เปิดตัว Nubia Red Magic 3 เกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นแรก ที่มาพร้อมพัดลมระบายความร้อน

เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยในประเทศจีน สำหรับสมาร์ทโฟนเกมมิ่ง Nubia Red Magic 3 ที่มีความพิเศษตรง นอกจากการระบายความร้อนด้วยแผ่นทองแดง เหมือนอย่างสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ในตลาดแล้ว ยังเป็นสมาร์ทโฟนเกมมิ่งรุ่นแรก ที่ใช้พัดลมระบายความร้อนด้านในตัวเครื่องด้วย โดยทางค่ายกล่าวว่า พัดลมดังกล่าวสามารถทำงานได้เงียบมาก และหมุนด้วยความเร็วถึง 14,000 rpm อีกด้วย

ส่วนสเปคอื่นๆ ของ Red Magic 3 จะประกอบไปด้วย ชิปเซ็ต Snapdragon 855 ชิปกราฟฟิก Adreno 640 มีตัวเลือกหน่วยความจำให้เลือก 3 โมเดลด้วยกัน ซึ่งความจำตัวเครื่องสูงสุดอยู่ที่ 256 GB และแรมสูงสุดอยู่ที่ 12 GB

หน้าจอเป็น AMOLED ความละเอียด FHD+ ขนาด 6.65 นิ้ว รองรับเนื้อหาแบบ HDR รองรับรีเฟรชเรทที่ 90 Hz มีลำโพงด้านหน้าแบบเซอราวน์ DTS:X และมีช่องหูฟัง 3.5 mm ให้ใช้งาน

แบตเตอรี่ของ Red Magic 3 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 5,000 mAh พร้อมระบบชาร์จด่วน 27W ที่ชาร์จเพียง 10 นาที ก็สามารถเล่นเกมส์ได้นานถึง 1 ชั่วโมง

นอกจากสเปคทั่วๆ ไปแล้ว Red Magic 3 ยังมาพร้อมกับแอปฯ Red Magic Game Space 2.0 ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงรายการเกมส์ต่างๆ บนเครื่องได้ง่าย รวมทั้งสามารถควบคุมพัดลมและการตั้งค่าต่างๆ ให้เข้ากับเกมส์ที่เล่นได้อีกด้วย

สำหรับราคาของ Nubia Red Magic ที่เปิดตัวในจีนจะเริ่มต้นที่ประมาณ 13,700 บาท (รุ่น RAM/ROM 6 GB/64 GB) และสูงสุดที่ 20,500 บาท (รุ่น RAM/ROM 12 GB/256 GB) เริ่มจำหน่ายในประเทศจีน วันที่ 3 พฤษภาคม และทยอยเปิดจำหน่ายในประเทศอื่นๆ ตามมา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ nubia red magic 3

ที่มา : sea.mashable.com

Samsung เลื่อนเปิดจำหน่าย Galaxy Fold แต่ Huawei Mate X ยังพร้อมเปิดตัวกลางปีนี้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง Samsung ได้ส่งบัตรเชิญสำหรับงานที่คาดว่าจะเป็นงานเปิดจำหน่าย Galaxy Fold มือถือจอพับได้ที่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง ในวันที่ 24 และ 26 เมษายน แต่ล่าสุดหลังจากที่มีข่าวเรื่องปัญหาของ Galaxy Fold ที่ส่งให้ทางสื่อต่างๆ รีวิว งานเปิดตัวของสมาร์ทโฟนจอพับก็ถูกเลื่อนออกไป

Samsung เลื่อนเปิดจำหน่าย Galaxy Fold แต่ Huawei Mate X ยังพร้อมเปิดตัวกลางปีนี้

โดยในแหล่งข่าวเดียวกัน ได้มีข้อมูลว่า ทางซัมซุง ได้หยุดการอบรมวิธีการจำหน่าย Galaxy Fold สำหรับพนักงานค้าปลีกอีกด้วย เท่ากับว่า ไม่เพียงแต่ในจีนเท่านั้น และเลื่อนการวางจำหน่ายในทุกตลาด

ในเบื้องต้น การแก้ปัญหาดังกล่าว ทางซัมซุงกล่าวว่า จะมีการตรวจสอบอุปกรณ์แต่ละหน่วยอย่างละเอียดมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มคำเตือน “ห้ามไม่ให้ผู้ใช้ Galaxy Fold ลอกฟิล์มกันรอยออกจากหน้าจอของอุปกรณ์” (ซึ่งหลายๆ สื่อได้ลอกออกและเกิดปัญหากับการแสดงผลของหน้าจอ)

Samsung เลื่อนเปิดจำหน่าย Galaxy Fold แต่ Huawei Mate X ยังพร้อมเปิดตัวกลางปีนี้

ซึ่งจากข่าวนี้ ทำให้ Huawei Mate X สมาร์ทโฟนจอพับที่จะเปิดตัวในปีนี้ ก็มีข่าวว่าอาจจะเลื่อนการเปิดจำหน่ายเช่นเดียวกัน แต่ล่าสุดเว็บไซต์จีน Phoenix Technology ได้กล่าวว่า วงในของทาง Huawei ปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว และยังคงกำหนดการงานเปิดจำหน่ายในเดือนมิถุนายนปีนี้ อยู่เช่นเดิม

โดยข่าวที่กล่าวอ้างว่าทาง Huawei จะต้องเลื่อนการเปิดจำหน่ายไปเป็นเดือนกันยายน เป็นเพราะว่า ปัญหาหน้าจอพับได้ที่เกิดขึ้นบน Galaxy Fold ทำให้ Mate X ต้องใช้เวลาทดสอบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Mate X ได้ใช้กลไกการพับหน้าจอที่แตกต่างจาก Galaxy Fold เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทาง Samsung ถึงไม่ส่งผลกระทบอะไรกับอุปกรณ์ของทาง Huawei

ส่วนงานเปิดจำหน่าย Huawei Mate X สุดท้ายแล้ว จะมาตามกำหนดหรือเลื่อนตามกันไป ก็ต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทางค่ายกันอีกที
ที่มา : www.gsmarena.com , www.gsmarena.com

ไมโครซอฟท์จัดงาน Innovation Conference ชูนวัตกรรม AI และคลาวด์เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อขับเคลื่อน SME ไทยสู่อนาคต

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ชูนวัตกรรมอัจฉริยะจาก AI คลาวด์ และ IoT ยกระดับศักยภาพธุรกิจเอสเอ็มอีไทยให้ทัดเทียมองค์กรขนาดใหญ่บนเวทีโลก ในงาน Microsoft Innovation Conference ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เพื่อให้คำแนะนำทั้งในเชิงเทคนิคและกลยุทธ์กับผู้บริหารและพนักงานฝ่ายไอทีของธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วไทย และนำเสนอโซลูชันเด่นที่พร้อมเร่งประสิทธิภาพให้กับทุกองค์กร

ไมโครซอฟท์จัดงาน Innovation Conference ชูนวัตกรรม AI และคลาวด์เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อขับเคลื่อน SME ไทยสู่อนาคต

ภายในงาน ทีมผู้บริหารไมโครซอฟท์ นำโดยนายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เสนอแนะแนวทางการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับธุรกิจในทุกประเภทและอุตสาหกรรม ทั้งยังเจาะลึกแนวคิด “Three Clouds” กับการผสมผสาน 3 โซลูชันและแพลตฟอร์มคลาวด์ของไมโครซอฟท์อย่าง อาซัวร์  Office 365 และ Dynamics 365 เข้าด้วยกันเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้รุดหน้าอย่างรวดเร็วและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ไมโครซอฟท์จัดงาน Innovation Conference ชูนวัตกรรม AI และคลาวด์เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อขับเคลื่อน SME ไทยสู่อนาคต

“คำพูดที่ว่า ‘AI มีอยู่ทุกหนแห่ง’ นั้น กำลังใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย เพราะไม่ว่าจะเป็นแชทบอทของร้านค้าที่ตอบคำถามของลูกค้าอย่างอัตโนมัติ หรือระบบ Electronic Know-Your-Customer สำหรับการยืนยันตัวตนลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลของธนาคาร ก็ล้วนทำงานโดยมี AI เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานอยู่เบื้องหลัง” นายธนวัฒน์กล่าว “AI และคลาวด์ ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่อยู่ไกลเกินเอื้อมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เพราะเงินทุนไม่ใช่อุปสรรคในการนำนวัตกรรมเหล่านี้มาใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่กลับเป็นเรื่องของกลยุทธ์และแนวคิดในการพัฒนาธุรกิจที่ยังขาดหายไปอยู่ โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่มีธุรกิจเพียง 26% เท่านั้นที่นำ AI มาเป็นหัวใจหลักในกลยุทธ์ทางธุรกิจ เราเชื่อว่าธุรกิจในยุค AI จะต้องมี Tech Intensity หรือความเข้มข้นในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ผ่านทางการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพจากเทคโนโลยี”

ไมโครซอฟท์จัดงาน Innovation Conference ชูนวัตกรรม AI และคลาวด์เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อขับเคลื่อน SME ไทยสู่อนาคต

ยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้า พร้อมเสริมความคล่องตัวให้พนักงานและองค์กร ด้วยโซลูชันคุณภาพจากพันธมิตรของไมโครซอฟท์

ในโอกาสนี้ ไมโครซอฟท์ได้จับมือกับพันธมิตรผู้พัฒนาและติดตั้งโซลูชันชั้นนำในประเทศไทยเพื่อร่วมกันจัดแสดงผลิตภัณฑ์และบริการล่าสุดสำหรับทั้งกลุ่มเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่ โดยครอบคลุมการทำงานในหลายด้าน นับตั้งแต่ประสบการณ์ของลูกค้าไปจนถึงระบบงานภายในองค์กร เช่น Wolf Approve ระบบการขออนุมัติเอกสารออนไลน์ผ่านคลาวด์ โดยบริษัท เทคคอนส์บิส จำกัด จะช่วยลดความซับซ้อนในการเดินเอกสารทั่วไปภายในองค์กร เช่นการขอเบิกค่าใช้จ่าย เบี้ยเลี้ยง หรือการยื่นใบลา เป็นต้น ด้วยการสร้างแบบฟอร์มและกระบวนการอนุมัติที่เป็นดิจิทัลทั้งหมดบนแพลตฟอร์มคลาวด์ ไมโครซอฟท์ อาซัวร์

ไมโครซอฟท์จัดงาน Innovation Conference ชูนวัตกรรม AI และคลาวด์เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อขับเคลื่อน SME ไทยสู่อนาคต

คุณสิโรฒม์ ทัศนัยพิทักษ์กุล Solution Specialist จากเทคคอนส์บิส เผยว่า “นอกจากจะเป็นการย้ายระบบงานเอกสารจำนวนมากขององค์กรให้กลายเป็นระบบดิจิทัลที่ไม่ต้องพึ่งพากระดาษแล้ว Wolf Approve ยังรองรับการตั้งเงื่อนไขการอนุมัติเอกสารได้โดยอัตโนมัติ ตามรูปแบบการทำงานของแต่ละบริษัท ไม่สับสนในการส่งเอกสารไปหาผู้อนุมัติที่ถูกต้องอีกต่อไป ทั้งยังเปิดให้ใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชันในอุปกรณ์พกพาต่างๆ จึงทำให้พนักงานและผู้อนุมัติเอกสารสามารถทำเรื่องและอนุมัติคำร้องต่างๆ ได้จากทุกที่ ทุกเวลา แม้ในขณะเดินทาง”

ส่วนโซลูชัน Smart Self-Checkout จุดชำระเงินซื้อสินค้าแบบอัจฉริยะ โดยบริษัท ริเวอร์พลัส จำกัด นำบริการ Custom Vision บนแพลตฟอร์มอาซัวร์ มาพัฒนาต่อยอดเป็นระบบ AI ที่สามารถแยกแยะวัตถุตรงหน้าเพื่อให้บริการลูกค้าได้โดยอัตโนมัติ เช่นในกรณีตัวอย่างของร้านเบเกอรี่ ที่สามารถฝึกสอนให้ AI ดังกล่าวจดจำลักษณะของขนมปังแต่ละชนิดจากภาพที่มองเห็นผ่านกล้อง เมื่อลูกค้านำถาดมาวางใต้กล้อง AI จะระบุชื่อสินค้า ระบุราคา ปริมาณแคลอรี่ โปรโมชั่น สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก หรือข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องบนหน้าจอได้ทันที นอกจากนี้ AI และแพลตฟอร์มอาซัวร์ ยังสามารถเก็บข้อมูลอื่นไม่ว่าจะเป็นยอดขาย สินค้าขายดี อายุ เพศ ความพึงพอใจของผู้ซื้อ ซึ่งฟังก์ชั่นดังกล่าวสามารถนำมาดัดแปลงให้เข้ากับการทำงานในแต่ละธุรกิจได้อีกด้วย

ไมโครซอฟท์จัดงาน Innovation Conference ชูนวัตกรรม AI และคลาวด์เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อขับเคลื่อน SME ไทยสู่อนาคต

“เทคโนโลยีด้าน Machine Vision หรือการมองเห็นของระบบคอมพิวเตอร์ ที่ทางริเวอร์พลัสพัฒนาขึ้นมานั้น ไม่ได้ใช้ได้เพียงแต่ในกรณีนี้เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงอุตสาหกรรมได้อีกหลากหลายรูปแบบด้วย เช่นในกรณีของการตรวจสอบรหัสชิ้นส่วนหรือคุณภาพสินค้าในสายการผลิต เป็นต้น” คุณจิราภรณ์ ตีระมาศวณิช ผู้จัดการทั่วไปของริเวอร์พลัสเผย

บริษัท จีเอเบิล จำกัด ได้นำโซลูชันระบบงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล Staffio และระบบจัดทำ นำส่ง และจัดเก็บข้อมูลภาษีแบบครบวงจรบนคลาวด์ Taxircle มาจัดแสดงภายในงาน โดย Staffio เป็นระบบที่รองรับงานทั้งในด้านโครงสร้างองค์กร การบริหารจัดการพนักงานเป็นรายบุคคล การบันทึกเวลางาน วันลาหยุด การจัดการเงินเดือน ส่วน Taxircle จะช่วยแปลงข้อมูลจากระบบบัญชีให้กลายเป็นรูปแบบดิจิทัลอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมนำส่งไปยังกรมสรรพากรและคู่ค้าได้ทันที และเก็บรักษาข้อมูลได้ปลอดภัย ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

คุณปณต กาญจนศูนย์ หัวหน้าแผนกการตลาดและดิจิทัลโซลูชันจากจีเอเบิล เสริมอีกว่า “เราต้องการนำโซลูชันดิจิทัลเข้ามาช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการข้อมูลและระบบงานที่มีในมือได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำงานได้ง่ายขึ้น ทั้ง Staffio และ Taxircle เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการ Corporate Digital Solution ของจีเอเบิล ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะงานด้าน HR และภาษีเท่านั้น แต่ยังมีโซลูชันด้านการตลาดแบบดิจิทัลแบบครบวงจรที่เพียบพร้อมด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบอีกด้วย”

ทางสตาร์ทอัพไทย ฟีดแบค 180 ได้ใช้ความเชี่ยวชาญของบุคลากรฝ่ายวิจัยและพัฒนาในบริษัทมาสร้างสรรค์โซลูชัน Closed Loop Feedback ซึ่งนำ AI และ machine learning มาช่วยให้ธุรกิจได้รับรู้และเข้าใจในเสียงตอบรับจากลูกค้าในทุกช่องทางอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งมากขึ้น โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบช่วยวิเคราะห์และตีความความคิดเห็นจากข้อความภาษาไทยที่ถูกโพสท์ลงบนโลกออนไลน์

คุณยงยุทธ ทรงศิริเดช ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการของฟีดแบค 180 เผยว่า “เป้าหมายของเราคือการสร้างเทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำในด้านการทำความเข้าใจในตัวลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการแยกแยะและจดจำลักษณะของลูกค้าที่แวะมาที่หน้าร้านค้าหรือสาขา หรือการเปลี่ยนกระแสเสียงตอบรับของฐานลูกค้าให้กลายเป็นข้อเสนอพิเศษที่ตรงเป้า โดยที่ลูกค้าองค์กรสามารถเลือกเติมความสามารถให้กับโซลูชัน Closed Loop Feedback ให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงได้ตามต้องการ เช่นโมดูล Social Voice ที่รองรับการวิเคราะห์ข้อความเกี่ยวกับแบรนด์หรือสินค้าที่กำหนดไว้ในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ ความเชี่ยวชาญของเราในด้านการวิเคราะห์และทำความเข้าใจภาษาด้วย AI ยังช่วยให้เราสามารถสร้างระบบคลังความรู้ภายในองค์กรแบบ Knowledge Graph ที่ค้นหาข้อมูลได้ด้วยประโยคคำถามที่เรียบเรียงแบบธรรมชาติและไม่ตายตัว”

ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชัน AI ของไมโครซอฟท์ได้ที่ https://news.microsoft.com/apac/features/artificial-intelligence/

AIS Fiber ออกฟีเจอร์เด็ด สลับความเร็วเน็ตดาวน์โหลด-อัพโหลด ได้ตามใจ เปิดให้ใช้แล้ววันนี้

AIS Fiber แบรนด์เน็ตไฟเบอร์ค่ายเขียว ประกาศฟีเจอร์เด็ด Speed Toggle ที่สลับความเร็วเน็ตได้ตามต้องการ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง พร้อมเปิดให้ใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

ค่าย AIS Fiber ออกฟีเจอร์เด็ด สลับความเร็วเน็ตดาวน์โหลด-อัพโหลด ได้ตามใจ เปิดให้ใช้แล้ววันนี้

Speed Toggle” บริการสลับความเร็วอินเทอร์เน็ตระหว่าง ดาวน์โหลด-อัพโหลด ด้วยตัวเองแบบเรียลไทม์ รายแรกและรายเดียวในไทย จากผู้ให้บริการ AIS Fiber จะช่วยให้เรามีความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เพียงพอต่อการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น บางครั้งที่ต้องส่งไฟล์วีดีโอใหญ่ๆ ไปให้เพื่อน ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ช่วงนั้นคนในบ้านก็มาแย่งกันอัพโหลดในเวลาเดียวกัน ยิ่งทำให้อัพโหลดช้าขึ้นอีก เมื่อเป็นแบบนี้ เราก็สามารถใช้ฟีเจอร์ Speed Toggle มาโยกค่าความเร็วดาวน์โหลดบางส่วนมาเพิ่มให้กับค่าอัพโหลดได้แบบง่ายๆ (จากอัพโหลด/ดาวน์โหลด 100/50 Mbps มาเป็น 50/100 Mbps หรือ 75/75 Mbps) ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง และสามารถปรับกลับไปเป็นแบบเดิมได้อีกด้วย จะทำกี่ครั้งก็ได้เพราะว่าไม่มีการจำกัดจำนวนครั้ง แต่ต้องเว้นระยะห่าง 1 นาทีหลังจากที่ปรับ

ค่าย AIS Fiber ออกฟีเจอร์เด็ด สลับความเร็วเน็ตดาวน์โหลด-อัพโหลด ได้ตามใจ เปิดให้ใช้แล้ววันนี้

รายละเอียดของฟีเจอร์ Speed Toggle

  • สำหรับคนที่ใช้แพ็กเกจความเร็ว 100 Mbps ขึ้นไป
  • ปรับ – สลับ ค่าความเร็วได้ด้วยตัวเองที่บ้าน ผ่านเว็บไซต์ https://myaisfibre.com
  • ปรับความเร็วอินเทอร์เน็ตได้ 3 รูปแบบ คือ
    1. MAX Download ความเร็วตามปกติ 
      ความเร็วดาวน์โหลด/อัปโหลด : 200/50 Mbps
    2. SYMMETRY รวมกันแล้วหารสอง (เฉลี่ยเท่าๆ กัน)
      เอาความเร็วทั้งหมดมารวมกันแล้วหารสอง เพื่อเฉลี่ยความเร็วให้เท่าๆ กัน : 200/50 Mbps = (200+50)/2 = 125/125Mbps
    3. MAX Upload สลับความเร็วดาวน์โหลด เป็นความเร็วอัปโหลด
      ความเร็วดาวน์โหลด/อัปโหลดปกติจาก 200/50 Mbps จะสลับมาเป็น 50/200 Mbps 

วิธีการใช้บริการของฟีเจอร์ Speed Toggle

ค่าย AIS Fiber ออกฟีเจอร์เด็ด สลับความเร็วเน็ตดาวน์โหลด-อัพโหลด ได้ตามใจ เปิดให้ใช้แล้ววันนี้

1. ลูกค้า AIS Fibre เข้า Web : https://myaisfibre.com (สามารถเข้าใช้งานเฉพาะที่บ้านของลูกค้าเท่านั้น) หน้า Website จะแสดงดังรูปตัวอย่าง

ค่าย AIS Fiber ออกฟีเจอร์เด็ด สลับความเร็วเน็ตดาวน์โหลด-อัพโหลด ได้ตามใจ เปิดให้ใช้แล้ววันนี้

2. เลือกเมนู “เปลี่ยนสปีดอินเทอร์เน็ต” จะแสดงดังรูป

ค่าย AIS Fiber ออกฟีเจอร์เด็ด สลับความเร็วเน็ตดาวน์โหลด-อัพโหลด ได้ตามใจ เปิดให้ใช้แล้ววันนี้

3. เลือกความเร็วที่ต้องการ ระบบจะแสดง Pop-Up ให้ยืนยันการเปลี่ยนความเร็ว

หมายเหตุ : หากลูกค้าต้องการสลับความเร็วใหม่อีกครั้ง สามารถดำเนินการได้อีกภายใน 1 นาที (โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง)

AMD เปิดตัวเอพียู Ryzen PRO และ Athlon PRO สำหรับโน๊ตบุ๊ค แรง ประหยัดไฟ และปลอดภัย

เมื่อปีที่แล้ว (2561) ค่ายแดงแรงแรงฤทธิ์ AMD ประกาศเปิดตัว APU ตระกูล Ryzen Pro 3, 5 และ 7 (รหัส U) สำหรับโน๊ตบุ๊ค ที่ชูจุดเด่นด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในใหม่ทั้งหมด มีการรวมเอาชิปเซ็ต CPU+GPU เข้าด้วยกัน (ที่เรียกว่า APU) ประสิทธิภาพการทำงานแรง และกินไฟน้อย

AMD เปิดตัวเอพียู Ryzen PRO และ Athlon PRO สำหรับโน๊ตบุ๊ค แรง ประหยัดไฟ และปลอดภัย

และในปีนี้ ค่ายแดง AMD ก็กลับมาเปิดตัว Ryzen Pro เจ็นเนอเรชั่นที่ 2 (รหัส U) อีกครั้ง พร้อมกับรุ่นประหยัดงบ Athlon PRO ด้วย โดยทั้งสองตระกูล ชูจุดเด่นเรื่องประสิทธิภาพการทำงานที่แรงขึ้น กินไฟน้อยประหยัดแบตฯ มากกว่าเดิม และมีะระบบรักษาความปลอดภัยระดับซิลิคอน โดยรายละเอียดต่างๆ มีดังนี้ 

Image Slider Arrow Left
Image Slider Arrow Right

1 / 3

AMD เปิดตัวเอพียู Ryzen PRO และ Athlon PRO สำหรับโน๊ตบุ๊ค แรง ประหยัดไฟ และปลอดภัย
AMD เปิดตัวเอพียู Ryzen PRO และ Athlon PRO สำหรับโน๊ตบุ๊ค แรง ประหยัดไฟ และปลอดภัย
AMD เปิดตัวเอพียู Ryzen PRO และ Athlon PRO สำหรับโน๊ตบุ๊ค แรง ประหยัดไฟ และปลอดภัย

AMD Ryzen PRO (Gen 2)

  • Ryzen PRO 3000 Series Mobile ใช้สถาปัตกรรม 12 nm. ทีสามารถประมวลผลแบบมัลติเธรดแรงกว่าคู่แข่ง (i7-7600U) ถึง 16% 
  • กินไฟน้อยลง ประหยัดแบตฯ ใช้งานทั่วไปได้สูงสุด 12 ชั่วโมง และดูวีดีโอได้สูงสุด 10 ชั่วโมง 
  • การประมวลผลด้านกราฟฟิกแรงขึ้น 14% ด้วยกราฟฟิกการ์ด Radeon Vega
  • Ryzen PRO ทุกรุ่นมีหน่วยประมวลผลร่วมด้านความปลอดภัยระดับซิลิคอน (ระดับรากฐาน)
  • คงความเสถียรในการทำงานด้าน Image Software นานถึง 18 เดือน และมีความพร้อมใช้งานนานตลอด 24 เดือน
  • มีการรับประกันสำหรับผู้ผลิต CPU เป็นเวลาถึง 36 เดือน

AMD Athlon PRO

  • Athlon PRO 300 SeriesMobile ใช้สถาปัตกรรม 14 nm. แบบ Zen 
  • ประสิทธิภาพการทำงานอยู่ในระดับดี ในงบประมาณที่เหมาะสม
  • มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผลกราฟฟิก Radeon Vega 3 
  • ใช้ไฟน้อย TDP เพียง 15 วัตต์

สเปคของ Ryzen PRO (Gen 2) และ Athlon PRO

Product ModelCores/
Threads
TDPBoost/
Base Freq.
Radeon
Graphics
GPU
Cores
Max GPU
Freq.
L2+L3
Cache
AMD Ryzen™ 7 PRO 3700U4C/8T15W4.0/2.3 GHzVega 10101400 MHz6MB
AMD Ryzen™ 5 PRO 3500U4C/8T15W3.7/2.1 GHzVega 881200 MHz6MB
AMD Ryzen™ 3 PRO 3300U4C/4T15W3.5/2.1 GHzVega 661200 MHz6MB
AMD Athlon™ PRO 300U2C/4T15W3.3/2.4 GHzVega 331000 MHz5MB
AMD เปิดตัวเอพียู Ryzen PRO และ Athlon PRO สำหรับโน๊ตบุ๊ค แรง ประหยัดไฟ และปลอดภัย

โดยแบรนด์โน๊ตบุ๊คที่ตบเท้าเข้าร่วมวง นำเอา Ryzen PRO (Gen 2) และ Athlon PRO ไปใช้ ก็มี HP และ Lenovo ซึ่งคาดว่าจะมีโน๊ตบุ๊คที่ใช้ APU ทั้งสองออกมาวางจำหน่ายราวๆ ช่วงเดือน เมษายน – มิถุนายน ปีนี้ ส่วนจะมีรุ่นอะไรบ้างและแบรนด์ไหนเข้าร่วมอีก คงต้องติดตามข่าวคราวกันอีกที 

Avengers: Endgame เลือกฉายในจีนก่อนสหรัฐฯ หวังโกยเงินเปิดตัวทั่วโลก 840 ล้านดอลลาร์

Avengers: Endgame ที่เตรียมเข้าฉายในเดือน เม.ย. นี้ จะโกยรายได้ถล่มทลายใน Box Office อย่างไม่ต้องสงสัย และอาจจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นหนังที่ทำรายได้เปิดตัวทั่วโลกได้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลด้วย เมื่อหนังเรื่องนี้มีโปรแกรมเข้าฉายที่ประเทศจีนในวันที่ 24 เม.ย. นี้ (เช่นเดียวกับในไทย) ก่อนจะเข้าฉายที่สหรัฐอเมริกาในวันที่ 26 เม.ย. หรืออีก 2 วันถัดไป 

สื่อบันเทิงดัง Deadline รายงานว่า Avengers: Endgame เล็งทำเงินเปิดตัวทั่วโลกถึงหลัก 840 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 26,880 ล้านบาทเลยทีเดียว เพราะจีนถือเป็นตลาดใหญ่ในต่างประเทศ ทำให้มีแนวโน้มว่าจะทุบทุกสถิติใน Box Office ได้อย่างราบคาบ 

ทั้งนี้ เจ้าของสถิติรายได้เปิดตัวทั่วโลกสูงสุดในปัจจุบันเป็นของ  Avengers: Infinity War ที่เข้าฉายเมื่อปีที่แล้ว โดยทำเงินอยู่ที่ 640.4 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นรายได้ในสหรัฐอเมริกา 257.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และรายได้ในต่างประเทศ 382.7 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่สถิติภาพยนตร์ที่ทำรายได้รวมเกิน 2 พันล้านเหรียญสหรัฐนั้น มีเพียง 4 เรื่องเท่านั้น ได้แก่ Avengers: Infinity War, Star Wars: The Force Awakens, Titanic  และ Avatar แม้ว่าโอกาสที่จะแซงหน้า Avatar ของ James Cameron ซึ่งทำรายได้สูงสุดอยู่ที่ 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ อาจเป็นเรื่องยาก แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ Avengers: Endgame จะขึ้นแท่นเป็นหนังเรื่องที่ 5 ที่ทำรายได้ถึงหลัก 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ Disney และ Marvel ประสบความสำเร็จกับการทำแคมเปญการตลาดอย่างมากนับตั้งแต่ปล่อยตัวอย่างหนังออกมา แม้ว่า 2 ผู้กำกับคนดัง Joe และ Anthony Russo จะบอกว่าเทรลเลอร์ที่ได้ดูกันนั้น ตั้งใจทำให้แฟนๆ เดาทางกันผิดก็ตาม 
ที่มา : movieweb.com

DTAC ผนึก CAT ,TOT ลุยทดสอบ 5G อย่างยั่งยืนพร้อมหาแนวทางธุรกิจ

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ คงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเจ้าเทคโนโลยีโครงข่ายความเร็วสูง 5G กันมาบ้างไม่มากก็น้อย และเมื่อได้ยินทุกครั้งก็อาจจะเกิดคำถามว่า “แล้วเทคโนโลยี 5G ที่ว่านี้ เป็นยัไงบ้าง และพร้อมใช้เมื่อไร”  

ดีแทคผนึก ทีโอที CAT ลุยทดสอบ 5G อย่างยั่งยืนพร้อมหาแนวทางธุรกิจ

หลังจากที่ไปร่วมงาน “ดีแทคผนึก ทีโอที CAT ลุยทดสอบ 5G อย่างยั่งยืนพร้อมหาแนวทางธุรกิจ” แล้วก็รู้เลยว่า เทคโนโลยี 5G อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเหล่าเกษตรกรไทย นั่นก็เพราะมันสามารถนำมาใช้กับการทำเกษตรได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใช้ 1 คนเดินรดน้ำต้นไม้ 1 ไร่ ต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมง แต่กลับกัน ถ้าใช้ 1 คน ควบคุมโดรนผ่าน 5G จะใช้น้อยกว่าเป็นเท่าตัว และช่วยประหยัดต้นทุนด้วย เป็นต้น นี่คือประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากเทคโนโลยี 5G ถูกนำมาใช้จริง 

ดีแทคผนึก ทีโอที CAT ลุยทดสอบ 5G อย่างยั่งยืนพร้อมหาแนวทางธุรกิจ

มาถึงคำถามที่หลายคนสงสัย “แล้วเทคโนโลยี 5G ที่ว่านี้ เป็นยัไงบ้าง และพร้อมใช้เมื่อไร” คำตอบคือ ยังระบุเวลาที่ชัดเจนไม่ได้ เพราะ 5G ใช้เงินลงทุนสูง และความต้องการของตลาดยังไม่มากพอที่จะทุ่มเงินลงไป แต่ถ้าเมื่อไรที่ตลาดมีความต้องการมากขึ้น 5G จะก้าวเข้ามาในชีวิตเราอย่างง่ายดาย (คล้ายกับตอนที่เปลี่ยน 3G เป็น 4G เพราะตลาดต้องการอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์มากขึ้น)

ดีแทคผนึก ทีโอที CAT ลุยทดสอบ 5G อย่างยั่งยืนพร้อมหาแนวทางธุรกิจ

และแม้ว่าความต้องการของตลาดยังไม่มากพอ แต่ทางค่ายโอเปอเรเตอร์ใหญ่อย่าง ดีแทคยังคงมุ่งมันในการพัฒนาเทคโนโลยี 5G เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งล่าสุดดีแทคก็ได้มาจับมือร่วมกับ CAT ทีโอที ภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในการเปิดทดสอบใช้เทคโนโลยี 5G จริง (Use case) ในการทำการเกษตรแบบเรียลไทม์ครั้งแรกเพื่อเกษตรกรไทยในพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ EEC ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา โดยดีแทคได้รับอุปกรณ์จากอีริคสัน หัวเว่ย และโนเกีย พร้อมแนะภาครัฐควรจัดทำแผนจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งย่านสูง-กลาง-ต่ำ และระบุช่วงเวลาจัดสรรชัดเจน และแผนปรับปรุงคลื่นความถี่ (Spectrum Refarming) เพื่อพัฒนาสู่ 5G อย่างยั่งยืน และหาความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ

ดีแทคผนึก ทีโอที CAT ลุยทดสอบ 5G อย่างยั่งยืนพร้อมหาแนวทางธุรกิจ

นอกจากนั้นแล้ว นางอเล็กซานดรา จากดีแทค ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “คลื่นความถี่คือสิ่งสำคัญยิ่งในการปูพื้นฐานสู่ 5G เพราะการใช้งานและการทดสอบบริการ (Use case) ต่างๆ จะทำให้พิสูจน์ถึงความต้องการใช้คลื่นความถี่ที่กว้างและ 5G ต้องการใช้ทั้งคลื่นย่านความถี่สูง-กลาง-ต่ำ ดังนั้น จึงตอกย้ำว่าประเทศไทยควรทำแผนจัดสรรคลื่นความถี่ (Spectrum roadmap) ก่อนการจัดสรรคลื่นครั้งต่อไป รวมทั้งรูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่ในปัจจุบัน การออกแบบการประมูลที่ดีจะทำให้กำหนดราคาคลื่นความถี่ที่ยุติธรรมในการทำตลาด และป้องกันราคาประมูลที่สูงเกินจริง”

ดีแทคผนึก ทีโอที CAT ลุยทดสอบ 5G อย่างยั่งยืนพร้อมหาแนวทางธุรกิจ

ทางดีแทคเชื่อว่ารากฐานที่สำคัญของการพัฒนาสู่ 5G จะต้องมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งก่อนที่จะพัฒนาสู่เทคโนโลยี 5G และนำมาเปิดให้บริการแก่สาธารณะได้ โดยต้องให้ความสำคัญ ดังนี้

  1. แผนจัดสรรคลื่นความถี่ (Spectrum Roadmap) ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดแผนและการนำคลื่นย่านความถี่ต่างๆ ที่ชัดเจนมาใช้งาน เพราะการจะให้บริการ 5Gได้นั้นต้องมีคลื่นความถี่ที่เพียงพออย่างน้อย 100 MHz ต่อราย และจะต้องมีการกำหนดราคามูลค่าคลื่นความถี่ที่เหมาะสมและยืดหยุ่นในการลงทุน
  2. ภาครัฐต้องสนับสนุนแนวทางกำกับดูแลในการขยายโครงข่าย 5G ในเรื่องการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Infrastructure Sharing) หรือจัดทำหน่วยงานกลางรับผิดชอบในรูปแบบ Infrastructure Company โดยจะต้องสนับสนุนให้ใช้ภาคเอกชนลงทุนได้มีประสิทธิภาพสูงสุดและขยายโครงข่ายได้รวดเร็ว ซึ่งดีแทคพร้อมที่จะประสานงานและสนับสนุนภาครัฐทุกหน่วยงาน
  3. ความร่วมมือคือหลักการสำคัญที่จะพัฒนา 5G รวมทั้งการทดลองและทดสอบจะต้องร่วมประสานกันระหว่างภาครัฐและอุตสาหกรรม และการที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาร่วมส่งเสริมการใช้ 5G ให้ขยายออกไป และรวมถึงการเริ่มต้องสมาร์ทซิตี้ และการใช้ 5G สำหรับสาธารณะ สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้น และสามารถพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน 
ดีแทคผนึก ทีโอที CAT ลุยทดสอบ 5G อย่างยั่งยืนพร้อมหาแนวทางธุรกิจ

และสำหรับความร่วมมือในการทดสอบ 5G ระหว่าง 3 องค์กร คือ ดีแทค ทีโอที และ CAT ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในส่วนของ 1. การใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Resource sharing) ทั้งอุปกรณ์โครงข่ายและคลื่นความถี่ต่างๆ 2.การนำความรู้มาร่วมกัน (Knowledge sharing) โดยการนำความรู้ความเชี่ยวชาญโทรคมนาคมของแต่ละฝ่ายมาแบ่งปันและต่อยอดการทดสอบร่วมกัน และ 3. การแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน (Experience sharing) ทำให้แต่ละฝ่ายไม่ต้องเริ่มต้นใหม่แต่สามารถนำประสบการณ์ที่ได้มารวมกันเพื่อพัฒนาไปข้างหน้า รวมถึงศึกษาถึงข้อจำกัดและอุปสรรคทั้งในด้านเทคโนโลยีและระเบียบข้อกฎหมายต่างๆ 

ดีแทคผนึก ทีโอที CAT ลุยทดสอบ 5G อย่างยั่งยืนพร้อมหาแนวทางธุรกิจ

จากการไปร่วมงานในครั้งนี้ทำให้ รู้เลยว่า 5G กำลังใกล้ตัวเราเข้ามาเรื่อยๆ แม้ว่าตอนนี้ผู้บริโภคอย่างเราจะยังไม่ได้ต้องการอินเทอร์เน็ต 5G ที่เร็วขนาดนั้น แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งต้องการ 5G เมื่อไรเชื่อว่าผู้ให้บริการจะมีให้พร้อมแน่นอน