CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย

บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT จับมือกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวบริการ OTN Premium Private Line เป็นครั้งแรกในไทย รองรับองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน ชูจุดเด่นด้านการยกระดับแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้น ด้วยอัตราการใช้งานที่สูงถึง 99.99% และความปลอดภัยที่สูงกว่าบริการ Private Line ทั่วไป เพื่อรองรับเทรนด์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในปี 2020 โดยมี ดร.สุรพันธ์ เมฆนาวิน กรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) , พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) , ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), นายวรกาน ลิขิตเดชาศักดิ์ รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีเครือข่ายโทรคมนาคม บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, นายคลอดิโอ ลูการี ผู้อำนวยการฝ่ายขาย DWDM โกลบอล โซลูชันส์ หัวเว่ย, MS Julie Ning Country Head, Thailand Representative Office บริษัท ไชน่า โมไบล์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ฯลฯ เข้าร่วมงาน จัดขึ้น ณ ห้องฉัตราบอลรูม 1-2 ชั้น 2 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพ

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย

จากเทรนด์การใช้งานคลาวด์คอมพิวติ้งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ทำให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT จับมือกับหัวเว่ยเพื่อเสริมแกร่งภาพรวมตลาดบริการ Private Line ในประเทศไทยด้วยการเปิดให้บริการ Optical Transport Network (OTN) Premium Private-Line เพื่อตอบรับกับความต้องการใช้งานของกลุ่มองค์กรที่ต้องการใช้เครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีอัตราความเร็วการถ่ายโอนข้อมูลที่สูงขึ้น มีเสถียรภาพของเครือข่ายที่ดีขึ้นและมีความปลอดภัยของเครือข่ายที่สูงขึ้นไปอีกระดับ

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย


ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่
สายงานการตลาดและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ได้กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “CAT ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารข้อมูลรายใหญ่ในประเทศที่มีโครงข่ายครอบคลุมมากที่สุด ล่าสุด CAT มุ่งหน้ายกระดับตลาดบริการ Private Line ในประเทศไทยด้วยการเปิดตัวนวัตกรรม Optical Transport Network (OTN) Premium Private Line เป็นรายแรกในประเทศไทย ร่วมกับ (บริษัท) หัวเว่ย ซึ่งจะมีฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่ ท่อนำส่งข้อมูลแยกเพื่อรับประกันด้านความปลอดภัยของเครือข่าย Private Line, บริการเข้าถึงเครือข่ายตั้งแต่ขนาด 2M ถึง 100G, การันตีความเสถียรของค่าความหน่วง (Latency) สำหรับ E2E ในระดับมิลลิวินาที และเทคโนโลยีการป้องกันจากเหตุการณ์สายเคเบิลหลายสายขาดชำรุด โดยโซลูชัน ดังกล่าวจะช่วยเสริมแกร่งให้กับส่วนธุรกิจบริการ B2B ของ CAT และจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตให้กับภาพรวมธุรกิจของ CAT ในปี 2020 ได้ ”

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย


นายคลอดิโอ ลูการี ผู้อำนวยการฝ่ายขาย DWDM โกลบอล โซลูชันส์ หัวเว่ย

นายคลอดิโอ ลูการี ผู้อำนวยการฝ่ายขาย DWDM โกลบอล โซลูชันส์ หัวเว่ย กล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์การใช้เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งขององค์กรเพิ่มสูงขึ้นมาก ภายในปี ค.ศ. 2025 ทางหัวเว่ยคาดว่าองค์กรกว่า 80% จากทั่วโลกจะหันมาใช้บริการคลาวด์ นอกจากนี้ 87% ขององค์กรทั้งหมดในปัจจุบันยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของบริการ Private Line เป็นอันดับแรก และจากการที่กลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มลูกค้าองค์กรใช้ปริมาณดาต้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งส่งผลต่อความต้องการใช้งานบริการ OTN Premium Private Line ขององค์กรทั่วโลกสูงขึ้น และยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต”

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย


นายวรกาน ลิขิตเดชาศักดิ์ รองเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีเครือข่ายโทรคมนาคม
บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย)จำกัด

นายวรกาน ลิขิตเดชาศักดิ์ รองเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีเครือข่ายโทรคมนาคม บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือในการเปิดตัวบริการ OTN Premium Private Line ระหว่าง CAT และหัวเว่ย ยังช่วยตอบรับการเตรียมตัวของภาคธุรกิจและภาครัฐในประเทศไทยที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นอย่างเต็มรูปแบบในปี 2020 ซึ่งจะต้องอาศัยการเชื่อมต่อระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ผ่านบริการคลาวด์ที่มีความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น เพื่อรองรับการส่งต่อข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะข้อมูลจากแอปพลิเคชันที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าความหน่วง (latency sensitive application) ระหว่างสำนักงานใหญ่และสาขาย่อยขององค์กรประเภทธนาคาร โรงพยาบาล เป็นต้น

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย

ทั้งนี้เครือข่าย OTN Premium Private Line network จะมีฟีเจอร์หลัก 3 แบบดังนี้:

  1. เครือข่าย OTN แบบครบวงจรที่ให้ท่อนำส่งข้อมูลที่แยกจากเครือข่ายอื่น ๆ อย่างแท้จริง
  2. โครงข่ายใยแก้วนำแสงและเทคโนโลยี ASON (Automatically Switched Optical Network) เพื่อป้องกันการต่อต้านเส้นใยที่ตัดกันหลายๆ เส้นใย
  3. การนำเอาเทคโนโลยี Network Cloud Engine (NCE) มาใช้เพื่อการบริหารจัดการและควบคุมเครือข่ายแบบอัจฉริยะ

โดย OTN Premium Private Line ของ CAT และหัวเว่ยจะเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ด้านการเชื่อมต่อระหว่างฐานข้อมูลในองค์กรผ่านคลาวด์ ช่วยเสริมให้องค์กรนั้นๆ ดำเนินธุรกิจได้อย่างปลอดภัย เสถียร และมีประสิทธิภาพ โดยมีอัตราที่จะเกิดปัญหาของระบบต่ำถึง 0.01%”

ความโดดเด่นของบริการ OTN Premium Private Line ครอบคลุมประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้น, ค่าความหน่วง (Latency) ที่ต่ำลง ในขณะที่แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้น รวมไปถึงมีความยืดหยุ่นของเครือข่ายที่สูง จึงเหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการเครือข่ายความเร็วสูงที่น่าเชื่อถือและมีความปลอดภัยสูง เช่น สนามบิน, ธนาคาร, โรงพยาบาล, หรือองค์กรภาครัฐ เป็นต้น โดยเมื่อเทียบกับ Private Line แบบเก่า OTN Premium Private Line ตัวนี้จะมอบแบนด์วิดท์ที่เสถียรกว่า มีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 99.99% และสามารถปรับแต่งการใช้งานได้ตามต้องการ

AIS เปิดตัว AIS 5G ทดสอบแล้ววันนี้ทั่วไทย ดึงแบมแบม GOT7 ร่วมงาน

AIS ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรม 5G รายแรกรายเดียวของไทยที่ทดลองทดสอบ 5G ครบทุกภาคทั่วประเทศแล้ว ที่สามย่านมิตรทาวน์ จัดงานแสดงนวัตกรรม 5G เพื่อเปิดให้คนไทยได้เข้ามาร่วมสัมผัสและทดลองใช้งาน 5G ในหลากหลายรูปแบบ และเริ่มจัดแสดงแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2562 – 3 มกราคม 2563 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ลานกิจกรรม Semi outdoor ชั้น G

นวัตกรรมที่ถูกจัดแสดงในงาน

  1. 5G Hologram 3 มิติ
    ครั้งแรกของไทยกับการนำเทคโนโลยี 3D Hologram การสื่อสารระยะไกลแห่งอนาคต ที่สามารถถ่ายทอดภาพ 3 มิติ ได้แบบ 360 องศา มีความเสมือนจริงและเรียลไทม์มาจัดแสดงให้ได้สัมผัสกัน ใช้ในการประชุมธุรกิจ, การศึกษาทางไกล, การแพทย์, การเกษตร และงานด้านแฟชั่นและบันเทิง ตลอดจนการนำไปใช้พัฒนาเกม, แอนิเมชั่น 3 มิติ, AR (Augmented Reality), VR (Virtual Reality) และ MR (Mixed Reality)
     
  2. 5G VDO Call
    ทดลองใช้งานโทร  5G VDO Call ข้ามภูมิภาคแบบครบทุก 5 ภาคทั่วไทย ผ่านเครือข่าย 5G ด้วยสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G ซึ่งคุณสมบัติเฉพาะของเทคโนโลยี 5G  ที่มีค่าความหน่วงต่ำ ทำให้มีการตอบสนองแบบเรียลไทม์ คมชัดและไม่สะดุด ซึ่งภาพจะมีความละเอียดสูงระดับ Full HD – 4K และสัญญาณเสียงที่คมชัดระดับ Ultra HD voice
     
  3. 5G Remote Control Vehicle
    สาธิตเทคโนโลยีการบังคับรถยนต์ไร้คนขับทางไกล ผ่านเครือข่าย 5G บริเวณลานหน้าสามย่านมิตรทาวน์ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเอไอเอส โดยเป็นการแสดงศักยภาพของเครือข่าย 5G ที่มีความเร็วสูง, ความหน่วงต่ำ และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ควบคุมรถไม่จำเป็นต้องอยู่ในตัวรถ แต่สามารถบังคับรถให้เคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้ตามต้องการ
     
  4. 5G Connected Drones
    สาธิตบังคับโดรนระยะไกล ระหว่างกรุงเทพฯ และเมืองโคราช จ.นครราชสีมา ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตผ่านเครือข่าย 5G บน Live Network แสดงแนวคิดการใช้งานโดรนในยุค 5G สามารถควบคุมโดรนระยะทางไกลได้ผ่านเครือข่ายมือถือ และสามารถ Streaming Video ที่มีความละเอียดสูงกลับมาหาผู้ใช้งานได้ทันที 
     
  5. 5G The Robotics
    จัดแสดงแนวคิดหุ่นยนต์ ผ่านเทคโนโลยี 5G ที่มีความเร็วสูงและความหน่วงต่ำ ใน 2 รูปแบบการใช้งานได้แก่
    1) 5G The Robotic, the future of store   เป็นการแสดงแนวคิด ซูเปอร์มาร์เก็ตในอนาคต ที่ทำงานโดยหุ่นยนต์ ผ่านเทคโนโลยี 5G สามารถหยิบสินค้าได้ตรงตามออเดอร์ที่ลูกค้าต้องการสั่งซื้อ
    2) 5G Smart Little Robot Companion หุ่นยนต์อัจฉริยะทำงานผ่าน 5G สามารถพูดคุยและตอบคำถามแก่ผู้มาใช้งาน ผ่านเทคโนโลยี 5G โดย Bannee และ Bookky เป็นหุ่นยนต์บรรณารักษ์ (Librarian-Bot) ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อปฏิบัติงานที่สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น สามารถสื่อสารกันเองและสื่อสารกับคนได้

พร้อมกันนี้ยังได้พรีเซนเตอร์ที่คนไทยรู้จักกันดีอย่าง แบมแบม-กันต์พิมุกต์ มารับหน้าที่ทดสอบ 5G ในรูปแบบต่างๆ ที่ถูกจัดแสดงไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำโฮโลแกรมรูปตัวเอง, VDO Call กับคนไทยจากทุกภาคทั่วประเทศ, ทดลองขับรถโดยบังคับจากระยะไกล, และการทดสอบการสั่งซื้อผลไม้ที่มีหุ่นยนต์เป็นผู้จัดเลือกสินค้าให้ เป็นต้น และส่งท้ายด้วยการโชว์ร้องเพลงพิเศษ Do You ที่เจ้าตัวได้ฟีเจอร์ริ่งกับ กอล์ฟ – ฟักกลิ้ง ฮีโร่ อีกด้วย

AIS เปิดตัว AIS 5G ทดสอบแล้ววันนี้ทั่วไทย ดึงแบมแบม GOT7 ร่วมงาน
AIS เปิดตัว AIS 5G ทดสอบแล้ววันนี้ทั่วไทย ดึงแบมแบม GOT7 ร่วมงาน

สำหรับใครที่สนใจร่วมงานดังกล่าว สามารถไปทดสอบกันได้ที่ สามย่านมิตรทาวน์ ลานกิจกรรม Semi outdoor ชั้น G จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2562 – 3 มกราคม 2563 เวลา 10.00 น. -22.00 น. (สำหรับวันที่ 24 – 31 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00 น.- 24.00 น.) ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง วางขายแล้ว!

ไมโครซอฟต์ (ประเทศไทย) ประกาศวางจำหน่าย 2 ผลิตภัณฑ์ Surface ใหม่ ทั้ง Surface Laptop 3 แล็ปท็อปดีไซน์เพรียวบางและเรียบหรู และ Surface Pro 7 แท็บเล็ตและแล็ปท็อปแบบ 2-in-1 โดยทั้ง 2 รุ่นถูกออกแบบมาเพื่อคนทำงานในยุคดิจิทัล ที่มีให้เลือกตามลักษณะการใช้งานเฉพาะตัว ทำงานได้หลายรูปแบบ และตอบสนองการทำงานได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย รวมทั้งยังมีศักยภาพที่เหนือกว่าเดิมด้วยโปรเซสเซอร์รุ่นล่าสุดอย่าง Intel® Core 10th Gen

Surface Laptop 3

Surface Laptop 3 เป็นผลิตภัณฑ์แล็ปท็อปที่มีขนาดบางและน้ำหนักเบาเริ่มต้นเพียง 1,265 กรัม เหมาะสำหรับคนทำงานที่ต้องการใช้งานแล็ปท็อปที่พกพาได้สะดวก โดยมีให้เลือกด้วยกัน 2 ขนาด ได้แก่ หน้าจอ 13.5 นิ้วและหน้าจอ 15 นิ้ว มีการอัปเกรดแทร็คแพดให้มีขนาดใหญ่ขึ้น 20% ลำโพงแบบ Omnisonic Speaker ที่ซ่อนอยู่ภายใต้คีย์บอร์ด รวมทั้งเสริม USB-C เข้ามาใช้งานร่วมกับ USB-A อีกด้วย มีฟีเจอร์ Fast Charging ที่ช่วยให้ชาร์จแบตได้ถึง 80% ภายใน 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ หากมีบริการหลังการขายที่ต้องส่งเครื่องเข้าศูนย์ ก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ถอดฮาร์ดไดร์ฟออก เพื่อเก็บรักษาข้อมูลการทำงานเอาไว้ได้อีกด้วย

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง

Surface Laptop 3 รุ่น 15 นิ้วมีตัวเลือกโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 5

สำหรับ Surface Laptop 3 รุ่น 15 นิ้วที่จำหน่ายในร้านค้าปลีก จะได้รับโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 5 ที่เป็นรุ่นเฉพาะสำหรับบน Surface Laptop 3 เสริมพลังกราฟฟิกสำหรับเล่นเกมอีกด้วย (แต่หากซื้อกับช่องทางจำหน่ายทางธุรกิจ จะได้รับเป็น Intel® Core 10th Gen แทน)

ราคาของ Surface Laptop 3

Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว (สีดำด้านและแพลทินัม)
 Intel i5 / 8GB RAM / 128GB SSD34,990.-
 Intel i5 / 8GB RAM / 256GB SSD44,990.-
 Intel i7 / 16GB RAM / 256GB SSD52,990.-
Surface Laptop 3 15 นิ้ว (สีดำด้าน)
 AMD R5 / 8GB RAM / 256GB SSD49,990.-
วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง


2 วัสดุคีย์บอร์ดให้เลือก ทั้งผ้าอาคันทาร่านุ่มๆ หรือโลหะสีดำ

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง


พอร์ตให้ใช้งานทั้ง USB-A, USB-C และ 3.5mm

Surface Pro 7

Surface Pro 7 เป็นแท็ปเล็ตขนาดหน้าจอ 12.3 นิ้วที่สามารถใช้งานเป็นแล็ปท็อปได้แบบ 2-in-1 ด้วยการใช้งานร่วมกับ Signature Type Cover แป้นพิมพ์คีย์บอร์ดรุ่นใหม่ที่ได้เสริมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเข้ามาเสริมด้านความปลอดภัย หรือกล้อง Infrared ที่สามารถใช้ Face Unlock ได้ทุกสภาพแสง มี Kick Stand ที่สามารถปรับให้แท็บเล็ตตั้งได้ในทุกองศา ด้านประสิทธิภาพ Surface Pro 7 มาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ 10th Gen ที่ทำงานเร็วกว่าดีไวซ์รุ่นก่อนๆ ถึง 2.3 เท่า และด้านการทำงานกราฟฟิก Surface Pro 7 รุ่น Intel i5 ยังมาพร้อมกับ Intel Iris Plus เช่นเดียวกับรุ่น i7 อีกด้วย มีให้เลือกด้วยกัน 2 สีคือ สีดำด้านและแพลทตินัม

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง

ถึงแม้จะเป็นแท็บเล็ตที่มีขนาดบาง และน้ำหนักเพียง 775 กรัม แต่ก็มีพอร์ตให้ใช้งานครบถ้วนทั้ง USB-A, USB-C และ Surface Connect รองรับการใช้งานร่วมกับ Surface Pen สำหรับการจดไอเดียหรือสร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายยิ่งขึ้น รวมไปถึง Arc Mouse ที่เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

ราคาของ Surface Pro 7

Surface Pro 7 (สีดำด้านและแพลทินัม)
 Intel i5 / 8GB RAM / 128GB ROM29,990.-
 Intel i5 / 8GB RAM / 256GB ROM40,990.-
 Intel i7 / 8GB RAM / 256GB ROM49,990.-
 Intel i7 / 16GB RAM / 512GB ROM64,990.-

ฟีเจอร์เด่นทั้งบน Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7

Instant-On พร้อมใช้งานตลอดเวลา

เพื่อตอบรับแนวคิดการทำงานได้ตลอดทุกที่ทุกเวลา Surface ทั้ง 2 รุ่นจึงมีฟีเจอร์ Instant-On ที่พร้อมใช้งานทุกที่ทุกสถานการณ์ ไม่ต้องรอบูทเครื่องเปิดใหม่ทุกครั้ง และมีระบบประหยัดพลังงานเมื่อพับเก็บ

Studio Mics

ทั้ง 2 รุ่นมี Studio Mics ไมโครโฟนคู่ติดตั้ง ไว้ให้สามารถใช้งาน Conference Call ด้วยเสียงการสนทนาที่คมชัด ในทุกสถานการณ์ อย่างเช่นการนำอุปกรณ์ไปใช้งานในร้านกาแฟ ซึ่งมีเสียงรบกวนภายนอกมากกว่าห้องประชุมในที่ทำงาน

ราคาของอุปกรณ์เสริมสำหรับ Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7


Surface Arc Mouse

Surface Pen

Signature Type Cover

Surface Dock
อุปกรณ์เสริม
 Surface Arc Mouse (สีฟ้า แดง ดำ และแพลทินัม)2,600.-
 Surface Pen (สีฟ้า แดง ดำ และแพลทินัม)3,900.-
 Signature Type Cover สำหรับ Surface Pro 7 (สีฟ้า แดง ดำ และแพลทินัม)5,790.-

สถานที่จัดจำหน่ายทั้ง Surface Pro และ Surface Laptop

Surface Laptop 3, Surface Pro 7 และอุปกรณ์เสริมของ Surface พร้อมวางจำหน่ายแล้วผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของไมโครซอฟท์ ได้แก่ Banana IT, IT City, JIB, Lazada-Microsoft flagshop store, Shopee-Microsoft Authorized Store รวมทั้งช่องทาง Add in Business และ Ciphermed สำหรับลูกค้าภาคธุรกิจ

Surface Pro X’s Sneak Preview

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง

นอกจากการเปิดตัว Surface ทั้ง 2 รุ่นข้างต้นแล้ว ภายในงานยังมีการเผยโฉม Surface Pro X แท็บเล็ตหน้าจอขนาด 13 นิ้วที่บางเฉียบเพียง 7.3 มิลลิเมตร มีคีย์บอร์ดรุ่นล่าสุด Surface Pro X Signature Keyboard ที่มาพร้อมช่องเก็บปากกา Slim Pen ในตัว สามารถเก็บหรือหยิบใช้ได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ Surface Pro X ยังมีโปรเซสเซอร์ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ จากการที่ทางไมโครซอฟท์ทำงานร่วมกับ Qualcomm อีกด้วย

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง


Surface Pro X กับขอบจอที่บางเฉียบ

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง


Signature Keyboard ที่มาพร้อมกับช่องเก็บ Slim Pen

วางขายแล้ว! Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 สองดีไวซ์เน้นความคล่องตัวสูง


ฮาร์ดไดรฟ์ที่สามารถถอดได้ด้วยตนเอง

Disruption Technology & Digital Transformation คนทำธุรกิจต้องเจอ!

ทุกวันนี้ความเร็วในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆ ด้านทั้งด้านการใช้ชีวิต, การกิน, การอยู่อาศัย, การเดิน, การนอน จากคนที่อ่านหนังสือพิมพ์ในตอนเช้าก็เปลี่ยนพฤติกรรมมาอ่านข่าวในออนไลน์ จากการเดินทางโดยใช้แผนที่แบบกระดาษ ก็เปลี่ยนมาเป็นการใช้โปรแกรมนำทางที่ระบุตำแหน่ง จากเดิมดูทีวีระบบแอนะล็อกก็เปลี่ยนมาดูในมือถือ หรือเว็บผู้ให้บริการสื่อในรูปแบบอื่นๆ ในกรณีเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็สามารถเอาโทรศัพท์มือถือถ่ายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วส่งให้ผู้คนดูได้เลย จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามาในชีวิตเราอย่างไม่รู้ตัวแล้วพัฒนาอย่างรวดเร็ว

แต่การเข้ามาของเทคโนโลยีก็ทำให้อะไรบางอย่างหายไป อย่างเช่น การเข้ามาของกล้องดิจิตอลส่งผลให้ธุรกิจขายฟิล์มและร้านอัดรูปต้องเจอกับภาวะยอดขายตกลง หรือการเกิดขึ้นของ OTT (Over The Top) คือผู้ให้บริการสื่อผ่านระบบอินเทอร์เน็ต อธิบายง่ายๆ คือทุกคนสามารถดูรายการหรือฟังเพลงที่ชอบ เวลาไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ จนทำให้ช่องทีวี หรือ หนังสือพิมพ์ปิดตัวไปอย่างรวดเร็ว จากเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างมา ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า Digital Disruption อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด

Disruption Technology & Digital Transformation  คนทำธุรกิจต้องเจอ!


Moore’s Law Source : World Economic Forum

โดยตามหลักการ ทฤษฎีของ มัวร์ (Moore’s Law) กล่าวไว้ว่า คอมพิวเตอร์จะเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว ทุกๆ สองปี อย่าไปติดกับคำว่าคอมพิวเตอร์เหมือนคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะนะครับ คอมพิวเตอร์ในที่นี้หมายถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างใกล้ๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น มือถือ กล้อง นาฬิกา แว่นตา รถยนต์

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมการเป็นอยู่ การทำธุรกิจก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากการขายแบบเดิมๆ ที่ต้องไปยังสถานที่หนึ่งเพื่อการทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน ลูกค้าต้องเดินทางเพื่อไปซื้อของ ก็สามารถสั่งได้ผ่านโปรแกรมที่อยู่ในอุปกรณ์ใกล้ๆ ตัวได้เลย ใกล้ตัวกว่านั้นการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงิน จากที่ต้องไปสาขาเพื่อรับบัตรคิวเพื่อทำธุรกรรม หรือเดินไปตู้กดเงินสดเพื่อกดเงินออกมาซื้อของ ก็ใช้เป็นการโอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีที่ทันสมัยนี่แหละที่จะเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล

การทำธุรกิจในยุค 2020

จากโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คนที่ทำธุรกิจอยู่แล้ว หรือคนที่อยากทำกิจการใหม่ๆ อาจจะต้องรีบปรับตัวให้ทันสมัย เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ตรงนี้ผมมีตัวอย่างน่าสนใจอันหนึ่งอยากยกตัวอย่างให้ฟัง มีป้าขายข้าวผัดคนหนึ่งร้านอยู่ริมทางเป็น SME เล็กๆ ทุนในการทำธุรกิจ หลักพันบาทต่อวัน ส่งลูกเรียนเพื่อไม่อยากให้ลูกชายลำบาก เหมือนตนเอง แต่พอลูกชายเรียนจบ ก็ตั้งใจมาช่วยงานแม่ ลูกชายบอกแม่ว่าร้านเราต้องลงทุนด้านเทคโนโลยี คุณแม่เจ้าของร้านพูดเต็มสองหูผมเลย  “จะบ้าหรือเปล่า? ร้านขายข้าวข้างทางมันห่างไกลจากการเอาเทคโนโลยีมาใช้ เสียเวลาจริงๆ” สุดท้ายลูกชาย เริ่มทำแบรนด์ดิ้งลงสื่อโฆษณาออนไลน์ ไปลงทะเบียนกับผู้ให้บริการส่งอาหาร รีวิวอาหารร้านของตัวเอง ต่อมาขายดีมาก จนต้องจ้างคนมาทำกับข้าว รายได้หลายหมื่นบาทต่อวัน คุณแม่จากที่ต้องผัดข้าวจนปวดมือ ต้องกลายมาเป็น นั่งนับเงินจนปวดแขนแทน เห็นไหมครับ จากธุรกิจที่ไม่น่าจะเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ได้ กลับกลายเป็น ธุรกิจที่เจริญรุ่งเรืองเพราะเทคโนโลยีจริงๆ การทำเทคโนโลยีมาใช้ในลักษณะนี้ เรียกว่า Digital Transformation

หลายๆ คนคงได้ยินคำว่า Digital Transformation มาบ้าง (บางที่เรียก DT บางที่เรียก DX) บางครั้งก็มาในรูปแบบของ Social Media บางครั้งก็มาในรูปแบบของ โปรแกรมพิมพ์งาน, ทำตารางสรุปในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่จริงๆ แล้ว การทำ Digital Transformation ในมุมของการทำธุรกิจ จริงๆ แล้วมันคือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพิ่มมูลค่าของทรัพยากรทุกอย่างในองค์กร ทำให้องค์กรทุกขนาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนจะน้อยลง รายได้มากกว่าเดิม โดยใช้เทคโนโลยีแบบต่างๆ เข้ามาจัดการงานที่ทำ ลดกระบวนการการใช้ทรัพยากร 

Disruption Technology & Digital Transformation  คนทำธุรกิจต้องเจอ!


ระบบจัดการคลังสินค้าอัตโนมัติ ที่บริษัทขนส่งระดับโลกนำมาใช้

ยกตัวอย่างจากจีนนะครับ ธุรกิจสายการผลิต ก็สามารถนำหุ่นยนต์, เครื่องจักรกลเข้ามาทำงานแทนแรงงาน ที่จีนมีโรงงานที่เรียกว่า “Dark Factory” ใจเย็นๆ ครับไม่ใช่โรงงานผิดกฎหมาย แต่เป็นโรงงานที่ไม่ต้องเปิดไฟทำงาน เพราะในโรงงานใช้เครื่องจักรแขนกล 100% ในการทำงาน เมื่อใช้เครื่องจักร ก็ไม่ต้องใช้แสงสว่างในการทำงาน ใช้เพียงคนคุมงานไม่กี่คนคอยคุมระบบ หรือจะเป็นหุ่นยนต์ที่คอยจัดของในโกดังสินค้าที่มีความสามารถเท่ากับ คนจำนวนมาก อันนี้เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้นะครับ ต่างประเทศทำกันหมดแล้ว แล้วธุรกิจคุณล่ะ?

ธุรกิจเดิมมีรายได้ และระบบงานที่ดีอยู่แล้วจะเปลี่ยนทำไม?

ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ Digital Transformation จุดมุ่งหมายของมันคือ ทำธุรกิจให้เร็วกว่าเดิม ขายได้ 24 ชั่วโมง กลุ่มลูกค้ากว้างมากขึ้น รายได้มากขึ้น แถมประกันความเสี่ยงของธุรกิจไม่ให้ติดขัดเพราะระบบงานไปยึดติดกับ “คน” อีกด้วย จากที่เคยถามคำถามนี้กับคนทำธุรกิจ 99% บอกว่าสนใจ 

ผมได้มีโอกาสได้เข้าไปคุยกับ คนทำธุรกิจขายอะไหล่รถยนต์เก่าเจ้าหนึ่งย่านบางนา เจ้าของอายุ 70 กว่าๆ อยากปรับปรุงระบบ การทำงานให้ดีขึ้น ปัญหาใหญ่ที่สุดหลังจากพูดคุยคือ มีแต่ตนเองและลูกชายเท่านั้น ที่รู้ว่าอะไหล่ชิ้นที่ลูกค้าต้องการ อยู่ตรงไหน วันไหนเจ้าของและลูกชาย ไม่ว่างพร้อมกัน ไม่มีใครสามารถหาอะไหล่ให้ลูกค้าได้เลย ถ้าจะหาเจอต้องใช้เวลานานมาก ร้านอะไหล่เจ้านี้จึงนำระบบ WMS (Warehouse Management System) เข้ามาใช้ ทำให้ลดเวลาและหน้าที่ แถมเอาระบบ ChatBot มาใช้สามารถตอบคำถามลูกค้าที่หาอะไหล่ ผ่านสื่อออนไลน์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากนำระบบมาใช้ ทุกวันนี้ เจ้าของนอนอยู่บ้าน วาดรูป ออกไปถ่ายรูป ออกกำลังกาย ใช้เวลาไปทำในสิ่งที่ตนเองชอบ แต่ยังรู้รายได้ ยอดขาย และปัญหาของบริษัทได้ตลอดเวลา แถมยอดขายก็เพิ่มขึ้นด้วย หาของมาขายไม่ทันเลยทีเดียว 

มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความเชื่อในความคิดเก่า ขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ที่เจอมานะครับ มีร้านขายเสื้อผ้านำเข้าจากจีน ย่านประตูน้ำ เจ้าของเจอปัญหายอดขายตกลง เห็นเพื่อนขายของไปต่างประเทศ เลยอยากได้ระบบการขายผ่านออนไลน์มาใช้บ้าง ความลำบากของการทำงานกับเจ้านี้คือ ไม่เก็บข้อมูลให้อยู่รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เลย ไม่มีระบบจัดการบริหารหลังบ้าน ไม่รู้ว่าสินค้าเหลือเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าสินค้าที่เหลืออยู่ตรงไหน และจะไม่จดบันทึกใดๆ เพราะมองว่าเสียเวลา เด็กคนงานต่างชาติเป็นคนรู้แค่คนเดียวว่าสินค้าอยู่ตรงไหน เก็บของไม่เป็นที่เป็นทาง สินค้าตัวเดียวกันก็เก็บคนละที่เพราะมาคนละรอบการสั่งของ แต่เจ้าของก็อยากขายของออนไลน์ เพราะคิดว่าการขายของออนไลน์ คือการเอาสินค้ามากางแล้วเอาโทรศัพท์มาถ่าย LIVE ขายเพื่อให้มียอดที่ดีขึ้น ทำไม่ได้ครับเพราะยังยึดติดกับความเชื่อเดิม

Digital Transformation ภาครัฐ

โลกที่เปลี่ยนแปลงด้วย Disruption Technology รัฐบาลไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ ได้มีการวางนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อรองรับสิ่งที่จะเกิดในอนาคต ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย จากนโยบายนี้ จะทำให้ประเทศไทย เปลี่ยนจากประเทศที่ทำสินค้าเชิงโภคภัณฑ์ ไปเป็นประเทศที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศ เน้นการบริโภคสินค้าแทนการผลิตสินค้า ตรงนี้อย่าเข้าใจผิดว่าเราจะเลิกผลิตสินค้าเกษตรนะครับ แต่ทิศทางคือเอานวัฒกรรมมาเพิ่มมูลค่าเกษตรกรรมให้ได้ผลผลิตมากขึ้นในต้นทุนต่ำลง เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้นตามหลัก, เปลี่ยน SMEs ให้กลายเป็น Smart Enterprises, เปลี่ยน Traditional Services มาเป็น High Value Services เปลี่ยนแรงงานที่มีทักษะน้อย มาเป็นแรงงานทักษะสูงซึ่งตอนนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมมือกับภาคเอกชน ได้เริ่มงานฝึกอบรมทักษะเชิงดิจิทัลไปเรียบร้อยแล้ว จากเรื่องที่กล่าวมายังมีนโยบายด้านอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีมาจัดการครบทุกด้าน

Disruption Technology & Digital Transformation  คนทำธุรกิจต้องเจอ!


การวางโครงข่ายเน็ตประชารัฐเพื่อให้คนไทยทั้งประเทศมีอินเตอร์เน็ตใช้ทุกหมู่บ้าน

อีกทั้งทางรัฐบาลยังได้มอบหมายให้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Ministry of Digital Economy and Society) ให้วางรากฐานโครงข่ายระดับประเทศ และระบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนนโยบายนี้แบบเต็มที่ ไทยแวร์เคยได้เขียนเรื่องนี้ไว้ อ่านที่นี่ จากนโยบายที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจเลยกับเรื่องนี้ จัดหนักจัดเต็มกันเลยทีเดียว

นอกจากนโยบายใหญ่ๆ ตามที่กล่าวมา ในหน่วยงานราชการ ก็ยังมีการพัฒนาระบบเพื่อบริการประชาชน แบบรวดเร็ว ใช่ครับ รวดเร็ว ตามนโยบาย Thaialnd 4.0 จริงๆ มาดูตัวอย่างกัน

  1. National single windows เป็นโครงการช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า พัฒนาบริการศุลกากรจากระบบเอกสารกระดาษเป็นระบบการแลกเปลี่ยนเอกสารในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Data Interchange: EDI และสามารถให้บริการระบบ EDI ทั่วประเทศ ทำงานร่วมกันในระดับภูมิภาคโครงการนี้ เป็นต้นแบบเพื่อใช้ร่วมกัน 9 ประเทศ ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสะดวกขึ้น ช่วยให้การนำเข้า-ส่งออก สินค้าเป็นเรื่องง่ายต่อผู้ประกอบการ
  2. ใบขนสินค้าน้ำตาล ลดระยะเวลาที่ส่งเอกสาร ผู้ประกอบการน้ำตาลสามารถทำงาน ได้โดยไม่ต้องยื่นเอกสารกระดาษ เชื่อมโรงงานทั้งหมด เข้ากับระบบของ สำนักงานอ้อยและน้ำตาล (ส.อ.น.)
  3. E-Tax Invoice & Receipt (ETDA ทำร่วมกับสรรพากร) ผู้ประกอบการรายได้น้อยกว่า 30 ล้านสามารถทำ Electronic Document ระบบภาษีได้ ETDA ทำ Timestamp โดยระบบที่ใช้ในปัจจุบัน จากที่ใช้เวลา 7 วันเหลือน้อยกว่า 1 วัน (จะเหลือระดับนาทีในอนาคต)

นี่คือตัวอย่างที่ภาครัฐเริ่มทำ Digital Transformation อย่างจริงจังและเต็มระบบ ขนาดภาครัฐยังตื่นตัวขนาดนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่นอนครับ

Digital Transformation ภาคเอกชน

ตอนนี้หลายๆ คนคงเกิดคำถามว่า อยากจะเริ่มศึกษาวิธีการปรับองค์กรให้ทำงานรวดเร็วขึ้น ต้องเริ่มจากจุดไหนแบบง่ายๆ เลยครับคือ เอาความคิดที่ว่า ทำไม่ได้หรอก ออกจากหัว แล้วเขียนแผนการทำงานให้ชัดเจน ว่าทำอะไร ที่ไหน อย่างไร สิ่งอะไรสำคัญต่อธุรกิจจริงๆ ตัดระบบการทำงานที่ไม่จำเป็นออก แล้วหาเทคโนโลยีมาจัดการทำงานนั้นๆ ตามแผนงานที่เขียนไว้ เตรียมพัฒนาคนให้พร้อมกับการใช้งานระบบ อันนี้เป็นขั้นตอนง่ายๆ ในการทำ Digital Transformation 

การทำธุรกิจ จะแบ่งเป็นส่วนหลักๆ คือ ธุรกิจบริการ และ ธุรกิจการผลิต ขออธิบายกว้างๆ ก่อนแล้วกันนะครับ ธุรกิจชนิดแรก ธุรกิจบริการ เป็นธุรกิจ ที่ให้บริการทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะ ส่งของ ร้านขายของชำ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซ่อมรถ ฯลฯ แนวการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของธุรกิจบริการก็คือ ให้บริการแบบเต็มที่ เช่นการดูแลลูกค้า การตอบลูกค้า ติดตามสินค้าที่กำลังส่ง เสนอโปรโมชันของที่ลูกค้าซื้ออยู่ประจำ อีกแนวการทำธุรกิจคือ ธุรกิจการผลิต การทำธุรกิจแนวนี้เน้นคุณภาพของสินค้าเป็นหลัก เช่น โรงงานผลิตขนมปัง โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ จุดมุ่งหมายของธุรกิจการผลิตคือ ทำสินค้าให้มีคุณภาพ ตรงตามเวลา ก็ใช้ โปรแกรมด้าน QC QA มาพัฒนาคุณภาพของสินค้าที่ผลิต เป็นต้น

การยกตัวอย่างข้างต้น เป็นการยกตัวอย่างแบบคร่าวๆ เท่านั้นนะครับ ยังมีระบบงาน และโปรแกรมที่สามารถเข้ามาลดการทำงานและเพิ่มมูลค่าได้อีกมากมายหลายระบบ ทั้งนี้ผมแนะนำว่า ถ้าจะให้เจาะลึกไปกว่านี้ คงต้องเอาแผนธุรกิจนั้นๆ มากางบนโต๊ะ แล้ววิเคราะห์กันอย่างละเอียดกันอีกที

พัฒนาองค์กรสู่ยุค Digital อย่างแท้จริง

Mega Trend อย่าง Digital Disruption จนต้องทำให้เกิด Digital Transformation เพื่อพัฒนาองค์กร ให้ตอบรับโลกที่หมุนรวดเร็ว ไม่มีใครจะหนีไปจากเหตุการณ์นี้ไปได้ คนทำธุรกิจต้องเตรียมปรับตัวให้ทัน จากตัวอย่างที่ยกมาบอกได้เลยว่า ทุกคนไม่สามารถหนีการ Digital Disruption ได้เลย สิ่งที่เราควรทำคือการปรับตัว เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้น นำมาประยุกต์ใช้ ถ้าไม่มีการปรับตัว ทั้งตัวเราเองและธุรกิจที่ทำก็จะสู้คนอื่นไม่ได้ และต้องปิดหรือหยุดกิจการไปในที่สุด
ที่มา : www.parliament.go.th , excise.go.th

รัฐบาลจีนประกาศจะเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์มาใช้ของที่พัฒนาเองในประเทศ ภายใน 3 ปี

รัฐบาลจีนได้ออกมาประกาศให้หน่วยงานราชการ และสถาบันสาธารณะต่างๆ ยกเลิกการใช้งานฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์จากต่างประเทศให้หมดภายในเวลา 3 ปี

แผนการดังกล่าวมีชื่อภายในว่า “3-5-2” โดยมีที่มาจากเปอร์เซ็นต์ของเป้าหมายที่จะถูกปรับในแต่ละปีที่ผ่านไป โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2020 ที่มีเป้าหมายในการปรับให้ถึง 30%, ปี 2021 ต้องทำให้ได้ 50% และปีสุดท้าย 2022 คืออีก 20% ที่เหลือ

นโยบายใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่าง HP, Dell และ Microsoft เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มบริษัทหลักที่ปัจจุบันให้ความร่วมมือกับรัฐบาลจีนอยู่

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงบริษัทต่างๆ ภายในประเทศ เนื่องจากหากจะบังคับใช้ทั้งประเทศ จำเป็นจะต้องใช้เงินมหาศาล ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

สอดคล้องกับที่ก่อนหน้านี้ที่ทางรัฐบาลจีนให้สั่งให้หน่วยงานทางทหารพัฒนาระบบปฏิบัติการใหม่ขึ้นมาใช้งานเองภายในกองทัพ เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจจะโดนโจมตีด้วยวิธี Backdoors ผ่านซอฟต์แวร์ที่มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา
ที่มา : www.zdnet.com , sharajob.weebly.com

ผู้ใช้ Advanced Protection Program บน Android อาจจะไม่สามารถลงแอปแบบ Sideload ได้

Advanced Protection Program เป็นระบบรักษาความปลอดภัยของบัญชี Google ที่ผู้ใช้สามารถเลือกใช้เพื่อให้บัญชี Google account มีความปลอดภัยสูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเมื่อเปิดใช้งานแล้ว ผู้ใช้จะถูกบังคับให้การเข้าสู่ระบบต้องทำงานร่วมกับเครื่องมือยืนยันแบบ 2 ขั้นตอน ที่รองรับ FIDO Universal 2nd Factor (U2F) หรือ FIDO2 ด้วย เช่น Titan Security Key ของ Google และอีกส่วนหนึ่งก็คือ Advanced Protection Program  จะจำกัดการเข้าถึงบัญชีจากแอปฯ 3rd-party ต่างๆ ด้วย

คุณสมบัติ Advanced Protection Program นี้ ผู้ใช้ทั่วไปน่าจะไม่รู้จัก หรือใช้งานกันเท่าไหร่นัก โดยมากจะนิยมใช้กันในองค์กรใหญ่ๆ ที่อุปกรณ์มีความจำเป็นต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสูงเป็นพิเศษ

ใน Play Store เวอร์ชันล่าสุด (17.8.14) ได้มีนักพัฒนาทำการ “แงะไฟล์” เข้าไปดูโค้ดแล้วพบข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ นั่นก็คือ

 App blocked by Advanced Protection ”For additional security, Advanced Protection won’t allow apps from outside the Google Play Store.”

โค้ดที่ถูกค้นพบระบุว่า “เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น Advanced Protection จะไม่อนุญาตให้ติดตั้งแอปฯ นอกเหนือไปจาก Google Play Store” ซึ่งเมื่อนักพัฒนาทำการเปิดใช้งานโค้ดคำสั่งดังกล่าวก็พบว่า ตัว Advanced Protection จะสามารถสแกนตรวจหาแอป ที่ติดตั้งผ่านวิธี Sideload ได้ด้วย

ผู้ใช้ Advanced Protection Program บน Android อาจจะไม่สามารถลงแอปแบบ Sideload ได้
ผู้ใช้ Advanced Protection Program บน Android อาจจะไม่สามารถลงแอปแบบ Sideload ได้

นี่ถือเป็นปัญหาน่าปวดหัวพอสมควร เพราะองค์กรใหญ่ๆ มักจะมีแอปฯ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ภายในโดยเฉพาะ ซึ่งมันก็มักจะเป็นการติดตั้งผ่าน Sideload ในขณะเดียวกันองค์กรที่มีการใช้งานในลักษณะนี้ก็มักจะนิยมใช้ Advanced Protection ควบคู่กันไปด้วยเพื่อรักษาข้อมูลของบริษัทให้มีความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม อย่างที่ระบุไว้ข้างต้น นี่เป็นคุณสมบัติที่ Google ยังไม่เปิดใช้งาน มันเป็นแค่การทดสอบภายใน และอาจจะมีตัวเลือกให้ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะให้ Advanced Protection ปิดกั้นการติดตั้งแอปฯ แบบ Sideload ได้ตามความต้องการก็เป็นได้

อนึ่ง ใครที่สนใจเปิดใช้งาน Advanced Protection สามารถศึกษาข้อมูลวิธีเปิดใช้งานได้ที่ https://landing.google.com/advancedprotection/
ที่มา : 9to5google.com , www.androidpolice.com , landing.google.com , wccftech.com , pixabay.com , cloud.google.com

iPhone ปี 2021 จะไม่มีพอร์ตชาร์จใดๆ! นักวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ Apple คาดการณ์ไว้

ล่าสุด Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์ที่คาดการณ์สินค้า Apple ได้อย่างแม่นยำ ได้ออกมาบอกว่า iPhone ในรุ่นปี 2021 จะไม่ใช้พอร์ตแบบ Lightning อีกต่อไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมาใช้ USB-C เหมือนอย่างสมาร์ทโฟนอื่นๆ ในตลาดหรือ iPad Pro นะ เพราะ iPhone จะไม่มีพอร์ตให้ใช้งานเลยต่างหาก

iPhone 2021 จะตัด Lightning Port ออก และข้าม USB-C ไปด้วย

พอร์ตแบบ Lightning ถูกนำมาใช้งานครั้งแรกใน iPhone 5 ในปี 2013 และถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องจนถึง iPhone 11 ในปัจจุบัน ซึ่งเห็นได้ว่า ทาง Apple ได้ผลักดันเทคโนโลยีไร้สายหลายๆ อย่างบนตัวอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการชาร์จไร้สาย หูฟังไร้สาย รวมทั้งการซิงค์ข้อมูลต่างๆ ระหว่างอุปกรณ์แบบไร้สาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากอยู่ๆ iPhone ในปี 2021 อยู่ๆ จะไม่มีพอร์ตให้ใช้งาน

โดยการเปลี่ยนแปลงในอนาคตนี้ คาดว่าทาง Apple จะเริ่มใช้กับ iPhone 2021 ตัวท็อปก่อน และหากมีผลตอบรับที่ดี iPhone ในปี 2022 ก็จะถูกถอดพอร์ตออกทั้งหมดทุกโมเดล (เช่นเดียวกับการลองตลาดด้วย Face ID บน iPhone X) ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์เสริมต่างๆ อย่างสายชาร์จ Lightning หรือหูฟังที่ใช้แจ็คแบบ Lightning ต้องปรับตัวกันพอสมควรเลย แต่ก็ยังพอมีเวลาอีกปีกว่าๆ หากข่าวนี้เป็นความจริง

iPhone 2020 จะมีพอร์ตอยู่ และ SE 2 จะกลับมา!

ส่วน iPhone ในปี 2020 ที่กำลังจะถึงนี้ ถึงแม้จะยังไม่ได้ตัดพอร์ต Lightning ทิ้ง แต่ก็มีข้อมูลจาก Kuo มาเช่นกัน โดยไลน์อัพของ iPhone 2020 จะออกมา 5 โมเดล ซึ่งประกอบไปด้วย iPhone SE 2 มือถือจอ LCD ไซส์เล็ก 4.7 นิ้วราคาประหยัด ที่ลือกันมานาน จะออกรุ่นที่สองเสียที โดยคราวนี้จะมีหน้าตาคล้ายกับ iPhone 8 ส่วนอีก 4 โมเดล จะรองรับ 5G และใช้หน้าจอ OLED ทั้งหมด โดยจะมีรุ่นกล้องหลัง 3 เลนส์พร้อมเทคฯ ToF ที่มาแทนที่ iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่ 6.1 และ 6.7 นิ้ว และอีก 2 โมเดล จะเป็นกล้องหลังคู่เช่นเดียวกับ iPhone 11 แต่จะแยกเป็น 2 ขนาด ได้แก่ รุ่นหน้าจอ 6.1 นิ้ว และโมเดลหน้าจอที่เล็กกว่าเพียง 5.4 นิ้ว

สรุปไลน์อัพ iPhone 2020 (จากการคาดการณ์)

  • iPhone SE 2 จอ LCD ขนาด 4.7 นิ้ว ทรงเดียวกับ iPhone 8
  • iPhone 2020 (แทนที่รุ่น Pro) จอ OLED 6.1 นิ้ว รองรับ 5G กล้องหลัง 3 เลนส์
  • iPhone 2020 (แทนที่รุ่น Pro Max) จอ OLED 6.7 นิ้ว รองรับ 5G กล้องหลัง 3 เลนส์
  • iPhone 2020 (แทนที่ iPhone 11) จอ OLED 6.1 นิ้ว รองรับ 5G กล้องหลังเลนส์คู่
  • iPhone 2020 (แทนที่ iPhone 11) จอ OLED 5.4 นิ้ว รองรับ 5G กล้องหลังเลนส์คู่

ที่มา : gadgets.ndtv.com , www.theverge.com

คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เริ่มที่ Smart Home

คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เริ่มที่ Smart Home

ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตในสังคมที่ใช้เทคโนโลยี จนกลายเป็นปัจจัยที่ 6 ในการดำรงชีวิตจนขาดไม่ได้ไปแล้ว เมื่อการมาของเทคโนโลยีทำให้ชีวิตเราสบายขึ้น ระบบหนึ่งที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดคือ Smart Home มาดูกันครับว่า Smart Home ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นยังไง

Smart Home คืออะไร

Smart Home หรือ Home Automation ชื่อนี้เราคงได้ยินกันมาสักพัก มันคือชื่อเรียกของ อุปกรณ์ที่เข้ามาช่วยให้ผู้อาศัยในบ้านมีความสะดวกมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน สามารถควบคุมผ่าน Smartphone หรืออุปกรณ์สั่งงานด้วยเสียง เป็นส่วนหนึ่งของระบบ IoT (Internet of Things) โดยอุปกรณ์สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน มีหลากหลายความสามารถทั้งระบบไฟที่ไม่ใช่แค่สว่างเองเมื่อถึงเวลาฟ้ามืด ประตูบ้านหรือประตูรั้วที่เปิดให้คนในบ้านเข้าเท่านั้น ตู้เย็นที่คอยเตือนให้เราว่าอะไรจะหมด ระบบกันขโมยที่คอยระวังทรัพย์สินภายในบ้าน หรือ ลำโพงที่รับคำสั่งเสียงเพื่อให้อุปกรณ์ในบ้านทุกอย่างทำงาน ทั้งเปิดทีวี เปิดแอร์ เปิดไฟ หรือสั่งข้อความเสียงให้เปิดหรือปิดตามเวลาที่ตั้งไว้

โดยสมัยก่อนตัวอุปกรณ์ถูกควบคุมโดยสัญญาณวิทยุ (120 Khz) หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีอยู่ในสมัยนั้น (เรียกว่า Home Automation) เมื่อเทคโนโลยีพัฒนา เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อก็เปลี่ยนไป เป็นระบบอินเทอร์เน็ตในที่สุด (IoT)

คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เริ่มที่ Smart Home

ประโยชน์ของ Smart Home

ประโยชน์ที่เห็นชัดเจนที่สุดของ Smart Home น่าจะเป็นระบบกันขโมยเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการดูแลบ้านไม่ให้เกิดการสูญหายจากผู้ไม่หวังดี อีกทั้งสามารถความคุมอุปกรณ์ภายในบ้านอย่างเต็มที่ เช่น เครื่องปิ้งขนมปังที่ลืมเสียบไว้ ปั๊มน้ำที่ลืมปิดหลังจากใช้เสร็จ ไฟในบ้านที่สามารถสั่งเปิดจากที่ไหนก็ได้ในโลกนี้

ระบบ Smart Home นอกจากจะสะดวกสบายในการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านแล้ว ยังช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร (ทรัพยากรในที่นี้คือ ไฟฟ้า น้ำ ความร้อน ความเย็น) เช่น สามารถปรับอุณหภูมิในห้องให้พร้อมเมื่อคุณเดินทางถึงบ้าน หรือช่วยดูแลสนามหญ้า ให้สวยงามอยู่เสมอไม่ต้องกังวลว่า น้ำที่รดต้นไม้จะมากหรือน้อยเกินไป ระบบจะรดน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ต้องคิดว่าพอฝนตกแล้วต้องรดน้ำเพิ่มหรือไม่ ด้วยระบบวัดความชื้นในดินซึ่งจะสามารถช่วยลดการใช้ทรัพยากรในการใช้งานได้เต็มที่ ผลที่ได้ต่อมาคือประหยัดเงินในกระเป๋าคุณอีกด้วย

การทำงานของระบบต้องการอะไรบ้าง

การทำงานของระบบ Smart Home ให้ได้ประโยชน์สูงสุด คือ อุปกรณ์ทั้งหมด จะต้องเชื่อมต่อกัน และทำงานโดยใช้ศูนย์กลางควบคุมตัวเดียวกัน ซึ่งระบบดังกล่าวในโลกนี้ก็มีหลายเจ้าที่มีสินค้าและบริการ ใครจะนำระบบ Smart Home มาใช้ก็สามารถเลือกอุปกรณ์จากหลายๆ ยี่ห้อ แต่ขอให้ดูเรื่องหนึ่งคือ อุปกรณ์ Smart Home ต้องสามารถทำงานได้บนมาตรฐานเดียวกัน ซื้อมาใช้แล้วเชื่อมกันไม่ได้ ลำบากตอนใช้มากๆ เลยครับ เรื่องนี้ระวังให้ดี

อีกเรื่องที่สำคัญคือการเชื่อมต่อระบบการทำงาน ในปัจจุบัน คงไม่พ้นเรื่องของ Internet ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากในการใช้งาน Smart Home เพราะถ้าไม่มี เราคงสั่งงานจาก Smartphone หรือ Web Service ที่มีให้บริการไม่ได้แน่นอน

ก้าวต่อไปของ Smart Home คือ AIoT

เมื่ออุปกรณ์ IoT ที่ทำงานร่วมกันให้เกิดระบบ Smart Home แต่การสั่งงานส่วนใหญ่มาจากความต้องการของผู้อยู่อาศัยจริงๆ แต่ก้าวต่อไปคือการนำ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลที่สัมพันธ์กันเพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด (Optimize Solution) งานนี้บอกเลยว่า ทันสมัยสุดๆ โดยการนำ AI มารวมกับ IoT ทำให้เกิดคำใหม่ AIoT (Artificial Intelligence of Things) เป็นคำใหม่ที่เพึ่งเกิดมาปลายปี 2018 นี้เอง

ในมุมของ Smart Home ตัวระบบ AIoT จะเข้ามาเรียนรู้พฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยแบบเป็นคนๆ เช่น เจ้าของบ้านชอบเพลงอะไร และจะเปิดเมื่อไหร่ ปิดปั๊มน้ำตอนกี่โมง ลูกชายชอบเปิดม่านตอนตื่นไหมชอบอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่กี่องศา พร้อมปรับค่าให้พร้อมและพอเหมาะกับคนที่อยู่ในบ้านได้ทันที แถมคุยกับคนในบ้าน ปรับค่าทุกอย่างให้เองโดยเข้าใจคนในบ้านทุกคนโดยทันที โดยเราไม่ต้องสั่งอะไรทั้งสิ้น เหมือนมีพ่อบ้านคอยบริการ อีกทั้งทำงานร่วมกับข้อมูลอื่นๆ เช่น ประกาศซ่อมท่อน้ำจะไม่ไหลระบบจะสำรองน้ำให้พอใช้กับคนในบ้านเอง ประกาศฝนตกพายุเข้า ระบบรดน้ำต้นไม้จะหยุดทำงานเอง เรียกช่างซ่อมท่อน้ำให้เมื่อมีท่อแตกในบ้าน เรียกช่างล้างแอร์เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เพราะข้อมูลที่ AI นำมาวิเคราะห์จาก Big Dataทำให้คาดคะเน การกระทำของบ้านในอนาคตอีกด้วย

การเลือกใช้เทคโนโลยี ให้เหมาะกับการใช้งานเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ผู้ใช้ควรดูความต้องการของตนเองเป็นหลัก ว่ามีความต้องการให้ระบบสามารถทำอะไรได้บ้าง โดยอาจจะเริ่มศึกษาของที่มีขายตามห้าง-ร้านต่างๆ ว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง จึงค่อยมาเขียนผังงานระบบให้ทำงานอีกที ระบบที่นำมาใช้จะได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้อย่างแท้จริง
ที่มา : internetofthingsagenda.techtarget.com

Intel ขายธุรกิจโมเด็มบนสมาร์ทโฟนให้ Apple หลังโดน Qualcomm บีบให้ออกจากธุรกิจนี้

Intel ออกมาประกาศยืนยันว่าได้ขายธุรกิจด้านพัฒนาโมเด็มของสมาร์ทโฟนให้กับ Apple เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยมูลค่าประมาณ $1,000,000,000 (ประมาณ 30,270,000,000 บาท) โดยทาง Intel ได้ระบุว่าเป็นราคาที่ขาดทุนอยู่อีกหลายพันล้านดอลลาร์

จากแถลงการณ์ของ Intel ได้เปิดเผยเหตุผลในการขายที่ยอมขาดทุน สืบเนื่องมาจากการที่ทาง Qualcomm ผู้ผลิตชิปคู่แข่งได้ใช้พยายามใช้อำนาจทางสิทธิบัตรที่ตนเองผูกขาดอยู่มาบีบบังคับให้คู่แข่งต้องออกจากตลาด แม้ทาง FTC จะเข้ามาพิจารณาปัญหาดังกล่าวแล้ว แต่ทาง Qualcomm ก็ตอบโต้ด้วยการยืนเรื่องต่อศาลอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 9 ทั้งนี้ Intel ยังคงผลิตชิปโมเด็มสำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์, IoT และยานพาหนะต่อไปเหมือนเดิม โดยเลิกผลิตเฉพาะชิปบนสมาร์ทโฟนเท่านั้น

เรื่องน่าสนใจ คือ ย้อนไปในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางกระทรวงกลาโหม และกระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า Qualcomm เป็นผู้ผลิตที่เชื่อถือได้สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี 5G และยังไม่มีใครแทนที่ได้ภายในอนาคตอันใกล้นี้ ส่วนตัวผมเชื่อว่าอาจจะด้วยแรงกดดันของ 5G จาก HUAWEI ทำให้ Qualcomm มีความได้เปรียบจากผลประโยชน์ในส่วนนี้ด้วย

ส่วน Apple ก็ได้ชิ้นปลามันจาก Intel ไปในราคาถูก และมีผลทำให้ Apple ควบคุมการผลิตชิ้นส่วนภายในอุปกรณ์ของตนเองได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาชิปโมเด็มจาก Qualcomm ที่เป็นคู่กัดอีกต่อไป
ที่มา : www.engadget.com , www.reuters.com , newsroom.intel.com , newsroom.intel.com

รัฐบาลออสเตรเลียใช้ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ

แม้ว่าหลายประเทศทั่วโลกจะนำเอากล้องมาตรวจจับการกระทำผิดบนท้องถนนอย่างการขับรถเร็วเกินที่กำหนด แต่รัฐบาลออสเตรเลียเป็นเจ้าแรกที่นำเอาเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้งานในการตรวจจับผู้ที่เล่นโทรศัพท์ขณะขับรถ

โครงการนี้ได้เริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม ณ เมือง New South Wales ประเทศออสเตรเลีย หลังจากที่ได้มีการทดลองใช้มาเป็นเวลา 6 เดือน และในส่วนของผลการทดลองใช้ของโครงการนี้นั้น ทางรัฐบาลออสเตรเลียกล่าวว่ามันสามารถจับผู้กระทำผิด (ผู้ที่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ) ได้กว่า 100,000 รายเลยทีเดียว

ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะทำการบันทึกรูปรถทุกคันที่ผ่านเข้ามาในระยะตรวจจับโดยที่ไม่ได้ทำการบันทึกภาพหน้าตาของผู้ขับขี่แต่อย่างใด มันเพียงแค่จับภาพช่วงมือของผู้ขับขี่ที่ถือโทรศัพท์เอาไว้และใช้ AI ในการวิเคราะห์เพื่อตรวจหาผู้ที่ใช้งานโทรศัพท์ในขณะขับรถอีกทีหนึ่ง (หลักการทำงานคล้ายกล้องตรวจจับความเร็ว) และหากซอฟต์แวร์ตรวจจับภาพการใช้งานโทรศัพท์ได้ก็จะส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อทำการตรวจเช็คอีกรอบก่อนออกที่จะใบสั่ง (หรือใบเตือน) ส่งไปที่บ้าน

โดยคนขับจะได้รับใบเตือนในช่วง 3 เดือนแรกที่กล้องตรวจจับได้ว่ามีการใช้โทรศัพท์เกิดขึ้น หลังจากนั้นจะต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวน 344 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (คิดเป็นเงินไทยราว 7,070 บาท) และหากพบว่าใช้โทรศัพท์ในเขตโรงเรียนจะต้องจ่ายค่าปรับถึง 457 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 9,400 บาท) และจะถูกตัดแต้มในใบขับขี่อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการถ่ายรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตนี้ก็ทำให้ใครหลายคนออกมาโวยวายว่าการกระทำของรัฐบาลนั้นคุกคามความเป็นส่วนตัวของประชาชน ซึ่งทางรัฐบาลออสเตรเลียก็ยืนยันว่ากล้องนี้จะตรวจจับเฉพาะแค่คนขับที่ถือโทรศัพท์เอาไว้ในมือเพียงเท่านั้น และรูปภาพที่ได้ก็จะถูกลบออกไปจากฐานข้อมูลภายในเวลา 1 ชั่วโมงหาก AI ตรวจไม่พบการกระทำความผิด และหากตรวจพบการกระทำผิดแต่ไม่มีการยืนยันจากเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ก็จะลบภาพทิ้งภายในเวลา 48 ชั่วโมงเช่นกัน

และทางรัฐบาลออสเตรเลียก็ตั้งใจไว้ว่าจะติดตั้งกล้องนี้เพิ่มขึ้นอีก 45 ตัวในเวลา 3 ปีข้างหน้า และกระจายการติดตั้งกล้องตรวจจับการเล่นโทรศัพท์ขณะขับรถนี้ออกไปตามเมืองต่างๆ ของออสเตรเลียโดยที่ไม่ได้มีการระบุพื้นที่ที่แน่ชัดแต่อย่างใด ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายแรกเริ่มของ Andrew Constance ผู้ดูแลโครงการในเมือง New South Wales ที่กล่าวว่าเขาต้องการที่จะให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความคิดที่ว่าพวกเขาอาจถูกจับได้ (ว่าใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ) อยู่ตลอดเวลา และทำการลดหรือเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ลงในทันที เพราะอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถนั้นแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี และทางรัฐบาลออสเตรเลียก็คาดหวังว่าการนำเอาเทคโนโลยีนี้เข้ามาช่วยดูแลพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนก็น่าจะลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ราว 30% ภายในปี 2021
ที่มา : sea.mashable.com , roadsafety.transport.nsw.gov.au , www.ctvnews.ca