Xiaomi เปิดตัว Mi Notebook Air จอ 12.5 นิ้ว ราคาน่าคบหาเพียง 19,000 บาท

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว Xiaomi ได้เปิดตัว Mi Notebook Air ขนาด 13.3 นิ้ววางจำหน่ายในประเทศจีน ล่าสุดก็ได้เปิดตัว Mi Notebook Air เวอร์ชันจอ 12.5 นิ้วออกมาเพิ่มแล้ว ซึ่งสนนราคาอยู่ที่ 3999 หยวน หรือประมาณ 18,500 บาท

สำหรับสเปกเครื่องนั้น เป็นหน้าจอ Full HD และขอบจอบางเพียง 5.7 มิลลิเมตร ซีพียู 7th Generation Intel Core i5 แรม 4 GB หน่วยความจำภายใน 256 GB โดยตัวดีไซน์เครื่องก็ถอดแบบมาจากตัว 13.3 นิ้ว ความหนาเครื่องอยู่ที่ 12.9 มิลลิเมตร และหนักเพียง 1.07 กิโลกรัม รายงานระบุว่าแบตเตอรีสามารถใช้งานได้ถึง 11.5 ชั่วโมง รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 10 รวมทั้งพอร์ตเชื่อมต่อ USB-C และฟีเจอร์ชาร์จเร็ว สำหรับวันวางจำหน่ายของรุ่น 12.5 นิ้วนี้ยังไม่ยืนยันออกมา แต่คาดว่ารายละเอียดอื่น ๆ จะเปิดเผยเร็ว ๆ นี้

หนังของ MCU ช่วยส่งให้ IMAX โกยเงินทั่วโลกได้เกิน 1 พันล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก

โรงภาพยนตร์ของ IMAX ได้รับอานิสงส์จากหนังเรื่องต่างๆ ของ Marvel ที่เข้าฉายในปีนี้ จนทำให้สามารถทำรายได้จากการขายตั๋วทั่วโลกได้เกินหลัก 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 33,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก! 

แม้ว่า IMAX จะมีมานานร่วม 50 ปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยประสบความสำเร็จมากเท่านี้มาก่อน ซึ่งนอกจากหนังทำเงินของฮอลลีวู้ดจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งแล้ว ปี 2018 ยังถือเป็นปีที่ IMAX สามารถโกยเงินได้จากหนังภาษาท้องถิ่นของประเทศต่างๆ ที่เข้าฉายในโรงด้วย ทั้งในประเทศจีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, รัสเซีย และอินเดีย โดยทำรายได้รวมกันได้สูงเป็นสถิติถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (3,300 ล้านบาท)

หนังของ MCU ช่วยส่งให้ IMAX โกยเงินทั่วโลกได้เกิน 1 พันล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก!

ทั้งนี้ จากรายงานของเว็บไซต์ Deadline ระบุว่า หนังที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปีนี้ 2 อันดับแรกล้วนเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ในจักรวาล Marvel (MCU) โดยเรื่อง Avengers: Infinity War ทำรายได้สูงสุด ตามมาด้วย Black Panther  ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ Jurassic World: Fallen Kingdom ของค่าย Universal Pictures

หนังของ MCU ช่วยส่งให้ IMAX โกยเงินทั่วโลกได้เกิน 1 พันล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก!

ส่วนหนังซูเปอร์ฮีโร่ของจักรวาล DC อย่าง Aquaman ที่กำลังเข้าฉายอยู่ในตอนนี้ ก็คาดว่าจะขึ้นมาครองอันดับ 4 ในปีนี้ได้เช่นกัน ขณะที่ Venom และ Ant-Man and the Wasp ต่างก็ติดเข้ามาในอันดับท็อป 10 ด้วย นั่นหมายความว่าหนัง 10 เรื่องที่คนซื้อตั๋วเข้าไปดูในโรง IMAX นั้น มีถึง 5 เรื่องที่ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูน (comic book)

สรุป 10 อันดับหนังทำเงินในโรงภาพยนตร์ IMAX ประจำปี 2018 มีดังนี้
1. Avengers: Infinity War
2. Black Panther
3. Jurassic World: Fallen Kingdom
4. Mission: Impossible – Fallout
5. Ready Player One
6. Aquaman
7. Venom
8. Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald
9. Ant-Man and the Wasp
10. The Meg
ที่มา : www.cbr.com , screenrant.com , screenrant.com

PlayStation Japan เผยเทรลเลอร์ใหม่ให้ผู้เล่น VR สามารถรับชมคอนเสิร์ต Utada Hikaru ได้ในระยะประชิด!

Utada Hikaru จัดเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานมากที่สุดคนหนึ่งในวงการเพลงญี่ปุ่น ด้วยการทำเพลงและเรียบเรียงเพลงด้วยตนเองทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการของการทำเพลง ถือเป็นศิลปินที่มีสไตล์เป็นของตนเองค่อนข้างชัดเจน และทำให้แฟนเกมส์ Kingdom Hearts ต่างประทับใจกับเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอด้วยเพลง HikaruSimple and CleanPassion, และ Sanctuary อันเป็นเพลงประกอบซีรี่ส์นี้ตั้งแต่เปิดตัวเกมส์ภาคแรกเลยเชียวค่ะ

และด้วยการเป็นศิลปินที่มีผลงานเพลงประกอบซีรี่ส์เกมส์ Kingdom Hearts เรื่อยมานี้เอง จึงทำให้ทาง Sony ตัดสินใจทำคอนเสิร์ตของเธอขึ้นมาในรูปแบบ VR พร้อมเปิดให้ผู้เล่นได้รับชมกันแบบฟรีๆ กับสองเพลงประกอบเกมส์ “Hikari” และ “Chikai” โดย Chikai นั้น เป็นเพลงใหม่ล่าสุดที่จะถูกนำมาเป็น Original Soundtrack ของ Kingdom Hearts III ซึ่งมีกำหนดวางขายเกมส์ทั่วโลกในวันที่ 29 มกราคม 2019 และเพื่อเรียกน้ำย่อยก่อนไปดูฉบับเต็มกัน ทางโซนี่ญี่ปุ่นก็ได้ปล่อยเทรลเลอร์เพลง Hikari ที่ถูกถ่ายทำเฉพาะสำหรับรับชมด้วย PS VR ออกมาให้เราได้ชมกันพร้อมคลิปวิดีโอเบื้องหลังการถ่ายทำอีกด้วย 

Captain Marvel และ Avengers: Endgame เป็นหนังที่คนรอดูมากสุดในปี 2019

หนังที่มีแฟนๆ เฝ้ารอดูมากที่สุด (Most-Anticipated Films) ประจำปี 2019 ออกมาแล้ว โดยวัดความสนใจของแฟนหนังจากเพจวิวของหนังแต่ละเรื่อง ซึ่งปรากฏว่าหนังของค่าย Marvel Studios ติดโผเข้ามาใน 2 อันดับแรก คือ Captain Marvel ในอันดับ 1 ตามด้วย Avengers: Endgame ในอันดับ 2
ทั้งนี้ หากวัดเฉพาะยอดวิวเทรลเลอร์ หรือตัวอย่างหนังเพียงอย่างเดียว ก็ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน เพราะ Captain Marvel ซึ่งมีโปรแกรมเข้าฉายในวันที่ 8 มี.ค. 2019 ถือเป็นหนังเรื่องแรกของ Marvel ที่มีผู้หญิงมารับบทนำ จึงทำให้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยยอดคนดูเทรลเลอร์ใน 24 ชั่วโมงแรกที่ปล่อยออกมานั้นสูงถึง 109 ล้านวิวเลยทีเดียว 

ขณะที่ Avengers: Endgame ซึ่งเพิ่งปล่อยเทรลเลอร์ออกมานั้น มียอดวิวใน 24 ชั่วโมงแรกสูงเป็นสถิติใหม่ที่ 289 ล้านวิว แทนที่เจ้าของสถิติเดิมอย่าง Avengers: Infinity War (230 ล้านวิว) ไปเป็นที่เรียบร้อย ก่อนที่หนังจะเข้าฉายในวันที่ 26 เม.ย.2019 ซึ่งยอดคนดูเทรลเลอร์มักจะคู่ขนานไปกับการวัดเพจวิวบน IMDb อยู่แล้ว เพราะแฟนๆ เองก็อยากจะรู้เรื่องราวของหนัง และนักแสดงให้มากขึ้น จึงถือว่าไม่ได้พลิกโผมากนัก

นอกจากนี้ อันดับอื่นๆ ในท็อป 10 ของหนังที่คนเฝ้ารอดูมากที่สุดในปีหน้า ยังมีหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนติดโผหลายเรื่องด้วย ทั้ง Dark Phoenix ที่เข้ามาในอันดับ 3, The Joker ของผู้กำกับ Todd Phillips ในอันดับ 8 ขณะที่ Hellboy ที่เพิ่งปล่อยเทรลเลอร์ตัวแรกออกมา ติดโผเข้ามาในอันดับ 10
ที่มา : www.cbr.com

10 ไอเดียของขวัญปีใหม่ 2019 เอาใจสายเทคโนโลยี

1. iPad Pro 2018

          ประเดิมตัวแรกด้วย iPad Pro รุ่นใหม่ ปี 2018 ที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมาก โดยรุ่นนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ตัวเครื่องใหม่ ขอบจอบางกว่าเดิม ไม่มีปุ่มโฮม และไม่มีรอยบาก มีหน้าจอให้เลือก 2 ขนาด คือ 11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว เป็นหน้าจอแบบ Liquid Retina Display พร้อมเทคโนโลยี ProMotion ที่จะปรับ refresh rate ของหน้าจออัตโนมัติตามความเหมาะสม สูงสุดที่ 120Hz

          ด้านสเปกใช้ชิป A12X Bionic ที่ประมวลผลได้เร็วกว่าเดิมถึง 35% เมื่อทำงานแบบ 1-core และเร็วขึ้นถึง 90% เมื่อทำงานเต็ม 8-core รวมทั้ง GPU 7-core ที่ประมวลผลกราฟิกได้ดีกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ระดับใกล้เคียงกับเครื่องเกมคอนโซล และรองรับ AR ได้เป็นอย่างดี บริเวณขอบจอด้านบนมี Face ID และกล้อง TrueDepth สำหรับการสแกนใบหน้า และแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นาน 10 ชั่วโมง สำหรับพอร์ต Lightning นั้นจะถูกตัดออกแล้วเปลี่ยนเป็น USB-C แทน ซึ่งสามารถใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้กับ iPhone ได้ด้วย

          พร้อมด้วย Apple Pencil รุ่นใหม่ที่มีดีไซน์ต่างไปจากเดิม มีแม่เหล็กสำหรับติดกับตัวเครื่อง iPad Pro และชาร์จแบบไร้สายได้ พร้อมทั้งรองรับ Gesture อย่างการแตะหรือปัดที่ตัวปากกา

ราคา iPad Pro รุ่นจอ 11 นิ้ว เริ่มต้นที่ 28,900 บาท และรุ่นจอ 12.9 นิ้ว เริ่มต้นที่ 35,900 บาท

2. Apple Watch Series 4

          สินค้ายอดนิยมอีกชื้นจากแอปเปิล ล่าสุดเปิดตัวรุ่นใหม่เดินทางมาถึง Series ที่ 4 แล้ว โดยมาพร้อมดีไซน์อินเทอร์เฟซหน้าปัดแบบใหม่ พร้อมลูกเล่นและฟีเจอร์ใหม่ ๆ โดยยังคงดีไซน์ตัวเรือนแบบเดิม มีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น เป็น Apple Watch ที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมเทคโนโลยีจอภาพใหม่ในชื่อ LTPO ที่ทำให้ประหยัดพลังงานได้มากขึ้น แค่ชาร์จเพียงครั้งเดียวก็ใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 18 ชั่วโมง

          อินเทอร์เฟซของ Apple Watch Series 4 ถูกยกเครื่องดีไซน์ใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สามารถแสดงข้อมูลได้มากขึ้นพร้อมรายละเอียดที่อัดแน่นยิ่งขึ้น รวมทั้งหน้าปัดนาฬิกาอินโฟกราฟิกแบบใหม่ที่รองรับกลไกหน้าปัดได้สูงสุดถึง 8 กลไก แค่เหลือบมองครั้งเดียว คุณก็เห็นได้และทำได้มากขึ้นกว่าที่เคยแล้ว ส่วนเม็ดมะยม Digital Crown นั้นก็มีการปรับปรุงเช่นกัน โดยจะมีการสั่นตอบสนองต่อการหมุนที่แม่นยำมากขึ้น กลไกภายในมีความซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม มีชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น 20% แต่ขนาดเล็กลง 30%

ราคาเริ่มต้นที่ 14,400 บาท

3. Surface Go

          แท็บเล็ต Surface รุ่นใหม่ของไมโครซอฟท์ หน้าจอ 10 นิ้ว ที่มีขนาดเล็กที่สุดและราคาถูกที่สุด โดยยังคงไว้ซึ่งความพรีเมียมตามแบบฉบับของ Surface โดยตัวเครื่องนั้นบางเพียง 8.3 มม. และมีน้ำหนักเพียง 0.52 กก. เท่านั้น มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 10 นิ้ว ซึ่งถือว่าไม่ใหญ่เกินไป ทำให้พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก มีอัตราส่วนหน้าจออยู่ที่ 3:2 ใช้งานได้หลากหลายไม่ว่าจะใช้ทำงานเอกสาร งานกราฟิก รับชมสื่อบันเทิง อ่านหนังสือ รวมทั้งใช้ในด้านการศึกษา

          นอกจากนี้ก็ยังมีขาตั้งในตัว ปรับเอนได้ 165 องศา และรองรับ Surface Pen ที่รองรับระดับแรงกด 4,096 ระดับ รวมทั้ง Type Cover คีย์บอร์ดแบบถอดได้รุ่นสำหรับ Surface Go โดยเฉพาะ มี Trackpad ที่รองรับการสั่งการแบบ Gesture สูงสุดถึง 5 ตำแหน่ง รวมทั้งสามารถใช้กับ Surface Mouse รุ่นใหม่ได้อีกด้วย โดยอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ต้องซื้อแยก ไม่มีแถมมากับเครื่อง

ราคา 14,990 – 19,990 บาท

4. PlayStation Classic

          สำหรับคอเกมยุคเก่ากับเครื่องเกมระดับตำนานไซส์มินิ PlayStation Classic พร้อมบรรจุ 20 เกมคลาสสิกยอดฮิตในเครื่อง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการระลึกความหลังกับเกมสุดคลาสสิกในยุค 90s และผู้ที่ชื่นชอบสะสมเครื่องเกม โดยทั้งตัวเครื่องและกล่องแพ็กเกจจะมีดีไซน์เหมือนเครื่อง PlayStation รุ่นแรกทุกประการ แต่ถูกย่อขนาดให้เล็กลง 45%

          มาพร้อมพอร์ต HDMI สำหรับต่อเข้ากับทีวียุคปัจจุบัน มี Memory Card จำลองในตัวสำหรับเซฟเกม และมีจอยรุ่นแรกที่ไม่ใช่ DualShock ให้มาอีกสองจอย โดย PlayStation Classic จะไม่สามารถใส่แผ่นเกมได้ แต่จะบรรจุสุดยอดเกมคลาสสิกมาในเครื่องทั้งหมด 20 เกม เช่น Final Fantasy VII, TEKKEN 3, R4: Ridge Racer Type 4, Jumping Flash!, Wild Arms และอื่น ๆ อีกมากมาย จ่ายไฟผ่านพอร์ต USB แต่ไม่มี Adapter แถมมาให้

ราคา 3,590 บาท

5. Xiaomi Amazfit Bip

          Xiaomi Amazfit Bip สมาร์ทวอตช์รุ่นใหม่ที่ชูจุดเด่นแบตเตอรี่แสนอึด ชาร์จครั้งเดียวอยู่ได้นานถึง 45 วัน โดยตัวเรือนจะมีรูปทรงคล้าย Apple Watch มีน้ำหนักเพียง 31 กรัม หน้าจอขนาด 1.28 นิ้ว ใช้กระจก Gorilla Glass 3 แบบ 2.5D แบตเตอรี่ขนาด 190mAh มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดหัวใจและตรวจจับการเคลื่อนไหวต่าง ๆ พร้อม GPS + GLONASS ซึ่งถ้าเปิดใช้การตรวจจับตำแหน่งและเซ็นเซอร์ต่าง ๆ จะทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้น ใช้ได้ประมาณ 22 ชั่วโมง และรันระบบปฏิบัติการที่ Xiaomi พัฒนาขึ้นเอง ไม่สามารถติดตั้งแอปฯ เพิ่มได้ โดยสามารถใช้งานร่วมกับแอปฯ Mi Fit companion สำหรับ Android 4.4 และ iOS 8 ขึ้นไป

ราคา 2,199 บาท

6. Xiaomi Mi Band 3

          Mi Band 3 สายรัดข้อมือยอดนิยมอีกรุ่นจาก Xiaomi มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 0.78 นิ้ว ความละเอียด 128 x 80 พิกเซล มีคุณสมบัติกันน้ำ 5ATM สามารถใส่ว่ายน้ำหรือดำน้ำได้ลึก 50 เมตร โดยในรุ่นใหม่นี้ได้มีการปรับปรุงฟีเจอร์ด้านฟิตเนสให้แสดงผลแบบ Real-time ทั้งการตรวจจับการวิ่ง การเดิน ปั่นจักรยาน และอื่น ๆ ที่ด้านหน้ามีปุ่มสำหรับรับสายโทรศัพท์ หรือกดค้างเพื่อตัดสาย โดยที่สายคาดจะมีแสดงชื่อคนที่โทร. เข้าให้สามารถดูก่อนกดรับสายได้ ส่วนแบตเตอรี่ขนาด 110mAh นั้นก็สามารถสแตนด์บายได้นานถึง 20 วัน

ราคา 890 บาท

7. JBL GO 2

          JBL Go 2 ลำโพงขนาดเล็กกะทัดรัด พกพาสะดวกพร้อมไปกับคุณทุกที่ มีไมโครโฟนรับสายภายในตัว สามารถกันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IPX7 แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นาน 5 ชั่วโมง ตัวลำโพงมีให้เลือกทั้งหมด 9 สี เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ 4.1 ที่ต่อได้ไกลถึง 10 เมตร หรือจะต่อสาย AUX/3.5 มม. ก็ได้ ในส่วนของคุณภาพเสียง ทำได้ดีกว่า JBL Go รุ่นแรกประมาณ 20% หรือ 30% โดยเฉพาะย่านของเสียงกลาง ที่ชัดและอิ่มกว่ารุ่นแรกพอสมควร

ราคา 1,490 บาท

8. Logitech MX ERGO

          Logitech MX ERGO เมาส์แทร็กบอลไร้สายที่ถูกออกแบบสรีระมาให้ใช้งานได้อย่างสบายมือ ใช้งานได้โดยไม่ต้องขยับมือและแขน สามารถปรับความเอียงได้ 0-20 องศา เพื่อท่าทางการวางมือที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้นและความสะดวกสบายกว่าเดิม ใช้เพียงแค่นิ้วโป้งในการลากเมาส์ พร้อมปุ่มลัดให้อีกสองปุ่ม สามารถเชื่อมต่อและทำงานกับคอมพิวเตอร์สองเครื่องพร้อมกันและสลับไปมาได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งการคัดลอก/วางข้อความ ภาพ และไฟล์ระหว่างเครื่อง แบตเตอรี่ใช้ได้นานถึง 4 เดือน ชาร์จนาทีเดียวใช้ได้นานทั้งวัน รองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบ Bluetooth และตัวรับสัญญาณ USB 2.4GHz

ราคา 3,499 บาท

9. Sony WF-SP700N

Sony WF-SP700N หูฟังป้องกันเสียงรบกวนแบบไร้สายที่สร้างมาเพื่อตอบโจทย์นักกีฬาที่ต้องการเพลิดเพลินกับเสียงอย่างอิสระ มีเอียร์บัดและตัวดันหูซิลิโคนกันหลุด ช่วยให้ใส่กระชับสบาย ไม่เลื่อนหลุด ใช้วัสดุป้องกันน้ำอย่างดีไม่หวั่นแม้เหงื่อออกมาก เชื่อมต่อผ่านระบบบลูทูธ มีปุ่มรับสาย-โทร. ออก แบตเตอรี่ใช้งานได้ต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง มาพร้อมกล่องใส่ที่สามารถชาร์จแบตฯ ให้เต็มได้ถึง 2 รอบ รวมแล้วอยู่ได้นาน 9 ชั่วโมง

ราคา 7,490 บาท

10. GoPro HERO7

          กล้องแอ็คชั่นแคมรุ่นใหม่ มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ลดการสั่นไหว HyperSmooth ราวกับมีกิมบอลติดตั้งในตัวกล้อง โดย HyperSmooth คือ ระบบลดการสั่นไหวของวิดีโอ แบบติดตั้งในตัวกล้องที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถบันทึกวิดีโอได้อย่างลื่นไหลราวกับมืออาชีพ โดยไม่ต้องใช้กิมบอลเป็นตัวช่วยในการถ่ายวิดีโออีกต่อไป นอกจากนี้ HyperSmooth ยังมีความทนทาน สามารถกันน้ำได้ และใช้งานได้แม้ขณะมีลมแรง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ กิมบอลยังไม่สามารถทำได้

          นอกจากนี้ GoPro HERO7 Black ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์การบันทึกวิดีโอรูปแบบใหม่ล่าสุด ที่มีชื่อว่า TimeWarp ช่วยให้สามารถบันทึกวิดีโอได้แบบความเร็วสูง ไร้การสั่นไหว และลื่นไหลอย่างเหลือเชื่อ ให้ผู้ใช้งานสามารถบันทึกวิดีโอเป็นระยะเวลานานได้อย่างไม่มีสะดุด และสามารถร่นระยะเวลาทั้งหมดของวิดีโอนั้น ๆ ลงมาให้เหลือได้เพียงไม่กี่วินาที และยังสามารถแชร์วิดีโอออกไปได้อย่างง่ายดาย

ราคา

          – GoPro HERO7 Black ราคา 14,500 บาท
          – GoPro HERO7 Silver ราคา 10,800 บาท
          – GoPro HERO7 White ราคา 7,200 บาท

หมายเหตุ: ราคาสินค้าแต่ละชิ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับร้านที่วางจำหน่าย อย่าลืมสอบถามราคาล่าสุดก่อนซื้อทุกครั้ง

5 อุปกรณ์เสริมมือถือเจ๋ง ๆ เตรียมขายปี 2019

สำหรับใครที่กำลังมองหาอุปกรณ์เสริมมือถือแปลก ๆ เจ๋ง ๆ ที่มีความแปลกใหม่ไม่เหมือนอุปกรณ์เสริมทั่ว ๆ ไป วันนี้เรามีอุปกรณ์เสริมมือถือที่กำลังเปิดระดมทุนใน Kickstarter และ Indiegogo ทั้ง 5 ชิ้นมาฝากกัน แต่ละชิ้นจะน่าสนใจแค่ไหนลองไปชมกันเลย

1. Lightr

อุปกรณ์เสริมมือถือ

          แบตเตอรี่สำรองขนาดจิ๋ว พกพาสะดวก สามารถใช้ชาร์จกับมือถือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ได้แสนสะดวกด้วยการเชื่อมต่อแบบแม่เหล็ก ซึ่งหัวต่อแม่เหล็กจะมีทั้งแบบ Lightning, microUSB และ USC-C ทำให้สามารถชาร์จกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้แทบทุกชนิด รวมทั้งสามารถเชื่อมต่อกับแอปฯ เพื่อนดูสถานะ การแจ้งเตือน และตั้งค่าต่าง ๆ ได้อีกด้วย ราคา $75 (ประมาณ 2,500 บาท) เริ่มวางจำหน่ายเมษายน 2019

2. KickTrack

อุปกรณ์เสริมมือถือ

          อุปกรณ์ช่วยตามหามือถือ โดยจะเป้นแผ่นสำหรับติดกับด้านหลังมือถือ สำหรับไว้จับป้องกันมือถือหลุดมือและเป็นขาตั้งได้ในตัว ซึ่งมันจะเชื่อมต่อกับ KickTrack อีกชิ้นสำหรับห้อยเป็นพวงกุญแจ ทำให้สามารถแตะที่แผ่นเพื่อให้อีกแผ่นส่งเสียงได้ เหมาะสำหรับคนที่ชอบวางมือถือหรือกุญแจทิ้งไว้ตามห้องต่าง ๆ ในบ้านแล้วหาไม่เจอ ราคาเริ่มต้น $65 (ประมาณ 2,200 บาท บาท) สำหรับผู้ร่วมระดมทุน เริ่มวางจำหน่ายจริงเดือนกุมภาพันธ์ 2019

3. TinyJuice

อุปกรณ์เสริมมือถือ

          แบตเตอรี่สำรองแบบชาร์จไร้สายที่สามารถแปะกับด้านหลังมือถือเพื่อชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายได้ทันที โดยที่ตัวแบตเตอรี่สำรองจะมีห่วงสำหรับคล้องนิ้วป้องกันหล่นและสามารถใช้เป็นขาตั้งมือถือได้ในตัว ขนาดเล็กกะทัดรัดพกพาสะดวก สามารถชาร์จไปใช้มือถือไปได้ตลอดทุกที่ทุกเวลา ราคา CA$65 (ประมาณ 1,600 บาท) เริ่มวางจำหน่ายเดือนมกราคม 2019

4. COEXX Line 1

อุปกรณ์เสริมมือถือ

สายชาร์จแบตเตอรี่ที่สามารถตั้งเวลาได้ว่าต้องการให้ชาร์จไม่เกินกี่ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ชอบเสียบชาร์จไว้ทั้งคืนแต่ไม่อยากให้ชาร์จตลอดทั้งคืน โดยที่หัวพอร์ต USB จะมีปุ่มสำหรับกดตั้งเวลาหลักชั่วโมงได้ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดมันก็จะหยุดชาร์จให้เอง นอกจากนี้ก็ยังสามารถใช้สายในการถ่ายโอนข้อมูลได้เช่นกัน ราคา HK$99 (ประมาณ 400 บาท) เริ่มวางจำหน่ายเดือนกุมภาพันธ์ 2019

5. Archon

อุปกรณ์เสริมมือถือ

          แท่นชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายแบบล่องหน บอกลาแท่นชาร์จแบบวางบนโต๊ะอันแสนเกะกะไปได้เลย เพราะ Archon นั้นเป็นแท่นชาร์จสำหรับแปะไว้ใต้โต๊ะ ทำให้ไม่ต้องใช้พื้นที่บนโต๊ะเพื่อวางแท่นชาร์จ เมื่อต้องการชาร์จมือถือก็เพียงแค่นำไปวางไว้บริเวณที่มีแท่นชาร์จแปะไว้ใต้โต๊ะ ส่วนเวลาที่ไม่ได้ชาร์จก็สามารถใช้โต๊ะวางของหรือทำอย่างอื่นได้ตามปกติ ราคา $79 (ประมาณ 2,600 บาท) เริ่มวางจำหน่ายเดือนมีนาคม 2019

ภาพจาก Kickstarter

10 แอป บน iPhone และ iPad ที่ทำรายได้สูงสุดในโลก ประจำในปี 2018

on 17/12/2018

Byปรีดี ฤกษ์วลีกุล

เว็บไซต์ Business Insider ได้เปิดเผยรายชื่อของแอปบน iPhone และ iPad ที่รายได้มากที่สุดประจำปี 2018 โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Sensor Tower ซึ่งนับจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2018

จากข้อมูลดังกล่าว ดูเหมือนวว่าแอปสตรีมวิดีโอออนไลน์และสื่อโซเชียล จะทำเงินได้มากที่สุดในปีนี้ และมีบางแอปที่เราอาจไม่เคยได้ยินชื่อ โดยมีถึง 5 แอปที่มาจากประเทศจีน ซึ่งเป็นของยักษ์ใหญ่อย่าง Baidu และ Tencent Holdings

เรามาดู 10 แอปบน iOS ที่ทำรายได้มากที่สุดในปี 2018 นี้

10. Hulu : 132.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

คุณลักษณะ : บริการสตรีมวิดีโอออนไลน์

ผู้ถือครอง : ร่วมกันระหว่าง Comcast, Disney และ Twenty-First Century Fox

9. QQ : 159.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

คุณลักษณะ : แพลตฟอร์มรับส่งข้อความโต้ตอบ

ผู้ถือครอง : Tencent Holdings

8. Youku : 192.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

คุณลักษณะ : บริการสตรีมวิดีโอออนไลน์

ผู้ถือครอง : Alibaba Group

7. Pandora : 225.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

คุณลักษณะ : แพลตฟอร์มสตรีมเพลงออนไลน์

ผู้ถือครอง : Sirius XM

6. YouTube : 244.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

คุณลักษณะ : แพลตฟอร์มแชร์วิดีโอออนไลน์

ผู้ถือครอง : Google

5. Kwai (Kuaishou) : 264.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

คุณลักษณะ : แพลตฟอร์มแชร์วิดีโอโซเชียลเน็ตเวิร์ค

ผู้ถือครอง : Kuaishou

4. iQiyi : 420.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

คุณลักษณะ : แพลตฟอร์มสตรีมวิดีโอออนไลน์

ผู้ถือครอง : Baidu

3. Tinder : 462.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

คุณลักษณะ : แพลตฟอร์มหาคู่

ผู้ถือครอง : Match Group (IAC)

2. Tencent Video : 490 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

คุณลักษณะ : บริการสตรีมวิดีโอออนไลน์

ผู้ถือครอง : Tencent Holdings

1. Netflix : 790.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

คุณลักษณะ : บริการสตรีมวิดีโอออนไลน์

ผู้ถือครอง : Netflix

ข้อมูลอ้างอิง : businessinsider

Red Bull จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Dragon Ball FighterZ Word Tour รอบไฟนอล

Red Bull Esports ร่วมกับ Bandai Namco เจ้าของลิขสิทธิ์เกมส์ Dragon Ball FighterZ จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในชื่อรายการว่า Red Bull Final Summoning ที่ The Majestic Downtownเมืองลอส แองเจลิส ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 26 และ 27 มกราคม 2562 โดยการแข่งขันดังกล่าวจะเปิดให้สาธารณชนได้เข้าร่วมรับชมการแข่งขันและจะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านทาง Twitch เท่านั้น

ซึ่งในประวัติการจัดการแข่งขันที่ผ่านมา ชื่อ Red Bull ถือว่าเป็นผู้จัดงานการแข่งขันอีสปอร์ตที่มีความเคลื่อนไหวต่อเนื่องมากที่สุด อย่างเช่นเมื่อเดือนที่แล้วที่เพิ่งจะมีการจัดแข่งเกมส์ต่อสู้หลากหลายเกมส์ในงานเดียวกันอย่าง Street FighterTEKKEN และ Guilty Gear ในงาน Red Bull Conquest ที่จัดขึ้นที่ Washington D.C.

Red Bull Final Summoning เป็นรายการแข่งขันที่กินระยะเวลายาวนานตลอดทั้งเดือน และเป็นทัวร์นาเม้นท์ที่เปิดรับสมัครผู้เข้าแข่งขันจากทั่วโลก และมีเงินรางวัล 60,000 เหรียญสหรัฐฯ จาก Prize Pool ซึ่งเงินจำนวน 25,000 เหรียญสหรัฐจากเงินรางวัลทั้งหมดใน Prize Pool นั้น คือรางวัลที่จะนำมามอบให้กับผู้เข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศนั่นเอง
ที่มา : esportsobserver.com

เอาจริงดิ Samsung ประกาศเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ Supreme เถื่อน ทำโปรเจคส์ใหม่ในจีน

กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมออนไลน์เลยทีเดียว เมื่อ Samsung บริษัทยักษ์ใหญ่จากเกาหลีได้ประกาศร่วมมือกับ Supreme แบรนด์สตรีทแฟชั่นชื่อดัง ในงานเปิดตัว Galaxy A8s ที่ประเทศจีน ซึ่งปัญหาของประเด็นนี้เกิดจากแบรนด์ Supreme นี่แหละ

ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นก่อนว่า Supreme นั้นเป็นแบรนด์สตรีทแฟชั่นจากอเมริกาที่โด่งดังเป็นอย่างมาก และเป็นแบรนด์ที่ร่วมงานกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอื่นๆ มาแล้วมากมาย อย่างเช่น Louis Vuitt, Rolex, Levi’s ฯลฯ แน่นอนว่าแบรนด์ที่มีชื่อเสียงนั้นยากที่จะรอดต่อการถูกลอกเลียนแบบ ในประเทศอิตาลีได้มีคนเปิดบริษัท และจดชื่อว่า Supreme Italia (มี Supreme Spain ด้วยนะ เจ้าของเดียวกัน) เพื่อขายสินค้า Supreme ปลอม แน่นอนว่าแบรนด์ Supreme ตัวจริงได้ทำการฟ้องร้อง แต่เรื่องมันตลกตรงที่ดันแพ้คดีซะงั้น ทำให้วางขายของปลอมได้แบบถูกกฏหมาย แถมเปิดร้านเลียนแบบได้อีกด้วย

กลับมาที่งานเปิด Galaxy A8s ภายในงานมีช่วงหนึ่งที่หัวหน้าฝ่าย Digital Marketing ของ Samsung ในประเทศจีน ได้ประกาศว่ากำลังจะมีโปรเจคส์ใหม่ที่จับมือกับแบรนด์ Supreme เพื่อรุกตลาดในประเทศจีน แถมยังมีการเชิญชาย 2 คน ที่เคลมว่าเป็น CEO ของ Supreme ขึ้นมาบนเวทีอีกด้วย

เอาจริงดิ Samsung ประกาศเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ Supreme เถื่อน ทำโปรเจคส์ใหม่ในจีน

ตัวแทนจาก Supreme (เถื่อน) ได้ขึ้นมาพูดบนเวทีด้วยประโยคสุดเท่ “วัยรุ่นในยุคนี้ต้องการแสดงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวผ่านความมีสไตล์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงสไตล์นั้น เราได้ร่วมมือกับอีกสองแบรนด์ โดยจะเริ่มต้นด้วยแบรนด์ S” นอกจากนี้ ยังมีการประกาศแผนทำตลาดในประเทศจีน ว่าจะมีการเปิดร้านค้า 7 แห่ง ในปี 2019 แถมยังจะมีการแสดงแฟชั่นโชว์ที่  Mercedes-Benz Cultural Center อีกด้วย

ทุกอย่างดูจะไปได้อย่างสวยงาม หากว่าทาง Supreme (ของแท้) ไม่ได้ออกมาแถลงการณ์ว่า “Supreme ไม่ได้ทำงานร่วมกับ Samsung, เปิดร้านในปักกิ่ง รวมถึงแฟชั่นโชว์ที่ Mercedes-Ben มันเป็นการแอบอ้างโดยบริษัทที่ลอกเลียนแบบ”

พูดง่ายๆ คือ Samsung ประกาศร่วมมือกับ Supreme ปลอม นั่นเอง หลังจากที่ถูกสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก Leo Lau ผู้จัดการฝ่าย Digital marketing ได้ออกมาตอบโต้ผ่านทาง weibo (โซเชียลยอดนิยมของจีน) ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวได้ถูกลบออกไปแล้วว่า “เราได้ร่วมมือกับทาง Supreme Italia ไม่ใช่ Supreme NYC ทาง Supreme NYC ไม่ได้จัดจำหน่าย และสิทธิทำตลาดในประเทศจีน แต่ Supreme Italia ได้สิทธิในการทำตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นญี่ปุ่น)”

ก็ไม่รู้ว่าทาง Samsung ทำไมตัดสินใจร่วมมือกับแบรนด์ปลอมอย่าง Supreme Italia แม้ว่าตามกฏหมายแล้วมันเป็นแบรนด์ที่ถูกกฏหมาย แต่คนที่รู้จักแบรนด์นี้ต่างรู้ดีว่า มันเป็นแค่แบรนด์ปลอมที่ลอกเลียนแบบ Supreme NYC เท่านั้น 
ที่มา : hypebeast.com , www.theverge.com

ใช้ iPhone โดนปรับ! ซัพพลายเออร์ Huawei จะปรับพนักงานที่ซื้อ iPhone มาใช้งาน

โรงงานในประเทศจีนที่ชื่อว่า Menpad ผู้ผลิตจอ LCD ให้กับทางหัวเว่ย จะปรับพนักงานหากซื้อ iPhone จากแอปเปิ้ลมาใช้งาน โดยค่าปรับจะเท่ากับค่าเครื่องที่จำหน่ายในตลาด เท่ากับว่าหากพนักงานต้องการจะใช้ iPhone ต้องจ่ายค่าเครื่องเป็น 2 เท่าเลยทีเดียว

นโยบายนี้ ไม่ได้เป็นในเชิงปรับเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทางบริษัท ยังมีการสนับสนุนให้พนักงานใช้งานสมาร์ทโฟนแบรนด์ Huawei หรือ ZTE ด้วยการช่วยออกค่าเครื่องให้ 15 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ พนักงานของ Menpad ยังได้รับสิทธิพิเศษ เพิ่มเงินค่าคอมมิชชั่นเป็นเท่าตัว หากได้รับออเดอร์การสั่งซื้อจากทางสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ซึ่งอินเทนซีฟนี้มีผลใช้งาน 3 ปี จนถึงวันที่ 7 ธันวาคม ปี 2021

ไม่เพียงแค่ทางฝั่งประเทศจีนเท่านั้น แต่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ ก็ได้มีการส่งจดหมายชี้แจงกับทางนายกรัฐมนตรีของทางแคนาดา ว่าไม่ควรใช้อุปกรณ์เครือข่ายหรือมือถือจากทางหัวเว่ย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้านความปลอดภัยของชาติอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ปัจจุบันนี้ แบรนด์หัวเว่ย เป็นองค์กรชั้นนำทางด้านอุปกรณ์เน็ตเวิร์ค รวมทั้งยังเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกอีกด้วย
ที่มา : www.phonearena.com