Vivo NEX 3 อาจมาพร้อมแบตฯ จัดหนัก 6,400mAh และชาร์จด่วนมาตรฐานโหด 120W

การแข่งขันชาร์จด่วนบนสมาร์ทโฟนแข่งขันกันอย่างดุเดือด ตั้งแต่ 30W ของ OnePlus, 40W ของ Huawei, 45W ของ Samsung และที่สุดของตอนนี้ก็คือ SuperVOOC Flash Charge 50W บน Oppo Find X

แต่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน Vivo ได้โพสต์โฆษณาชาร์จด่วนมาตรฐานใหม่ Vivo Super FlashCharge 120W ที่มากกว่ามาตรฐานที่ผ่านๆ มาในท้องตลาดเกินกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว โดยสามารถชาร์จแบตเตอรี่ 4,000mAh ได้ภายใน 13 นาที และจากข่าวลือล่าสุด เหมือนว่า Vivo NEX 3 สมาร์ทโฟนเรือธงของแบรนด์ที่มีแผนจะเปิดตัวเดือนหน้า จะมาพร้อมกับมาตรฐานชาร์จด่วนใหม่นี้

Vivo NEX 3 อาจมาพร้อมแบตฯ จัดหนัก 6,400mAh และชาร์จด่วนมาตรฐานโหด 120W!

สิ่งที่น่ากังวลก็คือ เทคโนโลยีชาร์จด่วนที่มากกว่าชาวบ้านชาวช่องเกินเท่าตัว ที่การประจุแบตเร็วๆ ต้องใช้ความร้อนที่สูงมากๆ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อการใช้งานแบตเตอรี่ หรือเกิดอันตรายได้ การก้าวกระโดดนำแบรนด์อื่นๆ ในตลาด อาจจะเป็นไปได้ว่า Vivo พร้อมแล้วจริงๆ

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องการมีระบบชาร์จด่วน 120W บน Vivo NEX 3 อาจจะเป็นเพียงข่าวลือก็ได้ เพราะสเปคที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้ ให้ข้อมูลว่า Vivo NEX 3 จะใช้ชาร์จด่วนเพียง 44W เท่านั้น

Vivo NEX 3 อาจมาพร้อมแบตฯ จัดหนัก 6,400mAh และชาร์จด่วนมาตรฐานโหด 120W!

นอกจากเรื่องมาตรฐานชาร์จด่วนแล้ว Vivo NEX 3 ยังมีสเปคหลุดที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ความจุ 6,400mAh (ที่ดูแล้วเข้ากับชาร์จด่วน 120W พอดี) หน้าจอดีไซน์ใหม่ที่มีชื่อว่า ‘Waterfall’ ที่ขอบจอด้านข้างมีความโค้งย้อยลงมาคล้ายน้ำตก อัตราส่วนหน้าจอ 99.3% กล้องหน้าป๊อปอัพคู่ กล้องหลัง 3 เลนส์ที่เรียงตัวเป็นวงกลม รวมทั้งใช้ชิปประมวลผล Snapdragon 855+

Vivo NEX 3 อาจมาพร้อมแบตฯ จัดหนัก 6,400mAh และชาร์จด่วนมาตรฐานโหด 120W!

ข้อมูลของ Vivo NEX 3 ที่ออกมาก็แทบจะทำให้เราไม่ต้องลุ้นหน้าตาของรุ่นใหม่นี้กันแล้ว แต่ยังไงสมาร์ทโฟนใหม่นี้ จะมาพร้อมชาร์จด่วน 120W หรือ 44W ก็รอลุ้นกันต่อไปในเดือนหน้านะครับ

วิดีโอประกอบจาก Youtube
ที่มา : www.gizchina.com , www.gsmarena.com , www.gsmarena.com , www.gsmarena.com

ASUS เปิดตัวโน๊ตบุ๊ค สเปค AMD Ryzen พร้อมกัน 3 ซีรีส์ ถูกลงกว่าเดิม!

หลายคนคงรู้จักแบรนด์โน๊ตบุ๊ค ASUS อยู่แล้ว วันนี้เขามาจับมือร่วมกับ AMD เปิดตัวโน๊ตบุ๊ครุ่นเดิมแต่ใช้ CPU สุดแรงในตระกูล Ryzen 3, 5 และ 7 แน่นอนว่ายังคงชูจุดเด่นเรื่องราคาค่าตัวที่ย่อมเยา ประกอบไปด้วยรุ่นสเปคดี ดีไซน์งาม ZenBook 14 / Flip 14, รุ่นปานกลางประสิทธิภาพแจ่ม VivoBook 14 / 15 และรุ่นเริ่มต้นราคาย่อมเยา M409 / M509 จะมีรายละเอียดอะไรบ้างเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง
 

ASUS ZenBook 14 

สองรุ่นนี้คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะว่าเป็นรุ่นที่เน้นเรื่องดีไซน์ขนาดความบาง และประสิทธิภาพการใช้งาน รวมไปถึงหน้าจอที่คมชัด 

ถูกลงกว่าเดิม! ASUS เปิดตัวโน๊ตบุ๊ค สเปค AMD Ryzen พร้อมกัน 3 ซีรีส์
ถูกลงกว่าเดิม! ASUS เปิดตัวโน๊ตบุ๊ค สเปค AMD Ryzen พร้อมกัน 3 ซีรีส์
ถูกลงกว่าเดิม! ASUS เปิดตัวโน๊ตบุ๊ค สเปค AMD Ryzen พร้อมกัน 3 ซีรีส์

ZenBook 14 มาพร้อม AMD Ryzen 7 R7-3700U + Vega 10 (การ์ดจอในตัว) สเปคครบเครื่อง แรม 8GB ความจุ SSD 512GB (PCIe) หน้าจอ IPS Full HD 14 นิ้วที่แสดงสี RGB 100% มีลำโพง Harman Kardon เสียงดี 4 ตัว และ Windows 10 Home แท้ รวมถึงตัวเครื่องมีสีใหม่ Utopia Blue ตัดด้วยโลโก้สีทอง

” ZenBook 14 ราคา 24,990 บาท “

ASUS ZenBook Flip 14 (ทัช-เขียน-พับจอ)

ส่วน ZenBook Flip 14 ที่พับจอได้ 360 องศา มาพร้อมกับ AMD Ryzen 5 R5-3500U / 7 R7 -3700Uรวมด้วย Vega 8 (การ์ดจอในตัว) พร้อมกับสเปคแจ่มๆ จอพับ 360 องศา Full HD แบบ IPS ขนาด 14 นิ้ว แสดงสี RGB 100%รองรับทัชสกรีน และปากกาสไตล์ลัสวาดเขียน แรม 8GB ความจุตัวเครื่อง SSD 512GB (PCIe) และ Windows 10 Home แท้ รวมไปถึงระบบ Face Recognize ระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า และย้ายปุ่มเปิดเครื่องไปอยู่ด้านข้าง

“ZenBook Flip 14 [Ryzen 7] ราคา 22,990 บาท”
“ZenBook Flip 14 [Ryzen 5] ราคา 19,990 บาท”

ASUS VivoBook 14 / 15

ถูกลงกว่าเดิม! ASUS เปิดตัวโน๊ตบุ๊ค สเปค AMD Ryzen พร้อมกัน 3 ซีรีส์

ต่อมาเป็นรุ่นกลางๆ ราคาแจ่ม สเปคคุ้มค่า ดีไซน์สวย อย่าง VivoBook 14 / 15 มาพร้อม AMD Ryzen 7 R7-3700U กับ Vega 10 (การ์ดจอในตัว) แรม 8GB ความจุ SSD 512GB (PCIe) และจอคมๆ Full HD กว้าง 14 / 15.6 นิ้ว พร้อมกับพอร์ตเชื่อมต่อครบครัน เลือกสีเครื่องได้ 4 สีคือ Transparent Silver, Slate Grey, Peacok Blue, Coral Crush 

” VivoBook 14 / 15 ราคา 18,990 บาท “

ASUS M409 / M509

ถูกลงกว่าเดิม! ASUS เปิดตัวโน๊ตบุ๊ค สเปค AMD Ryzen พร้อมกัน 3 ซีรีส์
ถูกลงกว่าเดิม! ASUS เปิดตัวโน๊ตบุ๊ค สเปค AMD Ryzen พร้อมกัน 3 ซีรีส์
ถูกลงกว่าเดิม! ASUS เปิดตัวโน๊ตบุ๊ค สเปค AMD Ryzen พร้อมกัน 3 ซีรีส์

สุดท้ายเป็นรุ่นน้องเล็ก M409 / M509 ที่ราคาเริ่มต้นน่ารักๆ สเปคกำลังดี หน้าจอ Full HD ดีไซน์สวย เหมาะกับใช้งานทั่วไป ใช้ CPU AMD Ryzen 3 R3-3200U ที่มีการ์ดจอ Vega 3 ในตัว และแรม 4GB (มีช่องเพิ่มแรมอีก 8GB) ความจุ HDD 1TB (มีช่อง PCIe เพิ่ม SSD 512GB ได้อีกหนึ่งช่อง) หน้าจอชัด Full HD กว้าง 14 / 15.6 นิ้ว พร้อมเสริมความแข็งแรงตัวเครื่องด้วยโครงเหล็กใต้คีย์บอร์ดและบานพับโลหะ 2 ฝั่ง และ HDD Snuber ยางรองฮาร์ดดิสก์ป้องกันแรงกระแทก

” M409 / M509 ราคา 18,990 บาท “
 

นอกจาก ASUS เปิดตัวโน๊ตบุ๊คสเปคใหม่แล้ว ทาง AMD ที่เป็นพาร์ทเนอร์ยังมีกิจกรรมเสริมอย่าง AMD ฉลองครบรอบ 50 ปี ที่แจก AMD Premium เมื่อซื้อ Notebook หรือ PC Destop และ All-in-One ตามรุ่นที่กำหนดอีกด้วย ติดตามได้ที่เพจ AMD อีกด้วย 

พลาสเตอร์แปะร่างกายแบบไร้สาย วัดชีพจรและตรวจเช็คสุขภาพของผู้สวมใส่

นักวิจัยจาก Stanford ได้รวมกันพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่รูปแบบใหม่ที่มีชื่อว่า BodyNet ซึ่งเจ้าตัวนี้มันมีเทคโนโลยีที่สามารถตรวจวิเคราะห์การทำงานจากอวัยวะต่างๆ ของผู้สวมใส่ผ่านผิวหนังได้ ใช้ติดกับร่างกายได้เหมือนพลาสเตอร์ยาแปะแขนขาได้เลยยังไงอย่างงั้น

BodyNet นั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์ของ ศาสตราจารย์วิศวกรรมเคมี Zhenan Bao เธอเชื่อว่าอุปกรณ์สวมใส่อย่าง Wearable ที่เราใช้กันอยู่มันอาจจะนำมาใช้งานด้านการแพทย์เพื่อใช้ในการตรวจสภาพร่างกายได้ในสักวันหนึ่ง โดยสามารถใช้เก็บข้อมูลพฤติกรรมต่างๆ ของผู้ใช้งานโดยไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการใช้ชีวิต

เป้าหมายของเธอในการสร้างเจ้าสิ่งนี้คือ การทำอย่างไรให้มันสวมใส่ได้อย่างสบายที่สุดโดยไม่มีแผงวงจรเกะกะและทำให้ระคายเคืองผิวหนังของผู้ใส่ และเพื่อการนั้น ทางทีมของเธอได้เลือกใช้เทคโนโลยี RFID (Radiofrequency Identification) ที่เห็นกันได้ทั่วไปก็คือบัตร ID CARD หรือบัตรจ่ายเงิน ที่ใช้รับข้อมูลได้ผ่านการแตะกับเครื่องรับสัญญาณนั่นเอง และข้อดีของมันคือมันใช้แหล่งพลังงานจากตัวรับสัญญาณได้

พลาสเตอร์แปะร่างกายแบบไร้สาย วัดชีพจรและตรวจเช็คสุขภาพของผู้สวมใส่

ขอบคุณรูปภาพจาก : Bao Lab

ทางทีมงานพัฒนา RFID รูปแบบใหม่ โดยใช้หมึกพิมพ์โลหะและสติกเกอร์ยาง เป็นโครงสร้างที่สามารถยืดหยุ่นได้ และทำให้มันมีประสิทธิภาพส่งสัญญาณได้ดีและแม่นยำมากขึ้น ส่วนการส่งสัญญาณนั้นก็ใช้ร่วมกับเสื้อผ้าที่มีตัวรับสัญญาณในการจ่ายไฟ จากนั้นก็ใช้ระบบ Bluetooth เพื่อส่งข้อมูลกลับไปยังสมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์ หรือ อุปกรณ์เก็บข้อมูลต่างๆ ได้

อีกหน่อยเราคงได้เห็นอุปกรณ์ Wearable ที่ใช้งานร่วมกับการแพทย์ได้จริงก็เป็นได้ อย่างเช่นไปหาหมอ แล้วหมอให้แผ่นพลาสเตอร์มาติดตามร่างกาย เพื่อใช้ในการวินิจฉัยอาการ และศึกษาพฤติกรรมโดยไม่รบกวนชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเลย
ที่มา : interestingengineering.com

Intel กำลังพัฒนา Springhill ชิปรุ่นใหม่สำหรับประมวลผล Artificial Intelligence โดยเฉพาะ

ในงาน HotChips 2019 ทาง Intel ผู้ผลิตชิปชื่อดังได้ออกมาประกาศการพัฒนาชิปตระกูลใหม่ ที่จะมุ่งเน้นการคำนวณด้าน Artificial Intelligence โดยเฉพาะ ภายใต้รหัส “Springhill”

ชิปรุ่นใหม่ Springhill นั้นออกแบบมาให้รองรับการทำงานกับฐานข้อมูล Data centers ขนาดใหญ่ ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 10 นาโนเมตร ตัวชิปมีชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการว่า NN-I โครงการพัฒนาอยู่ที่ศูนย์ Intel เมืองไฮฟา ที่อยู่ทางตอนเหนือของอิสราเอล 

Springhill ถือเป็นชิปตัวแรกของ Intel ที่มุ่งเน้นไปที่ด้าน AI หลังจากที่ทางบริษัทได้เข้าลงทุนในศูนย์วิจัย Habana Labs และ NeuroBlade (บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติอิสราเอล) ซึ่งชิปตัวนี้จะมาช่วยให้ Intel Xeon สามารถประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน และต้องพึ่งพาการทำงานของ Artificial Intelligence 

สเปคของตัวชิปที่ประกาศออกมา ถือว่าคุ้มค่าต่ออัตราการใช้พลังงานเป็นอย่างมาก ด้วยอัตรา 4.8 TOPs/W และขยายกำลังได้ถึง 5 เท่า ในกรณีที่ต้องการรีดประสิทธิภาพการทำงานทำงานให้สูงขึ้น

Feature SoC
TOPs(INT8)48-92
TDP10-50w
TOPDs/w2.0-4.8 TOPs/w
Inference Engines (ICE)10-12 ICEs
Total SRAM75MB
DRAM BW68 GB/s

ทาง Intel ยืนยันว่า ชิป Springhill สามารถคำนวณโปรแกรมที่มีความซับซ้อนได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อแลกกับประสิทธิภาพ และมีคุณสมบัติที่จำเป็นอย่าง Reliability, Availability, & Serviceability (RAS) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสามารถนำไปติดตั้งทำงานร่วมกับ Data centers ได้อย่างง่ายดาย

สเปคเบื้องต้นของ Springhill NN-I 

  • พัฒนาด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 10 นาโนเมตร
  • Intel IA cores พร้อม AVX และ VNNI
  • 12x Inference Compute Engines (ICE)
  • LPDDR4x 4×32 หรือ 2×64
  • Dynamic power management และ FIVR technology
  • 24MB LLC สำหรับ Fast Inter ICE และ IA data sharing
  • Hardware-based sync สำหรับ ICE-ICE communication

ที่น่าสนใจคือ Intel ระบุว่าตอนนี้ Facebook ได้เริ่มใช้งานชิป AI ตัวนี้แล้ว
ที่มา : fossbytes.com

ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร

เอไอเอสค่ายผู้ให้บริการมือถือยักษ์ใหญ่ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ กสทช. ร่วมทดสอบ 5G Remote Control Vehicle บังคับรถไร้คนขับข้ามภูมิภาคครั้งแรกในไทย! ในสถาพแวดล้อมจริง ผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G บนคลื่นความถี่ 28 GHz ได้สำเร็จอย่างสวยงาม 

ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นของเอไอเอสที่เป็นผู้ริเริ่มพัฒนานวัตกรรมและนำเทคโนโลยีมายกระดับโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคและประเทศมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานทั่วทุกภูมิภาคและทุกเจเนอเรชัน ภายใต้วิสัยทัศน์ของการเป็น Digital Life Service Provider เราจึงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตอยู่เสมอ

ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร

โดยการลงพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีความพร้อมด้านบุคลากรในการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรม และเสริมสร้างการพัฒนาเครือข่าย 3G และ 4G ให้ครอบคลุมแล้วกว่า 1,083 ตำบล ทั่วทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้, การขยายช่องทางจัดจำหน่ายให้ชาวใต้เข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว กว่า 4,000 จุด และการออกแบบแพ็กเกจและโปรโมชั่นมือถือ รวมถึงคัดสรรคอนเทนท์ความบันเทิงและสิทธิพิเศษที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้เรามีส่วนแบ่งทางการตลาดในพื้นที่ภาคใต้เป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวนลูกค้า 5.7 ล้านเลขหมาย คิดเป็นสัดส่วน 14% ของฐานลูกค้าทั่วประเทศ

ล่าสุดเพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เอไอเอสจึงร่วมร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทดลอง ทดสอบ ศักยภาพของเทคโนโลยี 5G ในสภาพแวดล้อมจริง บนคลื่นความถี่ 28 GHz ในรูปแบบไลฟ์บรอดแคสต์ เป็นครั้งแรกของไทย ร่วมกับการสนับสนุนของ กสทช. ภายใต้แนวคิด “Smart City, Smart Living” เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของ 5G ในทุกมิติ

ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร
  • 5G Remote Control Vehicle (การบังคับรถไร้คนขับข้ามภูมิภาค) : การแสดงศักยภาพที่สำคัญของเครือข่าย 5G เช่น ความเร็วในการรับส่งสัญญาณ (Throughput) ความเร็วในการตอบสนอง (Latency) และความเสถียรของระบบ (Stability) ผ่านเทคโนโลยีการบังคับรถยนต์ไร้คนขับทางไกลข้ามภูมิภาคครั้งแรกของไทย ระหว่างกรุงเทพฯ – สงขลา ที่ผู้ควบคุมรถไม่จำเป็นต้องอยู่ในตัวรถ แต่สามารถบังคับรถให้เคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ต่างๆ ตามต้องการ ผ่านการสั่งงานระยะไกลแบบเรียลไทม์ บนเครือข่าย 5G ซึ่งข้อมูลต่างๆ จะถูกส่งต่อผ่านระบบ Video Analytics และสามารถ Streaming Video ที่มีความละเอียดสูง ผ่านเครือข่าย 5G กลับมาหาผู้ควบคุมรถได้ทันที จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปประยุกต์ใช้ในหลายๆ ส่วนของสังคม เช่น การสัญจรโดยสาร, การขนส่งสินค้าในภาคอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์
ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร
  • นวัตกรรม V2V (การสื่อสารระหว่างรถต่อรถ ผ่าน 5G) : การสาธิตนวัตกรรมการสื่อสารระหว่างรถต่อรถ (Vehicle to Vehicle) ผ่านเครือข่าย 5G ที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูง มีการตอบสนองที่รวดเร็วและมีความเสถียรของระบบสูง ทำให้รถยนต์ 2 คัน สามารถสื่อสารข้อมูลการขับขี่ ข้อมูลความปลอดภัย และข้อมูลการจราจรไปมาระหว่างกันเองได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย ซึ่งจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรในเส้นทาง
ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร
  • นวัตกรรม Mobile Surveillance / Object Detection (รถตรวจการณ์และรักษาความปลอดภัย) : นวัตกรรมรถตรวจการณ์และรักษาความปลอดภัย จาก Video Analytics และ AI ด้วยการนำข้อมูลวิดีโอจากกล้องวงจรปิดบนยานพาหนะ ส่งผ่านเครือข่าย 5G ไปยังห้องควบคุมกลาง ทำให้สามารถวิเคราะห์ภาพจำแนกวัตถุรอบคันรถ และตรวจจับลักษณะของรถ เช่น ป้ายทะเบียน, รุ่นของรถ,ยี่ห้อ, สีและลักษณะของรถ และการแจ้งเตือนความเสี่ยงในพื้นที่ต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์และแม่นยำ โดยหากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องแจ้งข้อมูลรถต้องสงสัยเข้ามาในพื้นที่ ระบบก็จะสามารถแกะรอยและแจ้งเตือนทันทีที่รถคันดังกล่าวขับเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้การเฝ้าระวังพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

และนายปรัธนา กล่าวต่ออีกว่า “นอกเหนือจากการทดลอง ทดสอบ เทคโนโลยี 5G บนสภาพแวดล้อมจริง เพื่อสร้างโมเดล Smart City ต้นแบบการพัฒนาเมืองเพื่อความปลอดภัยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เอไอเอสให้ความสำคัญก็คือการสร้างความเชี่ยวชาญของทีมงานและบ่มเพาะบุคลากรด้านเทคโนโลยี ให้กลายเป็น Smart People ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผู้ประกอบการ, เกษตรกร นิสิต และนักศึกษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมา เราได้ร่วมมือกับฟาร์มสุข ในการพัฒนาดิจิทัล แพลตฟอร์ม iFarm ที่ผสานเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นปั้น Smart Farmer ด้วยแนวคิด “สอน-เสริม-สร้าง” เพื่อยกระดับเกษตรกรไทย, การสร้างนวัตกรรม AIS School Van Clever ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถดูแลความปลอดภัยของบุตรหลานได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน นำร่องใช้งานแล้วในพื้นที่ภาคใต้เป็นที่แรก รวมถึงการเปิดให้บริการ AIS DigitALL Shop ช้อปดิจิทัลแห่งแรกของเมืองไทยที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการครบทุกฟังก์ชันและไลฟ์สไตล์ของคน Gen C ภายใต้ด้วยแนวคิด “The Unmanned Store” ช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และง่ายมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องรอคิว (No Queue) ไม่ต้องมีเคาน์เตอร์บริการ (No Counter Service) และไม่ต้องใช้เงินสด (No Cash) ให้บริการแล้วที่ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต”

ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร

เพื่อเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นตั้งใจของเอไอเอสในการมอบบริการคุณภาพให้แก่พี่น้องชาวปักษ์ใต้ เอไอเอสจึงเปิดตัวแคมเปญล่าสุด “เอไอเอส ที่ 1 ตัวจริง เร็วแรงสุดทั่วภาคใต้” ที่ครั้งนี้ได้เลือก“เอกชัย ศรีวิชัย” นักร้องลูกทุ่งชื่อดังผู้เป็นความภาคภูมิใจของชาวใต้ เป็นตัวแทนในการสื่อสารความมุ่งมั่นของเอไอเอสได้อย่างเข้าถึงใจคนใต้อย่างแท้จริง โดยประเดิมจัดกิจกรรมทัวร์คอนเสิร์ตทั่วพื้นที่ภาคใต้ให้กับลูกค้าเอไอเอส ถึง 15 รอบการแสดงทั่วภาคใต้ โดยเฉพาะวันที่ 23 สิงหาคม จังหวัดสงขลา, 30 สิงหาคม จังหวัดตรัง, 31 สิงหาคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 11 กันยายน จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ลูกค้าเอไอเอสเข้าชมฟรีตลอดงาน”

ชาวปักษ์ใต้เตรียมพบกับความพิเศษจากแคมเปญ “เอไอเอส ที่ 1 ตัวจริง เร็วแรงสุดทั่วภาคใต้” ทั้งแพ็กเกจมือถือ สิทธิพิเศษ คอนเทนท์ความบันเทิง ที่คัดสรรมาเพื่อชาวใต้โดยเฉพาะ

  •   สมาร์ทโฟนสุดคุ้มพร้อมแพ็กเกจถูกใจทั้งโทรและเล่นเน็ต ได้แก่ สมาร์ทโฟน AIS Super Smart Gen 1 ราคาเพียง 1,590 บาท ให้เล่นเน็ตสูงสุด 120 GB มูลค่า 1,400 บาท เมื่อใช้ซิมใหม่ที่มาพร้อมเครื่อง, ฟีเจอร์โฟน AIS Super Talk T1 ราคาเพียง 890 บาท โทร AIS ไม่อั้น 24 ชั่วโมง ฟรี!
  • แพ็กเกจซิมที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์คนใต้ ไม่ว่าจะเป็น The One SIM ซิมความบันเทิง ให้ดู YouTube และ AIS PLAY พร้อมฟังเพลงฟรีตลอดปี, Super Social SIM ซิมโซเชียลไม่อั้น, ZEED SIM ซิมเล่นเกมและโซเชียลเพื่อคนวัยเรียน ใช้ได้คุ้มๆ, AIS Lucky SIM ซิมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ  ให้เล่นเน็ตและโทรกลับบ้านราคาพิเศษขณะท่องเที่ยวในภาคใต้, ซิมพม่า เพื่อคนพม่าที่อาศัยในพื้นที่ภาคใต้ ให้เล่นโซเชียลฟรี พร้อมโทรกลับพม่าในราคาประหยัด
  • แพ็กเกจเสริมพิเศษ ให้เล่นเน็ตได้เต็มสปีด และโทรฟรีทุกเครือข่ายในราคาประหยัด สำหรับ 6 จังหวัดที่โฟกัสเป็นพิเศษในภาคใต้ ได้แก่ สงขลา, นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา, สตูล และระนอง
  • จัดเต็มกับสิทธิพิเศษแบบ 360 องศาจากร้านอาหาร เครื่องดื่ม และแหล่งช้อปปิ้ง ดังทั่วภาคใต้มากกว่า 300 ร้าน ที่ เอไอเอส คัดสรรมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนปักษ์ใต้ พร้อมกิจกรรมมื้อนี้ฟิน วันนี้ฟรี ทั่วภาคใต้ ซึ่งมียอดลูกค้าใช้สิทธิ์กว่า 150,000 เลขหมายต่อปี

“วันนี้ภาคใต้มีศักยภาพการเติบโตที่โดดเด่น และเป็นกำลังสำคัญที่จะผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโต ด้วยทำเลที่ตั้งอันโดดเด่นและเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของภาคใต้ และยังเป็นประตูผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ พร้อมได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลาเพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย จึงยังมีโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกมหาศาลรออยู่ ดังนั้น การที่สงขลาได้รับการสนับสนุนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมศักยภาพทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นพื้นที่ทดลอง ทดสอบ เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง 5G ทั้งหมดนี้ จะทำให้จังหวัดสงขลาและภาคใต้ เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและแข็งแกร่งอย่างแน่นอน” นายปรัธนา กล่าวทิ้งท้าย

Microsoft เปิดตัว SMS Organizer ทำให้เรื่องจัดการข้อความ บน Android ง่ายขึ้น

Microsoft เปิดตัวแอปฯ ซึ่งมีชื่อว่า SMS Organizer  มันเป็นแอปฯ​ ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานแทนแอปฯ SMS แบบเดิมบน Android โดยมันสามารถแบ่งและจัดเรียง จัดเก็บรายการ แจ้งเตือน SMS ต่างๆ สำรองข้อมูลก็ได้ ใช้ได้ง่ายและสะดวกกว่าที่เคย แถมยังมีเทคโนโลยี AI จาก Machine Learning ในการคัดแยก SMS ลงในโฟลเดอร์ต่างๆ บล็อก Spam ได้ด้วยตัวมันเอง (ไม่ต้องปวดหัวกับการแยก SMS ที่สำคัญๆ กับ SMS ขยะ อีกต่อไป)

Microsoft เปิดตัว SMS Organizer ทำให้เรื่องจัดการข้อความ บน Android ง่ายขึ้น

แอปฯ SMS Organizer นี้พัฒนามาจากส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ Microsoft Garage Incubator (สตาร์ทอัพของทาง Microsoft) และในตอนแรกผู้พัฒนานั้นสร้างมาเพื่อเจาะกลุ่มผู้ใช้งานในประเทศอินเดีย แต่ในตอนนี้ก็ได้แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ทั้ง อเมริกา, อังกฤษ และ ออสเตรเลีย (อีกสักพักน่าจะเข้าไทย)

ซึ่งพักนี้ทาง Microsoft ได้มุ่งเป้าหมายไปยังการพัฒนาแอปฯ ต่างๆ ลงแพลตฟอร์มอื่นๆ ทั้ง Android และ iOS กว่าที่เคย (นอกเหนือจากบน Windows) ก็เป็นเรื่องดีที่ทางผู้พัฒนาค่ายใหญ่ๆ นั้นหันมาสนใจการสร้างแอปฯ ที่มีประโยชน์ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานกลุ่มต่างๆ ทั้งด้านการทำงานและใช้งานในชีวิตประจำวัน ทำให้มีทางเลือกในการใช้ได้มากขึ้นอีกด้วยนะ
ที่มา : www.zdnet.com , www.theverge.com

Huawei เตรียมเปิดตัว Map Kit คู่แข่งใหม่ Google Maps ตุลาคมนี้

Apple มีแอปฯ แผนที่เป็นของตัวเองในชื่อ ‘Maps’ ทาง Microsoft ก็มี ‘Bing Maps’ แต่อย่างไรก็ตาม Google Maps ก็น่าจะเป็นแอปฯ แผนที่นำทางที่นิยมมากที่สุด แต่ล่าสุดทาง Huawei ก็มีแผนจะเปิดตัวบริการแอปฯ แผนที่นำทางของทางค่ายเองในเดือนตุลาคมนี้ ด้วยชื่อ ‘Map Kit’

โดย Map Kit เป็นหนึ่งในบริการ Huawei Mobile Services (HMS) ที่ทางแบรนด์ได้เปิดตัวไปภายในงาน Huawei Developer Conference 2019 ซึ่งบริการอื่นๆ ในหมวดนี้ ก็ประกอบไปด้วย Site Kit, Location Kit, Drive Kit และ Scan Kit

ถึงแม้จะบอกว่าเป็นคู่แข่งกับ Google Maps แต่เหมือนว่าบริการ Map Kit นี้จะไม่ได้มีให้ผู้บริโภคได้ใช้กันโดยตรง แต่บริการนี้ ถูกออกแบบให้นักพัฒนาสามารถนำไปใช้พัฒนาแอปฯ โดยการใช้เครื่องมือของตัวบริการที่เกี่ยวข้องกับแผนที่ได้

โดยบริการ Map Kit นี้ ทางหัวเว่ยได้พัฒนาร่วมกับ Yandex บริษัทอินเทอร์เน็ตของทางรัสเซียและเว็บไซต์ท่องเที่ยวของสหรัฐฯ ที่ชื่อว่า Booking Holdings โดยตัว Map Kit สามารถเชื่อมต่อกับบริการแผนที่ท้องถิ่นต่างๆ ที่รองรับกว่า 40 ภาษา ครอบคลุมกว่า 150 ประเทศ และนอกจากการเข้าถึงแผนที่ในแต่ละประเทศแล้ว Map Kit ยังสามารถเข้าถึงการจราจรแบบเรียลไทม์ได้ มีระบบนำทางที่สามารถตรวจจับรถเปลี่ยนเลนได้ รวมทั้งยังรองรับเทคโนโลยี AR อีกด้วย

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่ หาก Huawei คิดที่จะพัฒนาแอปฯ แผนที่ เป็นของตัวเอง เพราะหากเหตุการณ์ระหว่าง Huawei กับสหรัฐอเมริกาดำเนินต่อไป ก็จะทำให้สมาร์ทโฟนหัวเว่ยไม่สามารถใช้งาน Google Maps ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการของบริษัทฯ ในสหรัฐฯ ได้ และการพัฒนาบริการแผนที่นี้ ก็เป็นการขยายฐานโทรคมนาคมของทางหัวเว่ยให้กว้างไกลไปยังหลายประเทศมากขึ้นอีกด้วย
ที่มา : www.gizmochina.com

งานเข้า! MacBook Pro 2015 หากไม่เปลี่ยนแบตเตอรี่ขึ้นเครื่องบินไม่ได้

มีเพื่อนๆ คนไหนใช้ MacBook Pro 2015 หรือเปล่า? ถ้าใช่ล่ะก็ ควรรีบเปลี่ยนแบตฯ ให้เร็วเลยถ้ายังไม่ได้เปลี่ยน แล้วจำเป็นต้องเดินทางข้ามประเทศโดยเครื่องบินก็ควรเก็บไว้ที่บ้านก่อน เพราะตอนนี้ทางสนามบินในหลายๆ ประเทศเริ่มแบนไม่ให้นำ MacBook รุ่นดังกล่าวขึ้นเครื่องบินแล้วนั่นเอง (ปัญหาคล้ายๆ Note 7 ตอนที่เกิดไฟไหม้จนขึ้นเครื่องบินไม่ได้)

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration – FAA) ได้ทำการแบน MacBook Pro 2015 ที่ทาง Apple เรียกคืนปัญหาเรื่องแบตฯ เสี่ยงต่อการร้อนจนเกิดเพลิงไหม้ (Overheat) โดยรุ่นดังกล่าวเป็นรุ่นที่วางจำหน่ายระหว่างเดือนกันยายน 2015 – กุมภาพันธ์ 2017

ขณะนี้ทางสายการบินหลักๆ ใน US ก็ได้ดำเนินการห้ามไม่ให้ MacBook รุ่นดังกล่าวขึ้นเครื่อง รวมทั้งสายการบินอื่นๆ และเครือข่ายขนส่งสินค้า TUI Group Airlines ในอีกหลายๆ ประเทศก็เริ่มบังคับใช้ด้วยเช่นกัน หากผู้ใช้งานจะนำเครื่องรุ่นที่มีปัญหาขึ้นเครื่องบินได้จะต้องทำการเปลี่ยนแบตฯ เสียก่อนถึงจะนำขึ้นเครื่องได้ตามปกติ


แล้วจะเช็คได้ยังไง ?

ทาง Apple ได้เปิดโครงการเปลี่ยนแบตฯ ฟรี สำหรับรุ่นที่มีปัญหาเรื่องแบตฯ ที่เสี่ยงระเบิดและเพลิงลุกไหม้ โดยเพื่อนๆ สามารถเช็ค Serial ของรุ่นที่ตัวเองใช้งานได้ที่ลิงก์นี้ https://support.apple.com/15-inch-macbook-pro-battery-recall

หากเครื่องของเราที่ใช้งานเข้าข่ายเครื่องที่อาจจะมีปัญหา เมื่อเช็ค Serial แล้วเครื่องจะโชว์ภาพดังนี้

งานเข้า! MacBook Pro 2015 หากไม่เปลี่ยนแบตเตอรี่ขึ้นเครื่องบินไม่ได้

ทางผู้เขียนก็ใช้ MacBook Pro Mid 2015 เป็นรุ่นที่มีปัญหาตามข่าว พอเช็คดูขึ้นว่ามีสิทธิ์เข้ารับการเปลี่ยนแบตฯ ผู้เขียนก็เลยนำเครื่องไปที่ศูนย์ Apple และพนักงานก็ได้ทำการเปลี่ยนแบตฯ ใหม่ให้ฟรี เป็นที่เรียบร้อย!

ส่วนเพื่อนๆ คนไหนที่เช็คแล้วเป็นรุ่นที่มีสิทธิ์เปลี่ยน (เครื่องที่อาจจะเกิดปัญหา) ตามนี้ก็สามารถนำไปเปลี่ยนแบตฯ ได้กับทางศูนย์ Apple Authorized Service Provider ใกล้บ้านได้เลยครับ ในระหว่างนี้ก็อย่าพึ่งใช้จะดีที่สุด จนกว่าจะได้เปลี่ยน
ที่มา : www.macrumors.com , www.laptopmag.com

อย่าเพิ่งอัปเดต Google Play Services เวอร์ชั่นล่าสุด ดูดแบตไวมาก

ช่วงนี้ใครอัปเดตแอปฯ บนแอนดรอยด์ไป แล้วแบตฯ ไวหมดกว่าเดิม สันนิษฐานได้เลยว่าไม่ใช่แบตฯ เสื่อม แต่สาเหตุมาจากแอปฯ Google Play Services เวอร์ชั่น 18.3.82 แน่ๆ ที่กินแบตฯ มือถือเราไปขนาดนั้น

มีผู้ใช้หลายคน ได้โพสต์รูปหน้า Battery Usage บนมือถือเพื่อมายืนยันถึงสาเหตุนี้ ให้กับทาง Android Police บนทวิตเตอร์ เผยให้เห็นว่าแบตฯ ถูกใช้งานมากขึ้น และสาเหตุก็เป็นเพราะแอปฯ Google Play Services ที่ทำงานใน Background กินแบตฯ ไปมากกว่า 15% ของการใช้งานแอปฯ ทั้งหมด (ตามปกติแล้ว แอปฯ กินแบตฯ ไม่มากขนาดนี้ มือถือผู้เขียนใช้ไป 5.9% เท่านั้น)

โดยข้อผิดพลาดของ Google Play Services เวอร์ชั่นใหม่นี้ จะรันฟังก์ชั่นหลายๆ อย่างในเบื้องหลังของระบบ ไม่ว่าจะเป็นแจ้งเตือน ฟังก์ชั่น GPS และอีกหลายๆ อย่าง ทำให้แบตเตอรี่ถูกใช้งานอย่างรวดเร็ว

สำหรับการตรวจสอบ เราสามารถไปเช็คเวอร์ชั่นของแอปฯ Google Play Services ในเมนู ‘ตั้งค่า > แอปพลิเคชั่น’ ได้ (มือถือแต่ละรุ่นจะมีรูปแบบชื่อเมนูที่แตกต่างกัน) หรือจะเข้าไปดูในหน้า ‘การใช้งานแบตเตอรี่’ ว่า Google Play Services กำลังดูดแบตเตอรี่เราอยู่หรือไม่? ก็ได้เช่นกัน

ซึ่งหากเช็คแล้ว ใครที่ได้รับผลกระทบจากแอปฯ Google Play Services เวอร์ชั่น 18.3.82 นี้ มีวิธีการแก้ไขอยู่ 2 อย่างด้วยกัน ดังนี้

  1. ลงทะเบียนเป็น Beta Tester ของแอป Google Play Services เพื่อที่จะได้อัปเดตเวอร์ชั่นใหม่ของแอปฯ โดยเร็ว
    (ลงทะเบียนได้ผ่านลิ้ง : https://play.google.com/apps/testing/com.google.android.gms)
  2. ลงแอปฯ เวอร์ชั่นก่อนหน้าผ่านไฟล์ .apk และปิดการใช้งาน Background Data ของแอปฯ ในการตั้งค่า เพื่อป้องกันการอัปเดตชั่วคราว

แต่ถ้ารู้สึกว่ายุ่งยาก ก็อาจจะทนใช้ไปก่อน แล้วรอให้ Google อัปเดตแอปฯ เวอร์ชั่นใหม่ให้เร็วที่สุดก็ได้เหมือนกันครับ
ที่มา : www.androidpolice.com , lifehacker.com


Apple ขยายเงินรางวัลโครงการ ‘ล่าบัคแลกค่าหัว’ สูงสุด 30 ล้านบาท

ค่ายผลไม้ (Apple) ประกาศขยายเงินรางวัลในโครงการ Bug Bounty (ล่าบัคแลกค่าหัว) ในงาน Black Hat Conference พร้อมกับจ่ายค่าตอบแทนให้กับนักวิจัยด้านความปลอดภัย (White Hacker) ที่ค้นพบบัคหรือโหว่ในระบบฯ macOS บนเครื่อง iMac, MacBook ทุกรุ่น รวมไปถึง Apple Watch, Apple TV และบริการ iCloud

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ค่ายผลไม้ (Apple) เปิดโครงการ Bug Bounty พวกเขาเคยเปิดมันมาก่อนหน้านี้แล้วเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนกับระบบฯ iOS และสำหรับในครั้งนี้เป็นการขยายเงินรางวัลให้ครอบคลุมอุปกรณ์และบริการของ Apple ให้มากขึ้น 

โดยเงินรางวัลที่จ่ายในโครงการนี้สูงสุดถึง $1,000,000 (ประมาณ 30 ล้านบาท) สำหรับการค้นพบบัคหรือช่องโหว่ระดับ Zero-Click (ร้ายแรงมากๆ) หรือการโจมตีระดับ Kernel (แกนกลางของระบบปฏิบัติการ) บนระบบฯ iOS ส่วนการค้นพบบน iCloud, iOS, tvOS, iPadOS, watchOS และ macOS ในระดับทั่วไปๆ จะมีเงินรางวัลสูงสุดอยู่ที่ $200,000 (ประมาณ 6 ล้านบาท)

ซึ่งการจ่ายเงินตอบแทนให้กับนักวิจัยด้านความปลอดภัย เป็นเรื่องที่บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ทำกันทั่วไป จะเป็น Google, Twitter, Microsoft, Amazon ฯลฯ ก็มีโครงการ Bug Bounty ทั้งหมด ประโยชน์คือช่วยอุดช่องโหว่ และป้องกันการนำช่องโหว่ไปขายในตลาดมืด
ที่มา : www.theverge.com