Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

เนื่องจากกลุ่มคนทำงานส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยกลุ่มคน Millenials และเจน Z เป็นส่วนใหญ่ ที่ให้ความสำคัญด้านอุปกรณ์ที่ไฮเทคในการทำงาน ทาง Lenovo จึงได้ออกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ThinkBook โน๊ตบุ๊คที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนกลุ่มนี้ ทั้ง ThinkBook 15, 14 และ 13s

Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

โดยคุณธเนศ อังคศิริสรรพ ผจก.ทั่วไป เลอโนโว ประจำภูมิภาคอินโดจีน ได้กล่าวถึงผลสำรวจของ “พนักงานและนายจ้างธุรกิจ SMB ที่มีความเห็นต่างด้านเทคโนโลยี” ที่มีประเด็นที่น่าสนใจคือ กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ นิยมหางานในองค์กรที่มีอุปกรณ์ไฮเทคที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ซึ่งขัดกับธุรกิจ SMB ในเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศไทยที่คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานส่วนใหญ่ยังคงเป็นคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะกว่า 78% และอีก 22% เป็นคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค

Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

มีผลสำรวจอีกว่าบริษัทที่ให้ความสำคัญกับ Employee Experience หรือประสบการณ์การทำงานของลูกจ้าง จะมีโอกาสที่ทำกำไรได้มากกว่าถึง 4 เท่า โดยเมื่อพนักงานเกิดความสุขจากความสะดวกสบายในการทำงาน จะส่งผลให้ลูกค้ามีความพึงพอใจมากกว่า 80% และบริษัทที่ดีก็จะสามารถดึงคนทำงานยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพมาร่วมทีม เพิ่มโอกาสได้มากกว่าบริษัทคู่แข่งในตลาดอีกด้วย


ThinkBook Family

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล ทาง Lenovo จึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ThinkBook ที่มีทั้งดีไซน์และฟังก์ชั่นต่างๆ ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ โดยฟีเจอร์ที่น่าสนใจของทั้ง ThinkBook 13s, 14 และ 15 มีดังนี้

  • สี Mineral Gray พร้อมวัสดุพรีเมี่ยม
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

การตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์ซักชิ้นในปัจจุบัน ประสิทธิภาพกลับไม่ใช่เรื่องแรกที่ทุกคนคำนึงถึง แต่เป็นเรื่องของดีไซน์มากกว่า ซึ่งสีดำเป็นสีที่ดูโบราณไปแล้วสำหรับเทรนด์ในตอนนี้ ThinkBook จึงเลือกใช้สี Mineral Grey พร้อมวัสดุที่เป็นอลูมิเนียมที่ดูสวยพรีเมียม และนอกจากความสวยงามแล้ว ThinkBook ยังมาพร้อมกับความทนทานระดับ Military Standard ที่ทนต่ออุณหภูมิที่ร้อนจัด-หนาวจัด รวมทั้งทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้อีกด้วย

  • จอกางได้ 180 องศา ทำงานได้สะดวกขึ้น
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

ฟีเจอร์การกางจอ 180 องศา มักจะเป็นคุณสมบัติของโน๊ตบุ๊คระดับสูงๆ ซึ่งใน ThinkBook ทั้งรุ่น 13s, 14 และ 15 ก็ได้ใส่มาให้ใช้งานด้วย สามารถกางจอให้ติดกับโต๊ะ เพื่อการสำเสนองานได้สะดวกยิ่งขึ้น

  • Always-On USB 3.1 เปลี่ยนโน๊ตบุ๊คให้กลายเป็นพาวเวอร์แบงค์
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

ฟีเจอร์เล็กๆ ที่ใส่เข้ามาให้ตอบโจทย์คนใช้งานในปัจจุบันที่พกพาอุปกรณ์ไปไหนมาไหนตลอดเวลา ซึ่งช่อง USB 3.1 แบบ Always-On (ที่มีรูปแบตเตอรี่) จะทำให้เราสามารถต่อสาย USB-C เพื่อเปลี่ยนให้ ThinkBook เป็นแบตเตอรี่สำรอง ชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ อย่างเช่นสมาร์ทโฟนได้ แม้โน๊ตบุ๊คจะปิดอยู่ก็ตาม

  • เชื่อมจอแสดงผลได้ทั้งหมด 3 จอ พร้อมชาร์จไฟไปด้วย

ThinkBook รองรับการต่อจอแสดงผลเพิ่มอีก 2 จอด้วยกัน และเมื่อเชื่อมต่อผ่าน USB 3.1 จะมีการชาร์จไฟระหว่างอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงกันได้ทันที ไม่จำเป็นต้องเสียบอะแดปเตอร์เพื่อจ่ายไปกับทุกอุปกรณ์

  • รวมปุ่ม Power ไว้กับ Fingerprint ในปุ่มเดียว
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

ThinkBook 14 และ 15 มีเซ็นเซอร์สแกนนิ้วติดตั้งอยู่บนปุ่ม Power ให้สามารถเปิดเครื่องและสแกนนิ้วล็อกอินได้ในขั้นตอนเดียว ไม่จำเป็นต้องแยกขั้นตอนการใช้งาน นอกจากนี้ปุ่ม Power ยังมีฟังก์ชั่นป้องกันการเผลอกดปุ่มโดยไม่ตั้งใจ โดยเมื่อเรากดปุ่ม Power ค้างน้อยกว่า 2 วินาที ปุ่มจะไม่ทำงาน

  • มีคีย์ให้กดรับสาย-วางสาย
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

โน๊ตบุ๊คสำหรับใช้งานที่อาจจะต้องมีการ Conference Call บ่อยๆ ตัว ThinkBook ก็จะมีปุ่มสำหรับ รับสาย-วางสาย ให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น

  • Hidden USB Port (บนรุ่น 14 และ 15)
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

บางทีการใช้งานเม้าส์ไร้สาย ตัว Dongle ไร้สาย ที่ยื่นออกมาแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นปัญหาที่อาจจะหักเสียหายได้ ใน ThinkBook 14 และ 15 จึงมีพอร์ต USB ลับ สำหรับให้เสียบ USB แล้วซ่อนไว้ในตัวเครื่องได้ หรือจะใช้กับ Flash Drive ขนาดเล็กก็ได้เช่นกัน

  • รุ่น 15 นิ้ว มี Num Pad ให้ใช้งาน
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

สำหรับสายงานที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข บนคีย์บอร์ดของ ThinkBook 15 ก็จะมี Num Pad ให้ใช้งานกันด้วย

  • ระบบความปลอดภัยของ ThinkBook
Lenovo เปิดตัว ThinkBook 13s, 14 และ 15 โน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่

นอกจากความปลอดภัยเด่นๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวก ทั้งเซ็นเซอร์สแกนนิ้วและพอร์ต USB แบบซ่อนแล้ว ThinkBook ยังมีความปลอดภัยต่างๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น ThinkShutter ฮาร์ดแวร์ที่จะปิดกล้องของอุปกรณ์เมื่อไม่ได้ใช้งาน ป้องกันการล้วงข้อมูลจากกรณีที่โปรแกรมบางตัวสั่งให้กล้องทำงานเองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีระบบ Wi-Fi Security แจ้งเตือนเมื่อมีการเชื่อมต่อ Access Point ที่ไม่น่าเชื่อถือ ระบบ Active Protection System ที่จะคอยตรวจสอบฮาร์ดดิสก์และจัดการกับข้อมูล เมื่อฮาร์ดดิสก์มีความเสี่ยง (แต่ปัญหานี้จะไม่มีใน SSD) รวมทั้ง Battery Health ดูแลสุขภาพของแบตเตอรี่ ด้วยการตั้งค่าให้หยุดชาร์จเมื่อแบตเตอรี่สูงกว่า 90% ได้

  • (ทางเลือก) เพิ่มให้รองรับมาตรฐาน Wi-Fi 6 ได้

ถึงแม้ว่ามาตรฐาน Wi-Fi 6 จะใหม่ยิ่งกว่า 5G (ที่สัมผัสได้ยากยิ่งกว่า) แต่ ThinkBook ก็สามารถอัปเกรดให้รองรับ Wi-Fi 6 ในการใช้งานได้ เผื่อจะได้ใช้ในเร็ววัน

  • ประกัน Premiere Support

ถึงแม้ว่า ThinkBook จะรองลงมาจาก ThinkPad แต่ก็ได้รับประกันแบบ Premiere Support เช่นกัน โดยระยะเวลาประกันปกติ 1 ปี จะสามารถเพิ่มเป็น 5 ปีได้ มีประกันอุบัติเหตุ Accidental Damage Protection (ADP) ทั้งการตกกระแทก น้ำหกใส่ได้ รวมทั้งยังครอบคลุมในต่างประเทศอีกด้วย

ซึ่งสำหรับประกัน Premiere Support จะมีช่องทางเบอร์พิเศษในการบริการ สามารถติดต่อได้ไปยังวิศวกรโดยตรง รวมทั้งหากต้องรออะไหล่สินค้าหรือรอคิวบริการต่างๆ ก็จะถูกลัดเป็นคิวแรกๆ อีกด้วย

MatePad Pro แท็บเล็ตที่อาจมาท้าชน iPad Pro

หัวเว่ยขยันผลิตแท็บเล็ตออกสู่ตลาดมาอย่างสม่ำเสมอ และก็ไม่มีรุ่นไหนที่มาเล่นระดับไฮเอนด์ให้ได้พอฟัดพอเหวี่ยงกับเจ้าตลาดในตอนนี้อยู่เลย แต่จากคลิปทีเซอร์ล่าสุดของแท็บเล็ตใหม่ ก็ดูเหมือนว่า Huawei MatePad Pro จะมีลุ้นเป็นความหวังนอกระบบอีโคซิสเท็มของแบรนด์ผลไม้ได้อยู่

โดยคลิปที่ปล่อยมา เป็นคลิปทีเซอร์สั้นๆ เพียง 16 วินาที ที่ได้เห็นตัวแท็บเล็ตและอุปกรณ์เสริมต่างๆ เพียงผ่านๆ เท่านั้น และคงจะไม่มีข้อมูลอะไรให้ทราบกันจนกว่าจะเปิดตัวในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ในประเทศจีน (ส่วนประเทศอื่นๆ ต้องรอดูกัน)

เท่าที่เห็นในคลิป ตัวแท็บเล็ตน่าจะมีขนาดหน้าจอประมาณ 12 นิ้ว มีกล้องหลังคู่ กล้องหน้าเป็นแบบรู Punch-hole ที่มุมซ้ายบนของหน้าจอ รองรับอุปกรณ์เสริมอย่างปากกาสไตลัสและสมาร์ทคีย์บอร์ด มีการโชว์การทำงานเอกสาร แบ่งหน้าจอได้ และการวาดรูปที่มีการตอบสนองรวดเร็ว ที่ดูแล้วก็อาจจะแทนที่การใช้งานแล็ปท็อปหรือเป็นอีกทางเลือกนอกจาก iPad Pro ได้อยู่

ยังมีปริศนาอีกมากมายสำหรับ Huawei MatePad Pro ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้ซอฟต์แวร์แอนดรอยด์ (น่าจะเป็นลักษณะเดียวกับ Huawei Mate 30) ชิปประมวลผลที่อาจจะเป็น Kirin 990 หรือการรองรับ 5G หรือเปล่า?

หัวเว่ยปล่อยทีเซอร์ MatePad Pro แท็บเล็ตที่อาจมาท้าชน iPad Pro


กล้องหลังคู่ + แฟลช

หัวเว่ยปล่อยทีเซอร์ MatePad Pro แท็บเล็ตที่อาจมาท้าชน iPad Pro


กล้องหน้าแบบ Punch-hole

หัวเว่ยปล่อยทีเซอร์ MatePad Pro แท็บเล็ตที่อาจมาท้าชน iPad Pro


รองรับปากกาสไตลัส
ที่มา : www.techradar.com

Apple Music for Business บริการสำหรับใช้เปิดเพลงในร้านค้าแบบถูกกฏหมาย

ในที่สุด Apple ก็เปิดให้บริการ Apple Music สำหรับธุรกิจ (Apple Music for Business) อย่างเป็นทางการ บริการนี้จะช่วยให้ร้านค้าที่ต้องการเปิดเพลงในร้านด้วย Apple Music ได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย (การเปิดเพลงด้วย Apple Music แบบปกติ ถือว่าผิดข้อตกลงในการใช้งาน ซึ่งผิดกฏหมายลิขสิทธิ์)

Apple Music for Business จะมาพร้อมแอปฯ สำหรับควบคุมการเล่นเพลงผ่าน iPhone, iPad หรือ Mac ด้วย โดยจะมีเพลย์ลิสต์แนะนำที่เหมาะสมสำหรับบรรยากาศในร้าน เช่น เพลงสำหรับร้านกาแฟ, เพลงสำหรับฟิตเนส, เพลงสำหรับร้านเสื้อผ้า ฯลฯ และมีระบบตั้งเวลาล่วงหน้าสำหรับการเล่นเพลง โดยตั้งค่าแนวเพลงที่จะเล่นแยกตามช่วงเวลาได้ด้วย

Apple Music for Business บริการสำหรับใช้เปิดเพลงในร้านค้าแบบถูกกฏหมาย

ใครที่สนใจ ก็ลองยื่นใบสมัครได้ที่//www.applemusicforbusiness.apple/ ทั้งนี้ ข้อมูลราคานี้ไม่มีระบุบนหน้าเว็บไซต์นะครับ คาดว่าเนื่องจากราคาจะมีการแปรผันตามประเภท และขนาดของธุรกิจด้วย อนึ่ง Spotify for Business มีราคาเดือนละ $34.99 (ประมาณ 1,060 บาท ต่อเดือน) เราคิดว่า Apple Music ก็ไม่น่าจะราคาห่างจากนี้มาก

Apple Music for Business บริการสำหรับใช้เปิดเพลงในร้านค้าแบบถูกกฏหมาย

ที่มา : www.applemusicforbusiness.apple , www.soundtrackyourbrand.com , 9to5mac.com

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลวิจัย ทำนายอันดับท็อปเทคโนโลยีเกิดใหม่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนภายในปี 2030

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผย อนาคตของการใช้ชีวิตที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน หรือ Future of Connected Living งานวิจัยใหม่ที่สำรวจว่าเทคโนโลยีที่เกิดใหม่จะเปลี่ยนแปลงรูปหรือปฏิรูปรูปแบบการใช้ชีวิตของเราในปี 2030 ไปอย่างไร โดยการวิจัยนี้จัดทำขึ้นผ่านความร่วมมือกับ สถาบันแห่งอนาคต (Institute for the Future หรือ IFTF) และแวนสัน บอร์น (Vanson Bourne)ในการดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของผู้นำทางธุรกิจ 1,100 คนใน 10 ประเทศภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและประเทศญี่ปุ่น (APJ) ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ทั้งนี้ ผลการสำรวจให้ข้อมูลและมุมมองของโลกอนาคตที่เปี่ยมล้นไปด้วยโอกาสอันเนื่องมาจากความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีที่มอบศักยภาพในการที่จะขับเคลื่อนความก้าวหน้าของมนุษย์ทั่วทั้งโลก

เทคโนโลยีเกิดใหม่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญ

สถาบันแห่งอนาคต (IFTF) และฟอรัมการประชุมของผู้เชี่ยวชาญระดับโลกได้คาดการณ์ว่าเทคโนโลยีต่างๆ อาทิ เอดจ์ คอมพิวติ้ง (Edge Computing) 5G ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีด้าน reality ทั้งหมด อย่าง Extended Reality (XR) และ IoT จะผสานรวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้าง “การเปลี่ยนแปลง” ครั้งสำคัญห้าประการในทศวรรษใหม่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะมีพลังในการที่จะเปลี่ยนแปลงสรรพชีวิตต่างๆ ที่อยู่ทั่วโลก

สถาบันแห่งอนาคต (IFTF) ทำนายการเปลี่ยนแปลงที่จะตามมาในช่วงระหว่างปัจจุบัน จนถึงปี 2030 ดังนี้

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลวิจัย ทำนายอันดับท็อปเทคโนโลยีเกิดใหม่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนภายในปี 2030

 เครือข่ายของระบบเสมือนจริง (Networked Reality) ในอีกสิบปีข้างหน้า ไซเบอร์สเปซจะกลายเป็นภาพซ้อนทับ (Overlay) บนความเป็นจริงที่มีอยู่ของเราจากการที่สภาพแวดล้อมทางดิจิทัลของเราขยายออกไปเกินกว่าโทรทัศน์ สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ในการแสดงผลอื่นๆ

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลวิจัย ทำนายอันดับท็อปเทคโนโลยีเกิดใหม่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนภายในปี 2030

ยานยนต์ที่เชื่อมต่อเข้าหากัน (Connected Mobility) และความสำคัญของเครือข่ายที่รวมเข้าด้วยกัน  (Networked Matter):  มีความสามารถในการเชื่อมต่อกันในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง – ยานพาหนะในอนาคตจะกลายเป็นคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ได้ เราจะไว้วางใจให้พาหนะเหล่านี้เดินทางไปในทุกที่บนโลก ในขณะที่ติดต่อปฏิสัมพันธ์กับโลกเสมือนที่พร้อมให้เราเข้าถึงได้ในทุกที่ที่เราอยู่

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลวิจัย ทำนายอันดับท็อปเทคโนโลยีเกิดใหม่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนภายในปี 2030

จาก ดิจิทัล ซิตี้ (Digital Cities) ไปสู่ เซนเทียน ซิตี้ (Sentient Cities) หรือเมืองที่มีความรู้สึก – เมืองต่างๆ จะลุกขึ้นมามีชีวิตผ่านทางเครือข่ายต่างๆ ทั้งของโครงสร้างพื้นฐานของทั้งวัตถุอัจฉริยะ (smart objects) ระบบการรายงานผลด้วยตัวเอง (Self-reporting Systems) และการวิเคราะห์ด้วยพลังของ AI ที่รวมเข้าเป็นเครือข่ายเดียวกัน

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลวิจัย ทำนายอันดับท็อปเทคโนโลยีเกิดใหม่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนภายในปี 2030

ผู้ช่วยและระบบกฏเกณฑ์ขั้นตอนวิธีต่างๆ (Agents and Algorithms) พวกเราแต่ละคนจะได้รับการดูแลสนับสนุนจาก “ระบบปฏิบัติการเพื่อการดำรงชีวิต” (Operating system for living) ที่เป็นส่วนตัว ที่สามารถคาดเดาได้ถึงความต้องการของเรา และให้การสนับสนุนภารกิจต่างๆของเราในแต่ละวันในแบบเชิงรุกเพื่อทำให้มีเวลาว่างเพิ่มมากยิ่งขึ้น

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลวิจัย ทำนายอันดับท็อปเทคโนโลยีเกิดใหม่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนภายในปี 2030

โซเชียลไลฟ์ของหุ่นยนต์ (Robot with Social Lives) หุ่นยนต์จะกลายมาเป็นหุ้นส่วนในชีวิตของเรา ช่วยเพิ่มทักษะและขยายขีดความสามารถของเราในด้านต่างๆ  หุ่นยนต์จะแบ่งปันความรู้ที่ได้รับใหม่ไปยังเครือข่ายโซเชียลหุ่นยนต์ (Social Robot Network) ไปยังนวัตกรรม Crowdsource และกระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้าในแบบเรียลไทม์

ปัง ยี เบ็ง รองประธานอาวุโส ภูมิภาคเอเชียใต้ เดลล์ เทคโนโลยีส์


ปัง ยี เบ็ง รองประธานอาวุโส ภูมิภาคเอเชียใต้ เดลล์ เทคโนโลยีส์

“การเชื่อมต่อและความสัมพันธ์ของเรากับเทคโนโลยีจะมีความแตกต่างออกไปอย่างมหาศาลในปี 2030 และเราเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่จะประสบความสำเร็จมากที่สุดระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรคือความสัมพันธ์ในระยะยาวของเผ่าพันธ์ุที่แตกต่าง (Symbiotic) และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งต่างๆ ที่เกื้อกูลกัน” ปัง ยี เบ็ง รองประธานอาวุโส ภูมิภาคเอเชียใต้ เดลล์ เทคโนโลยีส์

“เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของผู้นำธุรกิจทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่นที่ร่วมในการสำรวจ ต่างยินดีที่จะเป็นพันธมิตรกับเครื่องจักรและหุ่นยนต์เพื่อสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดในด้านต่างๆ ของมนุษย์ เราสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ของการดำรงชีวิต เพิ่มประสิทธิภาพในด้านการผลิต และสร้างความสมดุลของการทำงานและการใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ในขณะที่ช่วยให้เมืองของเรามีความยั่งยืน มีประสิทธิภาพ และมีความน่าอยู่มากยิ่งขึ้น”

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลวิจัย ทำนายอันดับท็อปเทคโนโลยีเกิดใหม่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนภายในปี 2030


นายนพดล ปัญญาธิปัตย์กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์

ในส่วนของการเติบโตในด้านการนำเทคโนโลยีเกิดใหม่เข้ามาใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย นายนพดล ปัญญาธิปัตย์กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า “เทคโนโลยีเกิดใหม่ต่างๆ จะปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปในรูปแบบที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน จากการที่ภาครัฐกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงด้วยแผนงาน Thailand 4.0 พร้อมเป้าหมาย Digital Thailand การลงทุนที่สำคัญจำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) รวมทั้งการกำกับดูแลสำหรับระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI การชำระเงินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไปจนถึงการสร้างอัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital Identities) สิ่งสำคัญสำหรับเราคือการพูดคุยและค้นหาแนวทางในการที่เราจะสามารถทำให้อนาคตนี้เป็นจริงด้วยความร่วมมือของมนุษย์และเครื่องจักรที่ครบถ้วนสมบูรณ์”

การเปลี่ยนแปลงที่คาดไว้

องค์กรธุรกิจจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทยกำลังเตรียมพร้อมในการรองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แล้ว โดยการสำรวจส่วนหนึ่งเผยให้เห็นถึงมุมมองของผู้นำทางธุรกิจดังนี้ 

  • 80 เปอร์เซ็นต์ (89 เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย) คาดหวังว่าพวกเขาจะปรับเปลี่ยนรูปแบบในการใช้เวลาด้วยการจัดการภาระการงานด้วยระบบอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น
  • 49 เปอร์เซ็นต์ของผู้นำธุรกิจ (60 เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย) พร้อมตอบรับเครื่องจักรที่กำลังจะกลายมาเป็นเครื่องจักรที่สามารถคิดและทำงานได้ด้วยตัวเอง (Self-aware)
  • มากกว่าครึ่งของธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทย ระบุว่าพวกเขาคาดว่า Networked Reality จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเห็นได้ทั่วไปในอนาคต
    • 63 เปอร์เซ็นต์ (78 เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย) กล่าวว่าพวกเขาพร้อมตอบรับการใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงทั้ง VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) ในทุกวัน
    • 62 เปอร์เซ็นต์ (79 เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย) กล่าวว่าพวกเขายินดีต้อนรับผู้ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมคอมพิวเตอร์ด้วยความคิด (Brain Computer Interfaces)

มุ่งสู่ความท้าทาย

จากผลการวิจัย การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่สำคัญที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวนำเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความท้าทายต่อผู้คนและองค์กรที่กำลังต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น องค์กรธุรกิจต่างๆ ที่ปรารถนาจะควบคุมพลังของเทคโนโลยีเกิดใหม่จำเป็นที่จะต้องเก็บรวบรวม ประมวลผล และนำข้อมูลมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทันกับนวัตกรรมที่มีเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นธรรมของระบบกฏเกณฑ์ (Algorithms) ที่มีแนวโน้มในการที่จะดำเนินการทำทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่การตัดสินใจว่าวิธีการที่บริษัทพิจารณาว่าจ้างบุคคล ไปจนถึงผู้ที่มีคุณสมบัติในการกู้ยืมเงินที่ต้องได้รับการแก้ไข เช่นเดียวกับความกังวลที่มีเพิ่มขึ้นจากประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ รัฐบาลต่างจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีในการทำงานร่วมกันเพื่อให้สามารถแบ่งปันและนำข้อมูลมาปรับใช้ในกรณีที่เมืองต่างๆ จะเปลี่ยนรูปแบบจากดิจิทัลไปสู่เซนเทียน (Sentient) หรือเมืองที่มีความรู้สึกได้

ผู้นำธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทย ต่างคาดการณ์ถึง ความท้าทายต่างๆ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์เชิงสังคม (Social lives):

  • ผลสำรวจ ระบุว่า78% (61% ในประเทศไทย) คาดว่าในปี 2030 ผู้นำทางธุรกิจจะมีความกังวลต่อความเป็นส่วนตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
  • 74% ของผู้นำธุรกิจที่เข้าร่วมในการสำรวจ (69% ในประเทศไทย) ระบุว่าพวกเขาพิจารณาให้ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (Data privacy) อยู่ในของความอันดับต้นๆ ของความท้าทายในระดับสังคมขนาดใหญ่ (Societal-scale) ที่ต้องมีการแก้ไข
  • ผลการสำรวจชี้ว่า 49 เปอร์เซ็นต์ (60 เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย) พร้อมตอบรับเครื่องจักรที่กำลังจะกลายมาเป็นเครื่องจักรที่สามารถคิดและทำงานได้ด้วยตัวเอง (Self-aware)

ข้อกังวลและความท้าทายอื่นๆ ที่มีการระบุถึงยังรวมไปถึงการใช้ AI โดย 49 เปอร์เซ็นต์  (38 เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย) เรียกร้องให้มีการออกระเบียบและความชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ AI รวมถึงกรณีของผลกระทบที่มีจะมีต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลทางดิจิทัล (Digital disruption) ด้วย 84 เปอร์เซ็นต์ (90 เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย) ยอมรับว่าการปฏิรูปดิจิทัล (Digital Transformation) ควรที่จะขยายครอบคลุมไปให้ทั่วทั้งองค์กรของพวกเขามากกว่าเดิม

เพื่อการดำเนินการวิจัย ทางสถาบันแห่งอนาคต (IFTF) พึ่งพาข้อมูลการศึกษานับเป็นเวลาหลายทศวรรษของสถาบันเกี่ยวกับอนาคตของการทำงานและเทคโนโลยี ผนวกเข้ากับการวิจัยล่าสุดของเดลล์ เทคโนโลยีส์และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก การวิจัย The Future of Connected Living ถือเป็นงานวิจัยชิ้นที่สาม และเป็นชิ้นสุดท้ายในซีรีย์การวิจัยที่มีทั้งหมดสามส่วนซึ่งรวมถึง The Future of the Economy และ The Future of Work ที่ได้รับการเปิดเผยก่อนหน้านี้ภายในปี 2019 นี้

สรุปผลการคาดคะเนเทคโนโลยีด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2030

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลวิจัย ทำนายอันดับท็อปเทคโนโลยีเกิดใหม่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนภายในปี 2030

Facebook อัปเดตใหม่! ให้เอาเมนูที่ไม่ใช้ออกจากแถบเมนูบนแอปฯ ได้

Facebook เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลที่นับวันก็จะมีเซคชั่นกว้างขึ้นเรื่อยๆ ที่เห็นชัดๆ ก็ Watch, Marketplace, Gaming ไปจนถึง Dating แต่ปัญหาก็คือแถบ Navigation bar ในแอปฯ Facebook บนมือถือ มันไม่ได้มีพื้นที่มากพอที่จะแสดงผลทุกอย่างไว้ตรงนั้น โดยอัปเดตล่าสุดบน iOS ทาง Facebook จะอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถนำเซคชั่นที่ ‘ไม่ได้ใช้งาน’ ออกจากแถบดังกล่าวได้ รวมทั้งยังสามารถปิดเลขการแจ้งเตือน (จุดสีแดง) ออกไปได้ด้วย ส่วนทาง Android จะอัปเดตตามมาในอีกไม่กี่สัปดาห์

โดยวิธีการใช้งานฟังก์ชั่นการจัดการนี้ก็ทำได้ง่ายๆ โดย กดค้างปุ่มไอคอนที่ต้องการจัดการ (เช่น Marketplace) จากนั้นก็จะมีเมนูให้เลือก ทั้งการปิดแจ้งเตือน Notification dots หรือจะนำไอคอนดังกล่าวออกจาก Shortcut bar ไปเลยก็ได้ และถ้าต้องการนำไอคอนที่ลบไปกลับมา ก็ไปที่ Manage shortcut bar เพื่อนำเมนูต่างๆ กลับมาได้

Facebook อัปเดตใหม่! ให้เอาเมนูที่ไม่ใช้ออกจากแถบเมนูบนแอปฯ ได้

ทางโฆษกของ Facebook ได้กล่าวเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่นี้ว่า “เราทยอยปล่อยฟีเจอร์การควบคุม Navigation bar นี้ เพื่อให้ผู้คนเชื่อมต่อกับสิ่งที่เขาชอบ และควบคุมแจ้งเตือนที่พวกเขาได้รับบนแอปฯ Facebook ได้ง่ายขึ้น”
ที่มา : www.engadget.com , www.phonearena.com , techcrunch.com , marketresearchreporting.com

“OIIO” Thailand TECHLAND 2019

“OIIO” Thailand TECHLAND 2019 ครั้งแรกของปรากฏการณ์ใหม่ด้านเทคโนโลยีสุดยิ่งใหญ่ของเมืองไทย ที่รวบรวมทุกเทรนด์เทคโนโลยี นวัตกรรมสุดล้ำแห่งอนาคต และความเคลื่อนไหวสำคัญต่อวงการอุตสาหกรรมและธุรกิจยุค 4.0 ซึ่งเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย

งาน OIIO Thailand TECHLAND 2019 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The future is now เป็นงาน Tech show  โดยปีนี้ผู้จัดงานได้บรรจงคัดสรรเทคโนโลยี นวัตกรรม แก็ดเจ็ต และซอฟต์แวร์สุดล้ำมากมายมาให้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด ส่วนมีอะไรบ้าง มาชมกัน


1. โรงหนังมีกลิ่น

5 อย่าง ที่ต้องมาดูในงาน “OIIO” Thailand TECHLAND 2019

เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความตื่นเต้นขณะชมภาพยนต์ มีให้เลือกทั้งหมด 12 กลิ่น แอดมินขอบอกเลยครับว่า กลิ่นเค้กหอมมาก เหมือนสุดๆ หิวเลยครับ


2. Camera 360

5 อย่าง ที่ต้องมาดูในงาน “OIIO” Thailand TECHLAND 2019

เป็นบูตที่อยู่กลางงาน ในบูตมีกล้องทั้งหมด 40 ตัวถ่ายภาพเราบนสถานที่ที่จัดไว้ให้ เทคโนโลยีอันนี้จะสามารถทำให้เราเหมือนตัวละคร ในหนัง The Matrix ได้เลย แถมรูปที่ถ่าย สามารถแชร์ลงโซเชียลได้ด้วยนะครับ เท่สุดๆ


3. AR Fusion Social

5 อย่าง ที่ต้องมาดูในงาน “OIIO” Thailand TECHLAND 2019

เป็นเทคโนโลยี AR ที่ผสมความเป็นจริงกับภาพจากคอมพิวเตอร์ (เป็นภาพกราฟฟิคที่ปรากฏในสถานที่จริงๆ) และยังสามารถใช้มือ จับวัตถุที่เราเห็น ให้ไปตามจุดที่เราต้องการได้ด้วย พร้อมทั้งนำข้อมูลที่อยู่ในสังคมออนไลน์ขึ้นมารายงานผลแบบ Realtime อีกด้วย งานนี้ล้ำจิตนาการสุดๆ ที่สำคัญ เด็กไทยทำเองทั้งหมดจ้า


4. หุ่นชงนมไข่มุก

5 อย่าง ที่ต้องมาดูในงาน “OIIO” Thailand TECHLAND 2019

คนชงไช่มุกขายเตรียมตกงาน เพราะงานนี้ มีหุ่นยนต์ ทำชาไข่มุกพร้อมเสิร์ฟ แถมยังเต้นให้ดูด้วย ส่วนเต้นยังไง… ไปดูเองนะครับ


5. หุ่นยนต์ที่สามารถคุยกับผู้คนในงานได้

5 อย่าง ที่ต้องมาดูในงาน “OIIO” Thailand TECHLAND 2019

เธอคนนี้เป็นหุ่นยนต์ครับ ใครคุยกับเธอ เธอจะหันมามองหน้า และตอบคำถามที่คุณถามเธอได้ โดยการทำงานจะผ่าน กล้องที่ติดอยู่ที่เสื้อ แอดมินได้ลองไปหลายคำถาม ได้คำตอบมาชัดเจน ใครไปเจอเธอ ถามว่าอะไรมาบอกกันด้วยนะครับ


พร้อมส่งท้ายด้วยกิจกรรม #จบแล้วแจก เวลาเราเดินภายในงาน แต่ละบูตจะมี QR Code ให้เรา สแกนเพื่อเก็บแต้มสะสม บนไลน์ของงาน OIIO Thailand TECHLAND 2019 แต้มดังกล่าวเอามาลุ้นรับรางวัลใหญ่ ที่ผู้จัดงานเตรียมมา ที่ตู้ LUCKYBOX อาทิ แก็ดเจ็ตรุ่นลิมิเต็ด มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด อุปกรณ์ไอทีชั้นนำ และของที่ระลึกที่หาไม่ได้จากที่อื่นนอกจากงานนี้เท่านั้น

เปิดสวิตซ์! จีนเปิดให้บริการ 5G แล้ว ค่าบริการเริ่มต้นเดือนละ 5xx บาท

เราเห็นกันแล้วว่า 5G เริ่มใช้งานกันไปแล้วในสหรัฐอเมริกาและยุโรป และล่าสุดก็เป็นทางฝั่งของประเทศจีนบ้าง ที่ทั้ง 3 ค่ายโอเปอร์เรเตอร์ใหญ่เริ่มให้บริการ 5G กันแล้ว

3 ค่าย ข้อเสนอราคาเดียวกัน

โดยทั้ง China Mobile, China Unicom และ China Telecom ต่างก็มีข้อเสนอสำหรับบริการ 5G ในราคาเดียวกัน เริ่มต้นที่ 128 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 550 บาท) จะได้รับสิทธิ์ใช้เน็ต 5G เป็นจำนวน 30GB แต่ถ้าต้องการมากกว่านั้น ก็ขยับขึ้นมา 599 หยวน (ประมาณ 2,500 บาท) ก็จะได้เน็ต 5G ถึง 300GB ด้วยกัน

ถึงเป็นบริการ 5G แต่แพ็คเล็กก็ไม่ได้ความเร็วระดับ Gigabit

แต่มีอีกเรื่องที่น่าแปลกคือ สำหรับผู้ที่ใช้งานแพ็คเกจ 5G เริ่มต้นของทาง China Mobile จะได้ใช้ 5G ในความเร็วเพียง 300Mbps เท่านั้น ถ้าต้องการความเร็วระดับ Gigabit ต้องเป็นผู้ใช้งาน Family plan ที่ 869 หยวนต่อเดือน (3,720 บาท) แทน

5G ครอบคลุมกว่า 50 เมืองแล้ว

ทางรัฐบาลจีนได้รายงานความคืบหน้าของสัญญาณ 5G ในประเทศว่าขณะนี้สถานี 5G ถูกเปิดใช้งานไปแล้วกว่า 86,000 สถานี ครอบคลุมกว่า 50 เมือง และก่อนสิ้นปีนี้จะเปิดใช้งานสถานีให้ได้มากกว่า 130,000 สถานี

อุปกรณ์ที่รองรับ 5G

สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับสัญญาณ 5G ทางแบรนด์ Huawei และ Xiaomi ได้เปิดตัวมือถือ 5G สู่ตลาดทั้ง Huawei Mate 30 series และ Xiaomi Mi 9 Pro 5G ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงทั้งคู่ แต่ที่น่าจับตามองน่าจะเป็นในปี 2020 ที่มีสมาร์ทโฟนรองรับ 5G ในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นออกสู่ตลาดมากขึ้น เพราะทางผู้ผลิตชิปเซ็ตชั้นนำอย่าง Qualcomm ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าจะนำการเชื่อมต่อ 5G มาใช้บนชิปเซ็ตที่ถูกกว่าอย่าง Snapdragon 700 และ Snapdragon 600 series
ที่มา : www.androidauthority.com

ปลุกตำนาน Walkie-Talkie กับ Motorola APX NEXT วิทยุสื่อสารสองทางอัจฉริยะ

หลายๆ คนคงคุ้นชินกับสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอทัชสกรีนและระบบผู้ช่วยคำสั่งเสียง AI จนคิดว่ามันไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่จะเป็นอย่างไรถ้าเทคโลโนยีเหล่านั้นถูกนำมาใช้กับวิทยุสื่อสาร Walkie-Talkie แบบเดิมๆ ที่เรารู้จักกันล่ะ?

ล่าสุดทาง Motorola ได้พัฒนา APX NEXT Two-Way Smart Radio (วิทยุสื่อสารอัจฉริยะแบบสองทาง) ซึ่งเป็นวิทยุสื่อสารตัวแรกที่รองรับจอทัชสกรีนและคำสั่งเสียง AI มีความสามารถและประสิทธิภาพสูงกว่าวิทยุทั่วไปเป็นอย่างมาก ฟีเจอร์หลักๆ ก็จะมี

  • จอทัชสกรีนของ APX NEXT ใช้งานได้ทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะท่ามกลางอากาศร้อนหนาว ฝนตก ใส่ถุงมือก็ยังสามารถใช้ได้ เรื่องความแข็งแรงทนทานก็หมดห่วง กันกระแทกกันตกได้ตามแบบฉบับวิทยุสื่อสารดั้งเดิม
  • คำสั่งเสียง AI ใช้เทคโนโลยี ViQi สั่งได้โดยไม่ต้องละสายตาจากสิ่งที่ทำอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ตำรวจ, หน่วยกู้ภัย สามารถถามข้อมูล เลขทะเบียนรถ, ข้อมูลผู้ขับขี่ หรือ เปลี่ยนช่องสัญญาณ ได้เลยทันทีเพียงแค่ใช้เสียง (ในอนาคตอาจจะแปลภาษา หรือ สั่งการให้ทำสิ่งอื่นๆ ได้) แถมยังมีไมค์สำหรับตัดเสียงถึง 4 ตัว พูดคุยได้ทุกสภาพแวดล้อม เสียงชัดเจน
  • มีเสาสัญญาณสองขนาด ตัวเครื่อง รองรับการเชื่อมต่อ LMR, LTE, Wi-Fi, Bluetooth และ NFC แถมยังมีระบบ SmartLocate ที่สามารถรับส่งข้อมูลสถานที่ระบุที่อยู่ของผู้ใช้งานวิทยุ ได้อีกด้วย ใช้ในการค้นหาติดตาม ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น
  • Smart Battery แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ใช้งานได้ถึง 12 ชั่วโมง มีแบตเตอรี่เสริมเปลี่ยนที่สามารถใช้ได้นานถึง 18 ชั่วโมงด้วยกัน
ปลุกตำนาน Walkie-Talkie กับ Motorola APX NEXT วิทยุสื่อสารสองทางอัจฉริยะ

ขอบคุณรูปภาพจาก : Motorola

คงจะเรียกได้ว่า APX NEXT เป็น “วิทยุสื่อสารแห่งอนาคต” เลยก็ว่าได้ ทั้งลูกเล่นและประสิทธิภาพที่ถูกพัฒนาให้เหมาะสมกับการใช้งานสมบุกสมบัน หน่วยกู้ภัย ตำรวจ ทหาร หรือผู้ที่เกี่ยวข้องที่ใช้งานวิทยุสื่อสารอยู่เป็นประจำ คงถูกใจ APX NEXT ตัวนี้เป็นแน่ ในตอนนี้ยังไม่มีราคา แต่คาดว่าราคาน่าจะสูงไม่ใช่เล่นแน่ๆ เลยล่ะ
ที่มา : www.theverge.com

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

ปัจจุบันสภาพอากาศในไทยไม่ค่อยดีต่อสุขภาพสักเท่าไรนัก เนื่องจากปัญหามลภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่สะสมในอากาศเป็นจำนวนมากในช่วงหน้าหนาว ทำให้หลายคนมีอาการภูมิแพ้ หอบหืด รวมถึงโรคปอดอักเสบ จนหลายคนเริ่มมองหาเครื่องฟอกอากาศเพื่อช่วยจัดการกับปัญหาเหล่านี้

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

และทาง Samsung แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากเกาหลี ได้นำทัพเครื่องฟอกอากาศ (Air Purlify) หลากหลายรุ่นมาเปิดนำโดยรุ่นท็อป Samsung CUBE AX9500 ดีไซน์สุดสวยพร้อมฟีเจอร์จัดเต็ม และ BlueSky รุ่นรองลงมาอย่าง AX7500, AX5500, AX3300 


Samsung CUBE AX9500 ดีไซน์ล้ำ จัดเต็มฟีเจอร์

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย
  • กรองฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กได้ถึง PM 0.3 ได้ถึง 99%
  • มีฟีเจอร์ Wide-Free ลดความดังขณะทำงาน
  • ใช้เลเซอร์ตรวจจับฝุ่น พร้อมแสดงผลผ่านหน้าจอ Numerin Easy View Display
  • เชื่อมต่อ Wi-Fi ได้และรองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Bixby
  • ฟอกอากาศได้ 47 ตารางเมตร (สองตัว 94 ตารางเมตร)
  • อัตราการฟอกอากาศต่อชั่วโมง: CADR 732 ลูกบาศก์เมตร
  • ราคา 28,900 บาท

เครื่องฟอกอากาศตัวท๊อป Samsung CUBE AX9500 กรองฝุ่นที่มีขนาดเล็กถึง PM 0.3 ได้ถึง 99% มีดีไซน์แบบ Modular design รูปทรงลูกบาศก์ (Cube) สุดล้ำไม่ซ้ำใคร จะใช้แบบเดี่ยวๆ ก็ได้หรือจะซ้อนสองตัวเชื่อมต่อกัน เพื่อขยายพื้นที่การทำงานก็ไม่ใช่ปัญหา แถมยังมีรูปร่างหน้าตาเหมือนเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านอีกด้วย 

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

ด้านฟีเจอร์ใช้งานก็มาแบบจัดเต็ม มีโหมด Wind-Free ที่ลดเสียงขณะทำงานลงด้วยการส่งอากาศผ่านรูขนาดเล็กกว่า 60,000 ช่อง (micro-holes) ด้านฟีเจอร์การตรวจจับฝุ่น PM และแก๊สก็ใช้ระบบเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง (Laser PM sensor) ตรวจจับและกรองได้ฝุ่นที่มีขนาดเล็กได้ถึง PM 0.3(ไมครอน) พร้อมแสดงผลผ่านหน้าจออัจฉริยะ (Numerin Easy View Display) ให้เห็นว่า ณ ปัจจุบันมีฝุ่นละอองขนาด PM1.0, PM2.0, PM10 มากน้อยแค่ไหนและแสดงสี 4 ระดับเพื่อให้เห็นถึงความอันตราย

นอกจากนี้ Samsung CUBE AX9500 ยังมีระบบเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi Control ที่สามารถสั่งงานผ่าน SmartThings ด้วยเสียงผ่าน Bixby และสามารถตั้งค่าการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตได้เลย รวมถึงการตั้ง Location Tracking ที่เมื่อผู้ใช้งานอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเครื่องจะเริ่มงานโดยอัตโนมัติอีกด้วยนะ


Samsung BlueSky AX7500, AX5500, AX3300

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

เครื่องฟอกอากาศตระกูล BlueSky ทั้ง 3 รุ่นมีจุดเด่นเรื่องการฟอกอากาศที่ครอบคลุมพื้นที่ที่กว้างขึ้น พร้อมเทคโนโลยีฟอกอากาศเร็ว

โดย AX7500 มาพร้อมเทคโนโลยี 3-Way Air Flow ออกแบบช่องรับอากาศไว้ที่ด้านหน้าทำให้วางติดผนังได้ และมีพลังการฟอกอากาศถึง 701 ลูกบาศก์เมตร ด้วยพัดลมคู่ Dual Power Fan และแผ่นกรองอากาศ 3 ชั้น เปิดตัวราคาอยู่ที่ 29,900 บาท

ส่วน AX5550 ถูกออกแบบมาเพื่อให้เคลื่อนย้ายได้สะดวก มีล้อที่ซ่อนใต้เครื่องอยู่ 4 จุด สามารถวางชิดผนังได้ และเชื่อมต่อ Wi-Fi ไร้สายรองรับการสั่งการผ่านแอปฯ SmartThings และรองรับการสั่งการด้วยเสียง Bixby และความสามารถอื่นๆ ที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดเสียงการทำงาน 

และสุดท้าย AX 3300 เครื่องปรับอากาศที่ได้รับรางวัลดีไซน์ยอดเยี่ยม IF Design Award 2017 ที่มาพร้อม Air Sensing Light ระบบไฟ 4 สีอัจฉริยะ ที่แสดงคุณภาพของอากาศตามสี นอกจากนี้ยังมีหูหิ้วช่วยเรื่องการพกพา

Samsung เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศอัจริยะ ดักจับฝุ่นได้ถึง PM 0.3 พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย

โดยเครื่องฟอกอากาศทั้ง 4 รุ่นของทาง Samsung เริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 

ปิดดีล! Google ทุ่มเงินสดกว่า 6 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ Fitbit เตรียมเสริมทัพ Wear OS

ถือว่าเป็นการดีลครั้งใหญ่ในวงการไอทีครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ เมื่อ Google เจ้าพ่อแพลตฟอร์มแอนดรอยด์และกูเกิลเซิร์ชเอนจิน ประกาศทุ่มเงินสดกว่า 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ตีเป็นเงินไทยกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซื้อแบรนด์แกดเจ็ตชื่อดังอย่าง Fitbit เพื่อพามาเสริมทัพแพลตฟอร์ม Wear OS ของ Google

ดีลครั้งนี้ถูกตัดสินใจโดย James Park ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Fitbit และ Rick Osterloh หัวหน้าทีมฮาร์ดแวร์ของ Google โดยนาย Park กล่าวหลังจากปิดดีลไว้ว่า “ด้วยทรัพยากรและแพลตฟอร์มระดับโลกที่ Google มีจะช่วยเร่งให้ Fitbit สร้างนวัตกรรมอุปกรณ์สวมใส่ใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น และเข้าถึงในทุกตลาด” ส่วนนาย Osterloh ก็กล่าวเสริมว่า “นี่เป็นการเสริมทัพความแข็งแกร่งให้กับอุปกรณ์สวมใส่ของ Google”

ต่อไปนี้อุปกรณ์สวมใส่ของ Fitbit จะรันบนแพลตฟอร์ม Wear OS ซึ่งจะรองรับทั้งบน iOS และ Android ในอนาคต นอกจากนี้แล้ว Google ยังบอกอีกว่า “ข้อมูลสุขภาพต่างๆ จาก Fitbit จะไม่ถูกนำไปใช้กับการโฆษณา Google ads” อีกด้วย แต่จะยังคงมีการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มอื่นๆ 

การปิดดีลในครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว Wear OS จะโตอย่างที่ Google ไหมหรือผู้ใช้งาน Fitbit จะเจอกับการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เราคงต้องรอดูกัน
ที่มา : www.engadget.com , www.ajc.com