Lenovo เปิดตัว 5 ไลน์ผลิตภัณฑ์เกมมิ่ง Legion ใหม่ในประเทศไทย

Lenovo เปิดจำหน่าย 5 ผลิตภัณฑ์เกมมิ่งใหม่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่ตอบโจทย์ทั้งการเล่นเกมแบบฮาร์ดคอร์ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นไปจนถึงระดับโปร และยังมีดีไซน์หรือการใช้งานที่เหมาะกับการใช้งานทั่วไปอีกด้วย ประกอบไปดัวย 3 เกมมิ่งแล็ปท็อปที่ตอบโจทย์เกมเมอร์ 3 ไลฟ์สไตล์, 1 เกมมิ่งเดสก์ท็อป และ 1 จอมอนิเตอร์เกมมิ่งที่โค้งและกว้างเป็นพิเศษ ซึ่งแต่ละรุ่นมีราคาการจำหน่าย ดังนี้

  • Legion Y540 จอ 15 นิ้ว เริ่มต้น 28,990 บาท (17 นิ้ว เริ่มต้น 32,090 บาท)
  • Legion Y7000 SE เริ่มต้น 36,990 บาท
  • IdeaPad L340 Gaming จอ 15 นิ้ว เริ่มต้น 23,990 บาท (17 นิ้ว เริ่มต้น 27,660 บาท)
  • IdeaCentre T540 Gaming เริ่มต้น 25,990 บาท
  • Legion Y44w ราคา 37,900 บาท

 Lenovo Legion Y540

Lenovo เปิดตัว 5 ไลน์ผลิตภัณฑ์เกมมิ่ง Legion ใหม่ในประเทศไทย

Lenovo Legion Y540 เกมมิ่งแล็ปท็อปขนาดหน้าจอ 15 และ 17 นิ้ว ในราคาจับต้องได้ มาพร้อมกับชิปกราฟิก GeForce® RTX 2060 และหน่วยประมวลผล 9th Gen Intel Core i7 โดดเด่นด้วยดีไซน์เกมมิ่งที่เรียบง่าย ตัวเครื่องมีสีดำ Raven Black ไฟคีย์บอร์ดสีขาว น้ำหนัก 2.3 กิโลกรัม สามารถพกพามาใช้งานได้ทั้งเล่นเกมและใช้ทำงานได้อย่างไม่เคอะเขิน

แล็ปท็อปมาพร้อมระบบระบายความร้อน Lenovo Legion Coldfront ที่ปล่อยความร้อนออกจากด้านข้างตัวเครื่อง ไม่ให้ความร้อนค้างอยู่ในตัวเครื่อง เป็นเหตุให้เครื่องมีประสิทธิภาพการทำงานลดลงและส่งผลให้เครื่องแฮงค์ง่าย มีแบตเตอรี่ใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 6 ชั่วโมง


Legion Y7000 SE

Lenovo เปิดตัว 5 ไลน์ผลิตภัณฑ์เกมมิ่ง Legion ใหม่ในประเทศไทย


(ภาพจากข่าวประชาสัมพันธ์)

Lenovo Legion Y7000 SE แล็ปท็อปเกมมิ่งดีไซน์โดดเด่นเต็มรูปแบบเกมเมอร์ ที่ด้านหลังตัวเครื่องมีโลโก้ตัว Y สีแดงที่เด่นเป็นสง่า รับด้วยคีย์บอร์ดสีแดงที่ช่วยขับเคลื่อนตัวตนความเป็นฮาร์ดคอร์เกมเมอร์ได้เป็นอย่างดี

ตัวเครื่องมาพร้อมกับชิปประมวลผล 9th Gen Intel Core i7 พร้อมกับชิปกราฟิกที่สามารถเลือกได้ระหว่าง NVIDIA GeForce® RTX 2060 GPU, GTX 1660 Ti หรือ 1650 GPUs

นอกจากนี้ จอ 15 นิ้วความละเอียด Full HD ยังมาพร้อมกับความละเอียดมากกว่า 2 ล้านพิกเซล มีอัตรารีเฟรชหน้าจอ 144Hz ความสว่าง 300 nits หน้าจอแบบ IPS anti-glare ป้องกันแสงสะท้อน ให้ประสบการณ์การเล่นเกมได้เป็นอย่างดี


Lenovo IdeaPad L340 Gaming

Lenovo เปิดตัว 5 ไลน์ผลิตภัณฑ์เกมมิ่ง Legion ใหม่ในประเทศไทย

Lenovo IdeaPad L340 Gaming เกมมิ่งแล็ปท็อปอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและการเล่นเกมสำหรับมือใหม่ คีย์บอร์ดไฟสีฟ้าที่ดูโดดเด่น แฝงด้วยความเรียบง่าย พร้อมใช้งานในชีวิตประจำวัน ในราคาสบายกระเป๋า

หน้าจอมีให้เลือกใช้งานขนาด 15 นิ้วหรือ 17 นิ้ว มาพร้อมชิปประมวลผล 9th Gen Intel Core i7 ชิปกราฟิก NVIDIA GeForce® GTX 1650 และระบบเสียง Dolby Audio™ มีการสลับโหมดระหว่าง Quick Mode ในการเล่นเกมกับ Quiet Mode สำหรับทำงานได้


Lenovo IdeaCentre T540 Gaming

Lenovo เปิดตัว 5 ไลน์ผลิตภัณฑ์เกมมิ่ง Legion ใหม่ในประเทศไทย

Lenovo IdeaCentre T540 Gaming เดสก์ท็อปทาวเวอร์ที่ประสานการใช้งานระหว่างการเล่นเกมและการใช้งานทั่วไปเข้าด้วยกัน ในขนาดกะทัดรัดและมีช่องพอร์ตให้ใช้งานมากมาย

IdeaCentre T540 มาพร้อมขุมพลัง Intel® Core ชิปกราฟิก Geforce® GTX 1660 Ti พร้อม HDD ความจุ 2TB กับ SSD ขนาด 1TB หน่วยความจำ Intel Optane 16GB มีพอร์ต USB 3.1 ให้ 4 พอร์ต, พอร์ต USB 2.0 ให้ 4 พอร์ต ช่องต่อ HDMI และช่องอ่านการ์ดที่อ่านการ์ดได้ 7 ชนิดในช่องเดียว ทั้งหมดนี้ในความจุขนาด 15 ลิตรเท่านั้น


Lenovo Legion Y44w

Lenovo เปิดตัว 5 ไลน์ผลิตภัณฑ์เกมมิ่ง Legion ใหม่ในประเทศไทย

Lenovo Legion Y44w จอมอนิเตอร์โค้งมุมมองกว้างพิเศษขนาด 43.4 นิ้ว ความละเอียด 3840×1200 ความสว่างสูงสุด 450nits รองรับอัตราการรีเฟรชได้สูงถึง 144Hz และรองรับเทคโนโลยีทั้ง DisplayHDR 400 รองรับโดย VESA® และ AMD Radeon FreeSync 2

จอแสดงผล Legion Y44w สามารถเชื่อมต่อและโอนถ่ายข้อมูล ไฟล์เสียง และอื่นๆได้พร้อมกันถึง 2 อุปกรณ์ ผ่านพอร์ต USB 3.1 Type-C Gen 2 และ Gen 1 และแสดงข้อมูลจากอุปกรณ์เชื่อมต่อทั้งสองได้บนหน้าจอเดียวอีกด้วย มีฟังก์ชั่น picture-by-picture (PBP), picture-in-picture (PIP) และ KMV switch สำหรับสลับใช้งานหน้าจอได้สะดวกมากขึ้นอีกด้วย

Huawei Mate X2 สมาร์ทโฟนจอพับรุ่นถัดไป อัพเกรดดีไซน์จาก Galaxy Fold

Huawei Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้ของทางหัวเว่ย ยังคงถูกเลื่อนการเปิดจำหน่ายในตลาด เนื่องจากการทดสอบความคงทนของหน้าจอพับอยู่ แต่ไม่ทันไร กลับมีสิทธิบัตรของสมาร์ทโฟนจอพับรุ่นต่อไปจากแบรนด์นี้ (ขอใช้ชื่อว่า Mate X2) หลุดออกมาให้เห็นกันอีก

Huawei Mate X2 สมาร์ทโฟนจอพับรุ่นถัดไป อัพเกรดดีไซน์จาก Galaxy Fold

โดยก่อนหน้านี้ Huawei Mate X จะเป็นดีไซน์แบบหน้าจอเดียว ที่เมื่อพับอุปกรณ์ หน้าจอจะถูกแบ่งเป็นด้านหน้าและด้านหลัง แต่ในสิทธิบัตรใหม่นี้ ทางหัวเว่ยจะใช้ดีไซน์เดียวกับโมเดลของ Galaxy Fold ที่แบ่งหน้าจอออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ จอใหญ่ที่เมื่อพับจะถูกเก็บไว้ด้านใน และใช้งานจอที่สองที่อยู่ด้านนอกแทน แต่จะมีการปรับดีไซน์ให้ลงตัวมากขึ้น ตั้งแต่จอด้านหน้าที่ถูกขยายให้ชิดขอบ ไม่ได้มีขนาดเล็กๆ เหมือน Galaxy Fold รวมทั้งกล้องก็ถูกจัดอยู่ด้านนอกของหน้าจอ ไม่กินพื้นที่ในจอเข้าไป และทำหน้าที่เป็นทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเหมือน Mate X รุ่นแรก

Huawei Mate X2 สมาร์ทโฟนจอพับรุ่นถัดไป อัพเกรดดีไซน์จาก Galaxy Fold

เมื่อดูจากข้อมูลที่ออกมาแล้ว ก็เป็นสมาร์ทโฟนที่ดูดีและกลบจุดด้อยของคู่แข่งออกไป แต่อย่าลืมว่า Huawei Mate X รุ่นแรกก็ยังไม่ออกสู่ตลาด และไม่รู้ว่ากระแสตอบรับจะเป็นอย่างไรบ้างเลย
ที่มา : bgr.com

‘ไทยรัฐออนไลน์’ จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

แบรนด์หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ไทยรัฐ จัดงาน HIT REFRESH ฉลองครบรอบ 10 ปี ของ ‘ไทยรัฐออนไลน์ (Thairath.co.th) ประกาศรีแบรนด์ปรับรูปโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ให้ทันสมัยกว่าเดิม พร้อมเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายตามช่วงอายุมากยิ่งขึ้น

'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

เป็นที่รู้กันว่าไทยรัฐเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ระดับแถวหน้าของเมืองไทย เริ่มกระโดดเข้ามาทำสื่อออนไลน์ในชื่อ ไทยรัฐออนไลน์  (Thairath.co.th) เมื่อช่วงปี 2009 จนถึงตอนนี้ก็มีอายุอานามครบ 10 ปีพอดิบพอดี โดยไทยรัฐออนไลน์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากเว็บไซต์ ไปสู่แพลตฟอร์มโซเชียลอื่นๆ ถึงตอนนี้ในส่วนของเว็บไซต์มียอดเพจวิว (Pageview) สูงถึง 2,000 ล้านเพจวิว และมีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ (Unique Visitor) ถึง 2 ล้านคนต่อวัน ถือเป็นยอด Marketshare ในตลาดถึง 30% จากทั้งหมด นอกจากนี้ไทยรัฐออนไลน์ยังเป็นเว็บไซต์ข่าวอันดับ 1 และเป็นเว็บไซต์ลำดับ 3 ของไทยอีกด้วย

'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

พร้อมกันในงานนี้ มีการประกาศเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นการรีแบรนด์ไทยรัฐออนไลน์ที่ปรับรูปโฉมให้ดูทันสมัยมากขึ้น ทั้งโลโก้ (Logo) และหน้าเว็บไซต์ (Website) พร้อมกับนำเทคโนโลยี AI และ Machine Learning มาใช้ เพื่อนำเสนอข่าวสารที่ตรงใจกับผู้อ่านมากยิ่งขึ้น

'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

นอกจากนี้แล้วยังได้เปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่ ที่มีคอนเทนต์ 2 สไตล์ ได้แก่  MIRROR และ PEEPZ ที่เหมาะกับทุกวัยตามความสนใจ 

'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม
  • MIRROR (มิเรอร์) แบรนด์ที่เป็นเพื่อนกับผู้หญิงยุคใหม่ นำเสนอคอนเทนต์ที่ช่วยให้ผู้หญิงได้ค้นพบสิ่งที่ดีที่สุด ครอบคลุมคอนเทนต์ 3 ด้านคือ Style, Beauty+ และ Life
'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม
  • PEEPZ (พีพซ์) แบรนด์วัยรุ่นที่พร้อมจะร่วมค้นหาตัวเองไปกับเพื่อนของเขา และทำทุกเรื่องไปให้สุดในทางของตัวเอง PEEPZ จับกลุ่ม Gen Z นำเสนอวิดีโอคอนเทนต์สนุกๆในรูปแบบของ Short-Form Mobile VDO โดยเนื้อหาเจาะไปที่ความสนใจของวัยรุ่น เช่น เกม, เรื่องตลก, เพลง, เต้น, ความสัมพันธ์กับเพื่อน แฟน ครอบครัว และ LGBT ที่มีการร่วมมือในการทำคอนเทนต์กับ นาดาว บางกอก, เอม ตามใจตุ๊ด และ VICE บริษัทคอนเทนต์ระดับโลก
'ไทยรัฐออนไลน์' จัดงาน HIT REFRESH เปลี่ยนโฉมโลโก้และหน้าเว็บไซต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูหน้าเว็บไซต์โฉมใหม่ของ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ที่ www.thairath.com ได้เลย

Libra สกุลเงินดิจิทัลใหม่ของ Facebook เริ่มเปิดใช้ปี 2020

ล่าสุด Facebook โซเชียลเน็ตเวิร์กยักษ์ใหญ่ของโลก ได้เผยถึง Libra สกุลเงินดิจิทัลล่าสุดบน Blog ของทางบริษัทฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระเป๋าเงินดิจิทัล Calibra ที่จะมาให้ใช้งานบนแอปฯ Messenger และ WhatsApp ในปี 2020

โดยทาง Facebook ได้บอกว่า เราจะสามารถส่งสกุลเงิน Libra นี้ ไปยังสมาร์ทโฟนได้แทบทุกเครื่องอย่างรวดเร็วและง่ายดาย สามารถใช้จ่ายได้ทั้งการซื้อกาแฟ ไปจนถึงขนส่งสาธารณะ และยังบอกอีกว่า กระเป๋าเงินดิจิทัล Calibra นี้ จะไปช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนา ที่บริการเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินยังเข้าถึงได้ยาก ให้สามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น โดยจากผลสำรวจพบว่า ผู้ใหญ่กว่าครึ่งของโลกไม่มีบัญชีธนาคารไว้ใช้งาน

ส่วนด้านความปลอดภัย Calibra ได้ใช้กระบวนการตรวจสอบยืนยันตัวตนและป้องกันการทุจริตเช่นเดียวกับกระบวนการที่ธนาคารต่างๆ รวมทั้งบัตรเครดิตใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งระบบอัตโนมัติที่คอยติดตามพฤติกรรมที่อาจเป็นการหลอกลวง มีระบบคืนเงินเมื่อบัญชีถูกโกง และมีความช่วยเหลือเมื่อทำสมาร์ทโฟนหาย หรือลืมรหัสผ่านอีกด้วย

ส่วนการดำเนินงานนั้น Calibra จะบริหารแยกกับทาง Facebook อย่างชัดเจน ไม่แชร์ข้อมูลบัญชีหรือข้อมูลทางการเงินกับทาง Facebook หรือบริษัทอื่นๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้

ถึงแม้ว่าจะมีประกาศว่าจะเปิดใช้ในปี 2020 แต่ก็ยังไม่มีวันที่ระบุแน่ชัด ซึ่งทาง Facebook จะแจ้งเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้
ที่มา : www.techradar.com , newsroom.fb.com

Advice จับมือ PUBG และ Intel ส่งเซ็ตคอมใหม่ลงตลาดด้วยลวดลายฉบับ PUBG พร้อมจัดสเปคแบบเต็มสูบ

Advice ได้เปิดตัวชุดเกมมิ่งพีซีใหม่เอาใจแฟนเกมส์ PlayerUnknown’s Battlegrounds (PUBG) ที่มาพร้อมลวดลายแบบพิเศษพร้อมจัดสเปคให้พร้อมสำหรับการเล่นเกมส์โดยเฉพาะถึง 3 รุ่น 3 ลายด้วยกัน ได้แก่ Alpha SetDelta Set และ Omega Set และเมื่อผู้เล่นสั่งซื้อเซ็ตใดเซ็ตหนึ่งใน 3 เซ็ตดังกล่าว จะได้รับของสมนาคุณฟรี! ได้แก่

  • PUBG Steam Key จำนวน 1 คีย์ (สำหรับ Activate เกม PUBG บน Steam) มูลค่า 559 บาท
  • ไอเท็มเกมส์ PUBG LITE ได้แก่ Neon Punk Parachute และ Neo Punk Mask (Blue) แบบถาวร มูลค่า 1,060 บาท
  • เสื้อและหมวก ลาย PUBG ตามรุ่นเคส (เลือกรุ่นเคสลายไหนได้เสื้อลายนั้น)
     
Advice จับมือ PUBG และ Intel ส่งเซ็ตคอมใหม่ลงตลาดด้วยลวดลายฉบับ PUBG พร้อมจัดสเปคแบบเต็มสูบ
Advice จับมือ PUBG และ Intel ส่งเซ็ตคอมใหม่ลงตลาดด้วยลวดลายฉบับ PUBG พร้อมจัดสเปคแบบเต็มสูบ
Advice จับมือ PUBG และ Intel ส่งเซ็ตคอมใหม่ลงตลาดด้วยลวดลายฉบับ PUBG พร้อมจัดสเปคแบบเต็มสูบ


สำหรับการออกแบบลวดลายของเคสนั้นได้รับแรงบันดาลใจซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเกม PUBG มีให้เลือก 3 ลาย ได้แก่ ลายพราง Camo, ลายโลโก้สัญลักษณ์ชัยชนะสีทอง Gold และลายรถออฟโรด Buggyมีรายละเอียดสเปคและราคาของแต่ละรุ่นดังต่อไปนี้
 

SpecAlpha SetDelta SetOmega Set
ProcessorIntel® Core™i5-9400F ProcessorIntel® Core™i5-9400F ProcessorIntel® Core™ i7-8700 Processor
MotherboardMSI H310M PRO VD PLUSMSI B360 GAMING PLUSMSI Z390 A Pro
VGAMSI ARMOR RX 570/4GBMSI Gaming GTX1660TI/6GBMSI Gaming Z RTX2060/6GB         
RamTEAM Vulcan  Red /
1570 DDR4(2400) 8GB
TEAM Vulcan Red DDR4(2400) 16GBTEAM Vulcan Red DDR4(2400) 16GB
HHD  Seagate Barracuda 1 TB SATA-III
SSDSeagate Barracuda 250.GBSeagate Barracuda 250.GBSeagate Barracuda M.2 PCIe 256.GB
PSUSeasonic S12II 520w.Seasonic M12II (750W.) Evo EditionSeasonic M12II (750W.) Evo Edition
ราคา (บาท)18,90029,900           40,990


และเมื่อซื้อคอมเซ็ต Alpha Set, Delta Set หรือ Omega Set พร้อมเคส PUBG ลายใดก็ได้ รับทันทีการรับประกันคอมเซ็ตทั้งหมดทุกชิ้น ระยะเวลา 3 ปีเต็ม และรับสิทธิพิเศษโปรโมชั่นบัตรเครดิต ผ่อน 0% นาน 6 เดือน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การจัดจำหน่าย หรือสั่งซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ออนไลน์ได้ที่ www.advice.co.th

Microsoft จะนำปุ่ม Office มาใช้แทนปุ่ม Menu บนคีย์บอร์ดที่ไม่ค่อยมีใครใช้

รู้จักปุ่มเมนู (Menu key) บนคีย์บอร์ดมั้ย? หลายคนอาจต้องคิดนิดนึงก่อนได้คำตอบ บางคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบนคีย์บอร์ดมีปุ่มที่เรียกว่า ‘ปุ่มเมนู’ อยู่ด้วย ซึ่งที่อยู่ของปุ่มเมนูนั้น จะอยู่บริเวณด้านขวาของปุ่ม Space bar ข้างๆ ปุ่ม Alt และ Ctrl นั่นเอง

ส่วนสาเหตุที่หลายๆ คนไม่คุ้นเคยกับปุ่มนี้ ก็เป็นเพราะ ปุ่มเมนู เป็นปุ่มที่แทบจะไม่มีใครได้กดใช้เลยนั่นเอง (อย่างผู้เขียนได้กดใช้ ก็ตอนที่ปุ่มคลิกขวาของเม้าส์ใช้งานไม่ได้เท่านั้นเอง) ซึ่งทาง Microsoft ก็ต้องการที่จะเปลี่ยนปุ่มเมนูนี้ ให้กลายเป็นปุ่ม ‘Office key’ แทน

โดยข้อมูลนี้ ถูกเผยแพร่โดยทวิตเตอร์ WalkingCat ที่โพสต์ถึงแบบสอบถามเป็นการภายในของทาง Microsoft ที่ว่าด้วยเรื่องการใช้งานปุ่ม Office Key บน Windows 10 เวอร์ชั่น 1903 ที่อัปเดตไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 ที่ผ่านมา

View image on Twitter
View image on Twitter

See WalkingCat’s other Tweets

โดยแบบสอบถามได้มีคำถามเกี่ยวกับ ผู้ตอบแบบสอบถามว่า ได้เคยใช้ปุ่มคีย์ ‘Office’ ไปหรือยัง? ได้ใช้ร่วมกับคีย์ลัดต่างๆ มั้ย? อยากให้ทาง Microsoft ปรับปรุงการใช้งานปุ่มนี้อย่างไรบ้าง? และอยากให้มีปุ่มดังกล่าวบนแล็ปท็อปมั้ย?

จริงอยู่ที่ว่า ‘ปุ่มเมนู’ เป็นปุ่มที่มีคนใช้งานน้อยมาก และผู้ผลิตคีย์บอร์ดหลายๆ ที่ ก็ได้เปลี่ยนปุ่มดังกล่าวไปเป็นปุ่มฟังก์ชั่นอื่นๆ ของทางผู้ผลิตเอง การที่ทาง Microsoft ต้องการทำให้ปุ่มดังกล่าวกลายเป็นปุ่มที่มีการใช้งานมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ดีอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ปุ่ม Office จะกลายเป็นปุ่มที่ถูกใช้งานบนซอฟต์แวร์ในกลุ่ม Office เท่านั้น สำหรับผู้ที่ใช้งานกลุ่มโปรแกรม Office อยู่แล้ว ก็คงจะเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้งานโปรแกรม Office เลย ปุ่มดังกล่าวก็จะกลายเป็นปุ่มที่มีการใช้งานน้อยกว่าปุ่มเมนูไปอีก

สุดท้ายก็ต้องมาดูกันต่อว่า Microsoft จะนำปุ่มนี้มาใช้งานจริงๆ หรือไม่? แล้วจะมีการปรับเปลี่ยนการใช้งานอะไรที่หลากหลายขึ้นอีกมั้ย?
ที่มา : www.techradar.com

Huawei กำลังทดสอบ EMUI 10 บนระบบปฏิบัติการ Android Q

ทาง Huawei ได้คอนเฟิร์มว่า Android Q ระบบปฏิบัติการใหม่ของ Google จะมีให้อัปเดตใช้งานบนสมาร์ทโฟน Huawei ทั้งซีรีย์ Mate 20, ซีรีย์ P30, Honor 20 และ Honor Magic 2 แต่ด้วยประเด็นปัญหาระหว่างทางแบรนด์กับสหรัฐอเมริกา จึงทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ และล่าสุดก็มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า Huawei กำลังทดสอบระบบปฏิบัติการใหม่อย่าง EMUI 10 บน Android Q แล้ว

โดยทวิตเตอร์ FunkyHuawei ก่อนหน้านี้ ได้ให้ข้อมูลว่า Huawei กำลังทดสอบ EMUI ใหม่บนระบบปฏิบัติการ Android Q ได้ออกมาแชร์หน้าตาของระบบปฏิบัติการใหม่ EMUI 10 ให้ได้เห็นกัน ซึ่งในบางส่วนของหน้าตา UI ได้มี Dark Mode ซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่บน Android Q อีกด้วย

ฟีเจอร์ Dark Mode ที่ปรากฏบน EMUI 10 ก็ได้แก่ ช่องวิดเจ็ต Google Search บนหน้าโฮมสกรีน และหน้าตั้งค่าที่เป็นธีมสีดำทั้งหน้า

Huawei กำลังทดสอบ EMUI 10 บนระบบปฏิบัติการ Android Q
Huawei กำลังทดสอบ EMUI 10 บนระบบปฏิบัติการ Android Q
Huawei กำลังทดสอบ EMUI 10 บนระบบปฏิบัติการ Android Q

ส่วนหน้า UI อื่นๆ ส่วนใหญ่ก็จะไม่ต่างจาก EMUI 9.1 เวอร์ชั่นปัจจุบันมากนัก จะมีก็เพียงแค่ UI ของแอปฯ กล้องที่มีเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง

เท่ากับว่าระบบปฏิบัติการ Android Q ของทาง Google นั้น น่าจะมาให้ชาว Huawei ได้ใช้กันในเร็วๆ นี้แน่ๆ แต่สุดท้ายแล้วการต่อเวลา 3 เดือนจะมีบทสรุปแบบไหน Huawei จะยังได้ใช้ระบบปฏิบัติการ Android อยู่ หรือเปลี่ยนไปใช้ OS ใหม่แล้ว ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป
ที่มา : 9to5google.com , 9to5google.com , www.gizchina.com

ฟอร์ติเน็ตเปิดตัว FortiOS 6.2 ขยายแพลตฟอร์มซีเคียวริตี้แฟบริคด้านความปลอดภัย

ฟอร์ติเน็ต (Fortinet® NASDAQ: FTNT) ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบบูรณาการและอัตโนมัติประกาศเปิดตัวระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุด FortiOS 6.2 ในงาน Accelerate 19 ซึ่งเป็นงานประชุมลูกค้าและคู่ค้าระดับโลกจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่ฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งระบบปฏิบัติการ FortiOS 6.2 ช่วยพัฒนาวิวัฒนาการของซีเคียวริตี้แฟบริคทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่กว่า 300 รายการจากผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นของฟอร์ติเน็ต สานต่อวิสัยทัศน์ของฟอร์ติเน็ตในยุคของ Security-driven network ที่ใช้ระบบความปลอดภัยเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเครือข่าย ตอบสนองความต้องการของเครือข่ายส่วนเอจ (Edge) ยุคใหม่และสภาพแวดล้อมแบบคลาวด์ในการเปลี่ยนสู่องค์กรดิจิทัล

นายเคน ซี ผู้ก่อตั้ง ประธานคณะกรรมการและซีอีโอแห่งฟอร์ติเน็ตได้กล่าวว่า “การปฏิรูประบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่องทำให้เครือข่ายส่วนเอจ – ไม่ใช่แค่คลาวด์ – มีความสำคัญมากขึ้นสำหรับการดำเนินธุรกิจ ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการรักษาความปลอดภัยให้กับพื้นผิวที่ล่อแหลมต่อการถูกโจมตีทางดิจิทัลที่ขยายพื้นที่มากขึ้นอันเป็นผลเนื่องมาจากการขยายตัวของการใช้อุปกรณ์ในส่วนเอจอย่างรวดเร็ว  และเนื่องจากความสำเร็จของธุรกิจนั้นในปัจจุบันวัดกันด้วยความเร็วเป็นหน่วยไมโครวินาที องค์กรจึงไม่สามารถแลกประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วของเครือข่ายกับการป้องกันที่มองว่าอาจทำให้เกิดความล่าช้า  ซึ่งอันที่จริงแล้ว ความปลอดภัยต้องเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจที่มีความเร็วสูงนั้นในทุกหนทุกแห่ง แม้กระทั่งส่วนเอจของเครือข่าย  ในการบรรลุเป้าหมายนี้ องค์กรต้องประยุกต์ใช้วิธีการรักษาความปลอดภัยที่อยู่บนเครือข่ายผืนผ้าซีเคียวริตี้แฟบริค (Security Fabric) ให้ครอบคลุมเครือข่ายทั้งหมด ทั้งอุปกรณ์และแพลตฟอร์มความปลอดภัยที่แยกกันทำงาน จึงให้การป้องกันที่กว้างขวาง บูรณาการเป็นหนึ่งเดียว และทำงานได้อย่างอัตโนมัติแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม”

ฟอร์ติเน็ตช่วยแก้ไขความท้าทายสำคัญที่ลูกค้าเผชิญอยู่

มองเห็นพื้นผิวที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีแบบดิจิทัลได้อย่างครอบคลุม: ฟอร์ติเน็ตขยายศักยภาพการมองเห็นให้กว้างไกลขึ้น ทำให้การปรับใช้และการจัดการง่ายขึ้นทั่วทั้งแพลตฟอร์มด้านความปลอดภัย ด้วยการผนวกรวมการทำงานที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างโซลูชั่นของฟอร์ติเน็ตและของพันธมิตรกว่า 70 ราย โดยโซลูชั่นเน็กซ์เจเนอเรชั่นไฟร์วอลล์ฟอร์ติเกต (FortiGate NGFW) และโซลูชั่นซีเคียวเอสดี-แวน (FortiGate Secure SD-WAN) ที่อยู่ในตัวของฟอร์ติเกตและพอร์ตโฟลิโอขนาดใหญ่ของแพลตฟอร์มคลาวด์ได้ถูกเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ๆ มากขึ้น อาทิ ความสามารถในการทำ Intense based segmentation เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยในระบบเครือข่าย  ลูกค้าสามารถเพิ่มศักยภาพในการมองเห็นภัยคุกคามแบบใหม่ใน FortiOS 6.2 ด้วยการใช้บริการการป้องกันแบบ 360 Protection Service ของฟอร์ติเน็ตซึ่งได้รวมบริการระดับมืออาชีพอื่นๆ อยู่ด้วยแล้ว

ป้องกันและตรวจจับภัยคุกคามขั้นสูงแบบบูรณาการ: ฟอร์ติเน็ตยังคงเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ด้วยวิธีการยึดมั่นตามมาตรฐานอุตสาหกรรมล่าสุดเสมอ จัดบริการแบบเบ็ดเสร็จตามมาตรฐาน TLS 1.3 เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับทราฟฟิคทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงใช้เทคโนโลยีในการใช้อุบายเหยื่อล่อภัยใหม่ๆ (Deception-based technologies) เพื่อรับมือกับภัยที่คุกคามเข้ามาในซีเคียวริตี้แฟบริคได้อย่างราบรื่นต่อเนื่องตั้งแต่เครือข่ายส่วนกลางไปจนถึงขอบและคลาวด์  ซึ่งฟอร์ติเน็ตมีเทคโนโลยี FortiDeceptor ที่สามารถให้การป้องกันที่ดีที่สุด ให้ความปลอดภัยในการเชื่อมโยงประเภทสาย สามารถตอบสนองกับมัลแวร์และผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตที่ต้องการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในเครือข่ายได้อย่างอัตโนมัติ

ตอบสนองต่อภัยคุกคามอย่างอัตโนมัติ: ความสามารถในการผสานรวมและความสามารถด้านการทำงานอัตโนมัติขั้นสูงของซีเคียวริตี้แฟบริคช่วยให้ลูกค้าลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้วยศักยภาพการมองเห็นและการจัดการทุกโซลูชั่นที่อยู่ในซีเคียวริตี้แฟบริคบนหน้าจอเดียวกัน  นอกจากนี้ ฟอร์ติเน็ตใช้ฟังก์ชั่นการเรียนรู้ระบบแบบอัตโนมัติและแมชชีนเลิร์นนิ่ง (Automation and machine learning) ในการลดความซับซ้อนขยายขอบเขตการควบคุมและฟังก์ชั่นอัตโนมัติที่สำคัญอันที่จะช่วยให้สามารถตอบสนองภัยคุกคามได้อย่างความเร็ว  และยิ่งไปกว่านั้น ฟอร์ติเน็ตใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษย์ (AI) จากศูนย์วิจัยด้านภัยคุกคาม (FortiGuard Labs) ที่จะช่วยวิเคราะห์ เพิ่มความเร็ว และความแม่นยำในการตรวจจับภัยคุกคามและการตอบสนองอัตโนมัติได้เป็นอย่างดี

รายละเอียดเพิ่มเติม:

ซีเคียวริตี้แฟบริคของฟอร์ติเน็ต (Fortinet Security Fabric) นำเสนอโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่ครอบคลุมมากที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งมีอยู่ในหลายรูปแบบ และทำงานได้อย่างหลากหลายในแพลตฟอร์มที่กว้างที่สุด ทั้งนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติการ FortiOS 6.2 ในครั้งนี้ จึงเป็นการขยายขีดความสามารถของผู้นำในอุตสาหกรรมด้านความปลอดภัยของฟอร์ติเน็ตซึ่งตั้งอยู่บนความมุ่งมั่นสร้างเกราะป้องกันจากภัยคุกคามขั้นสูงแบบ End-to-end ในขณะที่ช่วยลดความซับซ้อนอย่างเห็นได้ชัด ในการออกแบบ ติดตั้ง จัดการและปรับปรุงสถาปัตยกรรมระบบความปลอดภัยโดยหลักๆ มีรายละเอียดดังนี้

ระบบปฏิบัติการ FortiOS 6.2 ใหม่ ที่ขยายผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นในเครือข่ายผืนผ้าซีเคียวริตี้แฟบริคของฟอร์ติเน็ต ได้แก่:

  • FortiADC (Application Delivery Controller) – ควบคุมการส่งแอปพลิเคชัน
  • FortiToken – ตรวจสอบผู้ใช้และอุปกรณ์
  • FortiCASB – เชื่อมโยงด้านความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบคลาวด์สาธารณะ
  • FortiDDoS (Distributed Denial of Service) – ป้องกันภัยคุกคามที่ก่อให้เกิดการปฏิเสธการให้บริการแบบกระจาย
  • FortiNAC (Network Access Controller) – ควบคุมการเข้าถึงเครือข่าย
  • VDOM (Virtual Domains) – โดเมนเสมือนที่สามารถทำการแยกส่วนการบริหารจัดการกับทราฟฟิค ด้วย Split-task VDOM Mode


ซีเคียวเอสดี-แวน (Secure SD-WAN)

ในปัจจุบันนี้ ความสามารถ SD-WAN ขั้นสูงของซีเคียวริตี้แฟบริคได้รวมฟังก์ชั่นและบริการ WAN ที่ยอดเยี่ยมที่สุดไว้เรียบร้อยแล้ว ความสามารถใหม่เหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานแอพพลิเคชั่นที่สำคัญทางธุรกิจโดยใช้การเชื่อมต่อที่คุ้มค่ากับสาขาขององค์กร ประโยชน์จากการใช้ซีเคียวเอสดี-แวน รวมถึง:

  • การแก้ไขลิงก์ของ WAN โดยใช้การแก้ไขข้อผิดพลาดแบบ Forward Error Correction เพื่อจัดการการเชื่อมต่อ WAN ที่มีความผันผวนสำหรับแอปพลิเคชันที่ใช้การสื่อสารแบบรวมศูนย์เบ็ดเสร็จ 
  • การวัดแบนด์วิดท์ WAN แบบออนดีมานด์ได้ตามต้องการ
  • ตัวควบคุมโอเวอร์เลย์ เพื่อจัดการปัญหาการเชื่อมต่อที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น
  • สามารถรวมแบนด์วิดท์แบบโอเวอร์เลย์ที่แชร์ร่วมกันอยู่ระหว่างการเชื่อมต่อแบบมัลติเพิ้ล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและขจัดปัญหาความล่าช้า
  • การรับรู้แอปพลิเคชันความเร็วสูงเพื่อเร่งการส่งแพ็กเก็ต เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้งานปลายทางจะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดและแอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพสูงอยู่ตลอดเวลา

การรักษาความปลอดภัยสำหรับมัลติคลาวด์

  • ในขณะนี้ อุปกรณ์เน็กซ์เจเนอเรชั่นไฟร์วอลล์ฟอร์ติเกต (FortiGate NGFW) ของฟอร์ติเน็ตใช้ผสานรวมกับซอฟต์แวร์ Kubernetes ผ่าน FortiOS 6.2 Fabric Connectors เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับคอนเทนเนอร์ด้านความปลอดภัยแบบใหม่ๆ ทั้งนี้ ความสามารถเหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าปกป้องทราฟฟิคที่รับส่งระหว่าง Data center กับ Location อื่นๆ เช่น Server ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตหรือ Data center อื่นๆ (North-South traffic) โดยกำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยตามฉลากและข้อมูลประเภท Beta-data ของคอนเทนเนอร์และทรัพยากรบนคลาวด์ได้
  • ฟอร์ติเมล (FortiMail) จะรวมเข้ากับ O365 Exchange Online ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้ข่าวกรองภัยคุกคามล่าสุดจากศูนย์วิจัย FortiGuard เพื่อป้องกันอีเมล์ที่รับส่งผ่าน O365 Exchange ได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ การรวมการทำงานนี้ไม่จำเป็นต้องมีการกำหนดตั้งค่าใหม่สำหรับเครือข่ายหรือโฟลว์การรับส่งจดหมาย แต่จะเชื่อมต่อโดยตรงกับ O365 API ได้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้องค์กรมีการป้องกันภัยคุกคามขั้นสูงเพื่อให้มั่นใจว่าอีเมล์ของพวกเขาจะปลอดภัยดี
  • ฟอร์ติเกต –วีเอ็ม (FortiGate – VM) อุปกรณ์นี้ใช้ตัวประมวลผลที่ออกแบบมาให้ทำงานบนสถาปัตยกรรมด้านความปลอดภัยโดยเฉพาะ เพื่อรองรับแอปพลิเคชันประสิทธิภาพสูงในระบบคลาวด์ ทั้งนี้ อุปกรณ์ฟอร์ติเกต –วีเอ็มเสมือนใช้ตัวประมวลผล SPU เสมือนใหม่ เรียกว่า vSPU  จะยิ่งสามารถเร่งความเร็วในการทำงานในระบบคลาวด์ส่วนตัวและระบบคลาวด์สาธารณะ จึงช่วยให้ลูกค้าสามารถย้ายแอปพลิเคชันประสิทธิภาพสูงไปยังคลาวด์ได้อย่างมั่นใจ ทั้งนี้ จากการใช้ตัวประมวลผล vSPU เสมือนใหม่นี้ ส่งผลให้ ฟอร์ติเกต – วีเอ็ม ยังคงเป็นรายแรกในตลาดที่มีสถาปัตยกรรมที่รองรับเทคโนโลยีเสมือนที่มีประสิทธิภาพสูงได้ เช่น AWS, อินสแตนซ์ประเภท C5n Instance, Intel QAT, Oracle Native Acceleration และอื่นๆ


เปิดระบบนิเวศแบบเปิด

FortiOS 6.2 จะช่วยเพิ่มศักยภาพการมองเห็นและการจัดการบนจอเดียว ซึ่งสามารถเห็นและจัดการชุดผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยของฟอร์ติเน็ตที่ป้อนสู่ตลาดตลอดเวลา รวมถึงโซลูชั่นของผู้ให้บริการรายอื่นๆ จากกลุ่มพันธมิตร Fortinet Fabric-Ready Partner และอุปกรณ์ตัวเชื่อมต่อ ทั้งนี้ การรวมความศักยภาพด้านการป้องกันความปลอดภัยใหม่ๆ และฟังก์ชั่นการทำงานอัตโนมัติผ่านระบบนิเวศเปิดของซีเคียวริตี้แฟบริคนี้ช่วยให้มี:

  • การประเมินและตอบสนองภัยคุกคามเป็นไปเป็นแบบอัตโนมัติ
  • การรับรองในการปฏิบัติตามกฎระเบียบผ่านการวิเคราะห์การจัดอันดับความเสี่ยงขั้นสูงนั้นเป็นไปตามมาตรฐานต่างๆ ของอุตสาหกรรม


ระบบที่ทำงานแบบอัตโนมัติและการประสานกันทำงาน

FortiOS 6.2 ช่วยขยายระบบให้สามารถทำงานและการประสานกันทำงานรวมถึงการโต้ตอบภัยได้เป็นแบบอัตโนมัติทั่วทั้งซีเคียวริตี้แฟบริค โดยการใช้อุปกรณ์ฟอร์ติแมเนเจอร์ (FortiManager) และฟอร์ติอนาไลเซอร์ (FortiAnalyzer) ซึ่งสามารถมอบประโยชน์แก่ลูกค้าดังนี้:

  • การประสานกันทำงานบนจอเดียวกัน: ซึ่งลูกค้าสามารถทำการจัดเตรียมและการจัดการการกำหนดค่าได้ทั่วทั้งผืนผ้าซีเคียวริตี้แฟบริค  โดยการพัฒนาฟีเจอร์การทำงานที่สำคัญ ได้แก่ การจัดตั้งค่าเบื้องต้นจากศูนย์กลางได้โดยอัตโนมัติ (Zero-Touch Provisioning) สำหรับอุปกรณ์ฟอร์ติเกต (FortiGates), ฟอร์ติสวิชต์ (FortiSwitch), ฟอร์ติเอพี (FortiAPs), ซีเคียวเอสดี-แวน (Secure SD-WAN) และอุปกรณ์ตัวเชื่อมต่อ (Fabric Connectors) ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระบบคลาวด์และการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น เพิ่มความเร็ว ลดความผิดพลาดและลดภาระของเจ้าหน้าทีด้านไอที
  • การทำงานอัตโนมัติ: จัดการกระบวนการทำงานแบบ Manual และที่ใช้เวลานานให้เป็นแบบอัตโนมัติตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อลดความซับซ้อนน้อยลง ซึ่งรวมถึงการสแกนประวัติ IOC ที่ใช้ในการค้นหาการคุกคามและไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ / แดชบอร์ด SOC สำหรับการวิเคราะห์เหตุการณ์และการคัดแยกภัยคุกคาม
  • การตอบสนอง: จัดการรวมข้อมูลสินทรัพย์และข้อมูลประจำตัวเข้าด้วยกันเพื่อการตรวจจับภัยคุกคามและหาความเกี่ยวข้องกัน รวมถึงการแก้ไขที่รวดเร็ว และจัดการรวมข้อมูลเข้ากับ Scripts, Webhooks, ServiceNow และอื่นๆ อีกมากมายเพื่อให้แก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน


ความปลอดภัยที่ใช้เทคโนโลยี AI

  • • ศูนย์ FortiGuard Labs ได้พัฒนาระบบตรวจจับและวิเคราะห์ภัยคุกคามเป็นเครือข่าย “FortiGuard AI” ซึ่งเครือข่ายอัจฉริยะนี้จะประกอบด้วยโหนดเชื่อมต่อมากกว่า 9 พันล้านแห่ง ซึ่งไม่เพียงแต่จะตรวจจับและจัดประเภทภัยคุกคามด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อนแล้ว แต่ยังจะสร้างฟีดข่าวกรองภัยคุกคามที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งโซลูชั่นประเภทต่างๆ ของฟอร์ติเน็ตจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างแข็งขัน
  • ระบบตรวจจับภัยคุกคามบน AI ของ FortiGuard Labs จะสนับสนุนเทคโนโลยีการตรวจจับการละเมิดขั้นสูงแบบใหม่ และได้รวมฟีเจอร์การทำงานนี้ลงไปในอุปกรณ์ FortiGate NGFW, FortiWeb, FortiMail, FortiClient, FortiSandbox และ FortiSIEM เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพื่อเร่งการตรวจจับภัยคุกคามและการตอบสนองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
  • การประสานการทำงานแบบอัตโนมัตินี้ จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลอัจฉริยะจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงข่าวกรองภัยคุกคามที่ปรับปรุงคุณภาพข่าวด้วยเทคโนโลยี AI ของ FortiGuard Labs ฟีดข่าวภัยคุกคามของผู้ให้บริการรายอื่นๆ จากกลุ่มพันธมิตรและหน่วยข่าวกรองภัยคุกคามท้องถิ่นที่ส่งผ่านซีเคียวริตี้แฟบริค นอกจากนี้ ระบบยังใช้อุปกรณ์ FortiSIEM เพื่อบังคับให้มีการดำเนินการตอบสนองต่อการตรวจจับภัยที่วิเคราะห์ตามพฤติกรรม (User Entity Behavior Analytics: UEBA) ด้วย AI ลูกค้าจึงสามารถมั่นใจในคุณภาพในการตรวจจับภัยของฟอร์ติเน็ต 

“เราเลือกที่จะปกป้องเครือข่ายของเราด้วยซีเคียวริตี้แฟบริคของฟอร์ติเน็ต ซึ่งรวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ FortiGate NGFW, FortiMail, FortiSIEM, FortiWeb, FortiClient, FortiSandbox, FortiManager และ FortiAnalyzer ซึ่งส่งผลให้สถาบันเทคโนโลยีการบินและอวกาศแห่งชาติ (The Institute of Aerospace Technology: INTA) สามารถมองเห็นลึกลงไปในแต่ละส่วนของเครือข่ายและอุปกรณ์ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จะเป็นในสถานที่ใดหรือในระบบคลาวด์ เราได้เห็นแล้วว่า การปฏิบัติงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นและจัดการได้ง่ายขึ้นเนื่องจากสถาปัตยกรรมความปลอดภัยของเราได้รับการปรับใช้จากจอคอนโซลเดียวกันได้ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นว่า ซีเคียวริตี้แฟบริค มีการขยาย อันรวม FortiOS 6.2 เพื่อให้การป้องกันภัยคุกคามขั้นสูงแบบ End-to-end บนพื้นผิวการโจมตีได้ทั้งหมด”  นายเฮอซุส การ์ริโด แอนโตนิโอ ซีไอโอและผู้อำนวยการ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่สถาบันเทคโนโลยีการบินและอวกาศแห่งชาติกล่าว

“สภาพแวดล้อมความปลอดภัยของวันนี้ต้องการการมองเห็นที่กว้างขวางไปบนพื้นผิวที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีแบบดิจิทัลทั้งหมด เมื่อรวมกับบริการประเภท Managed Services การสนับสนุนและความเชี่ยวชาญที่ครบถ้วนของไดแมนชั่น ดาต้า จึงทำให้ฟอร์ติเน็ตและไดแมนชั่น ดาต้าสามารถเสนอโซลูชั่นความปลอดภัยคุณภาพสูงในราคาประหยัด สามารถจัดมอบการป้องกันและการจัดการภัยคุกคามแบบมัลติเลเยอร์ มีความยืดหยุ่นในการปรับให้เข้ากับธุรกิจของลูกค้าได้” นายโจชัว ไนท์ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป หน่วยงานความปลอดภัยไซเบอร์ ที่ไดแมนชั่น ดาต้ากล่าว 

“องค์กรต่างๆ กำลังมองหาวิธีที่จะทำให้เครือข่ายทำงานซับซ้อนน้อยลงกว่าในทุกวันนี้ ซึ่ง วิธีการบริหารผ่านหน้าจอเดียวของฟอร์ติเน็ต ในการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงแบบ End-to-end ผ่านผืนผ้าเคียวริตี้แฟบริคนั้น สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี  ด้วยความก้าวหน้าที่ประกาศในวันนี้พร้อม FortiOS 6.2 จึงทำให้ฟอร์ติเน็ตสามารถรักษาความปลอดภัยให้กับลูกค้าได้อย่างแข็งแกร่งและง่ายขึ้น”

Facebook เปิดตัว Study แอปฯ ขอข้อมูลใช้งานตรงๆ มีค่าตอบแทนให้

Facebook ประกาศเปิดตัวแอปฯ ใหม่ ที่มีชื่อว่า Study from Facebook ซึ่งเป็นแอปฯ ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลของผู้ใช้งาน เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของทางบริษัทฯ ต่อ โดยผู้ที่เข้าร่วมจะได้รับค่าตอบแทนจากการแชร์ข้อมูลอีกด้วย และแอปฯ Study from Facebook จะมีให้บริการบนระบบปฏิบัติการ Android เท่านั้น ซึ่งผู้ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรม ไม่สามารถหาแอปฯ โหลดจาก Google Play Store ได้โดยตรง

Facebook เปิดตัว Study แอปฯ ขอข้อมูลใช้งานตรงๆ มีค่าตอบแทนให้

โดย Facebook จะมีการยิงโฆษณาออนไลน์ออกไป และหากผู้ใช้งานที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมคลิกที่โฆษณานั้น และมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด แอปฯ ดังกล่าวก็จะปรากฏให้ดาวน์โหลดบน Play Store ได้ทันที ส่วนคุณสมบัติของผู้ที่เข้าร่วม จะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และในเบื้องต้น โปรแกรมดังกล่าวจะรองรับในสหรัฐอเมริกาและอินเดียเท่านั้น

สำหรับข้อมูลที่ Facebook จะเก็บผ่านแอปฯ ประกอบไปด้วย

  • แอปฯ ต่างๆ ที่เราลงบนอุปกรณ์
  • เวลาที่ใช้งานในแต่ละแอปฯ
  • ประเทศที่อยู่ รุ่นของอุปกรณ์และเครือข่ายมือถือที่ใช้
  • ฟีเจอร์ของแอปฯ ที่ใช้งาน

โดยแอปฯ Study จะไม่เก็บข้อมูล ID, รหัสผ่าน หรือข้อมูลบนเครื่อง เช่น รูปภาพ วีดีโอ หรือไฟล์เอกสารต่างๆ โดยผู้เข้าร่วมโปรแกรม สามารถดูได้ว่า ข้อมูลอะไรถูกเก็บไปบ้าง และข้อมูลที่ได้ จะไม่ถูกนำไปขายยังบุคคลที่สาม ใช้เพื่อจัดการโฆษณา หรือรวมไปในบัญชีเฟคบุ๊ค

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Facebook ประกาศเกี่ยวกับแอปฯ Study ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลผู้ใช้ผ่านแอปฯ เท่านั้น ในส่วนของ ค่าตอบแทน ยังไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมนอกจากประโยคที่ว่า ‘Get Rewarded – Earn money for sharing how you use apps.’ ซึ่งค่าตอบแทนจะเป็นอย่างไร และจะมีการขยายโปรแกรมนี้ไปยังประเทศอื่นๆ อย่างบ้านเรามั้ย? ต้องรอติดตามกันต่อไปครับ
ที่มา : www.phonearena.com , newsroom.fb.com

VISA ผนึก LINE Pay สร้างฟินเทคโซลูชั่นและบัตรชำระเงินดิจิทัลสำหรับอนาคต

 6 มิถุนายน 2562 – วีซ่า ผู้นำด้านระบบการชำระเงินระดับโลก ร่วมกับ ไลน์ คอร์เปอเรชั่น (LINE Corporation) ผู้ให้บริการด้านฟินเทค (FinTech) และดิจิตอลวอลเลท (Digital Wallet) บนแอพพลิเคชั่นไลน์ ประกาศความร่วมมือทางธุรกิจเพื่อสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ด้านบริการทางการเงินบนแอพพลิเคชั่นให้แก่ผู้บริโภคและร้านค้านับล้านทั่วโลก

วีซ่า ผนึก LINE Pay สร้างฟินเทคโซลูชั่นและบัตรชำระเงินดิจิทัลสำหรับอนาคต

โดยทั้งสองบริษัทประกาศที่จะร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • การใช้จ่ายของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน: สำหรับผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่น LINE กว่า 187 ล้านรายทั่วโลกจะสามารถสมัครบัตรวีซ่าในรูปแบบดิจิทัลได้ผ่านแอพฯโดยตรง ซึ่งในอนาคตจะสามารถเพิ่มบัตรวีซ่าที่ถืออยู่เข้าไปยังดิจิตอลวอลเลท เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านการชำระเงินแบบไร้รอยต่อบนสมาร์ทโฟน นอกจากนั้นทั้งสองบริษัทจะร่วมกันต่อยอดโครงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ (Loyalty Program) ต่าง ๆ สำหรับลูกค้า สิทธิประโยชน์ และโซลูชั่นการชำระเงินสำหรับการเดินทางในต่างประเทศ
  • โซลูชั่นสำหรับร้านค้า: ผู้ใช้บริการ LINE Pay จะสามารถใช้บริการชำระเงินในเครือข่ายร้านค้าของวีซ่า ที่มีอยู่กว่า 54 ล้านร้านค้าทั่วโลก ไปพร้อมกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ และบริการและจาก LINE Pay อีกด้วย โดยผู้บริโภคจะสามารถตรวจการทำธุรกรรมได้ผ่านดิจิตอลวอลเลทของ LINE Pay ถึงแม้ว่าในบางสถานที่จะไม่รับบริการชำระผ่าน LINE Pay โดยตรง นอกจากนี้ วีซ่า และ LINE Pay ยังจะร่วมมือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ร้านค้าเพื่อรองรับการชำระเงินผ่าน LINE Pay และ ดิจิตอลวอลเลทของ LINE Pay เพื่อขยายเครือข่ายการชำระเงินระหว่างกันทั่วโลก
  • การบริการฟินเทค: LINE Pay และ วีซ่า จะร่วมพัฒนาประสบการณ์รูปแบบใหม่บนบล็อกเชน (Blockchain) เพื่อรองรับการชำระเงินระหว่างหน่วยงานธุรกิจ (B2B) การชำระเงินแบบข้ามพรมแดน และการทำธุรกรรมการเงินทางเลือก
  • การตลาด: วีซ่า และ LINE Pay จะร่วมผลักดันแคมเปญทางการตลาด และโปรโมชั่นต่าง ๆ ทั้งในช่วงก่อน และหลังการจัดงานโอลิมปิกที่จะถึงนี้ เพื่อช่วยผลักดันให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นสังคมไร้เงินสด

แอพพลิเคชั่นส่งข้อความ (Messaging Applications) เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดดิจิตอลคอมเมิร์ซ เนื่องจากผู้บริโภคใช้เวลาส่วนใหญ่กับแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ ซึ่งการผนวกบริการการชำระเงินเข้ากับแอพพลิเคชั่นจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ประสงค์จะใช้งานเพียงแอพพลิเคชั่นเดียวในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การโอนเงิน การซื้อสินค้าออนไลน์ การจ่ายบิล การจองที่พัก หรือแม้กระทั่งการสั่งอาหาร ดังนั้นความร่วมมือกันระหว่าง LINE และ วีซ่า จะตอบโจทย์และสร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อสำหรับผู้ใช้งานหลายล้านราย ทั้งยังช่วยผลักดันให้เกิดการขยายตัวของการชำระเงินแบบเปิด และการทำงานระหว่างหน่วยงานในระดับโลก

สำหรับความร่วมมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่าง วีซ่า และ LINE Pay ซึ่งรวมถึงความร่วมมือในการออกบัตร LINE Pay วีซ่าในประเทศไต้หวัน และในช่วงปลายปี 2019 ในประเทศญี่ปุ่น

คริส คลาร์ก ประธานบริหารวีซ่า ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “โปรแกรมที่ทำร่วมกันเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในไต้หวันกว่า 2.3 ล้านรายในปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่เติบโตเร็วที่สุดระดับโลก และเรายินดีที่ได้ขยายโซลูชั่นนี้ไปยังตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก นอกจากนั้น เรายังประทับใจในขีดความสามารถและความนิยมของ LINE และยินดีที่ได้ร่วมมือเพื่อผลักดันการเติบโตของระบบการชำระเงินแบบเปิดทั่วโลก โดยเราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าจะสร้างประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนในเครือข่ายของเราไม่ว่าจะเป็น ผู้บริโภค ร้านค้า และ ธนาคารผู้ออกบัตร และรับบัตร เป็นต้น” 

“LINE Pay เป็นมากกว่ารูปแบบการชำระเงิน ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด LINE Pay จะเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้ใช้งาน LINE ทั่วโลก นอกจากนั้น ผู้ใช้ LINE Pay จะสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเครือข่ายระดับโลกของวีซ่าได้อีกด้วย” ยงซู โก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE Pay และ LINE Fintech Company

ในขณะที่รูปแบบการชำระเงินขยายตัวจากบัตรพลาสติกแบบดั้งเดิม เข้าสู่การชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟน อุปกรณ์เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต และการชำระเงินรูปแบบดิจิตอลอื่น ๆ วีซ่าได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วโลกเพื่อเพิ่มประสบการณ์การชำระเงินใหม่ให้แก่ผู้บริโภคผ่านบัตรในรูปแบบดิจิตอล และขยายเครือข่ายสร้างพันธมิตรกับผู้เล่นใหม่ๆ ซึ่งรวมไปถึงโปรแกรม วีซ่า ฟินเทค ฟาสแทรค (Visa Fintech Fast-track programme) ที่เปิดโอกาสให้พันธมิตรเข้าร่วมพัฒนาบริการใหม่ ๆ บนเครือข่ายการชำระเงินของวีซ่า