CREA จับมือ DHL นำเทคโนโลยีและการจัดการโลจิสติกส์ ยกระดับแบรนด์ธุรกิจออนไลน์

Admin/ มกราคม 31, 2020/ IT UPDATE/ 0 comments

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 CREA บริษัทผู้นำด้านดิจิทัลคอมเมิร์ซสำหรับแบรนด์ และ DHL บริษัทผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบรับเหมาชั้นนำของโลก ร่วมประกาศการเป็นพันธมิตรเพื่อเปิดตัวโซลูชั่นใหม่ล่าสุดสำหรับแบรนด์ในยุคดิจิทัลคอมเมิร์ซ ซึ่งผสานเทคโนโลยีด้านการจัดการสั่งซื้อสินค้าของ CREA ที่เชื่อมต่อโดยตรงกับแพลตฟอร์มออนไลน์ของมาร์เก็ตเพลสชั้นนำ เข้ากับระบบการจัดการคลังสินค้าและเครือข่ายของ DHL เพื่อให้แบรนด์ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์

ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ซึ่งมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคนั้นเข้าถึงอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ ส่งผลให้แบรนด์สินค้าเข้ามาจับตลาดออนไลน์กันมากขึ้น นอกจากนี้ผู้บริโภคโดยเฉพาะในประเทศไทย ยังมีพฤติกรรมชอบสั่งซื้อสินค้าออนไลน์โดยตรงจากแบรนด์ทำให้บทบาทของการสื่อสารระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคนั้นมีเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ CREA และ DHL เล็งเห็นโอกาสในการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจดิจิทัลคอมเมิร์ซ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดการณ์ว่าตลาดดิจิทัลคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้จะมีมูลค่ามากกว่า 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 ซึ่งมีมูลค่ามากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2561 ถึง 50 เปอร์เซ็น

CREA จับมือ DHL นำเทคโนโลยีและการจัดการโลจิสติกส์ ยกระดับแบรนด์ธุรกิจออนไลน์

“เราอยากขับเคลื่อนธุรกิจ E-Commerce ของประเทศไทยให้ก้าวตามทันสหรัฐอเมริกา หรือ จีน ที่มีเทคโนโลยีและโซลูชั่นที่เพิ่มความสะดวกในการค้าขายออนไลน์อย่างมาก” นายไอโมเน ริพา ดิ มีอานา ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท CREA และ อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ ลาซาด้า กรุ๊ปกล่าว   

โดยความร่วมมือครั้งนี้คือการสร้างโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ธุรกิจ E-Commerce ที่จะเข้ามาช่วยวางกลยุทธ์การจัดการธุรกิจออนไลน์ให้กับแบรนด์ต่างๆ เป็นบริการแบบ One-Stop Service 360 SOLUTION ที่ครบวงจรเพื่อขับเคลื่อนแบรนด์ให้เติบโตในธุรกิจ E-Commerce ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของ CREA ตั้งแต่บริการสร้างคอนเทนต์อย่างไรให้เข้าไปอยู่บนโลกออนไลน์ได้ (Content Management) หรือวางแผนการตลาดอย่างไรเพื่อสร้าง Brand Awareness ให้กับธุรกิจ (Demand Generation)

อีกทั้งยังให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Insights Technology & Solution) จากทุกช่องทางบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของมาร์เก็ตเพลสชั้นนำ เช่น Lazada, Shopee, Grab, Power Buy และอื่นๆ ซึ่งจะช่วยเก็บข้อมูลว่าลูกค้าสนใจอะไร เลือกหยิบสินค้าอะไรใส่ตะกร้า หรือแม้กระทั่งยกเลิกสินค้าอะไรในตะกร้าเพราะอะไร แล้วมาวิเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงลึก เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่า Product ใดควรจะลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนกลับมา นอกจากนี้ยังช่วยทำให้แบรนด์ดึงดูดลูกค้ารายใหม่ได้มากขึ้นอีกด้วย

CREA จับมือ DHL นำเทคโนโลยีและการจัดการโลจิสติกส์ ยกระดับแบรนด์ธุรกิจออนไลน์

อีกส่วนที่สำคัญคือความท้าทายของธุรกิจออนไลน์ที่เมื่อแบรนด์มีการเติบโตมากขึ้น การสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากในช่วงแคมเปญหรือช่วงเปิดตัวสินค้า ไปจนถึงโปรโมชั่นทางการตลาดจะทำให้การจัดการคลังสินค้ามีความซับซ้อนและจัดการได้ยาก ด้วยเหตุนั้นเอง เราจึงได้ต่อยอดเทคโนโลยีของ CREA เข้ากับความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของ DHL ในฐานะผู้นำด้านการให้บริการซัพพลายเชนมาช่วยจัดการคลังสินค้าของแบรนด์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแบบไร้รอยต่อ (Fullfillment By DHL) และลูกค้าของ DHL เองก็ยังสามารถใช้เทคโนโลยีของ CREA เพื่อสร้างการรับรู้และความต้องการต่อสินค้าในกลุ่มได้อย่างเฉพาะเจาะจง ทั้งยังใช้บริการคอนเท้นท์และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้อีกด้วย 

“การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจดิจิทัลคอมเมิร์ซ ทำให้ DHL Supply Chain มองเห็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์ประสบความสำเร็จได้ผ่านโลจิสติกส์โซลูชั่นของเรา ซึ่งสามารถปรับได้ตามโจทย์ความต้องการของสินค้า และมีการจัดการระบบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การใช้โรบอทช่วยส่งสินค้าในคลัง (good to man) การใช้โรบอททำงานร่วมกับพนักงาน และระบบปฏิบัติการที่ยอดเยี่ยมเหนือระดับ เพื่อให้โซลูชั่นนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด”

“ความร่วมมือของเรากับ CREA ในครั้งนี้ เรามุ่งมั่นที่จะสร้างโซลูชั่นครบวงจรที่ตรงกับทุกความต้องการของลูกค้าในด้านดิจิทัลคอมเมิร์ซ โดยเป็นการผนึกกำลังด้านโลจิสติกส์โซลูชั่นเข้ากับนวัตกรรมเทคโนโลยีการจัดการระบบหน้าบ้านของ CREA ซึ่งช่วยให้เราสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างตรงจุด ทั้งในแง่ของการทำธุรกิจออนไลน์ ไปจนถึงความรวดเร็วและปลอดภัยในการจัดการระบบคลังสินค้า” นายเควิน เบอร์เรล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทย กล่าว หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ CREA จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์ให้กับธุรกิจออนไลน์และเทคโนโลยีของตัวเอง มาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆ ให้เกิด Order คำสั่งซื้อสินค้า จากนั้น DHL ที่เป็นพันธมิตรก็จะช่วยลดอุปสรรคในการบริหารซัพพลายเชนระหว่าง B2B (Business to Business) และ B2C (Business to Customer) ด้วยความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยให้การค้าขายบนโลกออนไลน์มีความสะดวกมากยิ่งขึ้นสำหรับแบรนด์ต่างๆ นั่นเอง

นอกจากนี้ CREA และ DHL ยังมุ่งมั่นที่จะให้บริการโซลูชั่นใหม่ล่าสุดนี้แก่ลูกค้าปัจจุบันของ DHL ที่ยังคงขายสินค้าในช่องทางออฟไลน์ แต่ต้องการขยับขยายธุรกิจไปยังแพลตฟอร์มของดิจิทัลคอมเมิร์ซอีกด้วย

Share this Post

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

*
*