CREA จับมือ DHL นำเทคโนโลยีและการจัดการโลจิสติกส์ ยกระดับแบรนด์ธุรกิจออนไลน์

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 CREA บริษัทผู้นำด้านดิจิทัลคอมเมิร์ซสำหรับแบรนด์ และ DHL บริษัทผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบรับเหมาชั้นนำของโลก ร่วมประกาศการเป็นพันธมิตรเพื่อเปิดตัวโซลูชั่นใหม่ล่าสุดสำหรับแบรนด์ในยุคดิจิทัลคอมเมิร์ซ ซึ่งผสานเทคโนโลยีด้านการจัดการสั่งซื้อสินค้าของ CREA ที่เชื่อมต่อโดยตรงกับแพลตฟอร์มออนไลน์ของมาร์เก็ตเพลสชั้นนำ เข้ากับระบบการจัดการคลังสินค้าและเครือข่ายของ DHL เพื่อให้แบรนด์ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์

ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ซึ่งมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคนั้นเข้าถึงอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ ส่งผลให้แบรนด์สินค้าเข้ามาจับตลาดออนไลน์กันมากขึ้น นอกจากนี้ผู้บริโภคโดยเฉพาะในประเทศไทย ยังมีพฤติกรรมชอบสั่งซื้อสินค้าออนไลน์โดยตรงจากแบรนด์ทำให้บทบาทของการสื่อสารระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคนั้นมีเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ CREA และ DHL เล็งเห็นโอกาสในการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจดิจิทัลคอมเมิร์ซ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดการณ์ว่าตลาดดิจิทัลคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้จะมีมูลค่ามากกว่า 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 ซึ่งมีมูลค่ามากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2561 ถึง 50 เปอร์เซ็น

CREA จับมือ DHL นำเทคโนโลยีและการจัดการโลจิสติกส์ ยกระดับแบรนด์ธุรกิจออนไลน์

“เราอยากขับเคลื่อนธุรกิจ E-Commerce ของประเทศไทยให้ก้าวตามทันสหรัฐอเมริกา หรือ จีน ที่มีเทคโนโลยีและโซลูชั่นที่เพิ่มความสะดวกในการค้าขายออนไลน์อย่างมาก” นายไอโมเน ริพา ดิ มีอานา ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท CREA และ อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ ลาซาด้า กรุ๊ปกล่าว   

โดยความร่วมมือครั้งนี้คือการสร้างโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ธุรกิจ E-Commerce ที่จะเข้ามาช่วยวางกลยุทธ์การจัดการธุรกิจออนไลน์ให้กับแบรนด์ต่างๆ เป็นบริการแบบ One-Stop Service 360 SOLUTION ที่ครบวงจรเพื่อขับเคลื่อนแบรนด์ให้เติบโตในธุรกิจ E-Commerce ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของ CREA ตั้งแต่บริการสร้างคอนเทนต์อย่างไรให้เข้าไปอยู่บนโลกออนไลน์ได้ (Content Management) หรือวางแผนการตลาดอย่างไรเพื่อสร้าง Brand Awareness ให้กับธุรกิจ (Demand Generation)

อีกทั้งยังให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Insights Technology & Solution) จากทุกช่องทางบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของมาร์เก็ตเพลสชั้นนำ เช่น Lazada, Shopee, Grab, Power Buy และอื่นๆ ซึ่งจะช่วยเก็บข้อมูลว่าลูกค้าสนใจอะไร เลือกหยิบสินค้าอะไรใส่ตะกร้า หรือแม้กระทั่งยกเลิกสินค้าอะไรในตะกร้าเพราะอะไร แล้วมาวิเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงลึก เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่า Product ใดควรจะลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนกลับมา นอกจากนี้ยังช่วยทำให้แบรนด์ดึงดูดลูกค้ารายใหม่ได้มากขึ้นอีกด้วย

CREA จับมือ DHL นำเทคโนโลยีและการจัดการโลจิสติกส์ ยกระดับแบรนด์ธุรกิจออนไลน์

อีกส่วนที่สำคัญคือความท้าทายของธุรกิจออนไลน์ที่เมื่อแบรนด์มีการเติบโตมากขึ้น การสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากในช่วงแคมเปญหรือช่วงเปิดตัวสินค้า ไปจนถึงโปรโมชั่นทางการตลาดจะทำให้การจัดการคลังสินค้ามีความซับซ้อนและจัดการได้ยาก ด้วยเหตุนั้นเอง เราจึงได้ต่อยอดเทคโนโลยีของ CREA เข้ากับความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของ DHL ในฐานะผู้นำด้านการให้บริการซัพพลายเชนมาช่วยจัดการคลังสินค้าของแบรนด์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแบบไร้รอยต่อ (Fullfillment By DHL) และลูกค้าของ DHL เองก็ยังสามารถใช้เทคโนโลยีของ CREA เพื่อสร้างการรับรู้และความต้องการต่อสินค้าในกลุ่มได้อย่างเฉพาะเจาะจง ทั้งยังใช้บริการคอนเท้นท์และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้อีกด้วย 

“การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจดิจิทัลคอมเมิร์ซ ทำให้ DHL Supply Chain มองเห็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์ประสบความสำเร็จได้ผ่านโลจิสติกส์โซลูชั่นของเรา ซึ่งสามารถปรับได้ตามโจทย์ความต้องการของสินค้า และมีการจัดการระบบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การใช้โรบอทช่วยส่งสินค้าในคลัง (good to man) การใช้โรบอททำงานร่วมกับพนักงาน และระบบปฏิบัติการที่ยอดเยี่ยมเหนือระดับ เพื่อให้โซลูชั่นนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด”

“ความร่วมมือของเรากับ CREA ในครั้งนี้ เรามุ่งมั่นที่จะสร้างโซลูชั่นครบวงจรที่ตรงกับทุกความต้องการของลูกค้าในด้านดิจิทัลคอมเมิร์ซ โดยเป็นการผนึกกำลังด้านโลจิสติกส์โซลูชั่นเข้ากับนวัตกรรมเทคโนโลยีการจัดการระบบหน้าบ้านของ CREA ซึ่งช่วยให้เราสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างตรงจุด ทั้งในแง่ของการทำธุรกิจออนไลน์ ไปจนถึงความรวดเร็วและปลอดภัยในการจัดการระบบคลังสินค้า” นายเควิน เบอร์เรล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทย กล่าว หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ CREA จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์ให้กับธุรกิจออนไลน์และเทคโนโลยีของตัวเอง มาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆ ให้เกิด Order คำสั่งซื้อสินค้า จากนั้น DHL ที่เป็นพันธมิตรก็จะช่วยลดอุปสรรคในการบริหารซัพพลายเชนระหว่าง B2B (Business to Business) และ B2C (Business to Customer) ด้วยความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยให้การค้าขายบนโลกออนไลน์มีความสะดวกมากยิ่งขึ้นสำหรับแบรนด์ต่างๆ นั่นเอง

นอกจากนี้ CREA และ DHL ยังมุ่งมั่นที่จะให้บริการโซลูชั่นใหม่ล่าสุดนี้แก่ลูกค้าปัจจุบันของ DHL ที่ยังคงขายสินค้าในช่องทางออฟไลน์ แต่ต้องการขยับขยายธุรกิจไปยังแพลตฟอร์มของดิจิทัลคอมเมิร์ซอีกด้วย

Apple Maps รูปแบบใหม่พร้อมใช้งานแล้ววันนี้ (ในอเมริกา)

ในปี 2012 ทาง Apple ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันแผนที่อย่าง Apple Maps ออกมาเพื่อเป็นตัวเลือกให้แก่ผู้ใช้ในการค้นหาเส้นทางหรือสถานที่ต่างๆ แต่ก็ ไม่ได้รับความนิยม มากเท่าไรนักเนื่องจากเมื่อเทียบกับแอปพลิเคชันแผนที่อื่นๆ แล้วผู้ใช้ส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่าค่อนข้างจะใช้งานยากอยู่ไม่น้อย ทาง Apple จึงได้ออกมาประกาศว่าจะ ปรับปรุง Apple Maps ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้มากยิ่งขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือน มิถุนายน 2018

และในตอนนี้ทางบริษัทก็ได้ปรับเปลี่ยนแผนที่ของสหรัฐอเมริกาใหม่ทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย โดยแผนที่รูปแบบใหม่ของ Apple Maps นี้จะ มีรายละเอียดที่ชัดเจน กว่าในแผนที่แบบเก่าไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของถนน, สิ่งก่อสร้าง, สนามบิน, ห้างสรรพสินค้า และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการ เพิ่มข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ ในเมืองใหญ่มากยิ่งขึ้น

Apple Maps รูปแบบใหม่พร้อมใช้งานแล้ววันนี้ (ในอเมริกา)

ภาพจาก : https://www.theverge.com/2020/1/30/21115455/apple-redesigned-maps-now-available-us-europe

ทาง Apple กล่าวว่า Apple Maps นั้น ให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ที่มากกว่า เพราะในขณะที่แอปพลิเคชันแผนที่อย่าง Google Maps ที่มีการเก็บข้อมูลของผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากใครไม่ประสงค์จะให้เก็บข้อมูลก็ต้องเปิดใช้โหมดไม่ระบุตัวตน (Incognito) อีกทีหนึ่ง แต่ Apple Maps นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องล็อคอินเพื่อใช้งาน, ไม่เก็บข้อมูลจาก Apple ID รวมทั้งไม่มีการเก็บข้อมูลการเดินทางหรือการค้นหาเส้นทางต่างๆ ลงใน Cloud อีกด้วย

“พวกเราพยายามที่จะปรับปรุงและสร้างแผนที่ที่ปลอดภัยและเคารพความเป็นส่วนตัวของทุกคนมากที่สุด เพราะในการเก็บข้อมูลเพื่อสร้างแผนที่ในแต่ละส่วนนั้นเราต้องคำนึงถึงความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการเดินทางของผู้ใช้เป็นหลัก ซึ่งภายใน Apple Maps เวอร์ชันใหม่นี้ก็มีฟีเจอร์ Look Around ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถมองไปรอบๆ พื้นที่นั้นได้ และเราก็กำลังพัฒนาแผนที่นี้ในทวีปต่างๆ ทั่วโลก โดยจะเริ่มจากยุโรปเป็นอันดับแรก” Eddy Cue รองประทานอาวุโสฝ่ายอินเตอร์เน็ตซอฟต์แวร์และการบริการของ Apple กล่าว

ฟีเจอร์ Look Around (Apple’s Street View) จะเห็นได้ว่ามุมมองภาพเป็นแบบ 3 มิติและมีรายละเอียดที่ค่อนข้างคมชัด

Apple Maps รูปแบบใหม่พร้อมใช้งานแล้ววันนี้ (ในอเมริกา)

ภาพจาก : https://techcrunch.com/2020/01/30/apples-redesigned-maps-app-is-available-across-the-u-s-adds-real-time-transit-for-miami/
ที่มา : www.engadget.com , www.theverge.com , www.apple.com , techcrunch.com

CHERRY เปิดตัว Viola สวิตช์คีย์บอร์ดรุ่นใหม่ ทนทานสูง ต้นทุนต่ำ

คีย์บอร์ดแบบ Mechanical Keyboard ให้สัมผัสในการใช้งานแตกต่างจากคีย์บอร์ดราคาถูกที่ใช้ปุ่มยาง (Rubberdome) ตรงที่มันเป็นคีย์บอร์ดที่ใช้กลไก Mechanical Switch ในการรับสัญญาณเวลาที่เรากดปุ่ม ซึ่งสวิตช์ในคีย์บอร์ดนี้ หากพูดถึงผู้ผลิตสวิตช์ที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับ และเป็นต้นแบบให้กับผู้ผลิตสวิตช์รายใหม่ๆ เราก็ต้องพูดถึง CHERRY

ล่าสุด CES 2020 ทาง CHERRY ได้เปิดตัวสวิตช์รุ่นใหม่ “Cherry Viola” โดยออกแบบการทำงานของสวิตช์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ด้วยการลดชิ้นส่วนที่ต้องใช้ในการขยับกลไกภายใน ซึ่งจะทำให้มันมีความทนทานมากขึ้น แถมยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตสวิตช์อีกด้วย

ทาง CHERRY ได้ประกาศว่า Mechanical Keyboard ที่ใช้สวิตช์ Viola จะมีราคาเริ่มต้นเพียง $50 หรือประมาณ 1,510 บาท เท่านั้น (ถือว่าถูกมากสำหรับ Mechanical Keyboard ที่ใช้สวิตช์ของ CHERRY) และน่าจะได้เห็นคีย์บอร์ดที่ใช้สวิตช์รุ่นนี้ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2020 นี้

นอกจากนี้ ทาง CHERRY ยังได้อัปเดตตัวสวิตช์ MX1A อีกเล็กน้อย โดยปรับปรุงให้ทนทานต่อฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกอื่นๆ มากขึ้น

เปรียบเทียบ Mechanical Keyboard Switches
Cherry
Viola
Cherry
MX Blue
Cherry
MX Brown
Cherry
MX Red
Cherry
Silver
Razer Green
Actuation Point2 mm2.2 mm2 mm2 mm1.2 mm1.9 mm ± 0.4 mm
Actuation vs Reset Pointno datano datano datano datano data0.4 mm
Total Travel4 mm4 mm4 mm4 mm3.4 mm4 mm
Actuation Force45 cN60 cN55 cN45 cN45 cN50 g
Actuation Feelcross/linearlinear/tactilelinear/tactilelinearlinearsoft tactile
Switch Lifecycle? ล้านครั้ง50 ล้านครั้ง50 ล้านครั้ง50 ล้านครั้ง50 ล้านครั้ง60 ล้านครั้ง

อ่าน : ความแตกต่างระหว่างสวิตช์แต่ละแบบ
ที่มา : www.anandtech.com , www.techspot.com , www.makeuseof.com


หลุดสเปคจัดหนัก! Samsung Galaxy S20 Ultra แรมสูงกว่าคอมฯ หลายๆ รุ่น

ข่าวหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับสมาร์ทโฟนเรือธงรับต้นปี Samsung Galaxy S20 series ที่ทั้ง S20, S20+ และ S20 Ultra จะมาพร้อมกับแรม (RAM) ที่สูงถึง 12GB ทั้ง 3 รุ่น ซึ่งจากสเปคที่หลุดมาล่าสุดจาก Max Weinbach นักเขียนของทาง XDA Developers ได้ทวีตข้อมูลออกมาอีกว่า S20 Ultra ซึ่งเป็นเรือธงโมเดลใหม่ของ S20 series จะมากับตัวเลือกแรมที่สูงถึง 16GB อีกด้วย

Max Weinbach@MaxWinebach

The S20 Ultra 5G is going to keep the SD Card slot. Support for up to 1TB.

It will also be available in 128GB/256GB/512GB and have a 12GB and 16GB RAM option.

108MP main, 48MP 10x optical, 12MP ultra wide.

5000 mAh battery with 45W option fast charge. 0 to 100% in 74 min.3,39412:14 AM – Jan 14, 2020Twitter Ads info and privacy719 people are talking about this

ซึ่งนอกจากที่ Galaxy S20 Ultra จะกลายเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกๆ ที่ใช้แรมสูงถึง 16GB แล้ว ยังมาพร้อมกับสเปคอลังการอีกมากมาย ทั้งการรองรับ MicroSD สูงสุดถึง 1TB ความจุเครื่องที่มีให้เลือกทั้ง 128/256/512GB ความละเอียดกล้องที่สูงสุดถึง 108MP กล้องซูม 10x ที่ 48MP และเลนส์กว้าง 12MP รวมทั้งแบตเตอรี่ที่สูงที่สุดเท่าที่ซัมซุงเคยทำมาที่ 5,000 mAh มาพร้อมกับ Fast charge 45W ที่ชาร์จ 100% ในเวลา 74 นาที

สเปคขนาดนี้ มันมากเกินไปรึเปล่า?

มันก็เถียงไม่ได้ว่า เทคโนโลยีต้องเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ชิปเซ็ตใหม่ๆ ทำให้สมาร์ทโฟนสามารถรองรับฮาร์ดแวร์ได้มากขึ้น แบตเตอรี่ความจุมากขึ้นก็จะทำให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น (หรือรองรับการใช้งานที่ใช้พลังงานมากขึ้น) ความจุเครื่องมากขึ้น ก็เพื่อความสะดวกในการเก็บข้อมูลที่มากขึ้น หรือข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น แรมที่สูงถึง 16GB ก็เพื่อรองรับแอปฯ ใหม่ๆ ที่อาจจะกินทรัพยากรเครื่องหนักๆ (รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันที่ต้องทำงานจริงจังบนอุปกรณ์เท่าฝ่ามือ แทนที่จะเป็นบน PC) หรือกล้องความละเอียดถึง 108MP ที่ละเอียดเกินกว่ากล้องโปรหลายๆ รุ่นเสียอีก (แต่ถ้าพูดถึงขนาดเซ็นเซอร์ก็พอเข้าใจได้)

สเปคสูงๆ เหล่านี้อาจจะได้ใช้งานจริงๆ ก็ได้ แต่ราคาก็จะสูงขึ้น (มาก) เป็นเงาตามตัว ซึ่งก็อาจจะเกินความจำเป็นสำหรับใครหลายๆ คนก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามสเปคโหดขนาดนี้ ภายในงาน Unpacked 2020 วันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ อาจจะมีฟีเจอร์แรงๆ ที่มาตอบโจทย์กับสเปคให้ใช้งานก็เป็นได้
ที่มา : www.techradar.com , fdn.gsmarena.com

AMD เปิดตัว Ryzen 4000 รุกตลาดโน๊ตบุ๊ค ท้าชน Intel เจนเนอเรชั่น 10 แบบตรงๆ

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา AMD สามารถแย่งเค้กส่วนแบ่งในตลาด CPU มาจาก Intel ได้คำโต ด้วยยุทธวิธีของแรงราคาถูก ทำให้ลูกค้าเริ่มเทใจไปซบกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บนอุปกรณ์พกพาอย่างโน๊ตบุ๊ค ทาง Intel ยังคงมีชัยเหนือกว่ามาโดยตลอด แต่ในปีนี้ ดูท่าว่าการแข่งขันจะน่าสนุกมากขึ้น เมื่อ AMD เปิดตัว Ryzen 4000

CPU ตัวเทพสุด คือ Ryzen 7 4800U ที่มาพร้อมกับ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8GHz – 4.2GHz และมี AMD Radeon Graphics อีก 8 คอร์ ความเร็ว 1750 MHz เทียบกับคู่แข่ง Intel อย่าง i7-1065G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 1.3GHz – 3.9GHz ที่มี Intel Iris Plus ความเร็ว 1100 MHz ก็ถือว่า Ryzen 7 4800U มีความน่าสนใจมากทีเดียว

ทาง AMD ได้เคลมผลการทดสอบประสิทธิภาพว่า 4800U นั้นแรงกว่า i7-1065G7 ถึง 90% ในการทดสอบด้วย Cinebench r20 benchmark และแรงกว่า 28% ในการทดสอบด้วย 3DMark TimeSpy benchmark

 อาจมีคนทักท้วงว่าการเปรียบเทียบแบบนี้นั้นไม่ยุติธรรมสักเท่าไหร่ เพราะหากวัดที่ความแรง 10710U ที่มี 6 คอร์ 12 เธรด นั้นแรงกว่า 1065G7 อีก แต่อย่าลืมว่า กราฟิกของ 10710U นั้นเป็น Intel UHD ที่ช้ายิ่งกว่า Iris ใน 1065G7 อีก ยิ่งเทียบกับ Radeon Cores ใน 4800U แล้วยิ่งต่างกัน

AMD ยังเคลมอีกว่าการ์ดจอในตัวของ 4800U เล่นเกมได้ดีกว่า 1065G7 มาก โดยเกม Rocket League สามารถทำได้ดีกว่าประมาณ 30fps ในการเล่นที่ความละเอียดภาพ 1080p แบบคุณภาพต่ำ และยังทำได้ถึง 54fps เลยทีเดียวในเกม Grand Theft Auto V

AMD เปิดตัว Ryzen 4000 รุกตลาดโน๊ตบุ๊ค ท้าชน Intel เจนเนอเรชั่น 10 แบบตรงๆ

สำหรับคนที่เน้นประสิทธิภาพมากกว่าการประหยัดพลังงาน AMD ยังได้เปิดตัว Ryzen 4000 H-Series (ชื่อคุ้นๆ นะ) ที่ใช้ไฟ 45 W ทำงานร่วมกับการ์ดจอแยกคุณภาพสูงอย่างเช่น Radeon RX 5600M, RTX 2060 ฯลฯ

โดย AMD เคลมว่า 4800H แรงกว่า i7-9750H ถึง 39% ในการทดสอบด้วย 3DMark FireStrike Physics และเร็วกว่า 46% ในการทดสอบด้วย Cinebench r20

AMD เปิดตัว Ryzen 4000 รุกตลาดโน๊ตบุ๊ค ท้าชน Intel เจนเนอเรชั่น 10 แบบตรงๆ

โน๊ตบุ๊คที่ใช้ Ryzen 4000 จะเริ่มวางจำหน่ายในปีนี้ ของจริงจะแรงเหมือนผลการทดสอบหรือไม่ ต้องติดตามดูกันต่อไป ที่แน่ๆ งานนี้ผู้บริโภคอย่างพวกเราก็ได้ประโยชน์กันไปเต็มๆ ไม่ว่าใครจะชนะก็ตาม แต่การแข่งขันจะทำให้เราได้ใช้ของดีในราคาที่ถูกลงกว่าเดิมอย่างแน่นอน
ที่มา : www.engadget.com , www.thailand.intel.com , www.amd.com , www.anandtech.com

Asus เปิดตัว ROG Zephyrus G14 โน๊ตบุ๊คแบบ 14 นิ้ว ใช้ RTX 2060 หนักแค่ 1.58 กิโลกรัม

โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งสมัยนี้มีความแรงใกล้เคียงกับ PC มากทีเดียว อย่างไรก็ตามความแรงของมันก็ทำให้พวกเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค มีความ และน้ำหนักเยอะกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป การออกแบบเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คให้บาง และเบา ก็ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่ผู้ผลิตใช้ในการแข่งขัน เพราะคงไม่มีใครอยากแบกโน๊ตบุ๊คหนักๆ หรอกนะ ถ้ามีตัวเลือกเบาๆ ก็ต้องอยากได้เบาไว้ก่อนอยู่แล้ว

ล่าสุด Asus ได้เปิดตัวเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Zephyrus G14 มันเป็นรุ่นแรกที่เราได้เห็นการ์ดจอ RX 2060 Max-Q บนโน๊ตบุ๊คขนาด 14 นิ้ว แถมยังมีความหนาเพียง 17.9 มม. และหนักแค่ 1.58 กิโลกรัม ถือว่าใหญ่กว่าพวกอัลตราบุ๊คขนาด 13 นิ้ว แค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น

Zephyrus G14 ยังมีลูกเล่นเก๋ๆ ที่ฝาหลัง เรียกว่า AniME LED Matrix ที่เราสามารถตั้งให้มันแสดงภาพนิ่ง, ภาพเคลื่อนไหว GIFs หรือข้อความที่ต้องการได้ด้วย

ฮาร์ดแวร์ภายใน Zephyrus G14 มีความแปลกเล็กๆ ตรงที่ใช้ Ryzen 7 ไม่ใช่ Intel (ปกติถ้าเป็นการ์ดจอของ NVIDIA มักจะมาคู่กับซีพียูของ Intel) โดยเป็นซีพียูรุ่นใหม่ล่าสุด Ryzen 4000 H-series ระดับ 45W ส่วนหน้าจอสามารถเลือกได้ระหว่าง 1080p 120Hz กับ 1440p 60Hz

นอกจากนี้ Asus ยังมี Zephyrus G15 ให้เลือกด้วย โดยหน้าจอจะมีขนาด 15 นิ้ว และมีตัวเลือก 1080p 240Hz เพิ่มเข้ามาให้เลือก แต่น้ำหนักก็เพิ่มขึ้นเป็น 2.08 กก. ด้วยนะ

น่าเสียดายที่ตอนนี้ ราคาของ Zephyrus G14 และ Zephyrus G15 ยังไม่มีการยืนยัน แต่หากดูจากโน๊ตบุ๊คตระกูล Zephyrus รุ่นปัจจุบัน คิดว่าเต็มที่ก็ไม่เกินแสนอย่างแน่นอน

Asus เปิดตัว ROG Zephyrus G14 โน๊ตบุ๊คแบบ 14 นิ้ว ใช้ RTX 2060 หนักแค่ 1.58 กิโลกรัม
Asus เปิดตัว ROG Zephyrus G14 โน๊ตบุ๊คแบบ 14 นิ้ว ใช้ RTX 2060 หนักแค่ 1.58 กิโลกรัม

ที่มา : www.tech-critter.com , www.engadget.com , www.theverge.com

OrCam My Eye 2 แกดเจ็ตแบบ Clip on เพื่อผู้พิการทางสายตา

บริษัท OrCam ได้เปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ใช้ที่มีความพิการทางสายตาที่มีชื่อว่า OrCam MyEye 2 เพื่อให้บุคคลตาบอดหรือคนที่มีปัญหาด้านการมองเห็นได้ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้เป็นปกติอีกครั้ง โดยมันจะช่วยในการอ่านหนังสือ, การนำทางที่ไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาไม้เท้าหรือสุนัขนำทางที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสถานที่ต่างๆ อีกต่อไป

OrCam My Eye 2 แกดเจ็ตแบบ Clip on เพื่อผู้พิการทางสายตา

ภาพจาก : https://steemit.com/steemhunt/@rosatravels/orcam-my-eye-2-0-a-smart-camera-device-for-the-visually-impaired

ซึ่ง OrCam MyEye 2 จะเป็นอุปกรณ์ในรูปแบบ Clip on สวมทับไปที่ขาของแว่นตาและมีระบบ เชื่อมต่อกับหูฟังด้วย Bluetooth โดยการจับภาพผ่านกล้องที่ตัวอุปกรณ์และประมวลผลข้อความตรงหน้าออกมาเป็นระบบเสียงส่งไปยังหูฟังของผู้ใช้ที่ทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ โดยทางบริษัทได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้สามารถอ่านหนังสือหรือป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้นโดยการ ชี้ไปที่ข้อความ บนหน้าหนังสือหรือจอคอมเพื่อให้ AI ทำการอ่านข้อความที่ต้องการออกมา และยังมีฟังก์ชันการ จดจำใบหน้า ที่ช่วยในการพูดคุยติดต่อสื่อสารกับบุคคลรอบข้างได้อย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ทางผู้ผลิตกล่าวว่ามันไม่เพียงแต่จะมีประโยชน์ต่อผู้พิการทางสายตาเพียงเท่านั้น แต่ยัง มีประโยชน์กับผู้ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุหรือบุคคลที่มีปัญหาด้านการอ่านอีกด้วย ซึ่ง OrCam MyEye 2 นี้วางจำหน่ายใน 25 ประเทศทั่วโลกและรองรับภาษาถึง 14 ภาษา (แต่ยังไม่รองรับการสั่งการในภาษาไทย)
ที่มา : techcrunch.com , www.cnet.com

Google ประกาศสนับสนุน Chrome บน Windows 7 ไปอีกอย่างน้อย 18 เดือน

เหลืออีกแค่ไม่กี่วัน ก็จะถึงช่วงเวลาสุดท้าย ก่อนที่ Microsoft จะหยุดให้การสนับสนุนระบบปฏิบัติการ Windows 7 แล้ว แต่ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ใช้ Chrome บน Windows 7 เพราะทาง Google ประกาศว่าจะยังให้การสนับสนุนต่อไปเป็นเวลาอย่างน้อยถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2021

เมื่อสิ้นสุดการสนับสนุน หมายความว่าหากมีการพบช่องโหว่ หรือปัญหาด้านความปลอดภัยใหม่ขึ้นมาในอนาคต ทาง Microsoft ก็จะไม่มีการอัปเดตแก้ไขให้อีกต่อไป อย่างไรก็ตามผู้ใช้ Chrome บน Windows 7 จะยังได้รับการอัปเดตด้านความปลอดภัยต่างๆ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ใช้ Windows 7 ที่ยังใช้ Internet Explorer ในการเล่นอินเทอร์เน็ตก็ควรหันมาเปลี่ยนเป็น Chrome เพื่อความปลอดภัย

สำหรับองค์กร (Enterprises) ที่คอมพิวเตอร์ในระบบยังเป็น Windows 7 ก็ควรเริ่มวางแผนปรับเปลี่ยนระบบได้แล้ว ในส่วนของ Chrome ก็สามารถ “จ่ายเงิน” ให้ Google เพื่อรับการสนับสนุนไปจนถึงปี 2023 ได้

จากรายงานของ Statcounter เมื่อเดือนธันวาคม 2019 มีผู้ใช้งาน Windows 10 อยู่ที่ 65.4% ส่วน Windows 7 อยู่ที่ประมาณ 26.79% ก็ถือว่ายังเยอะอยู่มากพอสมควร
ที่มา : 9to5google.com , gs.statcounter.com

Dell ประกาศเพิ่ม 2 ฟีเจอร์ใหม่ใน Mobile Connect สำหรับผู้ใช้ iOS

ในปี 2018 Dell ได้ปล่อยแอปพลิเคชัน Mobile Connect ออกมาให้คุณสามารถ เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของ Dell เข้ากับสมาร์ทโฟน ทั้งระบบปฏิบัติการณ์ Android และ iOS เพื่อให้สามารถรับสาย, ตอบข้อความ หรือรับการแจ้งเตือนในสมาร์ทโฟนของคุณจากคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง

ซึ่งเมื่อต้นปีนี้ทางบริษัท Dell ก็ได้ออกมาแถลงว่าจะ อัพเดทฟีเจอร์ ในแอปพลิเคชัน Mobile Connect เพิ่มเติมในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เดือนมีนาคมเป็นต้นไป) ให้สามารถ ถ่ายโอนข้อมูล รูปภาพและวิดีโอจากแอปพลิเคชัน Mobile Connect นี้ไปยังคอมพิวเตอร์ได้แบบ Wireless และจะเพิ่มฟีเจอร์ให้ผู้ใช้สามารถ ใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ขณะเปิดใช้งาน Mobile Connect ได้ในเวลาเดียวกันสำหรับในระบบปฏิบัติการณ์ iOS (โดยก่อนหน้านี้ฟีเจอร์นี้รองรับเฉพาะแค่ใน Android เท่านั้น)

Dell ประกาศเพิ่ม 2 ฟีเจอร์ใหม่ใน Mobile Connect สำหรับผู้ใช้ iOS

ภาพจาก : https://www.microsoft.com/sl-si/p/dell-mobile-connect/9nx51w9gbs5t?activetab=pivot:overviewtab

ทาง Dell ระบุว่าการเชื่อมต่อระบบ iOS นั้นจะสามารถ ทำงานร่วมกับ XPS, Inspiron, Vostro, Alienware และคอมพิวเตอร์ G Series ที่เปิดตัวตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2018 เป็นต้นไป แต่สำหรับแลปทอปอย่าง Dell Latitude นั้นยัง ไม่ได้มีการประกาศ ว่าจะสามารถใช้งานฟีเจอร์ใหม่ของแอปพลิเคชัน Mobile Connect นี้ได้หรือไม่แต่อย่างใด
ที่มา : www.theverge.com , appleinsider.com , www.iphonehacks.com

Samsung Galaxy S20 จะเพิ่มรุ่น S20 Ultra เข้ามาด้วยหน้าจอที่ใหญ่กว่า

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือออกมาแล้วว่าสมาร์ทโฟน Galaxy S series รุ่นถัดไปของทางซัมซุงจะไม่ใช้ชื่อ Galaxy S11 แต่จะเปลี่ยนเป็น Galaxy S20 แทนเหมือนกับการนับรุ่นของทางหัวเว่ย (และเพื่อให้เข้ากับปี 2020) และล่าสุดก็มีข่าวลือออกมาอีกว่า สมาร์ทโฟนเรือธงที่กำลังจะเปิดตัวใหม่นี้ จะมีรุ่น Galaxy S20 Ultra เพิ่มขึ้นมาจาก S20 และ S20+

Harmless Karl@HarmlessKarl

Hmmmmmmmmmm
S20? S20+? S20 Ultra?

View image on Twitter

9518:37 PM – Dec 30, 2019Twitter Ads info and privacy158 people are talking about this

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้ถูกยืนยันความถูกต้อง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ทางซัมซุงจะเปลี่ยนไลน์อัพสินค้า โดยอาจจะไม่มี Galaxy S20e ที่เป็นรุ่น Lite (เรือธงรุ่นประหยัด) แล้ว และเริ่มต้นด้วย Galaxy S20 ที่มีหน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว ตามด้วย S20+ ที่หน้าจอขนาด 6.7 นิ้ว และต่อด้วยรุ่นใหม่ตามข่าวลือ S20 Ultra ที่มีหน้าจอใหญ่ขึ้นมาเป็น 6.9 นิ้ว (เหมือนกับทางแอปเปิ้ลที่เริ่มต้นด้วย iPhone 11, 11 Pro และ 11 Pro Max)

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องของขนาดหน้าจอแล้ว ยังไม่มีข้อมูลอื่นๆ ว่า Galaxy S20 Ultra จะมีความแตกต่างอื่นๆ จากอีก 2 รุ่นหรือไม่? อาจจะเป็นกล้องที่มีฟังก์ชั่นมากกว่า หน้าจอที่มีความละเอียดกว่า หรือชิปเซ็ตล่าสุดที่รองรับ 5G ก็เป็นได้


ถ้าอิงจากข่าวลือเรื่องที่ Samsung Galaxy S อาจจะรวมกับ Note ในปี 2020 ก็อาจมีความเป็นไปได้เช่นกันว่า Galaxy S20 Ultra ที่มีจอใหญ่กว่ารุ่น S20+ เล็กน้อย อาจจะมาพร้อมปากกา S-Pen แทนรุ่น Note แล้วช่วงปลายปีก็ไปออก Galaxy Fold แทน
ที่มา : www.gizmochina.com , www.gizmochina.com