MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

เป็นที่รู้กันดีว่าเทคโนโลยี “บล็อกเชน (Blockchain)” เป็น “ระบบบันทึกข้อมูลแบบไร้ศูนย์กลาง” ที่มีจุดเด่นเรื่องความน่าเชื่อถือ (Trust) ตรวจสอบได้ และยากที่จะบิดเบือนแก้ไขด้วยวิธีที่ไม่สุจริต และยังเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ขับเคลื่อนสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ชื่อดังอย่าง Bitcoin อีกด้วย ด้วยรูปแบบการเก็บข้อมูลคล้ายกับห่วงโซ่ที่บันทึกข้อมูลไว้หลายที่ แต่ละที่ก็จะมีข้อมูลเหมือนกัน และยังเชื่อมโยงถึงกันตลอดเวลาด้วย อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขต้องทำพร้อมกัน เพราะหากเปลี่ยนแค่จุดเดียวก็จะไม่เกิดผล มันจึงถูกนำไปใช้กับการเก็บข้อมูลที่ต้องการความน่าเชื่อถือและถูกต้องแม่นยำ เช่น การเงินและการธนาคาร, การบริจาคและระดมทุน, วงการข้อมูลแพทย์, กระบวนการยุติธรรม, ฯลฯ

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

และเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 ก็เป็นวันที่คนไทยต้องจดจำเมื่อทางหน่วยงานของรัฐอย่าง กระทรวงการคลังประกาศนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้ในการจัดการข้อมูลต่างๆ ระหว่างหน่วยงานในสังกัดทั้ง 9 พร้อมกับเอาไปใช้กับ 8 โครงการรัฐนำร่อง เช่น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การขอคืนภาษีของนักท่องเที่ยว การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ฯลฯ 

โดยในงาน MOF Digital Platform is Now : กระทรวงการคลังนำดิจิทัลสร้างเศรษฐกิจสู่ชุมชน มีการเซ็นลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือของหน่วยงานรัฐทั้ง 9 ประกอบด้วย กรมธนารักษ์, กรมบัญชีกลาง, กรมศุลกากร, กรมสรรพสามิต, กรมสรรพากร, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, สำนักงานบริการหนี้สาธารณะ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และธนาคารกรุงไทย ในการดำเนินการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อแชร์ข้อมูลระหว่างกัน เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดขั้นตอนลง เพิ่มความปลอดภัย และสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมกับอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มาติดต่อขอใช้บริการ 

ซึ่งในระยะแรกเป็นระยะนำร่องที่นำบล็อกเชน (Blockchain) ไปใช้ มีอยู่ด้วยกัน 8 โครงการ คือ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Government Procurement : e-GP), ระบบคืนภาษีของนักท่องเที่ยว (VAT Refunds for Tourists), การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Scripless Bond), ระบบจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร, โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (Welfare), ระบบการจัดทำราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ และสิทธิ์การรักษาพยาบาลของข้าราชการ

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

แต่ละโครงการที่ใช้ บล็อกเชน (Blockchain) ก็จะได้รับประโยชน์แตกต่างกันไป เช่น ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Government Procurement : e-GP) ผู้ประกอบการนิติบุคคลจะได้รับประโยชน์ในด้านการลดเวลาเพื่อการจัดเตรียมข้อมูลและเอกสารสำหรับการลงทะเบียนและการยื่นเสนอราคา ในส่วนนี้หน่วยงานรัฐจะเก็บข้อมูล ประวัติการทำงานย้อนหลัง และข้อมูลระบบ Rating ตามผลงานที่เคยทำให้กับภาครัฐไว้ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของระบบจัดซื้อจัดจ้าง และช่วยลดเวลาในการตรวจสอบข้อมูลและประเมินทำให้สามารถเริ่มโครงการได้ไวขึ้น 

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

ส่วนการคืนภาษีของนักท่องเที่ยว (VAT Refunds for Tourists) ที่ใช้ บล็อกเชน (Blockchain) ก็จะช่วยอำนวยความสะดวก ทั้งด้านวิธีการยืนยันตัว ขั้นตอนการขอคืน e-Tax Invoice ก็สามารถทำได้ผ่านแอปพลิเคชัน รวมลดระยะเวลาในการรับภาษีและช่องทางการคืน จากเดิม 34 วันทำการ เหลือเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น และจ่ายคืนผ่าน AliPay, WeChat, Visa, Mastercard, JCB และ UnionPay นี่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ 

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

สำหรับประชาชนทั่วไปก็ได้รับประโยชน์ผ่านโครงการ การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Scripless Bond) ที่สามารถซื้อพันธบัตรหน่วยย่อย 1 บาท ต่อ 1 พันธบัตร ทำให้ประชาชนทุกระดับซื้อได้ และยังมีระบบตรวจสอบที่สร้างความโปร่งใสอย่าง ระบบจองก่อนได้ก่อน (First Come First Serve) ช่วยป้องกันการกักตุนโควต้า และยังซื้อพันธบัตรผ่านระบบออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันได้ ทำให้ไม่ต้องไปซื้อเองที่สาขา ช่วยประหยัดเวลาและอำนวยความสะดวกให้กับคนที่อยู่พื้นที่ห่างไกล และยังช่วยลดเวลาในการออกพันธบัตรจากเดิม 4 วัน เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

นอกจากนี้ยังมี โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (Welfare) และ สิทธิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ (Healthcare) ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วน สามารถตรวจสิทธิ์ได้แบบ Real-time และใช้การบันทึกและอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ป้องกันการทุจริตด้วยการสวมสิทธิ์ และการใช้สวัสดิการในทางที่ผิด

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้
MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

ส่วนของการทำธุรกิจก็มีการนำบล็อกเชน (Blockchain) ไปใช้ใน การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร โดยการ Centralize and Digitize (การรวมไว้ที่ศูนย์กลางและทำให้เป็นแบบดิจิทัล) เอกสารทุกประเภทที่เกี่ยวกับการสั่งสินค้า การผลิต การนำเข้า การส่งออก จนถึงสินค้าถึงมือผู้รับ ผ่านเอกสารดิจิทัล (Digital Document) ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงเอกสารได้ตามสิทธิ์ และช่วยให้รัฐประมาณการจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ โปร่งใส

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

และสุดท้ายเป็นการสร้างความโปร่งใสให้กับ การจัดทำราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ ที่จะแชร์ข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำราคาประเมินที่ดินทั่วประเทศ ทำให้การจัดเก็บภาษีทำได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว และรวมไปถึงการทำโฉนดที่ดินอิเล็กทรอนิกส์บนบล็อกเชน (Blockchain) ที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขโดยทุจริต และสถาบันการเงินยังป้องกันการทุจริตจาก Double Financing (การขอสินเชื่อซ้ำซ้อน) อีกด้วย 

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

นับเป็นก้าวแรกที่ทางกระทรวงการคลังนำเทคโนโลยีที่มีความล้ำหน้าอย่างบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้กับหน่วยงานในสังกัดและโครงการของรัฐ เพื่อยกระดับทั้ง ความโปร่งใส ความถูกต้องแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนออกไป ทำให้ระยะเวลาในการดำเนินงานน้อยลง ส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ รวมถึงเร่งการทำงานของโครงการพัฒนาประเทศต่างๆ ให้เกิดได้ไวขึ้นอีกด้วย เชื่อว่าในอนาคตการใช้ บล็อกเชน (Blockchain) ของกระทรวงการคลังจะเป็นต้นแบบให้กับหน่วยงานอื่นๆ ได้หยิบยกไปใช้ เพื่อพัฒนาคุณภาพในการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมต่อไป

Microsoft พัฒนา Secured-core PC วิธีใหม่สำหรับป้องกันคอมพิวเตอร์จากการถูกแฮกเกอร์โจมตี

เกมแมวไล่จับหนูระหว่างแฮกเกอร์กับผู้พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์ ยังคงเป็นเกมที่เล่นกันไม่จบ และดูเหมือนว่าจะเป็นเกมที่ไม่มีวันจบลงเสียด้วย ไม่ว่าจะออกเฟิร์มแวร์มากี่เวอร์ชัน แฮกเกอร์ก็ยังหาทางเจาะระบบเพื่อโจมตีได้อยู่เสมอ 

เหตุผลที่ช่องโหว่ไม่สามารถปิดได้อย่างหมดจรด มีอยู่หลายด้าน เรื่องแรกเป็นเรื่องของเฟิร์มแวร์ที่คอยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ให้ทำงานร่วมกันได้ อีกเรื่องคือ ส่วนใหญ่แล้วเฟิร์มแวร์จะถูกสร้างโดยผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ตั้งแต่ในขั้นตอนการผลิต ไม่ใช่ Microsoft หรือ Apple ที่เป็นผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ นั่นหมายความว่ามันมีเฟิร์มแวร์ถูกสร้างขึ้นอยู่หลายเวอร์ชันตามแต่ผู้ผลิตของแต่ละรายจะพัฒนาขึ้นมา แน่นอนว่าเมื่อมีเฟิร์มแวร์จำนวนมาก โอกาสพบช่องโหว่ก็มากขึ้นตามไปด้วย

ล่าสุดทาง Microsoft ได้คิดหาแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้แล้ว ด้วยการเข้าไปเป็นพันธมิตรร่วมกับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ในการพัฒนาเฟิร์มแวร์ร่วมกันในชื่อ “Secured-core PC” โดยมันจะเข้าไปจัดการความสัมพันธ์การทำงานของเฟิร์มแวร์ และขั้นตอนที่ฮาร์ดแวร์เริ่มทำงาน

ภายใต้การทำงานของ Secured-core PC เฟิร์มแวร์จะยังคงทำหน้าที่ควบคุมฮาร์ดแวร์เหมือนเดิม แต่จะถูกจำกัดอำนาจที่เฟิร์มแวร์จะปฏิสัมพันธ์กับฮาร์ดแวร์ให้ลดน้อยลง โดยในขั้นตอนการประมวลผลแบบใหม่นี้จะถูกเรียกว่า Microsoft bootloader ซึ่งเป็นตัวกลางใหม่ที่จะมาสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเฟิร์มแวร์ และฮาร์ดแวร์ให้มีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยมันจะทำการตรวจสอบข้อมูลใหม่ทุกครั้งที่มีการเริ่มระบบคอมพิวเตอร์ โดยความได้เปรียบใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาคือมันสามารถป้องกันการโจมตีได้ จากเดิมที่ทำได้แค่ตรวจพบความผิดปกติ

นับตั้งแต่ Windows 8 เป็นต้นมา ระบบปฏิบัติการ Windows ได้เพิ่มคุณสมบัติที่เรียกว่า Secure boot ขึ้นมา สำหรับใช้ตรวจสอบ Bootloader ว่าปลอดภัยหรือไม่ แต่ปัญหาของมันที่ทำให้ Microsoft ต้องพัฒนาระบบ Secured-core PC ขึ้นมาใช้แทนนี้ก็เพราะว่า Secure boot ไม่สามารถป้องกันระบบได้หากว่าเฟิร์มแวร์ถูกโจมตีสำเร็จแล้ว

ในการใช้งานระบบ Secured-core PC ทาง Microsoft จะทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิปเซตรายใหญ่ทั้ง Intel, AMD และ Qualcomm ในการสร้างรหัสรักษาความปลอดภัย (Secure encryption keys) เอาไว้ในตัวชิปเซตเลยตั้งแต่ในขั้นตอนการผลิต ซึ่งนั่นหมายความว่า Secured-core PC เป็นระบบรักษาความปลอดภัยระดับฮาร์ดแวร์ ดังนั้นหากใครต้องการใช้งาน ต้องซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่เท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถอัปเดตผ่านซอฟต์แวร์ได้

คาดว่าอุปกรณ์รุ่นแรกที่จะมาพร้อมกับ ระบบ Secured-core PC คือ Surface Pro X และคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่จาก Dell, lenovo และ Panasonic
ที่มา : go.skimresources.com , www.engadget.com

Google ปล่อย Chrome 78 ออกมาแล้ว เพิ่ม Dark Mode และระบบป้องกันรหัสผ่านแบบใหม่

หนึ่งในข้อดีของเบราว์เซอร์ Chrome จาก Google คือ มันมัการอัปเดตเพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยความที่มันแอบอัปเดตให้เราอยู่เบื้องหลัง ทำให้เราไม่ค่อยรู้ว่ามันมีลูกเล่นใหม่อะไรให้ใช้บ้าง นอกเสียจากว่าเราจะเข้าไปหาอ่าน Changelog ล่าสุด Chrome 78 ได้ถูกปล่อยออกมาให้อัปเดตแล้วทั้งบน Windows, Mac, Linux, iOS และ Android ซึ่งเวอร์ชันนี้มีความสามารถที่น่าสนใจอยู่หลายอย่าง

เกร็ดน่าสนใจ

ปกติแล้ว Google จะอัปเดต Chrome ตามลำดับ 4 ขั้นตอน เริ่มจาก Canary build ที่อัปเดตไวที่สุด แต่บั๊กเยอะ ตามมาด้วย Dev build ที่ดีขึ้น แต่ยังไม่เสถียรพอต่อการใช้งานในคนส่วนใหญ่  จากนั้นจะเป็นเวอร์ชัน Beta ที่มักจะปล่อยล่วงหน้าก่อนเวอร์ชันสมบูรณ์ประมาณ 1 เดือน

เราสามารถปรับแต่งหน้าตาของ New Tab ให้สวยงามขึ้นได้แล้ว ด้วยการคลิกไปที่ปุ่ม “Customize” ที่อยู่มุมล่างของหน้าจอ ซึ่งทาง Google มีภาพเตรียมไว้ให้เลือกมากมาย หรือเราจะอัปโหลดภาพของเราขึ้นไปเองก็ได้

Google ปล่อย Chrome 78 ออกมาแล้ว เพิ่ม Dark Mode และระบบป้องกันรหัสผ่านแบบใหม่

ในส่วนของโหมดกลางคืน (Dark theme) เราสามารถบังคับให้มันถูกใช้ตลอดเวลาได้ด้วยการตั้งค่า (ปกติมันจะทำงานอัตโนมัติเมื่อถึงเวลากลางคืน) โดยไม่สนว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีโค้ดรองรับ Dark theme หรือไม่ หากไม่มีมันก็จะใช้การสลับค่าสีเพื่อแสดงผลแทน

อีกคุณสมบัติที่น่าสนใจใน Chrome 78 คือ ระบบ Password Checkup ที่เคยเปิดตัวในฐานะส่วนขยายมาก่อนเมื่อต้นปี 2019 ตอนนี้ถูกผนวกไว้เป็นส่วนหนึ่งของ Chrome แล้ว ความสามารถของมันคือ เมื่อเราทำการเข้าระบบที่มีการรหัสผ่านบนเว็บไซต์ต่างๆ ทาง Google จะช่วยคุณปลอมรหัสผ่านเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้บัญชีโดยอัตโนมัติ

ยังมีลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายอย่าง เช่น Click to Call ที่เราสามารถกดโทรออกผ่านมือถือ Android ด้วยการทำไฮไลท์บนเบอร์โทรที่หน้าเว็บไซต์บนคอมฯ, เพิ่มระบบโปรโตคอล DNS-over-HTTPS (DoH) เพื่อปกป้องการถูกสอดส่องข้อมูลบน Website Traffic ฯลฯ

ใครใช้ Chrome อยู่ก็สามารถเข้าไปอัปเดต Chrome 78 ได้เลยที่เมนู Help >> About Google Chrome แล้วทำการรีสตาร์ทเว็บเบราว์เซอร์ใหม่อีกครั้ง
ที่มา : www.extremetech.com , developers.google.com

HUAWEIเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

หัวเว่ย ประเทศไทย เปิดตัวสมาร์ทแกดเจ็ตหลายรุ่นพร้อมกัน นำโดย HUAWEI Watch GT 2 สมาร์ทวอชรุ่นล่าสุด, HUAWEI Band 4 สายรัดข้อมืออัจฉริยะสำหรับคนออกกำลังกายเป็นงานอดิเรก, HUAWEI MediaPad M5 Lite 10 แท็บเล็ตพร้อมปากการาคาเบาๆ นอกจากนี้ยังนำ HUAWEI FreeBuds 3 หูฟังไร้สายรุ่นล่าสุด และ HUAWEI x Gentle Monster Eyewear แว่นกันแดดแฟชั่นอัจฉริยะ มาเผยโฉมก่อนวางจำหน่ายอีกด้วย


HUAWEI Watch GT 2

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

สมาร์ทวอชซีรีย์ล่าสุดของทางค่ายที่ใช้ชิปเซ็ต Kirin A1 ที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ใช้งานกับสมาร์ทดีไวซ์โดยเฉพาะ มีทั้งการเชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธที่ยอดเยี่ยมและประหยัดพลังงาน สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน

HUAWEI Watch GT 2 เป็นสมาร์ทวอชรุ่นแรกที่ใช้หน้าจอทัชสกรีน AMOLED HD แบบ 3 มิติ ให้มุมมองเต็มตามากยิ่งขึ้น ด้านการออกกำลังกาย มีโหมดกีฬาให้ใช้งานถึง 15 รูปแบบ มีโหมด Running Courses ที่เปรียบเสมือนโค้ชส่วนตัวช่วยแนะนำการวิ่งให้ผู้ออกกำลังกายได้ สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้แม้จะอยู่ในน้ำ สามารถวัดอัตราความเครียดระหว่างวัน รวมถึงติดตามสถานะการนอนได้ทั้งกลางวันและกลางคืน รวมทั้งมีคำแนะนำในการนอนที่ดีขึ้นอีกด้วย

ส่วนการใช้งานอื่นๆ ที่น่าสนใจ HUAWEI Watch GT 2 มีลำโพงในตัว รองรับ Voice Call สนทนาโทรศัพท์ผ่านตัวสมาร์ทวอชได้ สามารถต่อหูฟังบลูทูธกับสมาร์ทวอชได้โดยตรง ฟังเพลงที่บันทึกในสมาร์ทวอชกว่า 500 เพลงได้

โดย HUAWEI Watch GT 2 มีให้เลือกด้วยกัน 2 ขนาดได้แก่ รุ่นหน้าปัด 46 มิลลิเมตร และ 42 มิลลิเมตร แบ่งเป็น 3 โมเดลแตกต่างกันที่สายนาฬิกา ได้แก่ Sport Edition, Classic Edition และ Elite Edition (Elegant Edition) โดยรุ่น Classic และ Elite ที่เป็นสายหนังและสายเหล็ก จะมีสายสปอร์ตให้เปลี่ยนใช้งานสำหรับออกกำลังกายด้วย

HUAWEI Watch GT 246mm42mm
SportClassicEliteSportClassicElegant
ราคา6,490 บาท 6,990 บาท7,990 บาท5,990 บาท6,490 บาท6,990 บาท

รุ่น Sport และ Classic ขนาด 46mm จะเริ่มขายก่อนในวันที่ 18 ตุลาคม
รุ่น Sport ขนาด 42mm จะวางจำหน่ายภายในเดือนตุลาคม
รุ่น Elite 46mm และ Classic 42mm จะวางจำหน่ายภายในเดือนพฤศจิกายน
รุ่น Elegant 42mm จะวางจำหน่ายภายในเดือนธันวาคม

สายรูปแบบต่างๆ ของ HUAWEI Watch GT 2


สาย Sport

สาย Classic

สาย Elite

HUAWEI Band 4

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

อีกทางเลือกของสมาร์ทดีไวซ์ที่ใช้งานออกกำลังกายไม่หนักเท่ารุ่นด้านบน โดย HUAWEI Band 4 เป็นสมาร์ทแบนหน้าจอทัชสกรีนแสดงผลสีอย่างสวยงามด้วย Creative Face สามารถกดรับสายและโทรออกได้ รับแจ้งเตือนแอปฯ ข้อความต่างๆ จากสมาร์ทโฟนได้และรองรับภาษาไทยด้วย มีโหมดการออกกำลังกายถึง 9 รูปแบบ มี HUAWEI TruSeen 3.5 สำหรับวิเคราะห์อัตราการเต้นของหัวใจและแจ้งเตือนหากมีการเต้นของหัวใจสูงผิดปกติ มี HUAWEI TruSleep 2.0 วิเคราะห์อัตราการเต้นของหัวใจขณะนอนหลับ ช่วยให้การนอนหลับมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย Night Mode และรองรับการวิเคราะห์การนอนระหว่างวันด้วย Nap Monitoring อีกด้วย และเรายังสามารถใช้ HUAWEI Band 4 เป็นรีโมทชัตเตอร์ถ่ายภาพให้กับกล้องมือถือในบางโอกาสได้อีกด้วย

นอกจากฟังก์ชั่นการใช้งานฉลาดๆ แล้ว HUAWEI Band 4 ยังมีขนาดเล็กที่น้ำหนัก 20 กรัม บางเพียง 12.5 มิลลิเมตร วางจำหน่ายด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สี Sakura Pink, Amber Sunrise และ Graphite Black ในราคา 999 บาท เริ่มจำหน่ายวันที่ 18 ตุลาคมนี้

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ
หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ


พอร์ตชาร์จในตัว HUAWEI Band 4 ที่สามารถชาร์จกับช่อง USB ได้ทันที ไม่ต้องต่อสายเพิ่มเติม


HUAWEI MediaPad M5 Lite 10

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

แท็บเล็ตเพรียวบาง หน้าจอ Full HD 10.1 นิ้ว ทำงานด้วยระบบ Octa-core processor ใช้ลำโพงคู่ Harman Kardon มาพร้อมกล้องหน้าและกล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ให้หน่วยความจำ RAM 4GB/ROM 64GB พร้อมแบตเตอรี่ 7,500mAh และระบบชาร์จไว Quick Charge 9V/2A

นอกจากนี้ HUAWEI MediaPad M5 Lite 10 ยังมาพร้อมกับโหมด Parental control และ Health Reminder สำหรับควบคุมการใช้งานที่ดีต่อสุขภาพและเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนเมื่อเล่นแท็บเล็ตใกล้สายตาเกินไป ระบบปรับแสงอัตโนมัติ ฟิลเตอร์ตัดแสงฟ้า รวมทั้งควบคุมเวลาการเล่น

โดย HUAWEI MediaPad M5 Lite 10 จะวางจำหน่ายในราคา 10,990 บาท และมาพร้อมกับปากกา M-Pen Lite ให้ใช้งานอีกด้วย


HUAWEI FreeBuds 3

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

หูฟังเอียร์บัดไร้สายตัวแรกของโลกที่ใช้ชิปเซ็ต Kirin A1 มาพร้อมกับบลูทูธ 5.1 Soc (ฺBT/BLE dual-mode) พร้อมเทคโนโลยี Isochronous Dual Channel และ 356MHz audio processor ที่ให้ประสบการณ์เชื่อมต่อบลูทูธเร็วกว่าที่เคย มีค่า Latency ที่ต่ำ (เสียงไม่ดีเลย์)และกินพลังงานน้อย รวมทั้งยังเป็นหูฟังไร้สายตัวแรกที่มีระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation

โดยระบบตัดเสียงรบกวนมีทั้ง เทคโนโลยี Aerodynamic Mic Duct Design ช่วยตัดเสียงลมขณะสนทนาโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ขี่จักรยาน หรือวันที่มีลมแรง มีระบบ Bone Sensor ที่จะตรวจจับกระดูกกรามขณะพูดคุย เพื่อควบคุมระบบตัดเสียงให้ได้คุณภาพเสียงการสนทนาที่ชัดเจน

ด้านประสิทธิภาพเสียง HUAWEI FreeBuds 3 ให้เสียงคุณภาพดุจสตูดิโอด้วยไดรเวอร์ขนาด 14mm และ Bass Tube ที่ให้เสียงทุ้มนุ่มมีมิติ สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนาน 4 ชั่วโมง และชาร์จกับเคสทรงกลมดีไซน์พรีเมี่ยมได้อีก 20 ชั่วโมง

HUAWEI FreeBuds 3 มีให้เลือกด้วยกัน 2 สี ได้แก่ สีขาว และ สีดำ และจะนำเข้ามาจำหน่ายภายในปี 2019 นี้

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

HUAWEI x Gentle Monster

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

แว่นตากันแดดอัจฉริยะดีไซน์เกาหลีที่ทางหัวเว่ยได้จับมือกับแบรนด์ Gentle Monster แบรนด์แว่นตาชั้นนำ ที่ครอบคลุมฟังก์ชั่นการใช้งานแว่นตาอัจฉริยะ ทั้งการรับโทรศัพท์ ควบคุมการเล่นเพลง หรือเรียก Google Assistant ได้ด้วยการแตะ 2 ครั้งที่ขาแว่น และเมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ EMUI10 จะสั่งงานด้วยเสียง รับฟังการแจ้งเตือนต่างๆ ได้ด้วยลำโพงที่ให้เสียงคมชัดแต่ไม่เล็ดลอดออกไปยังภายนอกบริเวณขาแว่น มีระบบตัดเสียงรบกวนภายนอกด้วยไมโครโฟนระบบคู่บริเวณขาแว่น มีเซ็นเซอร์สำหรับรับสายโทรศัพท์และควบคุมการเล่นเพลงด้วยการตรวจจับว่าผู้ใช้สวมใส่อยู่หรือไม่ สามารถหยุดเล่นเพลงเมื่อถอดแว่น และเล่นเพลงต่อเมื่อสวมแว่นกลับไปอีกครั้ง ป้องกันฝุ่นและละอองน้ำที่ระดับ IP67 ฟังก์ชั่นทั้งหมดนี้ อยู่ในแว่นอัจฉริยะ HUAWEI x Gentle Monster ที่มีดีไซน์เพรียวบางแทบจะไม่ต่างจากแว่นตาปกติ

หัวเว่ยเปิดตัว 5 แกดเจ็ตใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพและแฟชั่น ในราคาเบาๆ

นอกจากนี้ HUAWEI x Gentle Monster ยังมาพร้อมกับเคสหนังเรียบหรูที่เป็นทั้งที่ชาร์จไร้สายภายในตัวอีกด้วย โดยชาร์จ 1 ครั้ง สามารถใช้งานได้ยาวนาน 2.5 ชั่วโมง โดย HUAWEI x Gentle Monster จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยภายในปี 2019 นี้เช่นเดียวกัน

Microsoft เผยโฉม Surface รุ่นใหม่ พร้อมสมาร์ทโฟนจอคู่ระบบปฏิบัติการ Android

ล่าสุด Microsoft ได้จัดงาน “SURFACE HARDWARE EVENT” เผยโฉมสินค้ารุ่นใหม่หลายรุ่น และมีอุปกรณ์รูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับหน้าจอคู่อีกด้วย

Panos Panay หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Microsoft ได้เผยว่าอุปกรณ์ที่เห็นภายในงานนี้ บางตัวยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา และน่าจะพร้อมเข้าสู่ตลาดได้ในปีหน้า (ที่เริ่มเปิดให้สั่งซื้อแล้วจะมี Surface Laptop 3, Surface Pro 7 และ Surface Pro X) อุปกรณ์ทั้งหมดจะมีอะไรบ้าง ลองมาดูกันครับ


Surface Laptop 3

Surface Laptop 3 มีให้เลือก 2 รุ่น คือ รุ่นจอ 13 นิ้ว ที่ใช้ชิปของ Intel รุ่นที่ 10 และรุ่นจอ 15 นิ้ว ที่ใช้ชิป Ryzen Surface Edition ตัวเครื่องทั้งหมดทำจากอลูมิเนียมแล้ว ไม่เหมือนรุ่นก่อนที่ใช้ผ้าในส่วนของคีย์บอร์ด

Trackpad มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม 20%, พอร์ต USB-A, USB-C และระบบ Fast Charing ที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้ 80% ภายในหนึ่งชั่วโมง, กล้องหน้าปรับปรุงให้คมชัดยิ่งขึ้น, ลำโพงแบบ OmniSonic และไมค์คู่ระบบ Far-field Studio ที่ช่วยให้เสียงคมชัด สามารถใช้ประชุมงานได้โดยสะดวก

ราคาเริ่มต้นของ Surface Laptop 3 รุ่น 13 นิ้ว อยู่ที่ $999 (ประมาณ 30,590 บาท) และ Surface Laptop 3 รุ่น 15 นิ้ว อยู่ที่ $1,199 (ประมาณ 36,690 บาท)


Surface Pro 7 และ Surface Pro X

Surface Pro ยังคงแนวคิดแบบทูอินวันเอาไว้ คือ เป็นได้ทั้งแท็บเล็ต และโน๊ตบุ๊ค Surface Pro 7 เร็วกว่า Surface Pro รุ่นก่อนถึง 2 เท่า ด้วยพลังจากชิป Intel รุ่นที่ 10 มีพอร์ตเชื่อมต่อให้มาทั้ง USB-A และ USB-C พร้อมกับแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้เกือบทั้งวัน

แต่ Microsoft ยังมีเซอร์ไพรส์อีก ด้วยการเปิดตัว Surface Pro X แท็บเล็ตแบบทูอินวันที่มีดีไซน์ และประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีกระดับ Surface Pro X มีความบางเพียง 5.33 มม. และหนักเพียง 762 กรัม เท่านั้น ใช้ชิปรุ่นใหม่ Microsoft SQ1 ที่ออกแบบร่วมกับ Qualcomm ประมวลผลกราฟิกได้แรงถึง 2 เทอร่าฟล็อปส์ มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 13 นิ้ว ที่ขอบบางเป็นพิเศษ ตัวคีย์บอร์ดมีช่องเก็บ และชาร์จปากกาได้ในตัว แถมยังรองรับการเชื่อมต่อแบบ LTE อีกด้วย

ราคาเริ่มต้นของ Surface Pro 7 อยู่ที่ $749 (ประมาณ 22,910 บาท) ส่วน Surface Pro X อยู่ที่ $999 (ประมาณ 30,560 บาท)


Surface Neo และ Surface Duo

มาถึงอุปกรณ์ชนิดใหม่จาก Microsoft กันบ้าง Surface Neo เป็นอุปกรณ์ที่มาพร้อมกับหน้าจอคู่ขนาด 9 นิ้ว ที่เมื่อกางออกจะได้จอกว้างถึง 13 นิ้ว ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10X ที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับการใช้งานบนหน้าจอคู่โดยเฉพาะ ตัวบานพับสามารถหมุนได้ถึง 360 องศา รองรับการใช้งานร่วมกับ Surface Pen และเมาส์บลูทูธ

ส่วน Surface Duo เป็นสมาร์ทโฟนจอคู่ขนาด 5.6 นิ้ว เมื่อกางออกจะกลายเป็น 8.3 นิ้ว ตัวเครื่องมีความคล้ายคลึงกับ Surface Neo แต่ว่าใช้ระบบปฏิบัติการ Android ในการทำงาน และใช้งานเป็นสมาร์ทโฟนได้ด้วย และจากที่เห็นในคลิปวิดีโอ มันสามารถทำงานร่วมกับ Surface Neo ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับอุปกรณ์ทั้งสองรุ่นนี้ ทาง Microsoft ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลของฮาร์ดแวร์ภายในแต่อย่างใด นอกจากว่ามันจะเปิดตัวในปี 2020 ใครที่สนใจก็ต้องอดใจรอกันอีกยาวเลย
ที่มา : blogs.windows.com

Paypal ประกาศถอนตัวออกจากโปรเจค Libra แล้ว

ในยุคที่การซื้อขายออนไลน์เป็นเรื่องง่ายดายแค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าเราจะใช้โซเชียลมีเดียในช่องทางไหนก็สามารถเสียเงินซื้อของได้ทั้งสิ้น แน่นอนว่าบริษัทอย่าง Facebook เองก็สังเกตเห็นในจุดนี้เช่นเดียวกัน จึงได้ออกมาประกาศว่าจะสร้างเครือข่ายการซื้อขายผ่านสกุลเงินออนไลน์ (Cryptocurrency) ที่มีชื่อว่า Libra ขึ้นมา และคาดหวังว่าจะสามารถใช้ Libra ในการซื้อขายของทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ได้ โดยในช่วงแรกน่าจะใช้เป็นการโอนเงินผ่านธนาคารก่อนที่จะขยายขอบเขตไปเป็นการใช้ Libra ในการใช้จ่ายซื้อของได้เหมือนกับเงินดอลลาร์ในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งการกู้ยืมเงินออนไลน์ก็คาดว่าจะสามารถทำได้ในเร็ววันนี้เช่นกัน

ทาง Facebook ก็ได้วางแผนว่าจะดำเนินโปรเจคได้ในปลายปีนี้ และในเบื้องต้นสามารถรวบรวมองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Mastercard, Visa, Paypal, eBay, Spotify, Uber, Coinbase รวมทั้งบริษัทอื่นๆ ถึง 29 บริษัท เข้ามาเป็นหุ้นส่วนได้ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

Paypal ประกาศถอนตัวออกจากโปรเจค Libra แล้ว

ภาพจาก : https://lifars.com/2019/06/facebook-unveils-cryptocurrency-libra/

แต่ในตอนนี้บริษัท Paypal กลับประกาศถอนตัวออกจากโปรเจค Libra ของทาง Facebook ไปเสียอย่างนั้น โดยเหตุผลที่ Paypal ขอถอนตัวออกก็ไม่ได้ปรากฏแน่ชัด แต่ได้แจ้งว่าขอโฟกัสในเรื่องธุรกิจและการบริการทางการเงินที่ตนเองดูแลอยู่ในขณะนี้เป็นหลักก่อน

“แม้ว่าทางเราจะถอนตัวออกมาจากโปรเจคนี้แต่ก็ยังคงให้การสนับสนุนโปรเจค Libra ต่อไป และในฐานะที่ Facebook เป็นคู่ค้าทางธุรกิจของเรามาอย่างยาวนาน เราก็คาดหวังว่าอาจจะได้ร่วมงานกันใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้”

จากการที่หุ้นส่วนรายใหญ่อย่าง Paypal ถอนตัวออกไปนั้นทำให้ทางบริษัท Facebook เองก็คงจะต้องผลักดันโปรเจคนี้หนักขึ้นไปอีก เพราะด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมานานของ Paypal นั้นก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวหลักที่ทำให้ลูกค้าส่วนมากหันมาสนใจและไว้วางใจ Libra เลยก็ว่าได้

ด้าน Dante Disparte ที่เป็นคนดูแลเรื่องนโยบายของ Libra ได้ออกมาประกาศว่าทางหุ้นส่วนทั้งหมดของโปรเจค Libra จะมีการประชุมกันอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้ที่กรุงเจนิวา ประเทศสวิ9เซอแลนด์ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าหุ้นส่วนบริษัทอื่นๆ จะมีใครเข้าไปประชุมกันบ้าง เพราะหลังจากที่ Paypal ประกาศถอนตัวออกไปแล้วนั้น ทางสำนักข่าว The Wall Street Journal ก็ได้มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่าบริษัทอย่าง Mastercard และ Visa ที่เป็นหุ้นส่วนในขณะนี้ก็กำลังพิจารณาในเรื่องการถอนตัวออกจากโปรเจคนี้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัท Mastercard ไม่ได้ออกมาตอบรับข่าวลือนี้ ในขณะที่ Al Kelly CEO ของทางบริษัท Visa ได้ออกมากล่าวว่า

“ในตอนนี้ทาง Visa จะให้การสนับสนุนโปรเจค Libra อย่างชั่วคราวไปก่อน ความเป็นจริงแล้วก็ยังไม่ได้มีบริษัทไหนที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคนี้อย่างเป็นทางการเพราะเรายังไม่ได้เซ็นสัญญาผูกมัดอะไรกัน เพียงแต่ร่วมกันลงชื่อว่าพวกเรามีความสนใจที่จะเข้าร่วมโปรเจคนี้เพียงเท่านั้น และพวกเรา (บริษัทที่ลงนามเป็นหุ้นส่วนทั้งหมด) ยังคงมีเวลาในการตัดสินใจที่จะเข้าร่วมโปรเจคนี้อย่างเป็นทางการอยู่ และแน่นอนว่ามันมีปัจจัยหลายอย่างที่เราจะต้องพิจารณาร่วมก่อนลงทุน อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทก็เชื่อว่าเราอาจจะสามารถช่วยเหลือโปรเจคนี้ได้บ้าง”

นอกจากนี้แล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศสได้ออกมาประกาศว่าไม่สนับสนุนและไม่อนุญาตให้ใช้ Libra ภายในประเทศของตนเนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยทางการเงิน เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า Facebook ได้ทำข้อมูลของผู้ใช้รั่วไหลไปเมื่อไม่นานมานี้

จากการถอนตัวออกของ Paypal, ข่าวลือจากทาง Mastercard และ Visa รวมทั้งการประกาศแบนจากประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศสนั้นอาจเป็นสัญญาณว่าโปรเจคนี้อาจจะไปได้อีกไม่ไกลแล้ว แม้ว่าหุ้นส่วนที่สำคัญอีกเจ้าอย่าง eBay ยังไม่ได้มีประกาศอะไรออกมา แต่การที่ทั้ง 3 บริษัทยักษ์ใหญ่นี้ออกมาประกาศว่าจะถอนตัวออกก็อาจทำให้หลายๆ บริษัทเริ่มพิจารณาถึงการเข้าร่วมโปรเจค Libra นี้กันใหม่ ไม่แน่ว่า Mark Zuckerburg ก็อาจจะชะลอการเปิดตัวโปรเจคนี้ไปจากปี 2020 อีกก็เป็นได้
ที่มา : www.theverge.com , techcrunch.com , www.reuters.com

Intel เร่งพัฒนาเทคโนโลยี SSD แบบใหม่ ความจุสูง และราคาถูกยิ่งกว่าในปัจจุบัน

SSD (Solid state drives) เป็นหน่วยความจำที่กำลังแทนที่ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากจุดเด่นด้านความเร็วในการทำงานที่สูงกว่ามาก แต่หากมองในมุมของราคาต่อความจุแล้ว SSD ก็ยังถือว่ามีราคาที่สูงกว่าพอสมควร

การทำงานของ SSD นั้น จะเป็นการบันทึกข้อมูลเอาไว้ในชิปความจำเล็กๆ ที่เรียกว่า “Memory cells” ซึ่งในสมัยแรกๆ นั้น ใน 1 Cells จะเก็บข้อมูลได้เพียง 1 บิต เท่านั้น คือ 1 หรือไม่ก็ 0 เรียกว่า SSD แบบ SLC (Single level cell) แต่ภายหลังก็มีการพัฒนาให้เก็บข้อมูลได้มากขึ้นเป็น 2 บิต/Cells (MLC), 3 บิต/Cells (TLC) และล่าสุดก็คือแบบ 4 บิต/Cells (QLC) ทำให้ต้นทุนในการผลิตลดลง วางขายได้ในราคาที่ถูกขึ้น แม้ว่าการอัดจำนวนบิตลงไปใน Cells ให้สูงขึ้น จะทำให้ความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลช้าลง แต่มันก็ยังถือว่าเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์แบบเดิมมากอยู่ดี 

ล่าสุด เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทาง Intel ได้ประกาศว่ากำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะทำให้เก็บข้อมูลได้เพิ่มเป็น 5 บิต/Cells (Penta-level cell (PLC)) ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการผลิต SSD มีราคาที่ถูกลงยิ่งกว่า QLC ที่ใช้กันตอนนี้เสียอีก

ซึ่ง Intel ไม่ใช่เพียงรายเดียวที่ให้ความสนใจใน PLC เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทาง Toshiba ก็ได้เปิดเผยเทคโนโลยี PLC ของตนเองแล้วด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คาดว่ากว่าที่เราจะได้เห็น PLC เข้าสู่ตลาดได้ น่าจะใช้เวลาอย่างน้อยอีกสองปีเลยทีเดียว
ที่มา : www.cnet.com , www.tomshardware.com

Samsung เปิดตัว SSD รุ่นใหม่ระดับเซิฟเวอร์ความเร็ว 2 เท่าแถมไม่มีวันตาย

ทาง Samsung เปิดตัวอุปกรณ์เก็บข้อมูล SSDs (Solid-State Drives) ตัวใหม่สองรุ่น ใช้อินเตอร์เฟซเชื่อมต่อแบบ PCIe 4.0 เพิ่มประสิทธิภาพให้เร็วมากยิ่งขึ้นแถมมีฟีเจอร์ใหม่ที่ทำให้ใช้งานได้โดย “ไม่มีวันตาย” (หรือไม่พังนั่นเอง)

Samsung SSD รุ่นใหม่สองรุ่นนี้จะใช้ชื่อเรียกว่า PM1733 และ PM1735 ก่อน (อาจจะเปลี่ยนแปลงในภายหลัง) โดยจะออกมาในสองรูปแบบนั่นคือแบบ PCIe และ U.2 Type 2.5 นิ้ว โดยมีความจุต่ำสุดตั้งแต่ 0.8TB (800GB) ไปจนถึงความจุสูงสุด 30.72TB ส่วนประสิทธิภาพความเร็วของ SSD ทั้งสองรุ่นนั้นจะมีความเร็วดังนี้

  • PM1733
    • Write 3,800MB/s
    • Read 6,400MB/s
  • PM1733
    • Write 3,800MB/s
    • Read 8,000MB/s

และที่ว่า “ไม่มีวันตาย” นั่นก็เพราะ SSD ตัวใหม่นี้จะมากับเทคโนโลยี fail-in-place (FIP) อธิบายง่ายๆ คือหากชิป NAND ตัวหนึ่งเสีย SSD จะยังทำงานได้ตามปกติโดยไม่เสียไปทั้งตัว (ใช้งานได้แม้พังบางส่วน)

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี SSD Virtualization ที่สามารถจำลอง SSD หนึ่งตัวให้เหมือนมี SSD ขนาดเล็กได้สูงถึง 64 ตัวเลยทีเดียว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเก็บข้อมูลแยกพื้นที่เสมือนแบบส่วนตัว​ได้

อย่างไรก็ตามทั้งสองรุ่นดังกล่าว เป็น SSD สำหรับผู้ใช้งานระดับ Enterprise และ Production ที่จำเป็นต้องใช้ความเร็วและความจุระดับสูง ซึ่งราคาจะต้องสูงกว่า SSD ในตลาดทั่วไปหลายเท่าอย่างแน่นอน
ที่มา : www.techradar.com , www.windowscentral.com

Huawei อาจทำ Mate X 2 ที่มาพร้อมปากกาวาดเขียนในตัว

หากยังจำกันได้ค่ายดอกไม้แดง (Huawei) ออกมาโชว์หน้าค่าตาของ Huawei Mate X มือถือพับจอได้ให้เห็นในงาน MWC 2019 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีข่าวลือว่าจะเปิดตัวพร้อมบอกวันวางขายในช่วงเดือนหน้าที่จะถึงนี้ 

ลือ! Huawei อาจทำ Mate X 2 ที่มาพร้อมปากกาวาดเขียนในตัว

แม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดตัวหรือวางขาย แต่ก็มีข่าวหลุดออกมาว่า Huawei ได้ยื่นจดสิทธิบัตร Mate X 2 (รุ่น 2) เรียบร้อยแล้ว โดยสื่อต่างประเทศอย่าง LetsGoDigital ออกมาเผยว่า ดีไซน์และคอนเซ็ตป์มีหน้าตาเหมือนกับ Mate X มาก ทั้งการพับและตำแหน่งกล้อง จะต่างกันตรงที่มีปากกา Stylus ในตัวที่สามารถถอดเข้า-ออกได้ ในตำแหน่ง USB-C ที่อยู่ด้านล่าง และกล้องกับแบตเตอรี่ยังมีขนาดบางขึ้นอีกด้วย 

อย่างไรก็ตามนี่เป็นแค่การยื่นจดสิทธิบัตรเท่านั้น Huawei ยังไม่ประกาศว่าจะผลิตออกมาวางขายแต่อย่างใด เราคงต้องตามดูกันอีกที
ที่มา : nl.letsgodigital.org , www.slashgear.com