เปิดสวิตซ์! จีนเปิดให้บริการ 5G แล้ว ค่าบริการเริ่มต้นเดือนละ 5xx บาท

เราเห็นกันแล้วว่า 5G เริ่มใช้งานกันไปแล้วในสหรัฐอเมริกาและยุโรป และล่าสุดก็เป็นทางฝั่งของประเทศจีนบ้าง ที่ทั้ง 3 ค่ายโอเปอร์เรเตอร์ใหญ่เริ่มให้บริการ 5G กันแล้ว

3 ค่าย ข้อเสนอราคาเดียวกัน

โดยทั้ง China Mobile, China Unicom และ China Telecom ต่างก็มีข้อเสนอสำหรับบริการ 5G ในราคาเดียวกัน เริ่มต้นที่ 128 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 550 บาท) จะได้รับสิทธิ์ใช้เน็ต 5G เป็นจำนวน 30GB แต่ถ้าต้องการมากกว่านั้น ก็ขยับขึ้นมา 599 หยวน (ประมาณ 2,500 บาท) ก็จะได้เน็ต 5G ถึง 300GB ด้วยกัน

ถึงเป็นบริการ 5G แต่แพ็คเล็กก็ไม่ได้ความเร็วระดับ Gigabit

แต่มีอีกเรื่องที่น่าแปลกคือ สำหรับผู้ที่ใช้งานแพ็คเกจ 5G เริ่มต้นของทาง China Mobile จะได้ใช้ 5G ในความเร็วเพียง 300Mbps เท่านั้น ถ้าต้องการความเร็วระดับ Gigabit ต้องเป็นผู้ใช้งาน Family plan ที่ 869 หยวนต่อเดือน (3,720 บาท) แทน

5G ครอบคลุมกว่า 50 เมืองแล้ว

ทางรัฐบาลจีนได้รายงานความคืบหน้าของสัญญาณ 5G ในประเทศว่าขณะนี้สถานี 5G ถูกเปิดใช้งานไปแล้วกว่า 86,000 สถานี ครอบคลุมกว่า 50 เมือง และก่อนสิ้นปีนี้จะเปิดใช้งานสถานีให้ได้มากกว่า 130,000 สถานี

อุปกรณ์ที่รองรับ 5G

สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับสัญญาณ 5G ทางแบรนด์ Huawei และ Xiaomi ได้เปิดตัวมือถือ 5G สู่ตลาดทั้ง Huawei Mate 30 series และ Xiaomi Mi 9 Pro 5G ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงทั้งคู่ แต่ที่น่าจับตามองน่าจะเป็นในปี 2020 ที่มีสมาร์ทโฟนรองรับ 5G ในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นออกสู่ตลาดมากขึ้น เพราะทางผู้ผลิตชิปเซ็ตชั้นนำอย่าง Qualcomm ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าจะนำการเชื่อมต่อ 5G มาใช้บนชิปเซ็ตที่ถูกกว่าอย่าง Snapdragon 700 และ Snapdragon 600 series
ที่มา : www.androidauthority.com

ปลุกตำนาน Walkie-Talkie กับ Motorola APX NEXT วิทยุสื่อสารสองทางอัจฉริยะ

หลายๆ คนคงคุ้นชินกับสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอทัชสกรีนและระบบผู้ช่วยคำสั่งเสียง AI จนคิดว่ามันไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่จะเป็นอย่างไรถ้าเทคโลโนยีเหล่านั้นถูกนำมาใช้กับวิทยุสื่อสาร Walkie-Talkie แบบเดิมๆ ที่เรารู้จักกันล่ะ?

ล่าสุดทาง Motorola ได้พัฒนา APX NEXT Two-Way Smart Radio (วิทยุสื่อสารอัจฉริยะแบบสองทาง) ซึ่งเป็นวิทยุสื่อสารตัวแรกที่รองรับจอทัชสกรีนและคำสั่งเสียง AI มีความสามารถและประสิทธิภาพสูงกว่าวิทยุทั่วไปเป็นอย่างมาก ฟีเจอร์หลักๆ ก็จะมี

  • จอทัชสกรีนของ APX NEXT ใช้งานได้ทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะท่ามกลางอากาศร้อนหนาว ฝนตก ใส่ถุงมือก็ยังสามารถใช้ได้ เรื่องความแข็งแรงทนทานก็หมดห่วง กันกระแทกกันตกได้ตามแบบฉบับวิทยุสื่อสารดั้งเดิม
  • คำสั่งเสียง AI ใช้เทคโนโลยี ViQi สั่งได้โดยไม่ต้องละสายตาจากสิ่งที่ทำอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ตำรวจ, หน่วยกู้ภัย สามารถถามข้อมูล เลขทะเบียนรถ, ข้อมูลผู้ขับขี่ หรือ เปลี่ยนช่องสัญญาณ ได้เลยทันทีเพียงแค่ใช้เสียง (ในอนาคตอาจจะแปลภาษา หรือ สั่งการให้ทำสิ่งอื่นๆ ได้) แถมยังมีไมค์สำหรับตัดเสียงถึง 4 ตัว พูดคุยได้ทุกสภาพแวดล้อม เสียงชัดเจน
  • มีเสาสัญญาณสองขนาด ตัวเครื่อง รองรับการเชื่อมต่อ LMR, LTE, Wi-Fi, Bluetooth และ NFC แถมยังมีระบบ SmartLocate ที่สามารถรับส่งข้อมูลสถานที่ระบุที่อยู่ของผู้ใช้งานวิทยุ ได้อีกด้วย ใช้ในการค้นหาติดตาม ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น
  • Smart Battery แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ใช้งานได้ถึง 12 ชั่วโมง มีแบตเตอรี่เสริมเปลี่ยนที่สามารถใช้ได้นานถึง 18 ชั่วโมงด้วยกัน
ปลุกตำนาน Walkie-Talkie กับ Motorola APX NEXT วิทยุสื่อสารสองทางอัจฉริยะ

ขอบคุณรูปภาพจาก : Motorola

คงจะเรียกได้ว่า APX NEXT เป็น “วิทยุสื่อสารแห่งอนาคต” เลยก็ว่าได้ ทั้งลูกเล่นและประสิทธิภาพที่ถูกพัฒนาให้เหมาะสมกับการใช้งานสมบุกสมบัน หน่วยกู้ภัย ตำรวจ ทหาร หรือผู้ที่เกี่ยวข้องที่ใช้งานวิทยุสื่อสารอยู่เป็นประจำ คงถูกใจ APX NEXT ตัวนี้เป็นแน่ ในตอนนี้ยังไม่มีราคา แต่คาดว่าราคาน่าจะสูงไม่ใช่เล่นแน่ๆ เลยล่ะ
ที่มา : www.theverge.com

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

ปัจจุบันสภาพอากาศในไทยไม่ค่อยดีต่อสุขภาพสักเท่าไรนัก เนื่องจากปัญหามลภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่สะสมในอากาศเป็นจำนวนมากในช่วงหน้าหนาว ทำให้หลายคนมีอาการภูมิแพ้ หอบหืด รวมถึงโรคปอดอักเสบ จนหลายคนเริ่มมองหาเครื่องฟอกอากาศเพื่อช่วยจัดการกับปัญหาเหล่านี้

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

และทาง Samsung แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากเกาหลี ได้นำทัพเครื่องฟอกอากาศ (Air Purlify) หลากหลายรุ่นมาเปิดนำโดยรุ่นท็อป Samsung CUBE AX9500 ดีไซน์สุดสวยพร้อมฟีเจอร์จัดเต็ม และ BlueSky รุ่นรองลงมาอย่าง AX7500, AX5500, AX3300 


Samsung CUBE AX9500 ดีไซน์ล้ำ จัดเต็มฟีเจอร์

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย
  • กรองฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กได้ถึง PM 0.3 ได้ถึง 99%
  • มีฟีเจอร์ Wide-Free ลดความดังขณะทำงาน
  • ใช้เลเซอร์ตรวจจับฝุ่น พร้อมแสดงผลผ่านหน้าจอ Numerin Easy View Display
  • เชื่อมต่อ Wi-Fi ได้และรองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Bixby
  • ฟอกอากาศได้ 47 ตารางเมตร (สองตัว 94 ตารางเมตร)
  • อัตราการฟอกอากาศต่อชั่วโมง: CADR 732 ลูกบาศก์เมตร
  • ราคา 28,900 บาท

เครื่องฟอกอากาศตัวท๊อป Samsung CUBE AX9500 กรองฝุ่นที่มีขนาดเล็กถึง PM 0.3 ได้ถึง 99% มีดีไซน์แบบ Modular design รูปทรงลูกบาศก์ (Cube) สุดล้ำไม่ซ้ำใคร จะใช้แบบเดี่ยวๆ ก็ได้หรือจะซ้อนสองตัวเชื่อมต่อกัน เพื่อขยายพื้นที่การทำงานก็ไม่ใช่ปัญหา แถมยังมีรูปร่างหน้าตาเหมือนเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านอีกด้วย 

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

ด้านฟีเจอร์ใช้งานก็มาแบบจัดเต็ม มีโหมด Wind-Free ที่ลดเสียงขณะทำงานลงด้วยการส่งอากาศผ่านรูขนาดเล็กกว่า 60,000 ช่อง (micro-holes) ด้านฟีเจอร์การตรวจจับฝุ่น PM และแก๊สก็ใช้ระบบเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง (Laser PM sensor) ตรวจจับและกรองได้ฝุ่นที่มีขนาดเล็กได้ถึง PM 0.3(ไมครอน) พร้อมแสดงผลผ่านหน้าจออัจฉริยะ (Numerin Easy View Display) ให้เห็นว่า ณ ปัจจุบันมีฝุ่นละอองขนาด PM1.0, PM2.0, PM10 มากน้อยแค่ไหนและแสดงสี 4 ระดับเพื่อให้เห็นถึงความอันตราย

นอกจากนี้ Samsung CUBE AX9500 ยังมีระบบเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi Control ที่สามารถสั่งงานผ่าน SmartThings ด้วยเสียงผ่าน Bixby และสามารถตั้งค่าการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตได้เลย รวมถึงการตั้ง Location Tracking ที่เมื่อผู้ใช้งานอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเครื่องจะเริ่มงานโดยอัตโนมัติอีกด้วยนะ


Samsung BlueSky AX7500, AX5500, AX3300

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

เครื่องฟอกอากาศตระกูล BlueSky ทั้ง 3 รุ่นมีจุดเด่นเรื่องการฟอกอากาศที่ครอบคลุมพื้นที่ที่กว้างขึ้น พร้อมเทคโนโลยีฟอกอากาศเร็ว

โดย AX7500 มาพร้อมเทคโนโลยี 3-Way Air Flow ออกแบบช่องรับอากาศไว้ที่ด้านหน้าทำให้วางติดผนังได้ และมีพลังการฟอกอากาศถึง 701 ลูกบาศก์เมตร ด้วยพัดลมคู่ Dual Power Fan และแผ่นกรองอากาศ 3 ชั้น เปิดตัวราคาอยู่ที่ 29,900 บาท

ส่วน AX5550 ถูกออกแบบมาเพื่อให้เคลื่อนย้ายได้สะดวก มีล้อที่ซ่อนใต้เครื่องอยู่ 4 จุด สามารถวางชิดผนังได้ และเชื่อมต่อ Wi-Fi ไร้สายรองรับการสั่งการผ่านแอปฯ SmartThings และรองรับการสั่งการด้วยเสียง Bixby และความสามารถอื่นๆ ที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดเสียงการทำงาน 

และสุดท้าย AX 3300 เครื่องปรับอากาศที่ได้รับรางวัลดีไซน์ยอดเยี่ยม IF Design Award 2017 ที่มาพร้อม Air Sensing Light ระบบไฟ 4 สีอัจฉริยะ ที่แสดงคุณภาพของอากาศตามสี นอกจากนี้ยังมีหูหิ้วช่วยเรื่องการพกพา

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

โดยเครื่องฟอกอากาศทั้ง 4 รุ่นของทาง Samsung เริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 

ปิดดีล! Google ทุ่มเงินสดกว่า 6 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ Fitbit เตรียมเสริมทัพ Wear OS

ถือว่าเป็นการดีลครั้งใหญ่ในวงการไอทีครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ เมื่อ Google เจ้าพ่อแพลตฟอร์มแอนดรอยด์และกูเกิลเซิร์ชเอนจิน ประกาศทุ่มเงินสดกว่า 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ตีเป็นเงินไทยกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซื้อแบรนด์แกดเจ็ตชื่อดังอย่าง Fitbit เพื่อพามาเสริมทัพแพลตฟอร์ม Wear OS ของ Google

ดีลครั้งนี้ถูกตัดสินใจโดย James Park ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Fitbit และ Rick Osterloh หัวหน้าทีมฮาร์ดแวร์ของ Google โดยนาย Park กล่าวหลังจากปิดดีลไว้ว่า “ด้วยทรัพยากรและแพลตฟอร์มระดับโลกที่ Google มีจะช่วยเร่งให้ Fitbit สร้างนวัตกรรมอุปกรณ์สวมใส่ใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น และเข้าถึงในทุกตลาด” ส่วนนาย Osterloh ก็กล่าวเสริมว่า “นี่เป็นการเสริมทัพความแข็งแกร่งให้กับอุปกรณ์สวมใส่ของ Google”

ต่อไปนี้อุปกรณ์สวมใส่ของ Fitbit จะรันบนแพลตฟอร์ม Wear OS ซึ่งจะรองรับทั้งบน iOS และ Android ในอนาคต นอกจากนี้แล้ว Google ยังบอกอีกว่า “ข้อมูลสุขภาพต่างๆ จาก Fitbit จะไม่ถูกนำไปใช้กับการโฆษณา Google ads” อีกด้วย แต่จะยังคงมีการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มอื่นๆ 

การปิดดีลในครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว Wear OS จะโตอย่างที่ Google ไหมหรือผู้ใช้งาน Fitbit จะเจอกับการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เราคงต้องรอดูกัน
ที่มา : www.engadget.com , www.ajc.com

เปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium

DELL ชื่อนี้คงเป็นที่รู้จักของใครหลายๆ คนในฐานะสินค้าที่มีคุณภาพไม่แพ้แบรนด์อื่นๆ”

ในวันนี้ทาง DELL (เดลล์) ได้จัดงานเปิดตัวสายผลิตภัณฑ์ใหม่ ณ Crystal Box Gaysorn Village กรุงเทพฯ ซึ่งงานครั้งนี้เป็นงานเปิดตัวสำหรับผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ ได้แก่ XPS และ Inspiron ซีรีย์ใหม่ที่มาพร้อมกับความผสมผสานระหว่างความงดงามและประสิทธิภาพได้อย่างลงตัว ส่วนภายในงานจะมีผลิตภัณฑ์หรือสิ่งที่น่าสนใจอะไรบ้างนั้น มาชมกันเลย

งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium

ไฮไลท์ของงาน

  • ดีไซน์การออกแบบ DELL รุ่นใหม่มีตัวเครื่องเพรียวบาง พกพาสะดวก
  • โปรเซสเซอร์ใหม่ล่าสุด INTEL Core รุ่นที่ 10 ให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าที่เคย
  • XPS 13 2-in-1 รุ่นใหม่ ดีไซน์ทันสมัย จอแสดงผลอัตรา 16:10 คุณภาพระดับพรีเมี่ยม
  • โน๊ตบุ๊ค Inspiron ตอบโจทย์ผู้ใช้งานระดับกลางและทั่วไปจนถึงระดับสูง
  • หน้าจอ Eyesafe ลดแสงสีฟ้า คงคุณภาพสีไม่เป็นอันตรายต่อสายตา

ผลิตภัณฑ์ DELL มีตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับไฮเอนด์ และในครั้งนี้ก็ได้อัพเดทผลิตภัณฑ์ใหม่ยกเซ็ต ทั้งคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ Intel Core เจนเนอเรชั่นที่ 10th ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 20% กราฟฟิกและการทำงานเชื่อมต่อด้านต่างๆ ทำได้ดียิ่งขึ้น ดีไซน์ปรับแต่งให้เพรียวบางเบา กว่าเดิมในแต่ละรุ่น พกพาไปใช้งานได้ทุกเมื่อ

งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium

เรือธงรุ่นใหม่ในงานนี้เป็น DELL XPS 13 2-in-1 มีดีไซน์ทันสมัย จอแสดงผลใหญ่ขึ้นที่อัตรา 16:10 พกพาง่าย ประสิทธิภาพสูง จอสัมผัสแสดงผลระดับ 4K รองรับการแสดงผลสี Adobe sRGB ได้ถึง 100% และหมุนได้ 360 องศา รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งภาพและเสียงรองรับการดูหนังได้ดีเยี่ยม ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium

ทางด้านผู้ใช้งานทั่วไปก็มีแล็ปท็อป Inspiron รุ่นใหม่ที่เพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น แบ่งตามซีรีย์ 7000, 5000 และ 3000 โดยเริ่มตั้งแต่ซีรีย์ 3000 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานโน๊ตบุ๊คราคาที่ไม่สูงมาก รุ่น 5000 เหมาะกับกลุ่มที่ต้องการประสิทธิภาพสูงขึ้นมาในระดับกลาง อย่างผู้ใช้งานทั่วไป ส่วนรุ่น 7000 จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำงาน อย่างนักตัดต่อ การเรนเดอร์ภาพและวีดีโอที่ต้องใช้การประมวลสูงมากๆ ซึ่งราคาก็จะสูงตามไปด้วยเช่นกัน


ผลิตภัณฑ์ภายในงาน

ในงานก็มีผลิตภัณฑ์บางส่วนที่ทาง DELL ได้นำมาจัดให้สื่อและผู้เข้าร่วมงานชมและได้สัมผัสกัน ก็จะมีไปตั้งแต่ซีรีย์ DELL XPS, XPS 2-in-1, Inspiron, Inspiron All in One และ ซีรีย์ Gaming อย่าง G7 เป็นต้น

งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium
งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium
งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium
Image Slider Arrow Left
Image Slider Arrow Right

สรุป

จากที่เห็นการพัฒนา DELL เองก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่รับฟังความคิดเห็นและความต้องการของผู้ใช้จนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ ผู้บริโภคอย่างเราๆ ในทุกวันนี้ และใครที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานในปีนี้หรือปีหน้า DELL ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่มีความพรีเมี่ยม เด่นเรื่องจอคุณภาพสูง รองรับคุณภาพสีสันสมจริง ดีไซน์และวัสดุการประกอบก็ทำได้ดี ไม่แพ้ค่ายอื่นๆ ถือว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกันครับ

งานเปิดตัว DELL XPS และ Inspiron Series ความผสมผสานที่ลงตัวและงดงามระดับ Premium

Adobe Creative Cloud ปล่อยฟอนต์ให้ผู้ใช้ iOS ได้ใช้งานกันฟรีๆ ถึง 1,300 ฟอนต์!

หลายครั้งที่เรารู้สึกเบื่อและอยากที่จะเปลี่ยนรูปแบบของฟอนต์ที่ติดมากับเครื่อง แต่สำหรับใครที่ใช้ Apple ที่เป็นระบบปฏิบัติการของ iOS นั้น การเปลี่ยนฟอนต์ต่างๆ ในเครื่องค่อนข้างที่จะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากอยู่พอสมควร ซึ่งในตอนนี้ทาง Adobe ก็ได้ช่วยแก้ปัญหานี้โดยการเพิ่มฟอนต์ในแอปพลิเคชัน Adobe Creative Cloud ของ iOS ให้ผู้ใช้ทั่วไปได้ดาวน์โหลดมาใช้ฟรีถึง 1,300 ฟอนต์เพียงแค่คุณดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของ Creative Cloud จากแอปสโตร์มาติดเครื่องไว้เท่านั้น และสำหรับผู้ที่สมัครใช้งาน Creative Cloud แบบรายเดือนนั้นสามารถดาวน์โหลดฟอนต์ได้ถึง 17,000 ฟอนต์เลยทีเดียว!

โดยเมื่อกด Installed และลงทะเบียนเปิดใช้งาน Adobe ID แล้วคุณจะสามารถค้นหาและดาวน์โหลดฟอนต์ที่มีอยู่ภายในแอปพลิเคชันทั้งหมดมาไว้ในตัวเครื่องได้และยังสามารถเปิดใช้งานฟอนต์บนแอปพลิเคชันต่างๆ ของ iOS 13.1 ที่ APIs ซัพพอร์ตฟอนท์นั้นๆ เช่น Mail, Pages หรือ Keynote เป็นต้น (สำหรับการเปิดใช้งานใน Mail นั้น คุณจะสามารถเปลี่ยนฟอนต์ได้โดยการแตะไปที่ปุ่ม “<” มุมขวาบนของหน้าจอและกดไอคอน “Aa” เพื่อทำการเปลี่ยนฟอนต์)

และคุณยังสามารถเรียกดูและจัดการฟอนต์ต่างๆ ที่คุณได้ดาวน์โหลดมาไว้ในเครื่องโดยการกดไปที่ Setting > General > Font ซึ่งภายในนั้นจะมีข้อมูลของฟอนต์ทั้งหมดที่คุณดาวน์โหลดมาไว้ในเครื่อง และคุณสามารถกดเข้าไปที่ฟอนต์นั้นๆ เพื่อดูรายละเอียดข้อมูลต่างๆ หรือกดลบทิ้งเมื่อไม่ต้องการใช้ได้

Adobe Creative Cloud ปล่อยฟอนต์ให้ผู้ใช้ iOS ได้ใช้งานกันฟรีๆ ถึง 1,300 ฟอนต์!

ภาพจาก : https://lifehacker.com/how-to-get-13-000-new-fonts-for-your-ios-device-1839565283

นอกจากนี้แล้ว ฟอนต์ที่ทาง Adobe Creative Cloud เปิดให้ดาวน์โหลดได้อย่างอิสระนี้ยังสามารถนำเอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย เพราะฟอนต์ต่างๆ ที่อยู่ใน Creative Cloud ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นฟอนต์ที่ไม่ติดลิขสิทธิ์ใดๆ นั่นเอง ซึ่งในจุดนี้น่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับบรรดาครีเอทีฟอยู่มากเลยทีเดียว และคาดว่าทาง Adobe ก็น่าจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกหลังจากปล่อยแอปพลิเคชันตัวเต็มของทั้ง Photoshop และ Illustrator ลงบน iOS ในปี 2020 ที่จะถึงนี้

Adobe Creative Cloud ปล่อยฟอนต์ให้ผู้ใช้ iOS ได้ใช้งานกันฟรีๆ ถึง 1,300 ฟอนต์!

ภาพจาก : https://hotinfonow.com/venezulaeng/add-thousands-of-fonts-to-your-iphone-and-ipad-with-adobe-creative-cloud/
ที่มา : theblog.adobe.com , lifehacker.com , 9to5mac.com

Microsoft เผยโลโก้ Edge เวอร์ชั่นใหม่ สวยกว่าเดิม

ใกล้หมดเวลาของเบราว์เซอร์ Microsoft Edge เวอร์ชั่นเก่าแล้ว นั่นก็เพราะเวอร์ชั่นใหม่ที่ถูกสร้างจาก Chromium พัฒนาใกล้เสร็จ และกำลังจะเปิดให้ใช้งานในอนาคตอันใกล้ ไม่เพียงแค่ตัวเบราว์เซอร์แต่รูปโลโก้ก็ต้องบอกลาเช่นกัน  เพราะว่าล่าสุด Microsoft ก็ออกมาเผยรูปโลโก้ของ Edge เวอร์ชั่นใหม่ ที่ดูไฉไลกว่าเดิมเรียบร้อยแล้ว 

Microsoft เผยโลโก้ Edge เวอร์ชั่นใหม่ สวยกว่าเดิม

โดยโลโก้ถูกค้นพบในมินิเกมส์อย่าง SkiFree มันถูกซ่อนไว้เป็น Easter Egg ที่เมื่อผู้เล่นผ่านด่านจนครบ ก็จะมีหน้าต่างป๊อปอัพแสดงความยินดีพร้อมกับข้อความที่บอกว่า “ขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Microsoft Edge” 

ดีไซน์ของโลโก้ Edge เวอร์ชั่นใหม่ดูน่าสนใจ มันมีรูปร่างเป็นตัวอักษร “e” เหมือนกับ Internet Explorer แต่มีความเป็น 3 มิติเหมือนกับ “คลื่น” ที่ประกอบไปด้วย 3 สีคือ สีน้ำเงิน สีฟ้า และสีเขียว

และคาดว่าทาง Microsoft จะเปิดตัวโลโก้ Edge เวอร์ชั่นใหม่ ในงานประชุม Microsoft Ignite ที่จัดขึ้นใน Orlando ราวๆ สัปดาห์นี้
ที่มา : www.theverge.com