HUAWEI เปิดตัว “HUAWEI MateBook 13” และ “HUAWEI MateBook 14”

HUAWEI MateBook 13 และ HUAWEI MateBook 14 คือ โน้ตบุ๊กที่นำเสนอนวัตกรรมล่าสุดสู่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไป สวยงาม อัจฉริยะ และมีความล้ำหน้าอย่างแท้จริง โน้ตบุ๊กทั้ง 2 รุ่นนี้ผสานหน้าจอแบบ FullView เข้ากับประสิทธิภาพที่เหนือระดับ 

จุดเด่นด้านการพกพา งานประกอบเปี่ยมคุณภาพ และรูปลักษณ์ที่งดงาม    ช่วยให้ผู้ใช้ทำทุกอย่างได้ในโลกที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าทั้ง 2 รุ่นนี้จะพัฒนาเพื่อผู้บริโภคทั่วไป แต่ก็มีคุณสมบัติด้านการเชื่อมต่อที่ทันสมัยเทียบเท่าโน้ตบุ๊กสำหรับการทำงานระดับมืออาชีพ เช่นการรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ช่วยให้ผู้ใช้ทำสิ่งต่างๆ ได้ดั่งใจ

HUAWEI MateBook 13 และ HUAWEI MateBook 14 พัฒนาสำหรับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่โดยเฉพาะใช้หน้าจอแบบ FullView ที่มีอัตราส่วนการแสดงผลที่ 3:2 ที่เอื้อกับการสร้างสรรค์งานยุคใหม่ ทั้งยังมีขอบหน้าจอบาง รองรับการสัมผัสแบบมัลติทัชสูงสุด 10 จุด และรองรับการสั่งบันทึกภาพหน้าจอโดยใช้ท่าทางการขยับนิ้วมือ ซึ่งสอดรับกับธรรมชาติของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

HUAWEI MateBook 14 ผลิตขึ้นตามแนวคิดเดียวกับโน้ตบุ๊กรุ่นก่อนหน้าของหัวเว่ย คือมีหน้าจอแบบ FullView

huaweimatebook14(2)

HUAWEI MateBook 14

ผลิตอย่างพิถีพิถัน มีรูปลักษณ์ที่งดงาม และมีประสิทธิภาพสูง โน้ตบุ๊กรุ่นนี้ในฐานะผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐานใหม่ของกลุ่มผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กที่มีหน้าจอ 14 นิ้วจากคุณสมบัติของหน้าจอที่ล้ำสมัย ประสิทธิภาพระดับสูงสุด รวมไปถึงคุณสมบัติด้านการเชื่อมต่อที่เป็นที่หนึ่ง ใช้หน่วยประมวลผลกลาง Intel® Core™ i7-8565U รุ่นที่ 8 และหน่วยประมวลผลกราฟิก NVIDIA® GeForce® MX250 

มีช่องพัดลมระบายอากาศที่ได้แรงบันดาลใจมาจากครีบของปลาฉลาม ช่วยระบายความร้อนได้ดีขึ้น แบตเตอรี่แบบมาตรฐานความจุ 57.4 วัตต์พร้อมระบบประหยัดพลังงานนั้นช่วยรองรับการใช้งานได้ตลอดวัน

HUAWEI MateBook 13 ใช้หน่วยประมวลผลกลาง Intel® Core™ i7-8565U processor รุ่นที่ 8 และหน่วยประมวลผลกราฟิก the NVIDIA® GeForce® MX150 ช่องพัดลมระบายอากาศ HUAWEI Shark Fin Fans 2.0 ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากครีบของปลาฉลาม ช่วยระบายความร้อนได้ดีขึ้น 

ไร้เสียงหมุนของพัดลมแม้จะกำลังทำงานด้วยความเร็วสุงสุด คอมพิวเตอร์แบบพกพารุ่นนี้ใช้หน้าจอแบบ FullView ที่มีอัตราส่วนการแสดงผลที่ 3:2 มีอัตราส่วนหน้าจอต่อขอบหน้าจอที่ร้อยละ 88 และรองรับการสัมผัสแบบมัลติทัชสูงสุด 10 จุด

huaweimatebook13

HUAWEI MateBook 13

ทั้งสองรุ่นมาพร้อม HUAWEI Share 3.0 พร้อม OneHop  และระบบแบ่งปันข้อมูลจากคลิปบอร์ด ช่วยให้การแบ่งปันข้อมูลจากสมาร์ทโฟนไปยังคอมพิวเตอร์หรือกลับกันเป็นไปได้โดยง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม 

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ อีกมากสำหรับผู้ใช้รุ่นใหม่ เช่น นักศึกษาที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาหรือพนักงานรุ่นใหม่ขององค์กร เช่น การสั่งบันทึกภาพหน้าจอโดยใช้ท่าทางการขยับนิ้วมือ  คุณสมบัติ Fingerprint Button 2.0 ระบบเสียงDolby Atmos®  และอื่นๆ อีกมาก เหมาะสมกับการทำงานนอกสถานที่ และการส่งต่อหรือแบ่งปันข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ

– ต้องใช้โปรแกรม PC Manager รุ่น 9.1 หรือสูงกว่า
– โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากเวบไซต์ของหัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป
– คุณสมบัตินี้ไม่มีในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในสหรัฐฯ
– บันทึกได้สูงสุด 60 วินาทีต่อเนื่อง
– โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากเวบไซต์ของหัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป
– ต้องใช้โปรแกรม PC Manager รุ่น 9.1 หรือสูงกว่า และคอมพิวเตอร์แลปทอปที่มีหน้าจอสัมผัส
– โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากเวบไซต์ของหัวเว่ยคอนซูมเมอร์บิสสิเนสกรุ๊ป
– ต้องใช้โปรแกรม PC Manager รุ่น 9.1 หรือสูงกว่า และคอมพิวเตอร์แลปทอปที่มีหน้าจอสัมผัส

Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ

หลังจากร่ำลือกันตั้งแต่ปีที่แล้วว่า Samsung จะเปิดตัวมือถือที่มีหน้าจอพับได้ในปี 2019 ในที่สุดตอนนี้ทาง Samsung ก็เปิดตัวมันอย่างเป็นทางการแล้วในชื่อ Galaxy Fold

Samsung Galaxy Fold มีหน้าจอ AMOLED ที่ด้านนอกตัวเครื่องขนาด 4.6 นิ้ว สัดส่วน 21:9 ความละเอียด 840×1,960 พิกเซล และเมื่อกางออกมาจะมีจอด้านในขนาด 7.3 นิ้ว ความละเอียด 1,536×2,152 พิกเซล ซึ่งทาง Samsung ตั้งชื่อมันว่า Infinity Flex AMOLED รองรับการพับได้มากกว่า 200,000 ครั้ง ถ้าเรากางมันวันละ 100 รอบทุกวัน ก็จะใช้ได้ถึง 5 ปี เลยล่ะ

ข้อมูลชิปประมวลผลยังไม่มีการเผยรายละเอียดว่าเป็นรุ่นไหน บอกเพียงแค่ว่าจะเป็นซีพียู 8 คอร์ แบบ 64 บิต ที่พัฒนาด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 7 นาโนเมตร, แรม 12GB, หน่วยความจำภายใน 512GB UFS 3.0 และแบตเตอรี่ขนาด 4,380mAh ตัวเครื่องมีให้เลือก 4 สี คือ Cosmo Black, Space Silver, Martian Green และ Astro Blue

Image Slider Arrow Left
Image Slider Arrow Right

1 / 12

Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Image Slider Arrow Left
Image Slider Arrow Right

ใครที่อยากได้ กำเงินรอไว้เลย ราคาของมันอยู่ที่ $1,980 (ประมาณ 61,700 บาท) จะวางจำหน่ายในวันที่ 26 เมษายน ในต่างประเทศ ส่วนประเทศไทยอาจจะช้ากว่านั้นเล็กน้อย ถ้าไม่ถูกใจจอรูของ Galaxy S10 ก็เก็บเงินไว้ซื้อจอพับแทนแล้วกัน
ที่มา : www.samsung.com , www.engadget.com

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

Opensignal หน่วยงานวิจัยอิสระทางด้านประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของผู้คนทั่วโลก โดยล่าสุดทาง Opensignal ได้มีการเผยแพร่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 4G ใน 77 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการทำวิจัยนี้ด้วย โดยมีกราฟที่น่าสนใจดังนี้

สามารถคลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

ข้อมูลรวบรวมในช่วง 1 ม.ค. 2018 – 31 ธ.ค. 2018

โดยเป็นกราฟเปรียบเทียบความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G ของแต่ละประเทศ (หน่วยความเร็วการดาวน์โหลดข้อมูลคือ Mbps) โดย ค่าสีส้ม คือความเร็วต่ำสุดในช่วงวัน ในส่วน ค่าสีน้ำเงิน คือความเร็วสูงสุดในช่วงวัน โดยประเทศประเทศที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G ในระดับท็อปๆ หัวตารางคือ เกาหลีใต้ ที่มีค่าความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 55.7 Mbps และต่ำสุดที่ 40.8 Mbps และประเทศ สิงคโปร์ ที่มีค่าความเร็วสูงสุดที่ 54.7 Mbps และต่ำสุดที่ 41.4 Mbps

ส่วนประเทศไทย ค่าความเร็วการดาวน์โหลดผ่านเครือข่าย 4G นั้นอยู่ท้ายๆ ตาราง (ตามที่ขีดเส้นสีแดง) โดยความเร็วการดาวน์โหลดสูงสุดในช่วงวันอยู่ที่ 11.7 Mbps และค่าความเร็วต่ำสุดในช่วงวันอยู่ที่ 6.0 Mbps 

***หมายเหตุ : คาดว่าที่ค่าความเร็วเฉลี่ย 4G ของไทย วัดออกมาได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้ใช้งานชาวไทยบางส่วนได้ใช้แอพฯ ของ Opensignal ทำการทดสอบความเร็วเน็ต 4G ในช่วงที่แพ็กเกจข้อมูลหมด ทำให้ความเร็วดรอปลงค่อนข้างมาก ฉุดให้ค่าเฉลี่ยต่ำลง

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

ข้อมูลรวบรวมในช่วง 1 ม.ค. 2018 – 31 ธ.ค. 2018

อีกหนึ่งกราฟจาก Opensignal ที่น่าสนใจคือ การแสดงค่าความเร็วเฉลี่ยการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G ที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาของวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณความหนาแน่นของการที่ผู้คนเข้าถึงข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G พร้อมๆ กัน โดยข้อมูลการวิเคราะห์จาก Opensignal ชี้ชัดว่าความเร็วของระบบ 4G เริ่มลดลงทันทีในเวลาที่ผู้คนเริ่มตื่นนอน (และเริ่มหยิบมือถือมาเล่น) โดยเริ่มตั้งแต่เวลาตี 4 เป็นต้นไป (4 am) ซึ่งผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือโดยทั่วไป นั้นใช้ระบบเครือข่ายที่มีการแชร์ความเร็วกันในกลุ่มผู้ใช้งาน ยิ่งมีคนเข้าใช้งานพร้อมๆ กัน ความเร็วจะถูกหารแบ่งกันไป ทำให้ความเร็วการดาวน์โหลดข้อมูลลดลง และกราฟความเร็วลดลงต่ำสุดในช่วงเวลา 3 ทุ่ม (9 pm) ก่อนที่ความเร็วจะดีดกลับไปสูงขึ้นเมื่อผู้คนเริ่มเข้านอน

ซึ่งความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบ 4G ที่มีความผันผวนเป็นอย่างมากในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งเป็นผลจากความหนาแน่นของจำนวนผู้ใช้งาน ซึ่งค่าความเร็วที่ลดลง เป็นอุปสรรคอย่างมากสำหรับการใช้งานกับแอพพลิเคชั่น รวมถึงรูปแบบการประยุกต์ใช้งานข้อมูลผ่านอุปกรณ์โมบายในยุคถัดไป อย่างเช่น การประชุมจากระยะไกลที่ต้องการส่งข้อมูลทั้งภาพ และเสียงในระดับความละเอียดสูง เสมือนว่าผู้เข้าร่วมการประชุมมานั่งร่วมอยู่ในห้องเดียวกัน การประยุกต์ใช้เครือข่ายไร้สายในรูปแบบนี้ ต้องการความเร็วและความเสถียรในการสื่อสารข้อมูล ซึ่งถ้าขาดความเร็วและเสถียรภาพ ก็ไม่อาจทำให้การใช้งานในลักษณะนี้เกิดขึ้นได้จริง และเป็นข้อจำกัดของการสื่อสารข้อมูลแบบ 4G ในยุคปัจจุบัน โดยที่ระบบเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลแบบ 5G ที่นอกจากจะมีความเร็วที่สูงกว่า 4G แล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ ความเสถียรในการสื่อสารข้อมูลในระดับความเร็วสูงที่ทำได้ดีกว่า

ดยในทางทฤษฎีแล้ว เครื่องข่าย 5G สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 20 Gpbs (กิกะบิตต่อวินาที) ด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ Massive MIMO และให้ความเร็วในการเชื่อมต่อที่ 10 Gpbs กับการเชื่อมต่อแบบมาตรฐาน

ในขณะที่เครือข่าย 4G ทำความเร็วได้สูงสุดได้เพียง 100 Mbps ในช่วงที่มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง (อย่างเช่นการใช้งานมือถือในขณะที่นั่งรถ หรือรถไฟ) และทำความเร็วได้ 1 Gbps ในช่วงที่อยู่กับที่ หรือตอนที่เรากำลังเดิน
ที่มา : opensignal.com , th.wikipedia.org

มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei

ปีนี้เป็นปีที่หลากหลายค่ายต่างเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอแบบพับได้ ก่อนหน้านี้ Samsung เพิ่งจะเปิดตัว Galaxy Fold ไปหมาดๆ ล่าสุด Huawei ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับได้บ้างแล้วในชื่อ Huawei Mate X (อ่านว่า “เอ็กซ์” นะ ไม่ใช่ “เท็น” ที่แปลว่าสิบ)

Mate X มีดีไซน์ที่ค่อนข้างน่าสนใจ โดยมันมาพร้อมกับหน้าจอ OLED ขนาด 6.6 นิ้ว ที่ไม่มีรู และรอยแหว่ง สามารถกางออกมาเป็นหน้าจอขนาด 8 นิ้วได้ รูปแบบการพับจะเป็นการพับโดยเอาหน้าจอออกด้านนอก แตกต่างจาก Galaxy Fold ที่พับเข้าเหมือนปิดหนังสือ และที่ค่อนข้างน่าประทับใจ คือ เวลาพับจอเก็บ มันจะแนบสนิทไปกับอีกฝั่งเลยไม่มีช่องว่างตรงกลางเหมือนของคู่แข่ง กล้องสามตัวบริเวณด้านข้างของตัวเครื่องดีไซน โดยตรงกล้องได้ออกแบบมาให้หนาขึ้นเพื่อเป็นที่จับ คล้ายกับดีไซน์ของ Kindle Oasis เพื่อให้ถือมือเดียวได้ถนัดเวลาที่ใช้ในโหมดแท็บเล็ต

Image Slider Arrow Left
Image Slider Arrow Right

1 / 6

มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei
มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei
มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei
มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei
มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei
มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei

Huawei Mate X มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 9.0 ใช้ชิปประมวลผลที่พัฒนาขึ้นเองอย่าง Kirin 980, ชิปโมเด็ม Balong 5000 5G ที่รองรับเทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 5G ที่ทาง Huawei เคลมว่าดาวน์โหลดได้เร็วกว่า 4G ถึง 4 เท่า, แบตเตอรี่ขนาด 4,500 mAh, แรม 8GB และ รอม 512 GB รองรับการขยายเพิ่มด้วยไมโครเอสดีการ์ดสูงสุด 256GB

ใครที่สนใจก็เก็บเงินรอเลย ราคาเปิดตัวที่ $2,600 หรือประมาณ 81,400 บาท คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงกลางปี 2019
ที่มา : www.cnet.com , consumer.huawei.com

depa ร่วมมือบริษัทชั้นนำด้านนวัตกรรม IoT จากสิงค์โปร์ พลักดันผู้ประกอกการสู่ ไทยแลนด์ 4.0

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2019 – ดร. ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) หรือ ดีป้า เป็นตัวแทนลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท Unity และ Spotwerkz เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางเทคนิค สนับสนุน Digital Park Thailand และ IoT Instiute ภายใต้นโยบาย ไทยแลนด์ 4.0

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา depa (ดีป้า) หรือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 4 บริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านแพลตฟอร์มและโซลูชั่น IoT และด้านการลงทุนภายในภูมิภาคอาเซียน ประกอบด้วย Willowmore, Gobi Partners, Unabiz และ Ascent Solutions เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้ใช้แพลตฟอร์ม และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ เพื่อยกระดับมาตรฐาน และประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยให้เทียบเท่าสากล

depa ร่วมมือบริษัทชั้นนำด้านนวัตกรรม IoT จากสิงค์โปร์ พลักดันผู้ประกอกการสู่ ไทยแลนด์ 4.0

โดยบริษัท Unity เป็นผู้นำทางด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับเกมส์ โดยมีการนำไปใช้ในการผลิตเกมส์กว่า 2 ใน 3 ของการผลิตเกมส์ทั่วโลก นอกจากนี้ทาง Unity ยังเป็นผู้ให้บริการทางด้าน 3D automotive design เครื่องมือสำหรับออกแบบยานยนต์ และ Industrial and architectural services รวมถึงบริการทางด้าน Film and animation เครื่องมือสำหรับการสร้างภาพยนตร์และอนิเมชั่น โดยบริการเหล่านี้มีความสำคัญในการสนับสนุน และผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการ SMEs สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีบริษัท Spotwerkz ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ Big data analytics เป็นผู้ได้รับสิทธิในการใช้โซลูชั่นของ Unity ในประเทศไทย

ดร. ภาสกร กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่าง depa กับ 6 บริษัทชั้นนำด้านนวัตกรรม IoT ในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดและพัฒนาส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับสากล เพื่อสานต่อนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ช่วยยกระดับขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้กับนานาประเทศ จากการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่มีประสบการณ์และความรู้ ซึ่งพร้อมร่วมพัฒนาบุคลากรไทยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ จุดประกาย และเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการของไทย ในการรองรับการดำเนินธุรกิจรูปแบบดิจิทัลต่อไปในอนาคต

7 เทรนด์ธุรกิจความงาม 2019

ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่ทุกคนให้ค่านิยมความสวยความงามกันเป็นอย่างมาก ทำให้ธุรกิจด้านความงามในประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไล่มาตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมไปจนกระทั่งผลิตภัณฑ์ดูแลเล็บเท้า รวมทั้งการเกิดขึ้นของสถาบันความงามต่างๆ ที่พร้อมรองรับทุกความต้องการของทุกเพศทุกวัย

ส่งผลให้ปัจจุบัน การแข่งขันในวงการธุรกิจความงามนั้นเข้มข้นเป็นอย่างมาก จากผู้ประกอบการเครื่องสำอางรายย่อย หรือ SMEs ก้าวสู่ระดับนานาชาติได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ถือเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างเร็ว อย่างไรก็ตามการตอบสนองเพื่อให้ทันกับกระแสปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ “สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA” จึงได้เผยถึงเทรนด์ตลาดความงามในปี 2019 เพื่อให้รู้ทันเทรนด์แห่งอนาคต ซึ่งพบว่า 7 เทรนด์ความงามในปี 2019 ที่มาแรงและจำเป็นต้องรู้เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจมีดังนี้ครับ

1. เครื่องสำอางออแกนิก 
จากกระแสนิยมรักสุขภาพและการใฝ่หาความเป็นธรรมชาติ 100% ส่งผลให้ผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาเน้นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น จึงเป็นเทรนด์ที่ยังร้อนแรงและเด่นชัดมากที่สุด ซึ่งไม่เพียงแค่ใช้พืชพรรณสมุนไพร แต่ยังรวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ที่ต้องใส่ใจในการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น ขวดแก้วที่ใส่บรรจุภัณฑ์แทนขวดพลาสติก กล่องสินค้าที่ย่อยสลายและมีกลิ่นอ่อนๆของธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อผู้ใช้แล้ว ยังเป็นการช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง เพราะการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเท่ากับลดการใช้สารเคมี และยังเป็นการสร้างความน่าสนใจที่แตกต่างกับสินค้าทั่วไปในท้องตลาดได้อีกด้วย

2. นวัตกรรมเทคโนโลยีความงาม
นวัตกรรมและเทคโนโลยี ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้ดำเนินธุรกิจควรเริ่มตั้งแต่การคิดค้นสูตร การวิจัย ต่อเนื่องถึงกระบวนการผลิต เช่น เครื่องจักรที่ทันสมัย การใช้วัตถุดิบที่แตกต่าง ระบบควบคุมคุณภาพที่ใช้ในระหว่างการผลิต การจัดเก็บ ตลอดจนถึงขั้นตอนการขนส่งถึงลูกค้า และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เช่น การใช้นวัตกรรมลดริ้วรอย ส่วนผสมเพื่อการบำรุงผิวพรรณ นวัตกรรมยกกระชับต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อวิถีผู้บริโภคสมัยใหม่ และยังเป็นการสร้างแบรนด์ให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

3. สมุนไพรไทย Only in Thailand
ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งสมุนไพรที่ได้การยอมรับจากทั่วโลก วิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไทยกับแบรนด์ต่างประเทศคือ การใช้ส่วนผสมที่มาจากเมืองไทยที่หาได้เพียงที่นี่ที่เดียว แต่อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ด้วยการเสริมงานวิจัยและวิทยาศาสตร์มาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ซึ่งกลยุทธ์ข้อนี้ถือเป็นแนวทางส่งเสริมให้กับกระแสออแกนิกที่กำลังทวีกระแสให้เติบโตควบคู่กันได้ดียิ่งขึ้น

4. ไอโอที สมาร์ท บิวตี้
Internet of Things หรือ IoT เป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ และคงจะดีไม่น้อยหากมีเครื่องสำอางที่ชาญฉลาด อำนวยความสะดวกด้านผลลัพธ์ที่ได้มากกว่า “ความสวย” และเชื่อมโยงกับโลกอินเทอร์เน็ตไร้สายได้ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การใช้เซนเซอร์ผนึกกับผิวหนังเผื่อตรวจวัดค่าแสง UV พร้อมรายงานให้ผู้ใช้ทราบผ่านมือถือแบบเรียลไทม์ การสร้างแอปพลิเคชั่นเสริมเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับรู้ถึงผลกระทบจากสภาวะแวดล้อมที่มีผลต่อร่างกาย การสแกนใบหน้าเพื่อวัดค่าอันตรายจากการใช้เครื่องสำอาง ฯลฯ ทั้งนี้ กลยุทธ์การใช้ IoT เป็นโอกาสที่จะได้ทั้งการจดจำแบรนด์ ช่วยดึงดูดความสนใจ รวมถึงเป็นการสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นใหม่ให้กับผู้บริโภค ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ก็เริ่มมีแบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังได้พัฒนาแคมเปญการตลาดดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

5. ตอบโจทย์ทุกเฉดสีผิว 
ทุกวันนี้ เครื่องสำอางหลายแบรนด์ระดับโลกได้หันมาให้ความสำคัญในเรื่องความหลากหลายของผู้บริโภคมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดและทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นหลัก และต้องเข้าใจทุกปัญหาของผู้บริโภคที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดเพื่อตอบทุกโจทย์และเข้าถึงการตลาดได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ เทรนด์ดังกล่าวยังช่วยให้ผู้ใช้ได้ความรู้สึกแห่งความเท่าเทียมรวมทั้งช่วยให้เกิดความภักดีต่อแบรนด์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

6. Anti–Pollution ดูดีได้ในทุกสภาวะ 
จากปัญหามลภาวะในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกับคนเมือง ถือเป็นปัญหาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น ไอเสียจากการจราจร ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า โดยสิ่งเหล่านี้ถือเป็นภัยที่ทำร้ายสุขภาพและความสวยงามได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การผลิตเครื่องสำอางเพื่อปกป้องผิวจึงเป็นอีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจและเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ผู้บริโภคจะมีความต้องการผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน

7. หอมแบบไม่ต้องใส่น้ำหอม
การใช้กลิ่นเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้ว่าหลากหลายแบรนด์ได้นำแรงบันดาลใจนำกลิ่นต่างๆ มาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในเรือนร่างตั้งแต่หัวจรดเท้าเช่น กลิ่นผลไม้ กลิ่นขนมหวาน กลิ่นเครื่องดื่ม กลิ่นดอกไม้ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ในข้อนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ที่ต้องทำ เพราะแบรนด์ทั่วไปทำเท่านั้น แต่เป็นการเข้าถึงความรู้สึกและให้ประโยชน์เพิ่มเติมเช่น ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แก้อาการวิตกกังวล ให้ความรู้สึกสดชื่น เป็นต้น

และทั้งหมดนี้ถือเป็นแนวทางที่ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่ทำธุรกิจด้านความงามจำเป็นต้องรู้ เพื่อก้าวทันเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคและนำมาปรับใช้ในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เพื่อเจาะตลาดให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและขยายช่องทางการค้าให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณที่มา : สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ DITP

ปลายปี Apple เตรียมปล่อยหูฟังไร้สาย AirPods 2 และแท่นชาร์จไร้สาย Apple AirPower

อุปกรณ์ใหม่ของทาง Apple ออกมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์เสริมอย่าง หูฟังไร้สาย Apple AirPods 2 ที่ทาง MySmartPrice ได้บอกว่า หูฟังไร้สายใหม่นี้ จะมาพร้อมกับดีไซน์แบบเดียวกับรุ่นแรก แต่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีกว่าตัวก่อนหน้า และถึงแม้ว่าจะไม่มีข้อมูลการยืนยันใดๆ จาก Apple แต่ก็มีการคาดการณ์ว่า AirPods 2 จะมาพร้อมกับมาตรฐาน Bluetooth 5.0 ที่ใช้พลังงานต่ำอีกด้วย

คาด! ปลายปี Apple เตรียมเปิดตัวหูฟังไร้สาย AirPods 2 และแท่นชาร์จไร้สาย Apple AirPower

ในส่วนสเปคและดีไซน์ของ AirPods 2 อาจจะไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้รู้สึกว้าวเท่าไหร่ ซึ่งหูฟังใหม่นี้จะเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพ เสียงซะมากกว่า และสิ่งที่น่าสนใจก็น่าจะเป็นการพัฒนาเสียง Bass ให้ดีขึ้นนี่แหละ สำหรับใครที่ชอบฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจก็คงจะเข้าใจในส่วนนี้ดี นอกจากนี้ตัวอุปกรณ์จะมีการเคลือบผิววัสดุแบบเดียวกับสมาร์ทโฟน Google Pixel เพื่อป้องกันการลื่นอีกด้วย

นอกจากนี้ AirPods 2 ยังได้เพิ่มเซ็นเซอร์ใหม่สำหรับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ด้วย ทั้งนี้ข้อมูลเกี่ยวกับอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ใหม่ และรุ่นนี้ มีให้เลือกด้วยกัน 2 สี ได้แก่ ขาว และ ดำ โดยราคาจะอยู่ราวๆ 6,300 บาท (200 เหรียญสหรัฐ) ส่วนวันที่เปิดตัว คาดว่าจะเป็นช่วงปลายปีนี้

คาด! ปลายปี Apple เตรียมเปิดตัวหูฟังไร้สาย AirPods 2 และแท่นชาร์จไร้สาย Apple AirPower

ในส่วนของ AirPower Wireless Charging Pad นั้นคาดว่าจะเปิดตัวพร้อมกับ AirPods 2  ซึ่งตัวแผ่นชาร์จไร้สายนี้จะมีความหนาพอสมควรเพราะมีการใช้ระบบขดลวด 3 ชั้น แบบ 8-7-7 คาดว่าจะเปิดตัวด้วยราคาราวๆ 4,700 บาท (150 เหรียญสหรัฐ)

โดย Wireless Charging Pad นี้แน่นอนว่าสามารถนำไปใช้งานร่วมกับ iPhone รุ่นล่าสุด รวมทั้งรุ่นก่อนหน้าที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ ซึ่งก็หวังว่า เราจะได้เห็น AirPower ออกสู่ตลาดซักทีในปีนี้
ที่มา : www.gizmochina.com

Sony เพิ่มโมเดล Xperia XZ3 Plus จัดหนักจอโคตรกว้าง อัตราส่วน 21:9

หลุดภาพเรนเดอร์อย่างเป็นทางการของสมาร์ทโฟน Sony เรือธงล่าสุดออกมา เผยให้เห็นว่า Xperia XZ3 มีอยู่ด้วยกัน 2 โมเดล โดยทั้ง 2 โมเดลมีขนาดความกว้างที่พอๆ กัน แต่อีกรุ่นนึงมีความสูงมากกว่า เท่ากับว่าเราจะได้อัตราส่วนหน้าจอใหม่บนสมาร์ทโฟนที่กว้างขึ้นไปอีก

โดยสำหรับ Xperia XZ3 รุ่นปกติ จะเป็นหน้าจอขนาด 5.9 นิ้วที่อัตราส่วน 18:9 แต่สำหรับอีกโมเดลจะใช้ชื่อว่า Xperia XZ3 Plus ที่มีขนาดจอใหญ่ขึ้นมาเป็น 6.5 นิ้ว และเปลี่ยนอัตราส่วนหน้าจอเป็น 21:9 ซึ่งเป็นสัดส่วนหน้าจอสมาร์ทโฟนแบบ 4K UHD ที่ฉีกออกมาจากตลาดหน้าจอสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ตอบเทรนด์การชมวีดีโอบนสมาร์ทโฟนจอใหญ่ๆ ที่คราวนี้มีความกว้างเพียงพอที่จะเล่นภาพยนตร์ใหม่ๆ ที่มีอัตราส่วนจอกว้างๆ แบบไม่มีขอบดำได้สบายๆ เลย

หลุดภาพเรนเดอร์! Sony เพิ่มโมเดล Xperia XZ3 Plus จัดหนักจอโคตรกว้าง อัตราส่วน 21:9

นอกจากเรื่องของหน้าจอแล้ว จะเห็นว่า Xperia XZ3 ทั้ง 2 โมเดล ไม่ได้ใช้หน้าจอรอยบาก (Notch) เหมือนอย่างสมาร์ทโฟนอื่นๆ ในตลาด แต่เลือกที่จะเหลือขอบจอด้านบนเอาไว้ติดตั้งกล้องและลำโพงสนทนา ปล่อยให้หน้าจอด้านล่างเป็นจอแบบไร้ขอบ ส่วนกล้องหลังหันมาใช้กล้องเลนส์คู่ และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ที่ปุ่มด้านข้างจอเช่นเดิม

หลุดภาพเรนเดอร์! Sony เพิ่มโมเดล Xperia XZ3 Plus จัดหนักจอโคตรกว้าง อัตราส่วน 21:9

ที่มา : www.slashgear.com

เปิดตัว Alienware Area-51m มาพร้อมดีไซน์ใหม่ และอัพเกรดสเปกเองได้

Dell หรือ Alienware ประกาศเปิดตัว Area-51m R1 กับมาดใหม่ สวยงามยิ่งขึ้น และเป็นโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งตัวแรกของโลก ที่สามารถเปลี่ยนการ์ดจอกับซีพียู อัพเกรดสเปกเองได้เหมือน Desktop PC กันเลย

ถือเป็นครั้งแรกในรอยหลายปีเลย ที่ทาง Alienware แบรนด์โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งระดับ Hi-End ได้ปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ โดยรอบนี้มาเป็น ‘ยานอวกาศ’ สมชื่อแบรนด์กว่าเดิมเลย ในงาน CES 2019 ทาง Dell (ที่ปัจจุบันเป็นเจ้าของแบรนด์นี้) ได้ประกาศเปิดตัว Alienware Area-51m โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งมาดใหม่จาก Alienware และเป็นโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งตัวแรกของโลก ที่สามารถเปลี่ยนการ์ดจอกับซีพียูได้ในตัว !!

สำหรับตัว Area-51m ก็มาพร้อมดีไซน์ใหม่เกือบทั้งหมด โดยมีการเล่นลวดลายมากขึ้น มีสีอื่นให้เลือกนอกจากสีดำเทาเหมือนก่อน และที่สำคัญคือมีน้ำหนักเบาขึ้น โดยตัวเครื่องมีน้ำหนักอยู่ที่ 2.15 กิโลกรัม จากแต่เดิมเกือบ 3 กิโลกรัม ตัวเครื่องมาพร้อมหน้าจอขนาด 17.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD สามารถเลือกได้ว่าจะเอาจอ 60Hz หรือ 144Hz พร้อม G-SYNC กับใส่เซ็นเซอร์ตรวจจับดวงตา (Eye-Tracking) จาก Tobi ด้วยหรือไม่ ส่วนสเปกภายใน (แบบขั้นสุด) ตัวเครื่องจะมาพร้อมซีพียู Intel Core i9-9900K กับการ์ดจอ Nvidia Geforce RTX 2080 แรมใส่ได้สูงสุด 64GB และสุดท้าย SSD ใส่ได้สูงสุด 1TB

ปกติในโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งทั่วไป จะอัพเกรดได้เฉพาะแรมกับ HDD หรือ SSD เท่านั้น แต่ใน Area-51m สามารถถอดเปลี่ยนซีพียูกับการ์ดจอได้ด้วย เนื่องจากตัวเครื่องใช้เมนบอร์ดชิปเซ็ต Z390 แบบเดียวกับที่ใช้ในเกมมิ่ง Desktop PC นี้เอง อย่างไรก็ตามการถอดเปลี่ยนนั้น (จากที่ดูคลิปต่างประเทศ) ต้องใช้ทักษะพอสมควร เพราะต้องถอดส่วนอื่น ๆ หลายอย่าง ก่อนจะไปถึงส่วนที่เป็นซีพียูกับการ์ดจอจริง ๆ และทั้งนี้ตัวการ์ดจอต้องใช้รุ่นที่เป็น ‘mobile’เท่านั้น ไม่ใช่แบบเต็มใบที่คุ้นเคย ส่วนซีพียูสามารถถอดได้เหมือนตอนประกอบ Desktop PC เลย เผิิ่อ i9-9900K สูงไป ก็เปลี่ยนไปใช้ i7-8700 หรือ i7-9700K แทนก็ได้

ท้ายนี้ Alienware Area-51m R1 ก็มาพร้อมระบบระบายความร้อนเฉพาะตัวอย่าง Advanced Alienware Cryo-Tech v2.0 ที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม และพอร์ทเชื่อมต่อการ์ดจอเสริมอย่าง Alienware Graphics Amplifier และสุดท้ายราคาตัวเครื่อง ก็เริ่มต้นที่ 2,549 เหรียญฯ หรือประมาณ 82,000 บาท (ในไทยคง 99,900 แน่ ๆ) เริ่มวางจำหน่ายช่วงกลางปีนี้ครับ

ที่มา : dell.comThe Verge

เปิดตัว HP Spectre x360 (2019) กับดีไซน์มุมตัด รูปลักษณ์ใหม่ หรูหรายิ่งขึ้น

เอชพี อิงค์ ประเทศไทย เผยโฉม HP Spectre x360 ตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์อย่างสมบูรณ์ กับดีไซน์ใหม่ เพิ่มเสน่ห์เย้ายวนใจโดดเด่นสะกดทุกสายตา กับเพิ่มฟีเจอร์รักษาความปลอดภัย และรองรับการใช้เพื่อความบันเทิงและการใช้งานที่หลากหลายขึ้น ครบสมบูรณ์แบบในเครื่องเดียว

เอชพี อิงค์ ประเทศไทย เผยโฉม HP Spectre x360 นวัตกรรมใหม่และโซลูชั่นสร้างสรรค์เพื่อวิถีชีวิตที่ทันสมัย ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์อย่างสมบูรณ์แบบ HP Spectre x360 กับดีไซน์การออกแบบที่เพิ่มเสน่ห์เย้ายวนใจโดดเด่นสะกดทุกสายตา สะท้อนความหรูหราที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในพีซีแบบพกพา สมรรถภาพการทำงานเต็มเปี่ยมพร้อมฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยที่ได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพสูงขึ้น รองรับการใช้เพื่อความบันเทิงและการใช้งานที่หลากหลาย ครบสมบูรณ์แบบในเครื่องเดียว

ปัจจุบัน โลกทางกายภาพและดิจิทัลมีการผสมผสานเข้าด้วยกัน ทำให้การทำงานและการใช้ชีวิตกลายเป็นหนึ่งเดียว หรือ “One life” ทุกคนต้องการความยืดหยุ่น ความคล่องตัว ความสามารถที่จะทำงานหรือพักผ่อนตอนไหนหรือทำงานจากที่ไหน ก็ได้ ดังนั้นระบบความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ1 of 5  

เอชพี พัฒนาคอนเวอร์ติเบิลพีซีรุ่นล่าสุด ได้แก่ HP Spectre 13 x360 ให้มีความสมบูรณ์แบบทั้งดีไซน์และการใช้งานที่ครบครันรอบด้าน อัดแน่นประสิทธิภาพและระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ เป็นการส่งมอบประสบการณ์การใช้งานอันน่าที่งผ่านเทคโนโลยีด้วยรูปลักษณ์หรูหราทันสมัยด้วยสีน้ำเงินเข้ม Poseidon Blue หรือในสีโทนดำเข้มอย่าง Dark Ash Silver ตกแต่งขอบโดยรอบด้วยสี Copper Luxe การออกแบบคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งาน ตัวเครื่องดีไซน์มุมตัดช่วยให้เปิดฝาพับง่ายขึ้นและสวยเด่นขึ้นแบบ Gem Cut Design เหลี่ยมหน้าตัดเลียนแบบการเจียระไนอัญมณี ด้วยวัสดุอะลูมิเนียมขอบ CNC

เสริมความพร้อมด้วยพอร์ต USB Type-C ที่มุมเครื่องสำหรับการเชื่อมต่อเคเบิลได้สะดวกขึ้น ยกระดับความปลอดภัยด้วยฟีเจอร์ HP Sure View ปกป้องความเป็นส่วนตัวบนจอ และปุ่มปิด-เปิดกล้องเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เสริมด้วยหน้าจอทัชสกรีน micro-edge คมชัดระดับ 4K ศักยภาพสูงขึ้นทั้งในด้านความบันเทิงและการใช้งานที่หลากหลายด้วยโปรเซสเซอร์ใหม่ล่าสุดจาก Intel® Core™ เจเนอเรชั่น 8 มีซอฟต์แวร์อัจฉริยะกู้คืน BIOS และระบบระบายความร้อนได้ดี

สัมผัสสุดยอดประสบการณ์การใช้งาน HP Spectre 13 x360 ได้แล้ววันนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายชั้นนำใกล้บ้านท่านหรือ www.hpstorethailand.com