการศึกษาในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเรา

รอยเท้าดิจิทัล หรือ Digital Footprint คืออะไร ?

รอยเท้าดิจิทัล คือ ข้อมูลที่เราสร้างไว้บนอินเทอร์เน็ต มีอยู่สองประเภทคือเกิดขึ้นโดยเจตนา (Active Digital Footprint) เช่น การใช้งานอีเมล การเข้าไปพูดคุยในเว็บบอร์ด การโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย อีกประเภทคือรอยเท้าที่ไม่ได้ตั้งใจฝากเอาไว้ (Passive Digital Footprint) นี่คือร่องรอยข้อมูลที่เราฝากเอาไว้ในที่ต่างๆ โดยไม่รู้ตัวเช่น หมายเลข IP Address ของเราที่อาจจะมีมาจาก ประวัติการค้นหาข้อมูลจากเสิร์ชเอนจิน ข้อมูลระบุพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) รวมถึง สถิติการเข้าชม (Hits) เว็บไซต์

มูลค่าข้อมูลรอยเท้าดิจิทัลในภาคธุรกิจ

รอยเท้าที่เราเหยียบย่ำไปในโลกออนไลน์มีผลกับเราตั้งแต่สมัครงานเลยครับ ทางสมาคมการจัดการงานบุคคลฯ เคยรายงานว่าฝ่ายบุคคลเกินครึ่ง “ส่อง” ผู้สมัครจากสื่อโซเชียลอยู่แล้วเพราะเป็นด่านแรกที่จะเรียนรู้ถึงทัศนคติ วิธีคิด การดำเนินชีวิตของคนๆ หนึ่งได้ง่ายและเร็วที่สุด1

ด้วยลักษณะของข้อมูล รอยเท้าดิจิทัลที่สามารถบ่งบอกพฤติกรรมและรสนิยมของผู้ใช้ นี่เองทำให้มันกลายเป็นขุมทรัพย์ที่ว่ากันว่ามีค่ายิ่งกว่าน้ำมัน เมื่อนำข้อมูลที่รวบรวมจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลโซเชียลมีเดีย พันทิป และเว็บต่างๆ นานาที่สามารถเข้าถึงได้ เอามาพัฒนาเป็นโมเดลข้อมูลเชิงลึกเพื่อเป็นโปรไฟล์ลูกค้าหลายมิติ มันจะกลายขุมทรัพย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เป็นช่องทางใหม่ให้แบรนด์ต่างๆ ได้เสิร์ฟโฆษณาไปถึงหน้าจอกลุ่มลูกค้าได้อย่างไม่จบไม่สิ้น สร้างกำไรมหาศาลให้เอเจนซีโฆษณา (และเจ้าของข้อมูลตัวจริงอย่างกูเกิลและเฟซบุ๊ก)

รอยเท้าดิจิทัลในภาคการศึกษา

ในขณะที่รอยเท้าดิจิทัลสร้างปรากฏการณ์ให้กับภาคธุรกิจมากมาย ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนการสอนก็ชูธงเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้ผู้ใช้งาน เช่น ครูอาจารย์ นักเรียน หรือผู้บริหารได้เข้าใจพฤติกรรมการใช้เรียนรู้และการประเมินผลได้ โดยความสามารถนี้เรียกกันว่าการวิเคราะห์การเรียนรู้หรือ Learning Analytics 

ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มเจ้าใหญ่ก็แบ่งได้เป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มสำนักพิมพ์ที่ขยายธุรกิจมาเพื่อสร้างสื่อดิจิทัล เช่น McGraw Hill, Cengage หรือ Wiley ทุกเจ้าที่ว่ามามี content ของตัวเองและมีระบบการเรียนรู้พร้อมความสามารถในการวิเคราะห์การเรียนให้อยู่แล้ว อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้พัฒนาระบบการจัดการการเรียนรู้หรือ Learning Management Systems (LMS) เช่น Blackboard, Edmodo, Moodle, Google Classroom และผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Microsoft Teams ที่กำลังผลิกวิกฤตเป็นโอกาส จับมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมไปเรียบร้อยแล้ว2 

หน้าที่หลักของระบบ LMS คือช่วยบริหารข้อมูลต่างๆ ในชั้นเรียนออนไลน์ เช่น การประกาศข่าว จัดเก็บไฟล์เอกสารการสอน จัดทำแบบทดสอบ สร้างกล่องรับการบ้าน และระบบ LMS ส่วนใหญ่ ก็มี Learning analytics ที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนได้เช่นกัน

รอยเท้าดิจิทัลบอกอะไรเราได้บ้าง?

ระบบ Learning Analytics ที่พ่วงมากับระบบการเรียนการสอนเหล่านี้ ช่วยให้ผู้เรียน ครูอาจารย์และนักบริหารการศึกษาตอบโจทย์การเรียนรู้ได้ในหลายระดับ ที่ใกล้ตัวที่สุดคือระดับนักเรียน เช่นระบบ Connect ของ McGraw Hill มีอีบุ๊กพร้อมแบบฝึกหัดที่ช่วยผู้เรียนเข้าใจทบทวนเนื้อหาตามความถนัด เป็น AI ที่เรียนรู้การทำแบบทดสอบบทเรียนและคอยรายงานว่าเนื้อหาส่วนไหนที่ผู้เรียนยังอ่อนอยู่ และผู้สอนก็สามารถดูภาพรวมของเด็กในชั้นว่าเนื้อหาส่วนไหนที่ผู้เรียนยังไม่ค่อยเข้าใจ เพื่อจะได้ช่วยเน้นย้ำให้ถูกจุด

สำหรับตัว LMS ทุกเจ้าก็โฆษณาความสามารถในการหาข้อมูลเชิงลึกหรือ insights ของผู้เรียน จะแตกต่างกันที่ความ “ลึก” ในการล้วงข้อมูลนั่นละครับ ที่เบสิกมากๆ คือการรายงานกิจกรรมการเรียนให้ผู้สอนทราบ เป็น active digital footprint เช่นนักเรียนส่งงานตรงเวลาหรือเปล่า คะแนนการทดสอบออนไลน์มีสถิติเป็นอย่างไร มีคนผ่านกี่คน ข้อมูลเหล่านี้เข้ามาช่วยลดภาระในการจัดการห้องเรียนได้พอสมควรเลย นั่นหมายถึงครูผู้สอนจะมีเวลาช่วยเหลือผู้เรียนมากขึ้นเช่นกัน 

ตัวอย่างข้อมูลการมีส่วนร่วมกับการสนทนาในวิชาจาก Microsoft Teams with Class Insights

เตรียมตัวเพิ่มมูลค่า Digital Footprint ในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19


ภาพประกอบจากActionable analytics with Class Insights (Preview) in Teams

ข้อมูลที่ลึกกว่าการรายงานกิจกรรมการเรียนรู้เป็นข้อมูลประเภท Passive Digital Footprint ซึ่งในระบบ LMS ยอมให้เข้าถึงได้ ทำให้เราทราบถึง หมายเลข IP Address ของผู้เรียน เรารู้พฤติกรรมผู้ใช้ทั้งครูและนักเรียนว่าเข้ามาใช้เวลาในระบบมากแค่ไหน ดูเนื้อหาส่วนใดบ้าง ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานแบบนี้ยังสามารถติดตามดูว่าเด็กคนไหนมีแววว่าจะเรียนไม่รอด (At Risk) ด้วยครับ 

ตัวอย่างรายงาน Insights report ของ Moodle 3.8

เตรียมตัวเพิ่มมูลค่า Digital Footprint ในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19

ภาพประกอบจากคลิป Analytics in Moodle 3.8

การเข้าถึงข้อมูลในระดับนี้เป็นประโยชน์ต่อนักบริหารการศึกษาด้วย โดยเฉพาะในบ้านเราที่ยังมีความกังวลถ้าย้ายห้องเรียนไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตแล้วเราจะตรวจสอบการทำงานของครูอาจารย์ได้อย่างไร รายงานเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบได้ ลดภาระในการทำงานลงเหลือเพียงตรวจสอบความผิดปกติ เช่น บางวิชาที่มีการใช้งานน้อยกว่าค่าเฉลี่ย หรือมีการเข้าใช้งานเนื้อหาไม่ครบทุกกิจกรรม เป็นต้น

วางแผนการจัดการข้อมูลรอยเท้าดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพองค์กร

ในภาคการศึกษานั้น การใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและองค์กรยังถือว่าตามหลังภาคธุรกิจอยู่มากครับ ปัจจัยหนึ่งคือความพร้อมของบุคลากรเอง อย่างที่เราเห็นความวุ่นวายในการย้ายห้องเรียนมาสอนออนไลน์ในปัจจุบันและเสียงบ่นของผู้เรียน นโยบายเกี่ยวกับการใช้งานระบบการเรียนรู้ต่างๆ ก็ยังไม่มีออกมาอย่างชัดเจน ครูอาจารย์ในหลายหน่วยงานก็เลือกใช้ระบบที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบัน ไม่ได้ใช้บัญชีผู้ใช้ทางการของหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถตามเก็บรอยเท้าดิจิทัลได้

ในช่วงนี้สถาบันการศึกษาหลายๆ แห่ง ก็ล้มลุกคลุกฝุ่นกัน แต่วันที่ฝุ่นจางและมหาวิทยาลัยไหนตั้งตัวได้ วางแผนเก็บข้อมูลรอยเท้าดิจิทัลอย่างเป็นระบบ สามารถดึงข้อมูลทะเบียน ข้อมูลนักศึกษา และการใช้งานในระบบการเรียนรู้เข้ามาไว้เป็นคลังข้อมูล (Data Warehouse หรือ Data Mart) มันจะกลายเป็นขุมทรัพย์ที่มีค่ายิ่งกว่าน้ำมันแน่ 

เดิมทีข้อมูลของสถาบันการศึกษานั้นพอจะใช้คาดคะเนความสำเร็จของผู้เรียนได้ตั้งแต่แรกเข้า เช่าการถามผลการเรียนในระดับมัธยมและภูมิหลังของนักเรียน (จบโรงเรียนรัฐ เอกชน หรืออินเตอร์) ผู้ปกครองมีการศึกษาระดับไหน (จบประถม มัธยม หรืออุดมศึกษา) แต่เมื่อเด็กได้เริ่มต้นเรียนกับเราแล้ว เราสามารถนำบันทึกรอยเท้าดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีก เด็กที่มีภูมิหลังไม่แข็งแรงนัก อาจจะต้องคอยติดตามดูกิจกรรมต่างๆ เขามากกว่าปกติ แต่งตั้งที่ปรึกษาแบบพิเศษเพื่อติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนแบบใกล้ชิดโดยการให้เข้าถึงข้อมูล Insights Report ในวิชาต่างๆ อาจมีการให้ทำกิจกรรมเสริมเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นต้น

ยิ่งเก็บข้อมูลมาก มันก็จะช่วยให้เราทราบว่านโยบายต่างๆ ที่ใช้ช่วยเหลือผู้เรียนนั้นมีผลอย่างไร ถ้าเราทดลองนโยบายไว้หลายแนวทางก็สามารถเปรียบเทียบกันได้ว่าแบบไหนประสบความสำเร็จมากกว่ากัน 
เรื่องเหล่านี้คงไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะภูมิหลังนักศึกษาในแต่ละสถาบันก็แตกต่างกัน ถ้าสถาบันไหนเริ่มเห็นความสำคัญกับรอยเท้าดิจิทัลของผู้เรียน วางแผนเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและนำมาใช้พัฒนาการเรียนการสอน กิจกรรมแนะแนวนักศึกษา รวมถึงการบริหารการศึกษาได้ ขุมทรัพย์ข้อมูลนี้ย่อมมีค่ามากกว่าน้ำมันแน่นอน

ข้อมูลอ้างอิง

  1. รอยเท้าดิจิทัล : ฝ่ายบุคคลเตือน ตัวตนและความคิดเห็นในโลกออนไลน์มีผลต่อการสมัครงาน https://www.bbc.com/thai/thailand-48902824
  2. Microsoft ร่วมกระทรวง อว. ยกระดับการเรียนสอนออนไลน์ ด้วย Microsoft Teams https://www.techoffside.com/2020/03/microsoft-e-learning-remote-learning/

Huawei เปิดตัวบัตรเครดิต Huawei Card ได้ธนาคาร UnionPay คอยหนุนหลังให้

ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนในประเทศจีนนั้นมีประวัติมาแล้วหลายครั้ง ในการหยิบเอาไอเดียของ Apple มาใช้เป็นของตัวเอง ดังนั้นจึงไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่ ที่เราเห็น Huawei ประกาศเปิดตัวบัตรเครดิตการ์ดของตนเองออกมาบ้าง

Richard Yu ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจของ Huawei ได้เปิดตัว Huawei Card ในระหว่างงานเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น P40 แม้รายละเอียดต่างๆ จะยังไม่มีการเปิดเผยมากนัก แต่เบื้องต้นมันมีคุณสมบัติหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับ Apple Card 

Huawei เปิดตัวบัตรเครดิต Huawei Card ได้ธนาคาร UnionPay คอยหนุนหลังให้

Huawei Card จะมีทั้งบัตรเครดิตการ์ดจริงๆ และการ์ดเสมือนที่ถูกเก็บเอาไว้ในตัวสมาร์ทโฟน โดยมีธนาคาร UnionPay มาเป็นผู้หนุนหลังให้ ตัวการ์ดรองรับ NFC ให้ใช้งานในการแตะเพื่อชำระเงินได้ด้วย การใช้งานในปีแรกจะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม ส่วนในปีถัดไปผู้ถือบัตรจะต้องใช้จ่ายผ่านบัตรให้ถึงยอดที่กำหนด ถึงจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม

Huawei เปิดตัวบัตรเครดิต Huawei Card ได้ธนาคาร UnionPay คอยหนุนหลังให้

นอกจากนี้ยังมีพวกสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆ อย่างสามารถใช้บริการเลานจ์ของสนามบิน และสถานีรถไฟได้ (หากยอดค่าใช้จ่ายสูงพอ) และจะมีพวกโปรโมชันส่วนลด กับ Cashback หากจ่ายเงินผ่านบัตร Huawei Card ให้ใช้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทาง Huawei ยังไม่เผยกำหนดการที่จะเปิดให้บริการบัตรนี้อย่างเป็นทางการ และไม่มีรายละเอียดว่าจะให้บริการบัตรเครดิตนี้นอกประเทศจีนด้วยหรือไม่