สรุปเหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

เหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

Zanroo ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล และ Marketing Platform สำหรับองค์กรและธุรกิจขนาดใหญ่ เปิดเผยรายงานอัปเดตสถานการณ์ COVID-19 ช่วงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 16-22 มี.ค.2563 โดยพบว่าประชาชนภายในประเทศไทยมีการพูดถึงเหตุการณ์ COVID-19 บนโลกโซเชียล ทั้งสิ้น 1,081,024 ครั้ง การมีส่วนร่วม คอมเม้นท์ แชร์ ไลค์ รวม 17,491,330 ครั้ง โดยได้รวบรวมจากแพลตฟอร์ม “Social Listening” ของบริษัท ที่สามารถติดตามเทรนด์ความสนใจบน Social Media ทุกช่องทาง รวมถึงรวบรวมจาก Search Engine บน Social Media หรือเว็บไซต์สาธารณะต่างๆ ด้วย

ลำดับเหตุการณ์ COVID-19 ชาวไทยกังวลเรื่องค่ารักษา

ภายในรายงานดังกล่าวมีการสรุปรวบรวมลำดับเหตุการณ์ของสถานการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 16-22 มี.ค. รวมถึงหัวข้อที่คนไทยให้ความสนใจ และได้รับการพูดถึงมากที่สุด 6 อันดับ ซึ่งพบว่าอันดับหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ “ขั้นตอนการตรวจ และค่ารักษาในโรงพยาบาลเมื่อติดเชื้อไวรัส” ที่มีการพูดถึงหัวข้อดังกล่าวบน Social Media มากถึง 167,674 ครั้งในสัปดาห์เดียว

สรุปเหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

ลำดับเหตุการณ์ ช่วงวันที่ 16 – 22 มี.ค.2563

สรุปเหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

สิ่งที่คนไทยให้ความสนใจ และได้รับการพูดถึงมากที่สุด 6 อันดับหน้ากากก็ขาดแคลน การเงินมีปัญหา แล้วจะปรึกษาใคร

ทั้งนี้เมื่อมีการแบ่งหัวข้อที่ได้รับการพูดบน Social Media มากที่สุด ตามการแบ่งประเภทอุตสาหกรรม พบว่าคนไทยให้ความสนใจอุตสาหกรรม การเงินและธนาคารมากเป็นอันดับ 2 จากการที่เศรษฐกิจซบเซาลง และผลกระทบจาก COVID-19 จนทำให้คนมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของตัวเอง ขณะที่อันดับ 1 เป็นเรื่องเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพท์ย์ ซึ่งกำลังขาดแคลนอยู่ในปัจจุบัน 

สรุปเหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

กลัวต้องปิดเมือง รีบแห่ กักตุนอาหาร

รายงานของ Zanroo ยังได้รวบรวมคอนเทนท์หรือบทความบนสื่อออนไลน์ที่ได้รับ Engagement สูงสุด จากการค้นหาบน Zanroo Search ซึ่งประกอบไปด้วยผลสรุปตามภาพด้านล่าง โดยใจความสำคัญคือบทความเกี่ยวกับประชาชนแห่กักตุนอาหาร และสินค้าต่างๆ ซึ่งได้รับความสนใจมากเป็นอันดับ 1 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะคนไทยเริ่มวิตกกังวล ว่าจะเข้าภาวะฉุกเฉิน จึงแห่กักตุนอาหารและสินค้า

สรุปเหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือจุดเสี่ยง ทำชาวเมืองจิตใจว้าวุ่น

นอกจากนี้ ยังพบว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี ล้วนให้ความสนใจเกี่ยวกับการเฝ้าระวังเชื้อไวรัสมากเป็นพิเศษ จากข้อมูลที่ปรากฏดังภาพข้างล่าง เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้ถือเป็นจุดเสี่ยงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสในประเทศไทย จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เกิดความกังวลและติดตามข่าวสารตลอดเวลา ขณะเดียวกันเขตในกรุงเทพฯ ที่คนอาศัยอยู่ที่ได้รับการพูดถึง และมีส่วนร่วมมากที่สุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ เขตจตุจักร วัฒนา ปทุมวัน ห้วยขวาง และพญาไท

สรุปเหตุการณ์ COVID-19 ช่วง 16-22 มี.ค เกิดอะไรขึ้นบ้าง บนโซเชียลสนใจเรื่องอะไร ?

ติดตามรายงานใหม่ๆ ทุกสัปดาห์

สำหรับบริษัท “Zanroo” คือผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล และ Marketing Platform สำหรับองค์กรและธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ก่อนหน้านี้ให้บริการ “Social Listening” สามารถติดตามการพูดถึง สินค้าและบริการต่างๆ บน Social Media ทุกช่องทาง และครอบคลุม 8,000 เว็บไซต์ทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่ล่าสุดมีการใช้ข้อมูล Big Data ที่มีขนาดใหญ่ดังกล่าวดัดแปลงให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19

โดยได้เปลี่ยนแพลตฟอร์มของตัวเองให้กลายเป็น “Social Listening” ในรูปแบบของภาพรวมการพูดถึงเชื้อไวรัส COVID-19 และใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามสถานการณ์รวมถึงสร้างระบบ “COVID-19 Tracker” ที่แสดงความเคลื่อนไหวของจุดเสี่ยงการแพร่ระบาดในรูปแบบแผนที่ พร้อมแสดงข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งในไทยและต่างประเทศ  

หากอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมทุกคนสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตามลิงก์ที่ให้มา https://bit.ly/3dpaEeM ซึ่งจะมีการรายงานใหม่ๆ ออกมาในทุกสัปดาห์ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส หากใครสนใจอยากใช้งาน Search Engine เพื่อค้นหาเรื่องที่คุณสนใจ หรือติดตามสถานการณ์ต่อสามารถเข้าไปติดตามได้ที่ www.zanroo.com

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

10 อันดับแอปพลิเคชัน ยอดนิยม ประจำปีแห่งไวรัส COVID-19 ระบาด !

การระบาดของไวรัส COVID-19 ยังคงค่อยๆ ทวีความรุนแรงทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ช่วงนี้ในประเทศไทยหลายคนคงเริ่มคุ้นเคยกับสถาณการณ์ในบ้านเรากันบ้างแล้ว ทั้งการกักกัน ทั้งการปิดเมือง การปิดห้าง และให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน ซึ่งมันก็ยังส่งผลกระทบต่อทุกอย่างในชีวิตของเรา รวมไปถึงการทำงานของเราแต่ละคน และถ้ามาลองทบทวนดูดีๆ สถานการณ์แบบนี้อาจจะอยู่กับพวกเราต่อเนื่องยาวนานไปหลายเดือน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นในตอนนี้ หากลองคิดกันเล่นๆ ว่าแต่ละคนกำลังทำอะไรกันอยู่และพวกเขาจะดำเนินชีวิตกันอย่างไร ก็คงจะจินตนาการไม่ออกถึงภาพรวม แต่เชื่อว่าหลายคนคงอยู่แต่ในบ้าน ขณะที่บางส่วนก็เดินทางกลับภูมิลำเนาตัวเอง 

ในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้แอดมินก็ได้แอบไปส่องแอปฯ ฟรียอดนิยมภายในประเทศไทยของเราจาก App Store รวมถึง Android ก็ทำให้พบว่าปกติแอปฯ ยอดนิยมเหล่านี้อันดับ 1-10 ส่วนใหญ่มักตกเป็นของแอปฯ โซเชียลมีเดียยอดฮิตอย่าง Facebook, Instagram, Tik Tok หรือแม้แต่แหล่งช๊อปสินค้าออนไลน์อย่าง Shopee แต่ตอนนี้อันดับมันเปลี่ยนไปเสียอย่างนั้น ซึ่งอาจเป็นเพราะสถานการณ์ COVID-19 และวันนี้เราจะมาจัดอันดับกันว่ามีแอปฯ ไหนบ้าง ที่ผู้คนในประเทศไทยให้ความสนใจในช่วงไวรัสระบาด

อันดับที่ 1. Twitter

ติดอันดับมาเพราะ ช่วงนี้ถ้าจะตามข่าว COVID-19 ได้ไวที่สุด เร็วที่สุดก็ต้องเป็นสังคมแห่งการแฮชแท็ก โซเชียลมีเดียระดับโลกอย่าง ทวิตเตอร์ ที่รวบรวมทั้งข่าวในข่าวนอกประเทศ และข่าววงใน แต่ถ้าจะเสพข่าวก็ต้องระวังข่าวปลอมด้วยนะ เพราะทวิตเตอร์แม้เราจะได้ติดตามข่าวและโต้ตอบกับคนอื่นได้อย่างรวดเร็ว แต่บางครั้งความเร็วก็ทำให้ ข่าวเท็จกระจายไปรวดเร็วจนแยกไม่ออกไหนจริงไหนปลอมกันแน่

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 2. Zoom Clould Meetings

Zoom Clould Meetings แอปพลิเคชัน Video conference เพื่อติดต่อสื่อสารในการทำงาน แอปฯ นี้คงกำลังนิยมในหมู่มนุษย์เงินเดือนที่โหลดมาใช้ทำงานที่บ้าน หลังบริษัทประกาศ Work from Home แน่นอน นั่นรวมไปถึงบรรดาคณาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ที่กำลังมีการเรียนการสอนออนไลน์แทนเพื่อป้องกันเชื้อ COVID-19 ตอนนี้

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 3. 7-Delivery

7-Delivery บริการส่งของเซเว่นถึงบ้าน คนดาวน์โหลดมาใช้ช่วงนี้คงคิดว่าจะออกจากบ้านแต่ละที ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง ใครจะไอ ใครจามแต่ละที ในหัวคิดด้านลบไปต่างๆ นาๆ การที่แอปฯ นี้ยังติดอันดับ แสดงให้เห็นเลยว่า ขนาดเซเว่นที่มีอยู่ทั่วไปตามหน้าปากซอยของบ้านทุกคน ก็ยังไม่มีใครกล้าเดินออกไปซื้อของกันเลย

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 4. Foodpanda 

Foodpanda บริการสั่งอาหารออนไลน์แอปพลิเคชัน นี้ก็ติดมาเป็นอันดับ 4 ช่วงนี้คนก็จะสั่งอาหารมาส่งเยอะมาก แทนการออกไปกินข้าวข้างนอก เพราะกลัว COVID-19 กันหมด

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 5. Microsoft Teams 

Microsoft Teams อีกแพลตฟอร์มสื่อกลางในการสื่อสารสำหรับองค์กรและบุคคลทั่วไป ที่ใช้สื่อสารทำงานในด้านต่างๆ เช่นติดต่อนัดหมายการประชุม  การประกาศและติดตามข่าวสาร พัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟท์ ซึ่งตั้งใจให้มาแทนที่ Skype (For business) แอปฯ นี้ก็ยอดนิยมเหมือนกันในช่วงนี้ 

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 6. Hangout Meet

Hangout Meet อีกหนึ่งแอปพลิเคชัน Video conference เพื่อติดต่อสื่อสารในการทำงาน แอปฯ นี้ก็คงเป็นตัวเลือกของหลายบริษัทในการใช้เป็นเครือข่ายสื่อสารทำงานระหว่างคนในทีม ทีมงานไทยแวร์ทุกคนก็ใช้แอปฯ นี้เหมือนกันนะ 

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 7. Grab

Grab บริการส่งของ รถรับ-ส่ง หรือสั่งอาหารด่วนครอบจักรวาล น่าแปลกใจที่อยู่อันดับ 7 แต่อาจเพราะปกติคนจะใช้แต่เรียกแท็กซี่ และช่วงนี้ก็ไม่มีใครคิดจะไหนกันอยู่แล้ว คงมีแต่โหลดมาใช้สั่งอาหารแทน แต่ก็ติด 1 ใน 10 เหมือนกัน

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 8. LINE Man

LINE Man อีกหนึ่งแอปพลิเคชันส่งของ-อาหารอีกทางเลือกที่คนเลือกใช้ คงไม่มีใครอยากออกจากบ้านจริงๆ ในช่วงนี้ สั่งอาหารให้คนขับมาส่งปลอดภัยกว่าเยอะ 

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 9. Netflix 

Netflix  ช่วงนี้อยู่บ้านหลายคนคงไม่มีอะไรทำกัน ต้องนั่งดูหนังทุกวัน และยิ่งช่วงนี้บ้านเรายิ่งฮิตๆ พูดถึงแต่ Netflix กัน บวกกับสถานการณ์ไวรัส COVID-19 แถวบ้านแอดมินมีคนพูดว่าจสมัครเน็ตฟริกซ์มาดูแก้ว่าง สงสัยช่วงนี้หลายคนคงอยู่บ้านนั่งดูหนังกันทั้งวันเป็นแน่แท้

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

อันดับที่ 10. Wish

Wish แอปพลิเคชันของสายช็อป มีสินค้าเหมือนตามห้าง ที่สำคัญลดราคาหนักถึง 50-80 % ช่วงนี้ห้างต่างๆ ปิดทำการไป สายช็อปคงหักห้ามใจไม่ไหว อยากเปลี่ยนมาช็อปสินค้าในออนไลน์

10 อันดับแอปพลิเคชัน ความนิยมพุ่งในช่วง ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ชาวไทยจำนวนมากมีความกังวลในสถานการณ์ COVID-19 โดยเฉพาะในกรุงเทพและปริมณฑลที่มีการระบาดมากสุดในประเทศไทยตอนนี้ นอกจากแอปฯ สั่งอาหาร แล้วก็ยังมีพวก Video Conference อย่าง Zoom Cloud Meetings  Microsoft Teams และ Hangouts Meets ก็มีการดาวน์โหลดมาใช้มากขึ้น คงเป็นเพราะช่วงนี้บริษัทต่างๆ ให้พนักงานโหลดมาใช้ในการติดต่อสื่อสารกันแทน รวมไปถึง อาจารย์และนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

เป็นไงกันบ้างกับ แอปฯ ยอดฮิตในช่วงไวรัสระบาดที่เรานำมาเสนอวันนี้ อย่างไรก็ตามพรุ่งนี้หรือวันข้างหน้าอาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะต่างไปจากนี้มากเท่าไหร่ ใครที่เป็นหนึ่งในผู้ใช้งานใหม่ ของแอปฯ เหล่านี้ก็รายงานตัวกันหน่อยคุณทำให้แอปพลิเคชันเหล่านี้มีความนิยมพุ่งพรวดเลยนะ

ผู้ใช้ Android สามารถใช้ Google Assistant ร่วมกับ Line ได้แล้ว

เมื่อช่วงปีที่ผ่านมาทาง Google ได้เริ่มทดลองขยายขอบเขตของการใช้งาน Google Assistant (AI ของ Google) ร่วมกับแอปพลิเคชันอื่นๆ อย่าง WhatApps, Slack และ Telegram และในตอนนี้ก็ตัดสินใจร่วมมือกับบริษัท Line ให้ผู้ใช้สามารถใช้งาน Google Assistant ในการตอบข้อความภายในแอปพลิเคชันผ่านการสั่งงานด้วยเสียงได้แล้ว

ถึงแม้ว่าทาง Line นั้นได้มี Voice Assistant ของตนเองที่ชื่อว่า Clova อยู่ก่อนแล้ว แต่ Clova นี้เป็นเพียง ลำโพงอัจฉริยะ (Smart Speaker) ที่ใช้ระบบสั่งการด้วยเสียงคล้ายกับลำโพง Echo ของ Amazon หรือ Google Home ของ Google ที่ผู้ใช้จะต้อง ซื้อมาประดับบ้านเพิ่มเท่านั้น ไม่ได้มีการพัฒนา Clova ให้สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนแต่อย่างใด

นอกจากนี้ Clova ยังรองรับการ สั่งงานด้วยเสียงแค่เฉพาะภาษาญี่ปุ่นและเกาหลี เพียงเท่านั้น ดังนั้นการดึงเอา Google Assistant ที่สมาร์ทโฟน Android ทุกเครื่องมีก็น่าจะช่วย เพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้ ได้อย่างมากเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะกับการ ส่งข้อความคุยกันกับเพื่อนเป็นรายบุคคล ยังไม่สามารถอ่านหรือตอบกลับข้อความในไลน์กลุ่ม หรือคอลไลน์ผ่านการสั่งงานโดย Google Assistant ได้ โดยในเบื้องต้นทางบริษัท LIne ได้ระบุว่าการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant นี้จะ รองรับเฉพาะภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ เท่านั้น และผู้ใช้สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ในสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Android 6.0 (Android รุ่น Marshmallow) เป็นต้นไป

Samsung ผลิตเซ็นเซอร์กล้องมือถือ 150 ล้านพิกเซล! Xiaomi ได้ใช้ก่อน

มีรายงานว่าซัมซุงกำลังอยู่ในกระบวนการผลิตเซ็นเซอร์กล้องมือถือใหม่ที่จะให้ความละเอียดสูงสุดถึง 150MP ด้วยกัน โดยมือถือรุ่นแรกที่จะได้ใช้เซ็นเซอร์นี้ ก็คือสมาร์ทโฟนของแบรนด์ Xiaomi ซึ่งอาจจะเป็นซีรีย์ Mi Mix หรือ Mi Note ที่จะออกมาในปลายปี 2020 นี้

ในปีที่แล้ว ทาง Samsung ได้ผลิตเซ็นเซอร์กล้องมือถือ ISOCELL Bright HM1 ที่ให้ความละเอียดภาพสูงถึง 108 ล้านพิกเซลออกมา และสมาร์ทโฟน Xiaomi ซีรีย์ Mi Note 10 และ Mi 10 ก็เป็นแบรนด์แรกที่ได้ใช้เซ็นเซอร์นี้ออกสู่ตลาด ซึ่งเหมือนว่าเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ใหม่ที่ให้ความละเอียด 150MP นี้ จะใช้เซ็นเซอร์กล้องเทคโนโลยี Nonacell ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ใช้บน Samsung Galaxy S20 Ultra ที่ถูกรวมพิกเซลจาก 0.8μm pixel มาเป็น 2.4μm pixel ในขนาดเซ็นเซอร์ 1 นิ้วเช่นเดิม

นอกจาก Xiaomi ที่อาจจะเปิดตัวมือถือที่ใช้เซ็นเซอร์กล้อง 150MP จาก Samsung แล้ว คาดว่าแบรนด์ที่จะเปิดตัวมือถือที่กล้องใช้เซ็นเซอร์เดียวกันนี้ ประกอบไปด้วย Vivo และ Oppo ด้วยสมาร์ทโฟนเรือธงพร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 875 ในไตรมาสที่ 1 ปี 2021 อีกด้วย

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

วันที่ 20 มีนาคม 2563 เอไอเอสผนึกกำลังไมโครซอฟท์ จัด LIVE สดผ่านเฟซบุ๊กแนะนำ “Working From Home In Practice” แพ็กเกจบริการและดิจิทัลโซลูชัน WORKING FROM HOME ในราคาประหยัดกว่า คุ้มค่ายิ่งกว่า สนับสนุนคนไทยทุกกลุ่ม ทั้งนักเรียน, นักศึกษา, กลุ่มคนทำงาน, เจ้าของกิจการ, องค์กรขนาดเล็กจนถึงใหญ่ ให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ติดขัด ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ประเดิมแถลงข่าวผ่าน Live Broadcast รูปแบบ VDO Conference ด้วยโปรแกรม Microsoft Teams สาธิตประโยชน์ของบริการที่ให้นำไปใช้จริงตั้งแต่วันนี้เป็ตต้นไป

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “เพื่อสนับสนุนการเดินหน้าทำงานของภาคธุรกิจและการทำงานของคนไทยในสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น เพื่อการทำงาน Work From Home อย่างมีประสิทธิภาพ เอไอเอส จึงร่วมมือกับพันธมิตร จัดแพ็กเกจ AIS WORKING FROM HOME ที่มีหลากหลายโซลูชัน ผสมผสานศักยภาพของเครือข่ายทั้งมือถือ 5G และ 4G รวมถึงเน็ตบ้าน AIS Fibre พร้อมขีดความสามารถของบุคลากร ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างสนับสนุนคนไทยทุกกลุ่ม ทั้งนักเรียน นักศึกษา กลุ่มคนทำงานออฟฟิศ, เจ้าของกิจการ, องค์กรขนาดเล็กจนถึงใหญ่ ให้เดินหน้าทำงาน ทำธุรกิจ หรือเรียนหนังสือได้อย่างไร้รอยต่อ ประกอบด้วย

แพ็กเกจ AIS สุดประหยัด รองรับ Work From Home

1.บริการ Unlimited Work Anywhere 

แพ็กเกจ on-top จากแพ็กปกติ ที่ให้ใช้งาน Office 365 บนมือถือได้ทุกที่ทุกเวลา เหมาะสำหรับคนทำงานทั่วไปและองค์กรธุรกิจที่ต้องการทำงานได้อย่างคล่องตัว ทุกที่ทุกเวลา

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

แพ็กเกจ Unlimited Work Anywhere ใช้งานเน็ตบน Microsoft office 365 และแอปฯ Zoom Video Conferencing ไม่อั้น (ไม่รวมค่าไลเซนส์) เพียง 99 บาทต่อเดือน  และสามารถใช้งานแพ็กได้ต่อเนื่อง 3 เดือน นับจากวันที่สมัคร สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจ Unlimited Next G Max Speed 50 GB เพียง 499 บาท/เดือน รับเน็ตความเร็วสูง 50 GB ต่อเดือน เพื่อเชื่อมต่อโลกออนไลน์ได้อย่างอิสระ พร้อมใช้งาน Office 365 และแอป Zoom Video Conferencing ไม่อั้น (ไม่รวมค่าไลเซนส์) สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 และสามารถใช้งานแพ็กเกจได้ต่อเนื่อง 3 เดือน นับจากวันที่สมัคร

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

พร้อมกันนี้ AIS ร่วมกับ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย มอบฟรี! ไลเซนส์ Office 365 – E1 ให้กับองค์กร และธุรกิจ SME ที่จดทะเบียนในนามนิติบุคคล ทุกราย ทุกเครือข่าย ไม่เฉพาะเครือข่าย AIS สามารถใช้งานฟรี! แบบไม่คิดค่าไลเซนส์นาน 6 เดือน พร้อมอำนวยความสะดวกในการติดตั้งแอปพลิเคชัน Microsoft Teams โปรแกรมสื่อสารอัจฉริยะ ฟรี! โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ลงทะเบียนรับไลเซน์ฟรี! ได้ที่ https://business.ais.co.th/workingfromhome/ โดย Office 365 – E1 เครื่องมือออฟฟิศเพื่อการทำงาน ที่ทุกออฟฟิศรู้จักกันดี และเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้พนักงานและทุกองค์กรสามารถ Work from Home ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ต่างจากนั่งทำงานในออฟฟิศจริงๆ

2.บริการ 5G/4G Fixed Wireless Access 

เปลี่ยนบ้านให้เป็นโฮมออฟฟิศความเร็วสูง ด้วยอุปกรณ์เราเตอร์กระจายสัญญาณ เหมาะสำหรับคนทำงานทั่วไปและองค์กรธุรกิจที่ต้องการ Work From Home

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

ครั้งแรกกับ 5G Home Broadband ด้วยอุปกรณ์เราเตอร์กระจายสัญญาณรุ่นใหม่ที่รองรับทั้งเครือข่าย 5G และ 4G ในราคาพิเศษ 8,900 บาท (จากปกติ 12,900 บาท) พร้อมสมัครแพ็กเกจรายเดือนเพียง 599 บาท (นาน 12 เดือน) รับสิทธิ์ใช้เน็ต 5G ความเร็วสูงสุด 50 GB และ 4G ความเร็วสูงสุด 100 GB จากนั้นใช้เน็ตต่อเนื่องไม่อั้นที่ความเร็ว 10 Mbps พร้อมใช้งาน Office 365 และแอป Zoom Video Conferencing ไม่อั้น (ไม่รวมค่าไลเซนส์) นาน 3 เดือน  สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 และสามารถใช้งานแพ็กได้ต่อเนื่อง นาน 1 ปี นับจากวันที่สมัคร

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

4G Home Broadband ราคาลดพิเศษ เหมาจ่ายครั้งเดียวเพียง 2,990 บาท/ปี (จากปกติ 4,990 บาท) รับสิทธิ์ใช้เน็ตไม่จำกัด ความเร็วสูงสุด 50 GB ในเดือนแรก และเน็ตต่อเนื่องไม่อั้นที่ความเร็ว 4 Mbps นาน 1 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม พร้อมใช้งาน Office 365 และแอป Zoom Video Conferencing ไม่อั้น  (ไม่รวมค่าไลเซนส์) นาน 3 เดือน สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 และสามารถใช้งานแพ็กได้ต่อเนื่อง นาน 1 ปี นับจากวันที่สมัคร

3.บริการ Fibre Working from Home

แพ็กเน็ตบ้านราคาพิเศษ รับสถานการณ์ COVID-19 เปลี่ยนบ้านให้เป็นโฮมออฟฟิศได้ง่ายๆ เหมาะสำหรับคนทำงานทั่วไปและองค์กรธุรกิจที่ต้องการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อทำงาน

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

· โปรโมชั่นพิเศษ สำหรับลูกค้าปัจจุบัน เอไอเอส ไฟเบอร์ ที่ใช้แพ็กเกจ 699 บาทขึ้นไป สามารถสมัครใช้แพ็กเสริม Speed Boost ในราคาเพียง 99 บาทต่อเดือน เพื่อเพิ่มสปีดเป็น 1 Gbps / 200 Mbps พร้อมฟีเจอร์ Speed Toggle สลับความเร็วดาวน์โหลด/อัปโหลดได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง หรือ แพ็กเกจต่ำกว่า 699 บาท สมัครแพ็กเสริม Speed Boost 59 บาทต่อเดือน เพิ่มสปีดเป็น 300 Mbps / 300 Mbps สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 และสามารถใช้งานแพ็กได้ต่อเนื่อง นาน 1 ปี นับจากวันที่สมัคร

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

· แพ็กเกจ AIS Fibre 100 Mbps /100 Mbps สำหรับลูกค้าใหม่ เอไอเอส ไฟเบอร์ เฉพาะลูกค้าที่จดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดาเท่านั้น ในราคาประหยัดเพียง 399 บาทต่อเดือน พร้อมซิม 4G MAX Speed 1 GB จากนั้นใช้งานต่อเนื่องที่ความเร็ว 128 Kbps และใช้งาน Office 365 และแอป Zoom Video Conferencing ไม่อั้น (ไม่รวมค่าไลเซนส์) นาน 3 เดือน สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 และสามารถใช้งานแพ็กได้ต่อเนื่อง นาน 1 ปี นับจากวันที่สมัคร

4. บริการโซลูชันพิเศษ

เพื่อการเข้าถึงและใช้งานแอปพลิเคชันในองค์กรได้จากทุกที่ เหมาะสำหรับองค์กรธุรกิจที่พนักงานต้องเข้าถึง Intranet และ Corporate Application ภายในองค์กร

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

· Virtual Desktop Infrastructure (VDI) ให้พนักงานออฟฟิศสามารถรีโมทเข้าถึงแอปพลิเคชันและ Intranet ขององค์กรได้จากทุกที่ทุกเวลา เสมือนนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ เริ่มต้นที่ 999 บาท/Account/เดือน (ไม่รวมค่าติดตั้ง) ลงทะเบียนความสนใจได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

· Corporate Internet Bandwidth on Demand ให้ลูกค้าสามารถปรับสปีดการใช้งาน อินเทอร์เน็ตองค์กร หรือเครือข่ายส่วนตัวขององค์กร (DDC MPLS) ได้ตามความต้องการ โดยจัดราคาพิเศษในช่วงนี้ สำหรับ bandwidth ที่เพิ่มขึ้น เพียง 30 บาท/Mbps/เดือน สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

· VPN Link ให้พนักงานสามารถเชื่อมต่อเข้าสำนักงานจากภายนอกเพื่อรับส่งข้อมูล หรือใช้งานแอปพลิเคชันบนระบบภายในได้อย่างปลอดภัย เสมือนอยู่บนเครือข่ายส่วนตัว ด้วยราคาพิเศษ เฉลี่ย 120 บาท/ลูกค้า/เดือน สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563

5. บริการ AIS Online Store

อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าและคนไทยสั่งซื้อสินค้าและบริการไอทีและดิจิทัลคุณภาพจาก AIS ได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ https://store.ais.co.thพร้อมบริการส่งถึงหน้าประตูบ้าน โดยจัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อคนไทย ส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2563

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

ขณะเดียวกัน เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตของลูกค้าที่ทำงานจากที่บ้านเพิ่มจากขึ้น เอไอเอส ได้เสริมกำลังเครือข่าย โดยเพิ่มความสามารถในการรองรับการใช้งาน (Capacity) ของเครือข่ายทั้ง 5G, 4G, 3G และ AIS SUPER WiFi และ AIS Fibre รวมถึงเสริมกำลังทีมงานวิศวกรทั้งส่วนกลางและภูมิภาค พร้อมสแตนบายดูแลประสิทธิภาพเครือข่ายทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้พร้อมแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที ตลอดจนทีมงานบริการลูกค้า ทั้งทีม AIS Contact Center 1175 และทีมดูแลลูกค้าองค์กร 1149 และทีมโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง พร้อมให้คำแนะนำและให้บริการลูกค้า ตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าและอุ่นใจตลอดเวลาที่อยู่กับเอไอเอส

AIS ประเดิม LIVE สด เปิดโซลูชัน Working From Home บริการเน็ตสุดคุ้ม สู้วิกฤติ COVID-19

สำหรับนักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ ที่จดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นลูกค้าทุกเครือข่าย ที่สนใจใช้บริการ AIS WORKING FROM HOME ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ais.co.th/WorkFromHome/

สำหรับลูกค้าที่จดทะเบียนในนามนิติบุคคล ที่สนใจใช้บริการ AIS WORKING FROM HOME สามารถติดต่อฝ่ายขายกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ดูแลบริษัทของท่านหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://business.ais.co.th/workingfromhome/

Microsoft ปรับรูปแบบ Start Menu ใหม่ใน Windows 10

Microsoft ได้ทดลอง ปรับเปลี่ยนรูปแบบของ Start Menu บน Windows 10 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีนับตั้งแต่มีการเปิดตัว Windows 10 ที่มีการใช้ Live Tiles Icon (Icon เคลื่อนไหวได้) บน Start Menu ที่มีหน้าตาคล้ายกับเมนูใน Windows Phone

Live Tiles Icon ที่จะมีการแสดงข้อมูลต่างๆ ภายในโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันบน Windows

Microsoft ปรับรูปแบบ Start Menu ใหม่ใน Windows 10

ซึ่งใน Start Menu รูปแบบใหม่นี้จะนำเอา Icon แบบ Live Tiles ออกไป และปรับให้พื้นที่หลัง Icon ของโปรแกรมต่างๆ ให้เป็นรูปแบบเดียวกัน โดย Icon ที่ปรับใหม่นี้จะไม่สามารถขยับได้และมีหน้าตาคล้ายคลึงกับ Icon ของโปรแกรมต่างๆ ในหน้า Desktop (แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบใน Icon แบบเดิมก็ยังสามารถปรับกลับมาใช้ Icon แบบเดิมได้อยู่)

Microsoft ปรับรูปแบบ Start Menu ใหม่ใน Windows 10

สำหรับเหตุผลที่ทาง Microsoft นำเอา Living Icon นี้ออกไป เนื่องจากผู้ใช้บางส่วนบ่นว่ามัน สร้างความรำคาญมากกว่าที่จะใช้ประโยชน์ได้จริงบน Windows PC เพราะขนาดข้อมูลที่แสดงใน Icon นั้นเล็กเกินไปสำหรับ PC นั่นเอง

“เราตั้งใจว่าจะปรับรูปแบบของ Start Menu ใหม่ จากปกติที่มีสีฉูดฉาดให้เป็นแบบฟอร์มเดียวกัน” Mike LaJoie นักออกแบบในทีมพัฒนา Windows ของ Microsoft กล่าว

ในเบื้องต้นทาง Microsoft ได้ระบุว่าจะนำเอา Start Menu รูปแบบใหม่นี้มาปรับใช้ใน Windows 10 20H2 พร้อมๆ กับการเปิดตัว Windows 10X และ Surface Neo (Tablet ตัวใหม่ของ Microsoft ที่สามารถพับจอได้ 360 องศา)

Surface Neo

ที่มา : www.theverge.com , www.techradar.com

Microsoft และ Google ปล่อยซอฟต์แวร์ Remote Working ใช้ฟรีชั่วคราวเพื่อสู้กับ COVID-19

สถานการณ์ของ COVID-19 (Coronavirus) นั้น ยังจัดอยู่ในช่วงที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง อย่างที่เราได้เห็นข่าวผู้ที่เดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยง หรือผู้มีอาการจะต้องมีการกักบริเวณ เฝ้าระวังเป็นระยะเวลาหลายวัน ปัญหาที่ตามมาก็คือการทำงานที่จะต้องมีการหยุดชะงักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ล่าสุดทางบริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านทำงานจากระยะไกล (Remote Working) หลายราย อย่าง Microsoft, Google, LogMeIn และ Cisco ก็ได้ออกมาประกาศที่จะเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปใช้งานซอฟต์แวร์การประชุม, การทำงานเป็นทีม และเครื่องมือ Remote Work ที่เดิมทีต้องเสียเงินในการใช้ ให้สามารถเข้าใช้งานได้แบบฟรีๆ เพื่อช่วยเหลือลดการเดินทางในพื้นที่สาธารณะ หวังช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 

Microsoft

JP Courtois รองประธาน และกรรมการผู้จัดการ ของ Microsoft ได้ทวีตประกาศว่า Microsoft Teams จะเปิดให้ใช้งานได้ฟรี 6 เดือน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของสุขภาพในที่สาธารณะ โดยการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการทำงานที่บ้าน

Google

ทางด้าน Google ได้ประกาศออกมาว่าผู้ใช้งาน G Suite และ G Suite for Education แบบฟรี จะสามารถเข้าใช้งานคุณสมบัติ Hangouts Meet video-conferencing รวมถึงใช้งานความสามารถดังต่อไปนี้ได้อีกด้วย

  • Meeting ได้สูงสุด 250 คน ต่อสาย
  • Live streaming ได้สูงสุด 100,000 ผู้ชมต่อ 1 Domain
  • สามารถบันทึก Meeting และบันทึกลง Google Drive

ซึ่งคุณสมบัติข้างต้นปกติจะใช้งานได้เฉพาะใน Enterprise edition ของ G Suite เท่านั้น โดย Google ระบุว่าจะเปิดให้ใช้ได้แบบไม่มีค่าใช้จ่ายกับลูกค้าทุกคนไปจนถึงวันที่ 1 กรกฏาคม 2020

LogMeIn

LogMeIn ได้เปิดให้บริการ Emergency Remote Work Kit รวมไปถึง GoToMeeting ด้วย เป็นเวลา 3 เดือน โดย Bill Wagnar ซีอีโอของ LogMeIn ได้เผยว่าในชุดเครื่องมือ Emergency Remote Work Kit จะประกอบไปด้วยระบบวีดีโอประชุมทางไกล, การประชุมผ่านเว็บไซต์, Virtual events, IT Support และ Management สำหรับดูแล Remote employee รวมไปถึงเครื่องมือสำหรับทำ Remote access ไปยังอุปกรณ์ต่างๆ

Cisco

สำหรับ Cisco ได้ปรับให้ Webex แบบฟรีให้รองรับการประชุมงานได้แบบไม่จำกัดเวลา และรองรับผู้ร่วมประชุมเป็น 100 คน รวมถึงให้เข้าใช้งานเวอร์ชัน Business ได้ฟรี 90 วันอีกด้วย


บริษัทไหนที่กำลังมองหาเครื่องมือที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้านได้ โดยไม่ต้องเดินทางมาในสภาวการณ์แบบนี้ก็ลองเข้าไปดูรายละเอียดกันได้เลย

ฟีเจอร์ใหม่ใน Android 11 (Developer Preview 1)

ทาง Google ได้ปล่อย พรีวิว Android 11 สำหรับ Developer (Android 11 for Developers Only) ออกมาให้ทดลองเล่นกันแล้วเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟน Google Pixel 2 ขึ้นไป สามารถลงทะเบียนเพื่อขอใช้งานได้ แต่ไม่แนะนำให้ผู้ใช้ทั่วไปติดตั้งเพื่อทดลองใช้งานด้วยตนเอง เพราะเมื่อติดตั้งแล้วจะลบข้อมูลภายในเครื่องออกไปทั้งหมด (สำหรับผู้ใช้ทั่วไปทาง Google ระบุว่าจะปล่อย Android 11 นี้ออกมาในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2020)

ฟีเจอร์ใหม่บน Android 11 เวอร์ชัน Developer Preview 1

Notification (การแจ้งเตือน)

ใน Android 11 นี้จะนำเอา Bubbles Chat (คล้าย Bubbles ของ Facebook Messenger) กลับมาใช้งานบนแอปพลิเคชัน Google Messages (แอปพลิเคชันแชทของ Google) โดยได้มีการพัฒนา UI ให้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และคาดว่าจะรองรับบนแอปพลิเคชันแชทอื่นๆ อย่าง WhatsApp อีกด้วย (แต่สำหรับแอปพลิเคชัน Line ไม่มีการระบุว่าจะสามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้หรือไม่) และจะปรับให้การแจ้งเตือนของแอปพลิเคชัน Messages ให้เด้งขึ้นไปอยู่ข้างบนสุด ส่วนแถบการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันอื่นๆ เช่น Email ใหม่, การกดไลค์บน Instagram, การอัปเดตแอปพลิเคชัน หรือการแจ้งเตือนอื่นๆ จะลงไปอยู่ใต้การแจ้งเตือนของการแชท

App Permission (การเข้าถึงแอปพลิเคชัน)

ปกติแล้วการขออนุญาตเข้าถึงฟังก์ชันอื่นๆ ภายในสมาร์ทโฟน Android อย่างกล้อง, ไมโครโฟน หรือโลเคชันของโทรศัพท์นั้นจะเป็นการสอบถามและเลือกให้อนุญาตในครั้งเดียวโดยไม่มีการถามซ้ำ (หากไม่ได้ลบแคชทิ้ง) แต่ใน Android 11 นี้จะ เพิ่มการอนุญาตการเข้าถึงแบบชั่วคราว เข้ามาด้วยเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้

Dark Theme Schedule (ตั้งเวลา Dark Theme)

เมื่อเปิดการใช้งานโหมด Dark Theme (Dark Mode) แล้ว ตัวสมาร์ทโฟนจะทำการปรับหน้าการแสดงผลโดยอัตโนมัติเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน และจะปรับกลับไปเป็นโหมดปกติในช่วงเวลากลางวัน และสามารถ ตั้งเวลาเปิด-ปิด Dark Theme แบบกำหนดช่วงเวลาเอง ได้อีกด้วย

Bluetooth

ปกติแล้วการ Bluetooth จะหลุดเมื่อเปิดใช้งานโหมดเครื่องบินและทำให้การเชื่อมต่อของหูฟังหรือแกดเจ็ตเสริมอื่นๆ ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนด้วยระบบ Bluetooth นั้นสัญญาณขาดหายไป แต่ใน Android 11 นี้จะยัง คงการเชื่อมต่อ Bluetooth ขณะเปิดโหมดเครื่องบิน ให้สามารถใช้งานได้อย่างไหลลื่น

ฟีเจอร์ใหม่ใน Android 11 (Developer Preview 1)

ภาพจาก : https://9to5google.com/2020/02/20/android-11-developer-preview-1-top-new-features/

Pin App to Share Menu (ปักหมุดแอปพลิเคชันในเมนูแชร์)

เลือก ปักหมุดแอปพลิเคชันที่ใช้งานบ่อยในหน้าการแชร์ข้อมูล ไปยังแหล่งอื่นได้ถึง 4 แอปพลิเคชัน ซึ่งก็คาดว่าน่าจะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้ได้มากเลยทีเดียว

Screen Recorder (การบันทึกหน้าจอ)

เพิ่มฟังก์ชันการ บันทึกหน้าจอ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในตัวเครื่องโดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันแยกมาเสริม (ปรับให้มีความเสถียรมากขึ้นจากใน Android 10)

Wireless Charging (การชาร์จแบบไร้สาย)

สำหรับสมาร์ทโฟน Android ที่สามารถชาร์จแบตแบบไร้สายได้จะเพิ่มการ แจ้งเตือนเมื่อวางสมาร์ทโฟนไม่ตรงกับจุดชาร์จบน Charger Pad (นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าทาง Google จะเพิ่ม Battery Share เข้ามาใน Pixel 5 อีกด้วย)

Motion Sense

สามารถเพิ่ม-ลดเสียง, เปลี่ยนเพลง หรือกดหยุดเล่นเพลงได้โดยการ “ขยับมือ” บริเวณใกล้กับหน้าจอโดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องแตะหรือสัมผัสจอ และใช้งานฟังก์ชันนี้ได้ขณะหน้าจอดับได้อีกด้วย แต่จะสามารถ ใช้งานได้เฉพาะกับสมาร์ทโฟนที่มี Soli Chip (ชิปที่ฝังอยู่ในสมาร์ทโฟนรุ่น Pixel 4 ขึ้นไป) ที่สามารถตรวจจับเรดาร์การเคลื่อนไหวได้เท่านั้น

ฟีเจอร์ใหม่ใน Android 11 (Developer Preview 1)

ภาพจาก : https://zinggadget.com/2020/02/20/android-11-motion-sense-function/

นอกจากนี้ยังได้ระบุว่าทางบริษัทจะมีการจะพัฒนา Android 11 นี้ให้ รองรับเทคโนโลยี 5G และเพิ่มฟีเจอร์ที่จะช่วยซัพพอร์ทหน้าจอ ของสมาร์ทโฟน Android รูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจอโค้ง, จอพับ, จอ Pinhole ที่มีความหลากหลายมากขึ้นอีกด้วย

รู้จัก “Clearview AI” ความปลอดภัย หรือ ละเมิดความเป็นส่วนตัว และเหตุผลที่ ‘แอปเปิ้ล’ บล็อก

Apple สั่งบล็อก “Clearview AI” ฐานละเมิดกฎซอฟต์แวร์

เมื่อไม่กี่วันมานี้ Apple ได้มีการประกาศสั่งบล็อกแอปฯ ‘Clearview AI’ เทคโนโลยีจดจำใบหน้า เพราะละเมิดกฎโปรแกรมซอฟต์แวร์ของบริษัท โดย Clearview AI ที่ให้บริการแอปฯ เฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงองค์กรบางรายเท่านั้น เช่น Macy’s, Walmart และ Wells Fargo ได้ใช้ใบรับรองระดับองค์กรทำให้ผู้ใช้สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ได้โดยไม่ผ่าน App Store โดยทำผิดกฎของ Apple ที่จำกัดให้ผู้ใช้เข้าถึงซอฟต์แวร์เฉพาะบุคคลภายในองค์กรที่กำหนดเท่านั้น 

ขณะที่ปกติแล้วเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าขั้นสูงของ Clearview AI ผู้ใช้ iPhone ทั่วไปจะเข้าถึงไม่ได้ แต่ลองนึกภาพว่าเราเดินอยู่ในที่สาธารณะ และมีคนแปลกหน้าเดินสวนกับคุณ จนกระทั่งเขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปคุณ ก่อนจะอัพโหลดรูปนั้นลงในแอปฯ เพื่อให้แมตช์กับฐานข้อมูล จนสามารถพบข้อมูลของคุณบนสื่อโซเชียลมีเดีย พบแอคเคาท์  Facebook , instagram หรืออื่นๆ จากนั้นตามด้วยชื่อจริง ที่อยู่ ซึ่งหลังจากนั้นมันจะเป็นอย่างไรต่อ ? แน่นอนว่ามันคือหายนะ เพราะนั่นอาจหมายถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง 

“เพื่อความปลอดภัย” หรือ “รุกล้ำความเป็นส่วนตัว”

รู้จัก "Clearview AI" ความปลอดภัย หรือ ละเมิดความเป็นส่วนตัว และเหตุผลที่ 'แอปเปิ้ล' บล็อก

สำหรับ ‘Clearview AI’ เป็นเทคโนโลยีจดจำใบหน้าที่ถูกพัฒนาโดยบริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ ในสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งโดย “ฮอน ทอน-แทต” หนุ่มหน้าตาดี อดีตนายแบบเชื้อสายเวียดนาม ซึ่งได้รับเงินทุนจากอภิมหาเศรษฐีคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

โดยจุดประสงค์หลักของ ‘Clearview AI’ คือให้บริการแก่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อใช้ติดตามใบหน้าของอาชญากรรม โดยมีฐานข้อมูลรูปภาพกว่า 3,000 รูป ที่มีการก็อปปี้มาจากสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, IG, Twitter, หรือ Venmo ปัจจุบันมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกว่า 600 หน่วยงานที่ใช้เทคโนโลยีนี้รวมถึง Federal Bureau of In vestigation หรือ “FBI” 

จนกระทั่งสื่อ New York Time ได้ตีแผ่เรื่องราวของ Clearview AI และให้สมญานามว่าเป็น “จุดจบของความเป็นส่วนตัว” ทำให้เริ่มมีการออกมารณรงค์และเรียกร้องจากหลายฝ่าย ให้ร่างกฎหมายควบคุมการพัฒนาและจำกัดการใช้งาน เพราะเทคโนโลยีนี้หากมีการใช้อย่างแพร่หลาย ผู้คนทั่วไปจะไม่มีคำว่าเป็นส่วนตัวอีกต่อไป

ซึ่งหากเปรียบเทียบกันเรื่องฐานข้อมูลแล้วกับองค์กรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย หรือ บริษัทเอกชนด้านการตลาดใดๆ ก็แทบจะเทียบกันไม่ได้ เพราะขณะที่ FBI เองนั้นมีภาพอยู่ในฐานข้อมูลเพียงแค่ 411 ล้านรูปเท่านั้น ซึ่งทุกรายล้วนเป็นผู้มีคดีติดตัวหรือเป็นบุคคลสำคัญ แต่ขณะที่ Clearview AI กลับรวบรวมรูปภาพของประชาชนทั่วโลกจากสื่อโซเชียลมีเดียได้ถึง 3,000 ล้านกว่าคนนั่นถือเป็นความแตกต่างที่มองข้ามไม่ได้จริงๆ 

โดยตามรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศ  หลังจากมีการประกาศของ Apple ออกมา ด้านฮอน ทอน-แทต ประธานบริหารบริษัทที่พัฒนา Clearview AI ก็ได้ออกหนังสือเพื่อชี้แจงกับ Apple เรื่องการปฏิบัติตามข้อกำหนดให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังเดิม

อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าด้วย AI หรือ “Facial recognition” สามารถเป็นเทคโนโลยีที่ทรงพลังในการใช้บนเส้นทางของผู้บังคับใช้กฎหมาย  แต่กลับกันเมื่อมันถูกใช้โดยบุคคลทั่วไป พลังของมันก็ก่อให้เกิดการละเมิดความเป็นส่วนตัว ซึ่งถ้ามีการจำกัดการใช้งานที่ถูกวิธีก็สามารถเป็นเครื่องมือสร้างความปลอดภัยของประชาชนได้ ไม่ใช่เป็นเครื่องมือที่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชนเสียเอง
ที่มา : www.popularmechanics.com , www.engadget.com

Google ฟอร์มทีม Adidas และ EA Sports ทำชุดกีฬาอัจฉริยะ สั่งการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ

ด้วยทุกวันนี้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมากมายถือกำเนิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น IOT, AI, บล็อกเชน, 5G, อักเมนต์-เวอร์ชวล เรียลลิตี้และอื่นๆ ทำให้บริษัทต่างๆ มีการพัฒนาสินค้าของตัวเองเพื่อออกมารองรับเทคโนโลยีเหล่านี้ 

ล่าสุด Google, EA Sports ค่ายเกมในเครือ Electronic Arts และ Adidas แบรนด์สินค้ากีฬาชื่อดัง ก็มีการฟอร์มทีมกันร่วมมือกันผลิตเสื้อผ้ากีฬาโดยใช้เทคโนโลยี “Jacquard” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเส้นใยผ้านำไฟฟ้าของ เย็บลงไปบนผืนผ้าปกติ เพื่อเชื่อมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีคุณสมบัติในการทำงานเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือของคุณ

Google ฟอร์มทีม Adidas และ EA Sports ทำชุดกีฬาอัจฉริยะ สั่งการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ

ในภาพ GIF เราจะเห็นทีเซอร์ที่ประกอบด้วยโลโก้ Adidas, FIFA Mobile และ Jacquard by Google ปรากฏขึ้นพร้อมข้อความ “Play Connected” แท็กวันที่ 10 มีนาคม 2020 ซึ่งน่าจะเป็นการประกาศวันเปิดตัวและเผยรายละเอียดของเสื้อผ้าอัจฉริยะนี้ 

ทั้งนี้ “Jacquard” คือโปรเจ็คเสื้อผ้าอัจฉริยะที่อยู่ภายใต้ทีมงาน Advanced Technology and Projects (ATAP) ของ Google เป็นเทคโยโลยีที่ได้รับความร่วมมือจากแบรนด์ต่างๆ ทำให้คุณสามารถสั่งการโทรศัพท์มือถือของคุณได้ผ่านการสัมผัสที่ตัวแผงควบคุมซึ่งเย็บติดอยู่กับเส้นใยผ้านำไฟฟ้า เช่นการสั่งให้เล่นเพลงในโทรศัพท์ เป็นต้น

ปัจจุบันนี้เทคโยโลยี Jacquard ได้มีการนำไปใช้กับเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ของ Levi และแบรนด์กระเป๋าของYves Saint Laurent จากฝรั่งเศส โดยครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับเสื้อผ้ากีฬา ซึ่งบางทีเราอาจได้โบนัสพิเศษเพิ่มเติมจากการใส่ชุดและเชื่อมต่อกับเกมฟุตบอลในมือถือ FIFA Mobile ของค่าย EA Sport ก็เป็นได้ 

โดยคลิปวิดีโอนี้เป็นภาพการใช้งานเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ของ Levi ที่ใช้เทคโนโลยี Jacquard ซึ่งเปิดตัวเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา

ที่มา : www.theverge.com , atap.google.com