Samsung เปิดตัว “Galaxy S20” และ “Galaxy Z Flip” ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

ซัมซุงเปิดตัวนวัตกรรมสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในประเทศไทย นำโดย ‘Galaxy S20’ สมาร์ทโฟนแฟลกชิปที่จะมาพลิกกฎการถ่ายภาพและวิดีโอแบบเดิมๆ ด้วยนวัตกรรมกล้องวิดีโอที่ดีที่สุดของ Samsung พร้อมฟีเจอร์ใหม่ตอบโจทย์ชาวมิลเลนเนียลที่รักการบันทึก และแชร์โมเมนต์โดนใจบนโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้ง ‘Galaxy Z Flip’ สมาร์ทโฟนพับได้โฉมใหม่ ที่โดดเด่นและสวยงามทันสมัยกับการพับในแนวตั้ง มาพร้อมนวัตกรรมจอกระจกพับได้เป็นครั้งแรก ดีไซน์การใช้งานที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นพิเศษนี้ จะเปลี่ยนนิยามของการถ่ายภาพ การแบ่งปันประสบการณ์ และการเพลิดเพลินไปกับคอนเทนท์บนสมาร์ทโฟนไปอย่างสิ้นเชิง

ออกแบบอนาคตของการสื่อสารด้วย Galaxy S20 Series

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

สมาร์ทโฟน 5G รุ่นแรกในไทย ‘Galaxy S20 Ultra 5G’ พร้อมให้คนไทยได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่เหนือกว่าของการสื่อสารยุคใหม่ก่อนใคร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมาร์ทโฟนแฟลกชิปซีรีส์ใหม่ในตระกูล Galaxy S ประกอบด้วย Galaxy S20, Galaxy S20+ และ Galaxy S20  Ultra 5G

วีดีโอคมชัด ประสบการณ์เสมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์

Galaxy S20 สามารถถ่ายวิดีโอด้วยความคมชัดระดับ 8K เพื่อให้ผู้ใช้ได้บันทึกโลกที่พวกเขามองเห็นด้วยสีและคุณภาพที่สมจริงที่สุด รวมถึงแคปเจอร์ภาพนิ่งจากวิดีโอ 8K ดังกล่าวในรูปแบบภาพความละเอียดสูง (Hi-Res) ได้ทันที ด้วยฟีเจอร์ 8K VDO Snap

ทั้งนี้ ด้วยระบบ Super Steady ที่ป้องกันการสั่น รวมถึงการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวด้วย AI จึงทำให้ภาพวิดีโอที่มีการเคลื่อนไหวสูงดูนิ่งและนุ่มนวลเสมือนถ่ายโดยใช้อุปกรณ์กันสั่น Gimbal

หนึ่งการบันทึกภาพกับความเป็นไปได้ไม่รู้จบ

โหมดถ่ายภาพอัจฉริยะ Single Take ให้ผู้ใช้งานได้ทั้งภาพถ่ายและวิดีโอในรูปแบบที่หลากหลายมากสูงสุด 14 แบบ ผ่านการกดบันทึกในช็อตเดียว ไม่ว่าจะเป็นแบบ Live Focus, Cropped, Ultra Wide กว้างถึง 120 องศา โดยผ่านเทคโนโลยีกล้อง AI เพื่อให้ไม่พลาดทุกโมเมนต์สำคัญที่เกิดขึ้น

ที่สุดของความคมชัดในทุกรายละเอียด 

ด้วยเซนเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ของกาแลคซี่ Galaxy S20 Series ทำให้ภาพมีความละเอียดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยมีความละเอียด 64 ล้านพิกเซลใน Galaxy S20 และ Galaxy S20+ และสูงถึง 108 ล้านพิกเซล ใน Galaxy S20 Ultra 5G ซึ่งทำให้ภาพถ่ายคุณภาพสูง คมชัดแม้ต้องซูม, ครอป และแก้ไขภาพ

พร้อมกันนี้ จากการรับแสงที่มากขึ้นผ่านเซนเซอร์ขนาดใหญ่ และความก้าวล้ำไปอีกขั้นของ Galaxy S20 Ultra 5G ที่มีความสามารถในการสลับสับเปลี่ยนระหว่างโหมดความละเอียดสูง 108 ล้านพิกเซล กับโหมด 12 ล้านพิกเซล ผ่านเทคโนโลยี Nona-binning ที่สามารถรวมพิกเซลเก้าเม็ดเป็นหนึ่งเดียวที่ระดับเซ็นเซอร์ จึงทำให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกับภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้นแม้ในสภาพแสงน้อยก็ตาม

พลังซูมเหนือระดับ

ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลแค่ไหน ด้วยพลังของเทคโนโลยี Space Zoom ที่เป็นการทำงานร่วมกันของ Hybrid Optic Zoom, Super Resolution Zoom และ AII-powered digital Zoom จึงทำให้ Galaxy S20 สามารถซูมภาพทุกสิ่งที่ต้องการให้เข้ามาใกล้อย่างง่ายดาย ด้วยความสามารถในการซูมถึง 30 เท่าใน Galaxy S20 และ Galaxy S20+ หรือก้าวล้ำไปอีกขั้นกับ Galaxy S20 Ultra 5G ซึ่งใช้ AI อันทรงพลังและการประมวลผลภาพหลายภาพเข้าด้วยกันในขณะซูมไกล เพื่อให้ผู้ใช้ได้ซูมภาพขั้นสูงสุดถึง 100 เท่า พร้อมสัมผัสกับภาพอันคมชัดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 ทำสิ่งที่รักได้ดียิ่งขึ้นด้วย Galaxy S20 Series

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

เพลิดเพลินกับเพลงโปรดเฉพาะตัว 

ด้วยความร่วมมือระหว่าง Spotify และ Bixby Routines ผู้ใช้จะได้เพลิดเพลินกับซาวด์แทร็กส่วนตัว (personalized soundtrack) ที่ปรับเปลี่ยนตามกิจวัตรประจำวันของตนเอง นอกจากนี้ ด้วยฟีเจอร์ Music Share ผู้ใช้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเพื่อนของคุณผ่านเทคโนโลยี Bluetooth และสามารถควบคุม เปิด เปลี่ยนเพลงไปยังเครื่องเสียงรถยนต์หรือลำโพง ทำให้ผู้ใช้และเพื่อนได้สนุกกับการผลัดเปลี่ยนกันเป็นดีเจได้อย่างสนุกสนานตลอดการเดินทาง  

วิดีโอแชทผ่าน Google Duo

ผู้ใช้ Galaxy S20 สามารถวิดีโอแชทได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น และด้วยเทคโนโลยี 5G Galaxy S20 จะช่วยยกระดับการสนทนาทางวิดีโอขึ้นไปอีกขั้น จากการทำงานร่วมกับ Google Duo ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้จะได้สัมผัสกับฟีเจอร์ Duo ใหม่ในGalaxy S20 และสามารถเพลิดเพลินกับภาพที่คมชัดระดับ Full HD ได้ตั้งแต่เริ่มต้นกดปุ่ม Duo เพื่อใช้งานวิดีโอแชท ซึ่ง Google Duo สามารถทำงานร่วมกันได้กับทุกระบบปฏิบัติการ ดังนั้นผู้ใช้จึงสามารถสนทนาผ่านวิดีโอได้กับทุกคนอย่างไม่มีข้อจำกัด และเมื่อใช้เลนส์ไวด์ (Wide lens) ผู้ใช้จะสามารถพูดคุยกับเพื่อนได้พร้อมกันสูงสุดถึง 8 คน

 สัมผัสประสบการณ์แห่งความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

Galaxy S20 Series อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีระดับพรีเมี่ยมที่ทุกคนรอคอย ซึ่งสมาร์ทโฟนซีรีส์นี้ คืออุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยสูงที่สุด จากการปกป้องด้วย Samsung น็อกซ์ (Knox) แพลตฟอร์มความปลอดภัยสมาร์ทโฟนชั้นนำของอุตสาหกรรม ที่ให้ความคุ้มครองตั้งแต่ระดับชิปจนถึงซอฟต์แวร์

Galaxy S20 Series มาพร้อมแบตเตอรี่อัจฉริยะความจุสูง และที่ชาร์จ 25W โดยรุ่น Galaxy S20 Ultra 5G ยังสามารถรองรับระบบชาร์จเร็ว Super Fast Charge 45W ทุกรุ่นมาพร้อมพื้นที่เก็บข้อมูลขนาด (Storage) 128 GB สำหรับ Galaxy S20 และ Galaxy S20+ มาพร้อมหน่วยความจำ (RAM) 8 GB  และในรุ่น Galaxy S20 Ultra 5G มาพร้อมหน่วยความจำ (RAM) 12 GB  

ทั้งนี้ Galaxy S20 Series ยังมาพร้อมกับ One UI 2 ซึ่งนำเสนอการออกแบบที่กระชับเรียบง่าย โดยผู้ใช้สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เพื่อควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านผ่านแอปพลิเคชั่น SmartThings ติดตามกิจกรรมด้านสุขภาพผ่าน Samsung Health รวมถึงชำระค่าบริการต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ผ่าน Samsung Pay

ภาพรวมฟีเจอร์หลัก 

  • 8K Video Snap สามารถแคปเจอร์ภาพถ่ายความละเอียด 33MP จากวีดีโอ 8K
  • กล้องความละเอียด 108MP มีเฉพาะใน Galaxy S20 Ultra 5G เท่านั้น
  • กล้องความละเอียด 64MP มีในรุ่น Galaxy S20 และ S20+
  • 10x Hybrid Optic Zoom และ 100x ระบบซูมความละเอียดสูง มีเฉพาะใน Galaxy S20 Ultra 5G เท่านั้น
  • 3x Hybrid Optic Zoom และ 30x ระบบซูมความละเอียดสูง มีเฉพาะใน Galaxy S20 และ S20+
  • ระบบซูมความละเอียดสูง ประกอบด้วยระบบซูมแบบดิจิตอล ซึ่งมีเป็นปัจจัยต่อความคมชัดของภาพถ่ายและวิดีโอ
  • Galaxy S20 Ultra 5G มีเซนเซอร์ภาพที่ขนาดใหญ่กว่ารุ่น Galaxy S10 ถึง 2.9เท่า Galaxy S20 และ S20+ มีเซนเซอร์ภาพที่ขนาดใหญ่กว่ารุ่น Galaxy S10 ถึง 1.7เท่า
  • ผลลัพธ์และจำนวนภาพจากการถ่าย Single Take อาจแตกต่างกันไปตามรูปแบบของการถ่ายภาพและวิดีโอของแต่ละคน
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh (typical) มีเฉพาะใน Galaxy S20 Ultra 5G 
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh (typical) มีเฉพาะใน Galaxy S20+
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh (typical) มีเฉพาะใน Galaxy S20 

Galaxy S20 Series มีวางจำหน่ายในประเทศไทย 3 รุ่น ได้แก่

  • Galaxy S20 สี Cosmic Grey, Cloud Blue และ Cloud Pink ราคา 28,900 บาท
  • Galaxy S20+ สี Cosmic Grey, Cloud Blue และ Cosmic Black ราคา 31,900 บาท
  • Galaxy S20 Ultra 5G สี Cosmic Grey และ Cosmic Black ราคา 39,900 บาท

เริ่มเปิดจอง พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคม นี้

  

สู่ทศวรรษใหม่ของสมาร์ทโฟนจอพับได้ กับ Galaxy Z Flip

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

เมื่อแฟชั่นมาบรรจบกับเทคโนโลยี

ดีไซน์ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ Galaxy Z Flip ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่หลงใหลในแฟชั่น ขณะเดียวกันก็มีความสนใจในเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งทุกองค์ประกอบของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

สไตล์ที่พกพาได้ในกระเป๋า

Galaxy Z Flip เมื่อพับแล้วจะมีขนาดเล็กเท่ากระเป๋าสตางค์ จึงสามารถใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าถือได้อย่างสบาย แม้จะมีขนาดกะทัดรัดพอดีมือ แต่เมื่อกางออกจะพบกับหน้าจอสวยงามขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว นอกจากนี้ Galaxy Z Flip ยังโดดเด่นสะดุดตาด้วยเฉดสีที่ทันสมัย ดีไซน์โค้งมนสะท้อนความเรียบหรู เพิ่มเสน่ห์ด้วยรูปแบบการพับในแนวตั้งที่สามารถพับปิดได้อย่างนุ่มนวล

ครั้งแรกของโลกกับจอกระจกพับได้

หน้าจอแบบ Infinity Flex Display ของ Galaxy Z Flip มาพร้อม Ultra Thin Glass (UTG) หรือนวัตกรรมแผ่นกระจกที่สามารถโค้งงอได้ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดยทีมวิจัยและพัฒนาของSamsung ช่วยให้จอภาพมีความเพรียวบาง มอบสัมผัสที่หรูหราและทันสมัยแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนบนสมาร์ทโฟนพับได้ อีกทั้งกล้องหน้าของ Galaxy Z Flip ถูกออกแบบให้อยู่บริเวณกึ่งกลางด้านบน จึงไม่มีรอยบากบนหน้าจอมากวนใจ ด้วยสัดส่วนของจอที่ 21.9 : 9 Galaxy Z Flip ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้เพลิดเพลินกับคอนเทนต์โปรดโดยเฉพาะคอนเทนต์ประเภทภาพยนตร์ในอัตราส่วนภาพที่ 21 : 9 

กลไกบานพับแบบใหม่ 

Galaxy Z Flip ใช้กลไกบานพับแบบใหม่ที่เรียกว่า Hideaway Hinge ซึ่งเป็นผลงานออกแบบทางวิศวกรรมที่คำนึงถึงความสวยงาม ประกอบด้วยกลไก Dual CAM ขนาดเล็กที่ช่วยให้ทุกการพับเป็นไปอย่างนุ่มนวลและมั่นคง โดยสามารถกางออกและหยุดได้ตามองศาที่ต้องการเหมือนกับบนหน้าจอแล็ปท็อป ระบบบานพับ Hideaway Hinge ยังผสานการทำงานเข้ากับเทคโนโลยีระดับสูงของ Samsung ในการใช้เส้นใยไนลอนที่พัฒนาขึ้นพิเศษเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมและฝุ่นที่เข้ามาในบานพับ 

ประสบการณ์ครั้งใหม่บน ‘สมาร์ทโฟนจอพับได้’ 

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

Galaxy Z Flip ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่ง ด้วยดีไซน์ตัวเครื่องที่สามารถพับได้หลายระดับ ไปจนถึงการใช้งานแบบแฮนด์ฟรี ทำให้ Galaxy Z Flip แตกต่างจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ 

การใช้งานแบบแฮนด์ฟรี

ดีไซน์ของ Galaxy Z Flip ช่วยทลายข้อจำกัดในการใช้งานสมาร์ทโฟน เพราะเมื่อตัวเครื่องสามารถกางออกได้ทุกองศาและตั้งวางได้ จึงสามารถใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้แบบโดยไม่ต้องใช้มือจับเครื่อง สามารถถ่ายเซลฟี่หรือวิดีโอแชทผ่านแอปพลิเคชัน Google Duo พร้อมเผยบรรยากาศรอบตัวและแสดงท่าทางได้มากกว่าที่เคย 

โหมด Flex

Samsung ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Google ในออกแบบโหมด Flex ที่ออกแบบขึ้นพิเศษเพื่อรองรับคอนเทนต์บนดีไซน์จออันเป็นเอกลักษณ์ของ Galaxy Z Flip เมื่อกางหน้าจอออกและเครื่องอยู่ในแนวตั้ง (Free-standing) จอแสดงผลจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยอัตโนมัติ ให้ผู้ใช้สามารถดูภาพหรือวิดีโอที่จอด้านบน และสามารถควบคุมคอนเทนต์เหล่านั้นที่จอด้านล่าง หรือขณะที่สตรีมคอนเทนต์ YouTube  ในจอบน ก็สามารถค้นหาวิดีโออื่นๆ หรือเขียนคอมเมนต์ใต้วิดีโอได้พร้อมกันที่หน้าจอด้านล่าง  

ปฏิวัติวงการกล้องสมาร์ทโฟน

Galaxy Z Flip สามารถตั้งวางเองได้ ผู้ใช้จึงสามารถบันทึกภาพได้สะดวกยิ่งขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม จะตั้งเวลาเพื่อถ่ายภาพกรุ๊ปช็อต หรือถ่ายภาพกลางคืนก็สามารถทำได้ เป็นตัวช่วยในการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียด้วยภาพถ่ายจากมุมที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งพาขาตั้งกล้องหรือแม้กระทั่งใช้มือจับเครื่อง และเมื่อในขณะพับเครื่องพับก็สามารถถ่ายภาพเซลฟี่คุณภาพสูงได้อย่างง่ายดายด้วยกล้องหลัง นอกจากนี้ Night Mode ของ Galaxy Z Flip ยังสามารถถ่ายวิดีโอ Hyperlapse ในเวลากลางคืนหรือในที่มีแสงน้อยให้มีชีวิตชีวาได้โดยไม่ต้องพึ่งแฟลช อีกทั้งยังสามารถเพลิดเพลินไปกับการถ่ายวิดีโอในอัตราส่วน 16 : 9 ซึ่งเป็นขนาดที่ดีที่สุดสำหรับการอัพโหลดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย

ไม่พลาดทุกการแจ้งเตือน

ถึงแม้จะอยู่ในโหมดพับก็ไม่พลาดที่จะรับข้อความ สายโทรศัพท์ หรือการแจ้งเตือนต่างๆ และยังสามารถเช็ควัน เวลา และสถานะของแบตเตอรี่ ได้อย่างรวดเร็วผ่าน Cover Display ด้านหน้าที่แสดงผลแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ สามารถรับสายได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเปิดตัวเครื่อง หรือตอบข้อความได้อย่างรวดเร็วเพียงแตะที่แถบ Cover Display แล้วเปิดเครื่อง

Multi-Active Window

ใช้งานหลายแอปพลิเคชันพร้อมกันได้อย่างราบรื่นด้วยฟีเจอร์ Multi-Active Window เพียงลากและวางแอปพลิเคชันที่ต้องการใช้งานใน Multi-Window Tray ก็สามารถเลื่อนดูบทความแฟชั่นล่าสุดที่หน้าต่างบน และเลือกซื้อไอเท็มโปรดไปพร้อมๆ กันในหน้าต่างด้านล่าง

Galaxy Z Flip มีสี Mirror Purple และ Mirror Black เตรียมวางจำหน่ายครั้งแรกในประเทศไทย 200 เครื่องแรกในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 มีนาคม 2563 ในราคา 44,900 บาท

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

JOOX ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ของการให้บริการแพลตฟอร์มมิวสิคสตรีมมิง เผยความสำเร็จในปีที่ผ่านมาด้วยยอดผู้ใช้งานที่สูงถึง 290 ล้านรายใน 5 ประเทศ พร้อมเดินหน้าสานต่อความเป็นผู้นำด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างประสบการณ์ฟังเพลงที่เหนือชั้น การสร้างสรรค์คอนเทนท์ออริจินัล ทั้งคอนเทนต์เด็ดโดนใจและคอนเทนท์ใหม่ๆ ร่วมกับพาร์ทเนอร์ และการขยายคอมมูนิตี้ ทั้งด้านออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเชื่อมโยงทุกโมเม้นต์ทางดนตรีให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของคนในยุคดิจิทัล

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ บริการมิวสิคสตรีมมิ่งยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ในอุตสาหกรรมดนตรี ศิลปินต่างมีรายได้จากการขายซีดี ลิขสิทธิ์เพลง และระบบดิจิทัลดาวน์โหลดที่เป็นช่องทางขายเพลงออนไลน์ให้กับนักดนตรี แต่นับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมาเทรนด์ในอุตสาหกรรมดนตรีแพลตฟอร์มมิวสิคสตรีมมิงก็เริ่มเติบโตขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จนในปี 2017 ก็เป็นช่องทางทำรายได้หลักให้กับศิลปิน

สำหรับในต่างประเทศ กลุ่มผู้ใช้งานมิวสิคสตรีมมิงส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ใช้งานที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งมีกำลังในการจ่ายเพื่อใช้บริการสินค้า แต่ในประเทศไทยกลุ่มผู้ใช้งานส่วนใหญ่กลับเป็นกลุ่มอายุตั้งแต่ 18 ปี ซึ่งมีกำลังในการใช้จ่ายน้อยกว่า (รวมทั้งตลาดในประเทศไทยนิยมการใช้บริการแบบ Freemuim เป็นส่วนใหญ่) ส่วนหนึ่งในกลยุทธ์ของทาง JOOX ในปีนี้ จึงเป็นการขยายฐานของผู้ใช้บริการไปสู่กลุ่มผู้ใช้ช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไปอีกด้วย

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

ทิศทางดำเนินธุรกิจของ JOOX ในปี 2020

สำหรับทิศทางกลยุทธ์ของทาง JOOX ในปี 2020 นี้ จะดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

การพัฒนานวัตกรรม (Innovation)

JOOX มีการพัฒนาและนำนวัตกรรมมาใช้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ต่อยอดจากการฟังเพลงสตรีมมิงมาเป็นวิดีโอ ไลฟ์ถ่ายทอดสดรายการเพลงต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ มีบริการคาราโอเกะเพิ่มขึ้นมา รวมทั้งโซเชียลคอมมูนิตี้ ที่สามารถติดตามศิลปินโปรด หรือ KOLs (Key Opinion Leader) บนแพลตฟอร์ม JOOX ได้ รวมทั้งการพัฒนาให้สามารถใช้บริการ JOOX ได้ทั้งบน Desktop ทั้งเว็บไซต์, แอปฯ ทั้งบน Windows และ MacOS รวมทั้งแอปฯ บนสมาร์ทโฟน

ในปี 2020 นี้ ด้านนวัตกรรมของทาง JOOX จะเน้นไปในการสร้าง Personal Life โดยพัฒนา Machine Learning เพื่อเรียนรู้ผู้ใช้แต่ละคน ในเรื่องของประเภทและแนวเพลงที่ฟัง นำเสนอเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมกับผู้ใช้นั้นๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว Machine Learning ได้ถูกทดสอบตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

มีข้อมูลการใช้งานว่า ผู้ใช้ JOOX กว่า 41% ซึ่งเป็นส่วนใหญ่จะใช้งานเมนู My Music ซึ่งเป็นเพลย์ลิสต์เพลงที่ผู้ใช้ต้องการจะฟัง การแนะนำเพลงที่คาดว่าผู้ใช้จะชอบจาก Machine Learning ก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

การสร้างสรรค์คอนเทนต์ ออริจินัล (Original Content)

สิ่งที่ทำให้ JOOX มีความพิเศษกว่าบริการมิวสิคสตรีมมิงอื่นๆ ก็คือการสร้างโปรเจคและคอนเทนท์พิเศษขึ้นมาใหม่ ให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่แตกต่าง อย่างในปีทีผ่านมาก็เช่น โปรเจค 100×100 ที่นำศิลปินเพลงไทยสากลมาคอลแลป (Collab) กับศิลปินลูกทุ่ง อย่างเช่น เพลงให้นานกว่าที่เคย – วง KLEAR กับ ไผ่พงศธร

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

ในปีนี้ก็ได้มี Original Content อีกเช่นเคย โดยที่ได้เริ่มปล่อยออกมาแล้วก็จะเป็นโปรเจค Throwback The 90s ซึ่งเป็นการนำเพลงในยุค 90s มารีเมคโดยศิลปินใหม่ๆ โดยมีจุดประสงค์ก็คือการดึงกลุ่มผู้ใช้ใหม่ที่มีช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป มาใช้งานนั่นเอง

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

ซึ่งไม่เพียงการจับมือกับค่ายพันธมิตรใหญ่ๆ อย่าง GMM Grammy, RS, BEC Tero Music, Musik Move และ What the Duck เท่านั้น แต่ยังให้โอกาสกับศิลปินหน้าใหม่กับศิลปินอินดี้ให้เติบโตอีกด้วย

อีกเทรนด์ที่น่าสนใจก็คือเพลง OST ประกอบภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมไม่น้อย โดย JOOX ก็มีแผนที่จะสร้างเพลงและสร้างหนังไปด้วยกัน ทำการครอสโปรโมทร่วมกับ WeTV ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดูทีวีออนไลน์ในเครือ Tencent อีกด้วย

คอนเทนท์พิเศษอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Podcast ที่มีผลวิจัยออกมาว่ากลุ่มคนอายุ 35+ นิยมฟัง Podcast ซึ่งก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการดึงกลุ่มผู้ใช้ดังกล่าวเช่นกัน โดยทาง JOOX จะมีการจับมือกับผู้สร้าง Podcast มืออาชีพในไทยในการทำคอนเทนท์ที่หลากหลายและน่าสนใจขึ้น

การขยายคอมมูนิตี้ (Community)

JOOX ได้สร้างคอมมูนิตี้ให้กับบริการทั้งด้านออนไลน์และออฟไลน์ อย่างที่เห็นได้ชัดในส่วนของออนไลน์คอมมูนิตี้ก็คือหน้าคาราโอเกะและไลฟ์ ที่สามารถรับชมหรือร่วมร้องเพลงกับศิลปิน/KOLs คนโปรดได้ โดยภายในแอปฯ จะมี JOOX Coins ที่นอกจากการสะสม Coin เพื่อนำไปแลกของต่างๆ อย่างเช่น โค้ด VIP แล้ว ยังสามารถนำไปซื้อกิฟต์ของขวัญเพื่อส่งให้ศิลปิน, KOLs หรือผู้ใช้ทั่วไปที่มีช่องทางเป็นของตัวเอง ซึ่งของขวัญสามารถนำมาเปลี่ยนเป็นรายได้ได้

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

ส่วนทางด้านออฟไลน์ ก็จะมีตั้งแต่ School/Campus Tour ไปจนถึงงาน JOOX World Music Day และงานที่เป็นไฮไลท์อย่าง JOOX Thailand Music Award ที่วงการเพลงในบ้านเราต่างก็ให้ความสำคัญ


และด้วยกลยุทธ์เหล่านี้ ก็จะเป็นสิ่งที่ผลักดันให้ JOOX ตอกย้ำการเป็น “แอปฯ คอมมูนิตี้สำหรับคนรักเสียงเพลงอันดับ 1 ของไทย”

Mac Pro ที่มีแรม 1.5TB จะสามารถเปิด Chrome ได้กี่แท็บ?

เป็นที่ประจักษ์กันดีแล้วว่า Mac Pro 2019 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังมากขนาดไหน อย่างไรก็ตาม เบราว์เซอร์ยอดนิยม Chrome เป็นที่รู้กันดีว่า หากเปิดแท็บขึ้นมาเยอะๆ ล่ะก็ คอมแรงแค่ไหน ก็มีสิทธิ์อืดได้เหมือนกัน

Jonathan Morrison ยูทูปเบอร์สายเทคโนโลยีชื่อดังที่มีผู้ติดตามช่องของเขาถึงสองล้านกว่าคน ได้ทำการอัปโหลดคลิปวีดีโอที่ชื่อ “Mac Pro แรม 1.5TB ปะทะ Google Chrome” ก็ตามชื่อคลิปเลย เขาได้จับ Mac Pro มาทดสอบว่าด้วยแรม DDR4 ECC ที่มากถึง 1.5TB นั้น จะสามารถเปิด Chrome ได้กี่แท็บ

จากคลิป ดูเหมือนว่า Mac Pro จะสามารถเปิด Chrome ได้พร้อมกันมากถึง 6,000 แท็บเลยทีเดียว ในการทดสอบนี้เพื่อความยุติธรรม เขาได้สร้างสคริปต์สำหรับสุ่มเปิดเว็บไซต์ต่างๆ อัตโนมัติ โดยจะเป็นเว็บไซต์ที่คนส่วนใหญ่นิยมเข้าใช้งานกัน

ใครที่สนใจดูการทดสอบนี้ก็คลิกชมได้จากลิงก์ด้านล่างนี้เลยครับ เขาเริ่มตั้งแต่การอัปเกรดแรม ไปจนถึงแสดงให้เห็นการใช้ทรัพยากรที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดเลยล่ะ

ที่มา : www.iphonehacks.com

รพ.สมุทรปราการ จับมือ ธ.กรุงไทย เปิดตัว Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุข

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 โรงพยาบาลสมุทรปราการได้จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย และกลุ่มสตาร์ทอัพ (Startup) เปิดตัวโครงการ Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุขในการใช้เทคโนโลยีรูปแบบต่างๆ เพื่อเข้ามาช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการพบแพทย์

โดยโครงการ Smart Hospital นั้นมีจุดประสงค์เพื่อลดความแออัดของผู้ป่วยจำนวนมากภายในโรงพยาบาลของรัฐฯ และช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้งานได้แก่

รายชื่อเทคโนโลยีที่อยู่ในโครงการ Smart Hospital

1. Self Check-in

ระบบเช็คอินด้วยตนเอง ซึ่งระบบนี้เราจะได้ยินกันคุ้นหูเมื่ออยู่ในแวดวงการบิน หรือในผู้ที่โดยสารเครื่องบินบ่อยๆ เมื่อมาอยู่ในระบบสาธารณสุข ระบบนี้จะเป็นการลดขั้นตอนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ที่จะมีการทำหน้าที่ตรวจร่างกายเบื้องต้นเพื่อคำนวณผล BMI โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดความแออัดในการรอคิวตรวจร่างกายก่อนพบแพทย์ได้เป็นอย่างดี

รพ.สมุทรปราการ จับมือ ธ.กรุงไทย เปิดตัว Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุข


Credit: https://www.77kaoded.com/content/1304104

2. AI Platform

ใช้ระบบ AI อัจฉริยะเพื่อช่วยคัดกรองผู้ป่วย โดยใช้การสั่งงานด้วยเสียงกับระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสนับสนุนแพทย์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวินิจฉัยโรค (Intelligent Virtual Medical Assistant and Clinical Decision Support System (CDSS))

รพ.สมุทรปราการ จับมือ ธ.กรุงไทย เปิดตัว Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุข


Credit: https://timebusinessnews.com/giving-healthcare-advice-from-the-experts-associated-with-chatbot-software/

3. Telemedicine

ระบบให้คำปรึกษาและแนวทางการดูแลรักษากลุ่มผู้ป่วยที่ต้องพบแพทย์เฉพาะทางผ่านระบบ VDO Conference เพื่อให้สิทธิ์ในการเข้าถึงการบริการและการรักษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

รพ.สมุทรปราการ จับมือ ธ.กรุงไทย เปิดตัว Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุข

4. Self Payment

ระบบชำระเงินผ่านเครื่องชำระเงินอัตโนมัติ ซึ่งผู้มาใช้บริการสามารถชำระเงินได้ทั้งเงินสด, บัตรเดบิต, บัตรเครดิต, QR Code, รวมถึงการเบิกจ่ายผ่านสิทธิต่างๆ ของรัฐฯ ได้ด้วยตนเอง

รพ.สมุทรปราการ จับมือ ธ.กรุงไทย เปิดตัว Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุข


Credit: https://www.dailygizmo.tv/2018/12/07/bgh-ktb-self-payment-smart-hospital/

5. Blockchain

ระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยการเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาเข้าส่วนกลาง โดยยึดหลักใช้คนไข้เป็นศูนย์กลางและรองรับการส่งต่อผู้ป่วยรักษาในสถานรักษาพยาบาลอื่นๆ ในเครือข่ายของโรงพยาบาลสมุทรปราการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการรักษาได้อย่างเต็มศักยภาพ

รพ.สมุทรปราการ จับมือ ธ.กรุงไทย เปิดตัว Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุข

ทั้งนี้ ระบบต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ยังอยู่ในช่วงการทดลองใช้งานและริเริ่มจัดทำอย่างเป็นรูปแบบ และยังคงต้องมีผู้แนะนำและมีบุคลากรทางการแพทย์คอยชี้แนะ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว แต่เมื่อไหร่ที่สามารถใช้งานได้จริง ก็จะสามารถช่วยลดการใช้งานบุคลากรทางการแพทย์ได้เป็นอย่างดี