เสริมแกร่งธุรกิจ SMEs เปิดตัวแพลตฟอร์ม HP for Business

HP For Business ช่วยธุรกิจลดแรงกดดันทางการเงินจากสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมมอบความคล่องตัวเสริมความได้เปรียบการแข่งขันบนเส้นทางสู่การฟื้นตัว

เอชพี อิงค์ ประเทศไทย มุ่งมั่นสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SME – Startup ในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์มเพื่อธุรกิจ HP for Business โซลูชั่นไอทีครบวงจร ครอบคลุมทั้งบริการและผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง ดีไซน์ล้ำสมัยพร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับองค์กร เอชพีออกแบบ “โปรแกรมเช่าซื้อ-เช่าใช้รายเดือน” เพื่อช่วยผู้ประกอบการขนาดเล็กถึงขนาดกลางเริ่มต้นธุรกิจด้วยกระแสเงินสดคล่องตัวขึ้น ช่วยลดแรงกดดันเรื่องการเงิน ในขณะที่สร้างความน่าเชื่อถือและผลผลิตเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว

ประเทศไทยมีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงสตาร์ทอัพประมาณสามล้านราย ถือเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยและเป็นแหล่งการจ้างงานหลักของประเทศ ซึ่งจากข้อมูลปี 2562 ธุรกิจในกลุ่มนี้มีส่วนร่วมอยู่ประมาณ ร้อยละ 43 ของ GDP และมีการจ้างงานประมาณ 13.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 85.5% ของการจ้างงานรวมในประเทศ และผลจากภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลกในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กหลายล้านรายต้องหยุดชะงัก การดำเนินธุรกิจไปจนถึงการผลิต การจัดการกำลังคน พนักงานต้องทำงานจากที่บ้าน

เอชพี เสริมแกร่งธุรกิจ SMEs เปิดตัวแพลตฟอร์ม HP for Business

“เราตระหนักดีว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผันผวนเช่นนี้ แพลตฟอร์ม HP for Business สามารถช่วยผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของธุรกิจได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยให้รากฐานที่แข็งแกร่งบนเส้นทางสู่การฟื้นตัว ธุรกิจ SME – Startup มักจะประสบกับปัญหาในด้านงบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและยังเสียเปรียบเรื่องอุปกรณ์ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยที่ล้าสมัย โซลูชั่นของเราเสนอทางเลือกที่ให้ความยืดหยุ่นหลายแบบมากขึ้น ธุรกิจสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์สูงสุดจากผู้เชี่ยวชาญในการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการลงทุนด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ทั่วโลกคำนึงถึงสมรรถภาพการผลิต ความน่าเชื่อถือและความสามารถในการลงทุน เหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุดเมื่อพวกเขาพูดถึงการบริหารจัดการทรัพยากรด้านไอที” มร.ลิม ชุน เต็ก กรรมการผู้จัดการ เอชพี อิงค์ ประเทศไทย กล่าว

เอชพี เสริมแกร่งธุรกิจ SMEs เปิดตัวแพลตฟอร์ม HP for Business

HP for Business โซลูชั่นไอทีสมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์ความต้องการครบวงจร ครอบคลุมการจัดการทั้งบริการและผลิตภัณฑ์ ให้ลูกค้าเข้าถึงโซลูชั่นอย่างง่ายดายด้วยนวัตกรรมพร้อมใช้งานที่มาพร้อมประสิทธิภาพความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป และเครื่องพิมพ์ของเอชพี วิธีนี้ยังช่วยธุรกิจลดภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและลดเวลาการจัดการด้านไอที ในขณะที่สามารถควบคุมและคาดการณ์ต้นทุนรายเดือน โดยการจัดสรรค่าใช้จ่ายขั้นต่ำตามความต้องการ เพิ่มเวลาให้ผู้ประกอบการมีเวลามุ่งเน้นการวางกลยุทธ์ เสริมพลังขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการเลือกใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเพิ่มประสิทธิภาพ และผลตอบแทนการลงทุนสูงสุด

สิทธิประโยชน์จากโปรแกรมเช่าซื้อ-เช่าใช้ มุ่งตรงสู่ผู้ประกอบการ

  • เสริมความคล่องตัวด้านการเงิน: สามารเช่าซื้อหรือเช่าใช้อุปกรณ์ที่ครบครันสำหรับการทำงานทั้งคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป และเครื่องพิมพ์ โดยเลือกชำระเป็นรายเดือนขั้นต่ำตามความต้องการ สามารถนำเงินก้อนไปลงทุนต่อยอดธุรกิจในด้านอื่นได้
  • บริการครบวงจร: ตั้งแต่การเลือกอุปกรณ์จนถึงบริการหลังการขาย ค่าใช้จ่ายการเช่าซื้อ-เช่าใช้อุปกรณ์ทั้งหมดครอบคลุมทั้งสินค้า การรับประกันตลอดอายุการใช้งาน พร้อมการบริการดูแลซ่อมแซมและจัดส่งอุปกรณ์ถึงที่ รวมถึงจัดส่งผงหมึกสำหรับเครื่องพิมพ์ตามจำนวนที่กำหนด หรือสั่งซื้อเพิ่มเติมในราคาพิเศษ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
  • เทคโนโลยีทันสมัย: เมื่อครบสัญญาเช่าสามารถเลือกคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ได้ในการต่อสัญญาครั้งใหม่อีกด้วย ให้ออฟฟิศทำงานอย่างต่อเนื่องด้วยเทคโนโลยีที่นำสมัยตลอดเวลา และยังสามารถเลือกเช่าซื้อได้ทั้งคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในทีเดียว

เริ่มธุรกิจของคุณด้วยโซลูชั่น HP For Business ที่ใช้งานง่ายและครบวงจร ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.hp.com/th/business หรือโทร 02-021-5559

จุฬาฯ ผนึก SkillLane ปั้น GenEd UC Cloud Learning แพลตฟอร์มเรียนออนไลน์สำหรับนิสิตนักศึกษาเรียนข้ามสถาบัน

จุฬาฯ ร่วมกับ 3 มหาวิทยาลัย และ SkillLane พัฒนาระบบเรียนออนไลน์ GenEd UC Cloud Learning ให้นิสิตนักศึกษา ทุกคณะในเครือข่ายฯ เรียนรายวิชาศึกษาทั่วไปข้ามสถาบันได้ครั้งแรกของไทย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยภายใต้เครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษาทั่วไป ภาคกลางตอนบน (Upper Central: UC) และ SkillLane บริษัท Online Learning Platform อันดับหนึ่งของไทย พัฒนาระบบเรียนออนไลน์ GenEd UC Cloud Learning ให้นิสิตนักศึกษา ทุกคณะในเครือข่ายฯ เรียนรายวิชาการศึกษาทั่วไปหรือ General Education ข้ามสถาบันได้ เป็นครั้งแรกของไทย มุ่งยกระดับคุณภาพบัณฑิตและสังคมไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของอนาคต

จุฬาฯ ผนึก SkillLane ปั้น GenEd UC Cloud Learning แพลตฟอร์มเรียนออนไลน์สำหรับนิสิตนักศึกษาเรียนข้ามสถาบัน

ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมผลิตเนื้อหาวิชาที่เสริมสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามเป้าหมายของ General Education ผ่านระบบดังกล่าวแล้ว 4 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม โดยมีวิชาที่พร้อมให้ลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 40 วิชา เช่น วิชา Fun with AI วิชา Critical Thinking for Business วิชา Digital Disruption และ วิชา Value Proposition และอยู่ระหว่างการขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของออนไลน์คอนเท้นต์ให้แก่มหาวิทยาลัยในเครือข่ายฯ เพิ่มเติม

ทั้งนี้ จุฬาฯ มีความตั้งใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาในอนาคต โดยในระยะที่ 2 นิสิตนักศึกษาจะสามารถใช้ระบบ GenEd UC Cloud Learning ในการเรียนเพื่อเก็บหน่วยกิตข้ามสถาบันได้ และในระยะที่ 3 มหาวิทยาลัยในเครือข่ายจะเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเรียนผ่านทางออนไลน์เพื่อเก็บหน่วยกิตในคลังหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งจะสามารถโอนถ่ายหน่วยกิตเมื่อผู้เรียนได้เข้ามาเป็นนิสิต นักศึกษาของมหาวิทยาลัยในเครือข่ายนั้น ๆ แล้ว

ARM เปิดตัวโปรเซสเซอร์ใหม่ Cortex-A78 และ Mali-G78 สำหรับใช้ในสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่

Arm Holdings ผู้พัฒนาชิปเซตสถาปัตยกรรม ARM ได้ออกมาประกาศเปิดตัว CPU Cortex-A78 และ Mali-G78 Valhall-based GPU รุ่นใหม่สำหรับใช้ในสมาร์ทโฟนระดับเรือธงเจนฯ ถัดไปอย่างเป็นทางการแล้ว

Cortex-A78 ออกแบบมาสำหรับใช้ในอุปกรณ์ระดับสูง โดยจะมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่า CPU รุ่นปัจจุบันอย่าง Cortex-A77 ถึง 20% และทาง ARM ยังเคลมว่าหากเทียบกับอุปกรณ์ที่วางจำหน่ายในปี 2019 แล้ว Cortex-A78 จะใช้พลังงานน้อยลงกว่าเดิม 50% โดยที่ยังคงประสิทธิภาพในการทำงานเท่ากับ Cortex-A77 นอกจากนี้ ขนาดของ Cortex-A78 จะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิม 5% ช่วยให้พื้นที่ภายในสมาร์ทโฟนมีพื้นที่เหลือมากขึ้นสำหรับชิ้นส่วนอื่นๆ ที่จำเป็น

ARM เปิดตัวโปรเซสเซอร์ใหม่ Cortex-A78 และ Mali-G78 สำหรับใช้ในสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่
ARM เปิดตัวโปรเซสเซอร์ใหม่ Cortex-A78 และ Mali-G78 สำหรับใช้ในสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่
ARM เปิดตัวโปรเซสเซอร์ใหม่ Cortex-A78 และ Mali-G78 สำหรับใช้ในสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่

นอกจากนี้ ARM ยังได้เปิดตัวโครงการ Cortex-X ที่จะให้พันธมิตรสามารถปรับแต่ง Cortex CPU สำหรับการใช้งานเฉพาะทางตามความต้องการได้ โดยมี Cortex-X1 เป็น CPU ตัวแรกของในโครงการนี้ โดยมันสามารถรีดประสิทธิภาพการทำงานแบบสูงสุดได้มากกว่า Cortex-A77 30% หากเทียบกับ Cortex-A78 ในการทำงานแบบ Single-thread ตัว Cortex-X1 ก็ยังแรงกว่าถึง 22%

มาดู GPU สำหรับเรือธงรุ่นใหม่กันบ้าง นั่นก็คือ Mali-G78 ทาง ARM ระบุว่า GPU รุ่นใหม่นี้ จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า Mali-G77 ถึง 25% โดยใช้พลังงานลดลง 10% และรองรับการทำงานได้สูงสุดถึง 24 คอร์ 

นอกจากนี้ยังมีการเปิด Mali-G68 ซึ่งเป็น GPU ระดับกลางด้วย โดยทาง ARM กล่าวว่าจะมีคุณสมบัติหลักที่สำคัญเหมือนกับ Mali-G78 แต่จะรองรับการทำงานสูงสุดแค่ 6 คอร์ เท่านั้น

ส่วนของเล่นใหม่ชิ้นสุดท้าย ก็คือ Ethos-N78 ซึ่งเป็นชิปเซต Neural processing unit (NPU) รุ่นใหม่ที่แรงกว่าเดิม 30% และรีดประสิทธิภาพสูงสุดได้มากขึ้นถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับ Ethos-N77

อย่างไรก็ตาม ใครที่ต้องการสัมผัสกับชิปเซตรุ่นใหม่นี้ คาดว่าอาจจะต้องรอไปจนถึงปี 2021 (พ.ศ. 2564) เลยทีเดียว
ที่มา : www.androidcentral.com , www.anandtech.com , www.arm.com , www.notebookcheck.net

Google เพิ่ม Plus Codes เข้ามาช่วยให้ผู้ใช้ระบุ Location ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

 Google Maps จะช่วยให้การใช้ชีวิตของหลายๆ คนง่ายมากขึ้นจากการค้นหาตำแหน่ง (Location) ต่างๆ แต่ในบางสถานที่ที่ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนักในชนบทหลายๆ แห่งก็ไม่มีที่อยู่ (Address) บน Google Maps และมักจะแสดงผลเป็นพื้นที่ใหญ่ๆบริเวณข้างเคียงแทน ทำให้ผู้ที่ไม่คุ้นชินเส้นทางหลายคนยังคงหลงทางอยู่แม้ว่าจะเปิด Google Maps เพื่อช่วยนำทางแล้วก็ตาม

Google เพิ่ม Plus Codes เข้ามาช่วยให้ผู้ใช้ระบุ Location ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น


ภาพจาก : https://www.freepik.com/free-vector/error-404-concept-landing-page_5156007.htm#page=1&query=lost&position=13

ทาง Google ก็ได้เห็นถึงปัญหาดังกล่าวนี้และได้ ดำเนินการแก้ไข มาเป็นเวลาหลายปี แต่สิ่งที่บริษัทได้แก้ไขนั้นไม่เพียงแค่เพิ่ม Address ที่หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังได้ทำการพัฒนา Plus Codes ที่จะช่วยให้การระบุตำแหน่งของผู้ใช้แม่นยำมากยิ่งขึ้น เพราะมันจะทำการระบุ Locaion ด้วยการจับพิกัดละติจูดและลองจิจูดจากสมาร์ทโฟนของผู้ใช้นั่นเอง

ซึ่งเมื่อเปิดแอปพลิเคชัน Google Maps ก็จะมีจุดสีน้ำเงินที่แสดงตำแน่งของผู้ใช้ในขณะนั้นปรากฏขึ้นมา และหากกดเข้าไปที่ จุดสีน้ำเงินก็จะมีรหัส 6 ตัวของ Plus Codes ที่ผู้ใช้สามารถเลือกส่งตำแหน่งให้กับบุคคลอื่นๆ ระบุตำแหน่งของผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ เพราะรหัส Plus Codes นี้จะสามารถทำการค้นหาบน Google และ Google Maps ได้

Google เพิ่ม Plus Codes เข้ามาช่วยให้ผู้ใช้ระบุ Location ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น


ภาพจาก : https://blog.google/products/maps/an-address-for-everywhere-plus-codes/

และบริษัทก็คาดหวังว่าการเพิ่ม Plus Codes เข้ามาจะช่วยให้ผู้ใช้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างการเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุด่วนอื่นๆ ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เพราะมันน่าจะช่วยประหยัดเวลาให้กับเจ้าหน้าที่ในการตามหาตำแหน่งของผู้ที่ขอความช่วยเหลือได้มากเลยทีเดียว โดย Sundar Pichai CEO ของบริษัทได้กล่าวว่า

ด้วยที่อยู่ในระบบดิจิทัล (Digital Address) นี้จะช่วยให้ผู้คนอีกจำนวนมากได้เข้าการบริการต่างๆ ที่มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นบริการช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการบริการขนส่งต่างๆ รวมทั้งช่วยให้การทำธุรกิจเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้นอีกด้วย

สำหรับการใช้งาน Plus Codes บนแอปพลิเคชัน Google Maps นั้น ทางบริษัทระบุว่าจะปล่อยออกมาให้ผู้ใช้ Android ได้ใช้งานกันใน Google Maps เวอร์ชันล่าสุดที่กำลังจะมีการอัปเดตในเร็วๆ นี้ ส่วนใครที่ใช้ iOS ก็ยังต้องรอต่อไปอีกพักหนึ่ง
ที่มา : www.theverge.com , blog.google

Google กำลังทดสอบระบบ ยืนยันสั่งจ่ายเงินด้วยเสียง บน Google Assistant

Google กำลังทดสอบระบบการจ่ายเงินด้วยเสียงบน Google Assistant ซึ่งตอนนี้มีการปล่อยออกมาให้ผู้ใช้บางส่วนที่ได้รับเชิญเท่านั้น ซึ่งนิยามของ Google Assistant ก็คือผู้ช่วยอัจฉริยะบนมือถือ Android และตอนนี้มันมีประโยชน์กับผู้ใช้มากขึ้นทุกวัน

สำหรับระบบใหม่นี้ แน่นอนว่าโดยปกติการจ่ายเงินด้วยสมาร์ทโฟนทั่วไป มักจะใช้พาสเวิร์ด ลายนิ้วมือ หรือสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันการสั่งจ่าย ซึ่งไม่เคยมีการใช้ระบบเสียงมาก่อนแต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่า Google พยายามจะทำให้สามารถสั่งจ่ายเงินด้วยระบบจดจำเสียงได้

ซึ่งปัจจุบันยังเป็นแค่การทดสอบ ถ้าปล่อยออกมาจริงๆ แล้ว Google ระบุว่าระบบนี้สามารถใช้ได้กับการจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน หรือการซื้อแอปพลิเคชันบน Play Store เท่านั้น แต่ก็ยังมีร้านอาหารบางแห่งที่สามารถใช้ได้เช่นกัน ซึ่งจะมีอัปเดตให้ภายหลัง และเชื่อว่าสิ่งนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้อย่างมาก

Google กำลังทดสอบระบบ ยืนยันสั่งจ่ายเงินด้วยเสียง บน Google Assistant


ภาพจาก https://www.xda-developers.com/google-tests-voice-confirmation-purchases-google-assistant/

โดยวิธีการตั้งค่าใช้งาน ให้เราเข้าไปที่ Google app > More > Settings > Google Assistant > You > Payments จากนั้นก็ผูกบัญชีเข้ากับระบบ (ถ้ายังไม่เคย) และเปิด Verify it’s you before paying เพื่อเปิดต่อไปยัง “Confirm with Voice Match” ระบบจะให้เราพูดประโยคบางประโยค 2-3 ครั้ง  เพื่อให้ Google Assistant สามารถจดจำเสียงของผู้ใช้ และควบคุมการจ่ายเงินด้วยเสียงได้ 

ไม่มีการยืนยันว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่ แต่สื่อต่างประเทศหลายสำนักคาดการณ์ Google อาจจะพูดถึงฟีเจอร์นี้ในวันเปิดตัว Android 11 เวอร์ชันเบต้าวันที่ 3 มิถุนายนที่จะถึงนี้
ที่มา : www.xda-developers.com

Apple ซื้อกิจการสตาร์ทอัพ ดึงบุคลากร และเทคโนโลยีช่วยเสริมความฉลาดให้ “Siri”

Apple เข้าซื้อกิจการบริษัท ‘Inductiv’ เพื่อนำเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial intelligence (AI) ของบริษัทดังกล่าวมาต่อยอดพัฒนาให้กับซอฟต์แวร์ “Siri” หรือผู้ช่วย AI ที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว

บริษัท ‘Inductiv’ ถือว่าเป็นสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยศาสตราจารย์คนหนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยบริษัทนี้มีการพัฒนาเทคโนโลยี Artificial intelligence ที่ช่วยเก็บรวบรวมและตรวจสอบความข้อมูล โดยมันสามารถที่จะเรียนรู้ได้ว่าข้อมูลใดที่สำคัญ และข้อมูลใดที่ผิดพลาด หรือไม่มีประโยชน์ ซึ่งช่วยมนุษย์ได้ในเรื่องของการตรวจสอบข้อมูลที่ซับซ้อน รวมถึงซอร์สโค้ดของซอฟต์แวร์ เป็นต้น

Apple เข้าซื้อกิจการสตาร์ทอัพ ดึงเทคโนโลยีเอไอ และบุคคลากรช่วยเสริมศักยภาพ "Siri"


ภาพจาก https://9to5mac.com/2020/05/27/apple-acquires-machine-learning-startup-inductiv-inc-to-improve-siri-data/

โดยการซื้อบริษัทเทคโนโลยีเล็กๆ ถือว่าเป็นเรื่องปกติของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple ซึ่งทาง Apple เองก็ไม่ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะซื้อมาเพื่อทำอะไร แต่รายงานของ ‘9to5mac‘ ระบุว่า ตอนนี้วิศวกรจาก Inductiv ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมพัฒนาโปรเจ็คต่างๆ ใน Apple เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้ดูแลในส่วนของโปรเจ็ค Siri, Machine learning, และเรื่องของวิทยาศาสตร์ข้อมูล

ขณะที่รายงานของ ‘Engadget‘ ระบุว่า Apple จะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มศักยภาพของ Siri โดยจะเพิ่มเรื่องของเสียงพูดให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มความสามารถในการคัดกรองข้อมูล ช่วยให้ซอฟต์แวร์ Siri ไม่จดจำข้อมูลผิดๆ และเกิดความสับสน หรือก็คือให้ Siri มีข้อมูลให้ผู้ใช้ได้แม่นยำมากขึ้น

ช่วงหลังๆ มานี้แนวทางของ Apple มักให้ความสนใจเกี่ยวกับการพัฒนา Siri อยู่เรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ก็มีการซื้อตัวหัวหน้าทีมฝ่ายพัฒนา AI ของ Google มาแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องเทคโนโลยี AI Assistant เดี๋ยวนี้มีการพัฒนามากขึ้นอย่างมาก เช่น Google Assistant หรือ Alexa ของ Amazon ซึ่ง Apple ก็น่าจะมีเป้าหมายที่จะพัฒนา Siri ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งให้ได้นั่นเอง
ที่มา : 9to5mac.com , www.engadget.com

“ทรู ดิจิทัล โรโบคอร์” โซลูชันหุ่นยนต์ครบวงจร

ทรู ดิจิทัล โซลูชันส์ พัฒนานวัตกรรมเชื่อมต่อ True 5G จาก “ทรู ดิจิทัล โรโบคอร์” (True Digital RoboCore) โซลูชันหุ่นยนต์อัจฉริยะครบวงจรรายแรกในไทย สามารถสั่งการและควบคุมหุ่นยนต์หลากประเภท ให้คำปรึกษาและออกแบบโซลูชันตอบโจทย์ตรงความต้องการใช้งานของภาคธุรกิจ ด้วยบริการเชิงพาณิชย์แบบ Robot as a Service (Raas)

นายเอกราช ปัญจวีณิน กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจดิจิทัลโซลูชัน บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ทรู ดิจิทัล โซลูชันส์ มุ่งมั่นพัฒนาดิจิทัลโซลูชันล้ำสมัยอย่างต่อเนื่อง และทำงานร่วมกับพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อสร้างสรรค์บริการที่สามารถตอบโจทย์การทำงานของธุรกิจยุคใหม่ในทุกอุตสาหกรรม พร้อมทั้งสร้างประโยชน์ให้แก่คนในสังคม องค์กร และประเทศอย่างยั่งยืนโดยมุ่งเน้นดิจิทัลเป็นแกนหลักในการพัฒนาธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ “Digital is a Core”

ล่าสุด เปิดตัว “ทรู ดิจิทัล โรโบคอร์” (True Digital RoboCore) โซลูชันหุ่นยนต์อัจฉริยะครบวงจร ชูจุดเด่นสมองกลที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ มาพร้อมกับหุ่นยนต์หลากหลายประเภทที่สามารถรองรับได้ทุกรูปแบบความต้องการใช้งานของภาคธุรกิจ เชื่อมโยงการควบคุมและสั่งการผ่านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัลของกลุ่มทรู

โดยเฉพาะเครือข่าย True 5G เสริมความแข็งแกร่งของบริการด้วยพันธมิตรในระบบนิเวศของกลุ่มทรู (True Ecosystem) ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจชั้นนำในแวดวงเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ และทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละอุตสาหกรรม มาช่วยคัดสรรและพัฒนาโซลูชันที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งานผ่านแพลตฟอร์มต่างๆของแต่ละองค์กร

ตลอดจนความพร้อมของดิจิทัลแพลตฟอร์มและดิจิทัลคอนเวอร์เจนซ์ของกลุ่มทรู ที่ผสานเทคโนโลยีกับความสามารถเชิงดิจิทัล ทั้ง IoT, AI, Blockchain, Data Analytics และ Cyber Security รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรผู้นำนวัตกรรมระดับโลก ร่วมยกระดับความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ภาคธุรกิจในประเทศไทย “ทรู ดิจิทัล โรโบคอร์” จึงเป็นพัฒนาการครั้งสำคัญแห่งวงการหุ่นยนต์ของประเทศไทยในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ปัจจุบันภาคธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ต่างมองหาเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะมาช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจ หุ่นยนต์นับเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของโลกที่ภาคธุรกิจนำมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในหลายอุตสาหกรรมมีการนำหุ่นยนต์เข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์ หรือที่เรียกว่า Cobot หรือ Collaborative Robot

โดยทรู ดิจิทัล โซลูชันส์ ได้ผสานความร่วมมือกับ คลาวด์มายด์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านโรโบติกส์ระดับโลก นำ “หุ่นยนต์คลาวด์ เอไอ” (Cloud AI Robotics) มาพัฒนาเป็นโซลูชันหุ่นยนต์อัจฉริยะ พร้อมให้บริการเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในรูปแบบ Robot as a Service (RaaS) หรือ ระบบสมัครสมาชิก (Subscription Model) คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ตามความต้องการ จึงช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ลดอุปสรรคให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้ง่ายกว่าที่เคย

ทั้งนี้ ทรู ดิจิทัล โซลูชันส์ เตรียมนำหุ่นยนต์คลาวด์นานาประเภทมาให้บริการ “ทรู ดิจิทัล โรโบคอร์” ไม่ว่าจะเป็น

หุ่นยนต์คลาวด์สำหรับการต้อนรับและบริการด้านข้อมูล (True 5G Cloud Intelligent Greeting & Service Robot)

Ginger หุ่นยนต์ต้อนรับรูปร่างคล้ายมนุษย์ ที่มีเทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) และสามารถทำกิจกรรมที่ซับซ้อนได้ใกล้เคียงกับมนุษย์ โดยใช้สายตาของหุ่นยนต์เอง เช่น สามารถเป็นผู้ช่วยหยิบจับสิ่งของ การเปิดประตู แม้กระทั่งการร้อยเข็ม เป็นต้น รวมทั้งยังสามารถให้ข้อมูลได้ทุกภาษา การจดจำใบหน้า ท่าทาง และอารมณ์ของมนุษย์ได้

Pepper หุ่นยนต์ต้อนรับที่สามารถได้ยินเสียงแม้ในที่ผู้คนพลุกพล่านด้วยระบบไมค์ตัดเสียง ทำให้สามารถโต้ตอบได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น มีฐานข้อมูลที่รองรับการประมวลภาษามนุษย์ (Natural Language Processing) ทำให้สามารถสนทนาในหลากหลายหัวข้อได้อย่างเป็นธรรมชาติและแม่นยำ สามารถช่วยทำการนัดหมายและจองคิวต่างๆ ให้ข้อมูลด้านการบริการ สามารถบอกเส้นทางและให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้า

หุ่นยนต์คลาวด์สำหรับฆ่าเชื้อและทำความสะอาด (True 5G Cloud Intelligent Disinfection and Cleaning Robot) ที่สามารถล้างทำความสะอาดและพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อได้หลากหลายพื้นผิว และเข้าถึงมุมอับได้ อีกทั้งยังมีระบบชาร์จไฟด้วยตัวเอง

หุ่นยนต์คลาวด์สำหรับการส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ (True 5G Cloud Intelligent Delivery Service Robot) ที่สามารถออกแบบเส้นทางได้ด้วยตนเอง สั่งงานด้วยเสียง สามารถส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ที่ ต้องการการดูแลรักษาที่ดีเยี่ยม เช่น เอกสารสำคัญทางการแพทย์ อาหารและยา เป็นต้น

หุ่นยนต์คลาวด์สำหรับการตรวจการและการวัดสภาพแวดล้อมโดย IoT และ Sensor (True 5G Cloud Intelligent Patrol & Environmental Monitoring Robot) ที่สามารถระบุใบหน้า เลขทะเบียนรถ พร้อมกับตรวจจับสิ่งต่างๆ ได้หลากหลาย ทั้งอุณหภูมิ ก๊าซ ความร้อน (ร่างกายมนุษย์และอัคคีภัย) และปริมาณฝุ่น PM2.5 สามารถใช้งานภายนอกอาคารและสภาวะเสี่ยงได้เป็นเวลานาน

หุ่นยนต์คลาวด์ในรูปแบบ Virtual (True 5G Cloud Intelligent Virtual Robot) หุ่นยนต์ให้ข้อมูลเชิงลึกได้ในทุกภาษา สามารถนำไปติดตั้งและใช้งานผ่านจอภาพ ป้ายอิเล็กทรอนิกส์ และแท็บเล็ต โดยปรับเปลี่ยนใบหน้าของหุ่นยนต์ได้หลากหลายตามความต้องการ อีกทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์ด้านการศึกษาทางไกลได้

หุ่นยนต์คลาวด์ในรูปแบบหมวกอัจริยะ (True 5G Cloud Intelligent AI Rescue Helmet) หมวกหุ่นยนต์ผู้ช่วยฉุกเฉิน ที่มาพร้อมระบบลดเสียงรบกวนรอบข้าง ไมโครโฟน กล้องวิดีโอ อินเทอร์คอม และจีพีเอส ที่ทำงานแบบเรียลไทม์เพื่อช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำลดข้อจำกัดด้านพื้นที่และสภาพแวดล้อมการใช้งาน


เปิดตัว Messenger Room ห้องวิดีโอแชทแบบกลุ่มจาก Facebook

เชื่อว่าทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับ Facebook Messenger หรือการแชทผ่าน Facebook เป็นอย่างดี ล่าสุด ทาง Facebook ประกาศเปิดตัว Messenger Room วิดีโอแชทแบบกลุ่มอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

โดย Messenger มีจุดเด่นที่การใช้งานวิดีโอแชทเพื่อการประชุมเป็นกลุ่มได้สูงสุดถึง 50 คน ใช้งานได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือแบบไม่จำกัดเวลา แม้แต่สมาชิกที่ไม่มีแอคเคาท์ Facebook ก็ยังเข้าร่วมด้วยได้ สามารถตั้งค่า Privacy เลือกประชุมแบบสาธารณะหรือจำกัดเฉพาะบุคคล ถ้าเกิดเหตุการณ์ผู้ไม่หวังดีหือไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วม สามารถเลือกสมาชิกที่ต้องการให้เข้าร่วมและลบสมาชิกคนอื่นๆ ออกไปได้ และจัดการล็อคห้องแชทได้เสร็จสรรพ

เปิดตัว Messenger Room ห้องวิดีโอแชทแบบกลุ่มจาก Facebook
https://messengernews.fb.com/2020/05/14/messenger-rooms-is-now-available/

นอกจากนี้ ยังสามารถแชร์ลิงค์ห้องแชทไปยังหน้า News Feed เพื่อเชิญชวนคนอื่นๆ ให้เข้าร่วมได้ หรือใครที่อยากได้ลูกเล่นระหว่างแชท ก็มีฟีเจอร์การเปลี่ยนพื้นหลังแบบในแอป Zoom ซึ่งทาง Facebook อัปเดตความคืบหน้าว่ากำลังอยู่ในช่วงเพิ่มเติมคุณสมบัติใหม่ๆ เพื่อให้ได้ฟีเจอร์การแชทผ่านวิดีโอที่สมบูรณ์ที่สุด ส่วนใครที่อยากใช้งาน Messenger Room อย่าลืมอัปเดตแอป Facebook และ Messenger ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด และใช้แอป Messenger Desktop สำหรับคอมพิวเตอร์ในระบบ Windows และ macOS

ผู้ใช้ Facebook ในสหรัฐฯ สร้างสติ๊กเกอร์อวตารเลียนแบบตัวเองได้แล้ว

วันนี้ (14 พ.ค.63) ผู้ใช้ Facebook ในสหรัฐอเมริกาสามารถสร้างสติ๊กเกอร์ตัวการ์ตูนอวตารของตัวเองได้แล้ว เพื่อเอาไปใช้ ตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ หรือโพสต์ใต้คอมเมนต์  รวมถึงในแชท Messenger ซึ่งตัวการ์ตูนเหล่านี้สามารถปรับแต่งได้ทั้งทรงผม สีผิว เสื้อผ้า ให้เหมาะกับคาแรคเตอร์ของผูใช้ 

ผู้ใช้ Facebook ในสหรัฐฯ สร้างสติ๊กเกอร์อวตารเลียนแบบตัวเองได้แล้ว

แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ Snapchat ก็มี Bitmoji เอาไว้สร้างตัวการ์ตูนอวตารได้เช่นกัน ซึ่งเป็นแอปแยกออกมาจาก Snapchat อีกที แต่ในส่วนของ Facebook จะใส่ฟีเจอร์นี้ลงไปในแอปเลย ซึ่งจะอยู่ในเมนูสติ๊กเกอร์ และมีปุ่มให้กด “Make Your Avatar” โดยที่ทุกคนสามารถสร้างและเซฟเก็บไว้ใช้เมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ

น่าเสียดายไม่น้อยที่บ้านเรายังใช้ฟีเจอร์นี้กันไม่ได้ ซึ่งทาง Facebook ก็ยังไม่มีการประกาศออกมาว่าจะปล่อยให้ประเทศอื่นได้ใช้เมื่อไหร่ แต่บางประเทศในยุโรปก็เริ่มใช้กันได้แล้ว ดังนั้นเราคงต้องรอไปก่อน

StartDee แอปเรียนออนไลน์จากที่บ้าน สมัครพร้อมเรียนฟรีวันนี้ 18 พ.ค. หลักสูตร ม.1-ม.6

StartDee แอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาน้องใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการศึกษาผ่านออนไลน์ เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาอย่างไม่เป็นทางการ คำว่า StartDee เป็นการเล่นคำจากคำว่า Study มีจุดประสงค์เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาให้เยาวชนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้โดยง่ายด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ

  • การศึกษา ที่เหมาะกับ เด็ก เพื่อให้เกิดความเข้าใจสามารถต่อยอดได้ในอนาคต 
  • การศึกษา ที่สนุก มีการสะสมคะแนนจากการตอบแบบสอบถาม 
  • การศึกษา ที่เรียนรู้ร่วมกัน มีการแชร์ระหว่าง เพื่อน และครูได้ และสามารถแบ่งปันตั้งแต่การจด 

บริษัท เอ็ดดูเคชั่น กล่าวว่าในมุมมองเรื่องการศึกษาของ StartDee มีการแบ่งปัญหาการศึกษาของไทยเป็นเหมือนเค้ก 1 ก้อน ที่แบ่งเป็น 2 ส่วน ซึ่งต้องมุ่งเน้นให้เกิดการแก้ไขทั้ง 2 ส่วนดังนี้

หนึ่งคือเรื่องของทักษะพื้นฐานอย่าง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน จากการการสำรวจระดับของ PISA ในเรื่องของมาตรฐานวิชาพื้นฐาน ปี 2018 จาก 79 ประเทศ ประเทศไทยติดอันดับที่ 58, 54 และ 63 ตามลำดับ

StartDee แอปเรียนออนไลน์จากที่บ้าน สมัครพร้อมเรียนฟรีวันนี้ 18 พ.ค. หลักสูตร ม.1-ม.6

อีกส่วนคือความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ทำให้เด็กๆ บางคนไม่มีโอกาสได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ บางคนเรียนในโรงเรียนอย่างเดียว บางคนได้เรียนพิเศษเพิ่มเติม หรือบางคนไม่มีแม้แต่เงินจะเข้าเรียนในโรงเรียนด้วยซ้ำ ซึ่งบริการ StartDee เป็นการเติมเต็มในเรื่องความเหลื่อมล้ำนี้ให้เด็กๆ ได้เรียนเท่ากันได้ ด้วยระบบการศึกษารูปแบบใหม่ที่เข้าถึงเด็กไทยได้ทุกคน

โดยอยากให้ StartDee เข้ามากลบปัญหาเหล่านี้ให้กับเยาวชน ด้วยการเน้นพัฒนาแอปพลิเคชัน ให้เป็นเหมือน Netflix เวอร์ชันการศึกษา ส่งเสริม และพัฒนาสู่ New normal ใหักับพฤติกรรมการเรียนของคนไทย มุ่งเน้นพัฒนาแอปให้ตอบโจทย์การศึกษาใน 3 ทางคือ

  • Quality มีคุณภาพ เป็นการนำจุดเด่นของการเรียนในโรงเรียน และการเรียนออนไลน์มาไว้ในแอปพลิเคชันเดียว เช่น ครอบคลุมทุกหลักสูตร เข้าถึงง่าย มีบุคคลากรเก่งๆ เป็นต้น
StartDee แอปเรียนออนไลน์จากที่บ้าน สมัครพร้อมเรียนฟรีวันนี้ 18 พ.ค. หลักสูตร ม.1-ม.6
  • Affordable ราคาไม่สูง 250 บาทต่อเดือน และพิเศษช่วงนี้ให้ทุกคนสามารถสมัครสมาชิกได้ฟรีในช่วงวันเลื่อนเปิดเทอม 
StartDee แอปเรียนออนไลน์จากที่บ้าน สมัครพร้อมเรียนฟรีวันนี้ 18 พ.ค. หลักสูตร ม.1-ม.6
  • Available เข้าถึงง่าย ใช้งานได้บนมือถือทั้ง ระบบ iOS และ Android เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา หรือดาวน์โหลดไว้ดู Offline ได้ ระบบมีความพร้อม และรองรับการใช้งานพร้อมกันทั่วประเทศได้ 100,000 คน
StartDee แอปเรียนออนไลน์จากที่บ้าน สมัครพร้อมเรียนฟรีวันนี้ 18 พ.ค. หลักสูตร ม.1-ม.6

ซึ่งในส่วนของตัวแอปพลิเคชัน มีการแบ่งห้องการเรียนเป็นแบบระดับคลาส ตั้งแต่ ป.1 – ม.6 มีแบ่งคลาสเรียกเป็นวิชา มีวิดีโอสอนหลักสูตรต่างๆ สั้นๆ พร้อมแบบทดสอบให้เด็กๆ ทำเก็บสถิติไว้ประเมินผลตัวเอง นอกจากนี้ยังมี Live Class ที่จะมีอาจารย์มาสอนหนังสือที่อิงกับวิชาในห้องเรียนและหลักสูตรทักษะในชีวิตจริง และอื่นๆ 

StartDee แอปเรียนออนไลน์จากที่บ้าน สมัครพร้อมเรียนฟรีวันนี้ 18 พ.ค. หลักสูตร ม.1-ม.6

ฟีเจอร์หลักๆ จะประกอบด้วย 

  • StartDee Room ( ม.1 – ม.6 ) ห้องเรียนที่อัดแน่นไปด้วยหลายร้อยบทเรียนใน 7 วิชาหลักของนักเรียนระดับชั้นมัธยม ทั้งในรูปแบบวิดีโอที่ปรับระดับความเร็วในการเรียนได้ แบบฝึกหัดที่วัดความเข้าใจ ชีทสรุปบทเรียน และอื่น ๆ อีกมายมาย ที่จะช่วยให้นักเรียนสามารถทบทวนบทเรียนได้ด้วยตัวเองตามความต้องการได้อย่างไม่จำกัด โดยจะมีการเพิ่มเนื้อหาใหม่ๆ ทุกสัปดาห์ ถือเป็นห้องหลักของ แอปพลิเคชัน StartDee เลยทีเดียว
  • StartDee Daily Class คลาสเรียนประจำวัน ติวเสริมสำหรับนักเรียนระดับชั้น ม.3 และ ม.6 ที่จะมีการสอบระดับชาติในปลายปีการศึกษา โดยมีการนำบทเรียนมาจัดเรียงเป็นตารางเรียนทุกเช้า วันจันทร์ – ศุกร์ เริ่มเวลา 9.30 น. ที่ครอบคลุมเนื้อหาครบทุกวิชาหลัก และคั่นด้วยรายการพักสมองสนุกๆ
  • StartDee Live Class คลาสเรียนสด ที่เป็นคลาสพิเศษเสริมในบางวัน โดยมีทั้งเนื้อหาวิชาการในหลักสูตรและความรู้หรือทักษะนอกหลักสูตร ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21
StartDee แอปเรียนออนไลน์จากที่บ้าน สมัครพร้อมเรียนฟรีวันนี้ 18 พ.ค. หลักสูตร ม.1-ม.6
StartDee แอปเรียนออนไลน์จากที่บ้าน สมัครพร้อมเรียนฟรีวันนี้ 18 พ.ค. หลักสูตร ม.1-ม.6

นาย พริษฐ์ กล่าวว่าปัจจุบัน StartDee ได้รับการสนับสนุนจากพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่ง 3 เจ้าด้วยกัน ที่พร้อมให้การสนับสนุนเรื่องการศึกษาของเด็กไทย ซึ่งประกอบด้วย AIS ที่ให้การสนับสนุนด้าน อินเทอร์เน็ตฟรี และ Garena ที่ใเห้การส่งเสริมทุนการศึกษา และ กสศ. ที่ให้การสนับสนุนด้านการวิจัยแอปพลิเคชัน

StartDee แอปเรียนออนไลน์จากที่บ้าน สมัครพร้อมเรียนฟรีวันนี้ 18 พ.ค. หลักสูตร ม.1-ม.6

ทั้งนี้ Startdee พร้อมเปิดให้ทุกคนเข้ามาเรียนได้ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.นี้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในระดับชั้น ม.1-6 เปิดและในระดับ ป.4-6 จะเปิดช่วงเดือนมิถุนายน ส่วนระดับชั้นประถมศึกษา 1-3 จะเปิดอีดครั้งในเดือนต่อๆ ไป

SAMSUNGส่งแท็บเล็ตรุ่นเล็กสเปคจัดเต็ม Galaxy Tab 6 Lite มาพร้อม S Pen ใหม่ จดโน้ตคล่อง เรียนสนุกกว่าที่เคย

ซัมซุงส่งแท็บเล็ตรุ่นเล็กสเปคจัดเต็ม กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 ไลท์ มาพร้อม S Pen ใหม่ จดโน้ตคล่อง เรียนสนุกกว่าที่เคย

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดตัว “กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 ไลท์” (Galaxy Tab S6 Lite) แท็บเล็ตตระกูลไลท์รุ่นล่าสุดที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านการเรียน ทำงาน และความบันเทิง อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ระดับแฟลกชิปในราคาที่เข้าถึงได้ โดดเด่นด้วยดีไซน์โมเดิร์น บางเฉียบและเบากว่าเดิม[1] กับปากกา S Pen ใหม่ ตอบสนองไว ไม่ต้องชาร์จ มาพร้อม Android 10 เวอร์ชั่นล่าสุดและ One UI 2.1 ช่วยให้การใช้งานลื่นไหล และพื้นที่หน้าจอขนาดใหญ่ถึง 10.4 นิ้ว เพิ่มความสะดวกให้การจดบันทึกและเพลิดเพลินกับคอนเทนต์โปรดได้แบบจุใจ พร้อมจุดประกายไอเดียและแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา

สนุกกับการสร้างสรรค์ผลงานด้วย S Pen โฉมใหม่

ไม่ว่าจะใช้แท็บเล็ตสำหรับเรียน ทำงาน หรือผ่อนคลายในยามว่าง ปากกา S Pen จะกลายมาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่าย โดย S Pen รุ่นนี้มาในดีไซน์ใหม่ที่จับถนัดมือยิ่งขึ้น เขียนลื่น ตอบสนองเร็วเสมือนใช้ปากกาจริง และมีน้ำหนักเบาเพียง 7.03 กรัม พร้อมด้วยปลายปากกาขนาด 0.7 มิลลิเมตรที่ได้รับการพัฒนาใหม่เพื่อมอบประสบการณ์การวาดและเขียนที่แม่นยำ อีกทั้งยังเพิ่มความคล่องตัวและพร้อมใช้งานในทุกสถานการณ์เพราะสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องพึ่งแบตเตอรี่ ทั้งนี้ ตัว S Pen มาพร้อมดีไซน์แถบแม่เหล็ก เมื่อใช้งานเสร็จแล้วจึงสามารถเก็บปากกาติดกับตัวเครื่องหรือเคส Book Cover ได้อย่างง่ายดาย หมดกังวลว่าจะตกหล่นหรือหายขณะพกพา

นอกจากนี้ เพียงมี S Pen ก็สามารถเปลี่ยนลายมือที่จดบนแอปพลิเคชัน Samsung Notes ให้เป็นตัวพิมพ์ในรูปแบบ Text ได้อย่างรวดเร็ว[2] สามารถไฮไลท์ข้อความสำคัญและขยายขนาดได้สูงถึง 300% พร้อมจัดหมวดหมู่และค้นหาบันทึกโน้ตต่างๆ ด้วยการเพิ่มแท็ก รวมถึงยังสามารถแปลงไฟล์ที่บันทึกไว้เพื่อนำไปใช้งานต่อได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ PDF หรือ JPEG ไปจนถึง Microsoft Word อีกด้วย

ดีไซน์สวย น้ำหนักเบา พกพาสะดวก 

กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 ไลท์ มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 10.4 นิ้ว และขอบจอที่บางลง ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้เพลิดเพลินกับคอนเทนต์ในมือได้อย่างเต็มตาและทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้คล่องตัวยิ่งขึ้น อีกทั้งตัวเครื่องยังออกแบบให้มีน้ำหนักเบาเพียง 465 กรัม[3] และบางเพียง 7 มิลลิเมตร จึงพกพาสะดวกและเหมาะสำหรับการใช้งานในทุกรูปแบบ

อีกหนึ่งความโดดเด่นของ กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 ไลท์ คงหนีไม่พ้นดีไซน์โค้งมนเรียบหรูและสีสันที่ทันสมัย ทำให้แท็บเล็ตเครื่องนี้เปรียบเสมือนอีกหนึ่งไอเท็มที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับผู้ใช้ โดยมาใน 3 สีสุดโมเดิร์น[4] ได้แก่ สีเทา Oxford Gray สีฟ้า Angora Blue และสีชมพู Chiffon Pink[5] ที่เข้าคู่กันได้ดีกับปากกา S Pen ในกล่อง รวมถึงเคส Book Cover ที่จำหน่ายแยกอีกด้วย

นอกจากจะเต็มไปด้วยประสิทธิภาพทรงพลังแล้ว กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 ไลท์ ยังมาพร้อมฟีเจอร์เพื่อความบันเทิงแบบครบครัน ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง ช้อปปิ้งออนไลน์ หรือวิดีโอคอลกับเพื่อนๆ ก็สนุกและเต็มอรรถรสยิ่งขึ้น เพราะแท็บเล็ตเครื่องนี้มาพร้อมลำโพงคู่ 1.2 วัตต์ มอบประสบการณ์เสียงระดับพรีเมียมด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Atmos โดย AKG

สัมผัสประสบการณ์แบบกาแลคซี่

เติมเต็มประสบการณ์ให้กับทุกไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับของซัมซุงด้วย Android 10 เวอร์ชั่นล่าสุดและ One UI 2.1 กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 ไลท์ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับแท็บเล็ตที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ มีอินเตอร์เฟซและเครื่องมือชุดคำสั่งที่ใช้งานง่ายกว่าเดิม สามารถสลับใช้แอปพลิเคชันต่างๆ ได้สะดวกและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมาพร้อม Daily Board โฉมใหม่ สามารถควบคุมเพลง เช็คสภาพอากาศ หรือจดโน้ตเตือนความจำได้

อีกหนึ่งความพิเศษคือประสบการณ์การใช้งานแบบหนึ่งเดียวของกาแลคซี่ ให้ผู้ใช้รับโทรศัพท์หรือส่งข้อความผ่านบัญชีซัมซุงบนแท็บเล็ตได้ทันทีแม้โทรศัพท์จะไม่ได้อยู่ใกล้มือ[7] หรือจะวิดีโอคอลพูดคุยกับเพื่อนๆ ผ่านบริการ Google Duo[8] ในเครื่อง รวมถึงฟีเจอร์ใหม่ๆ ของ Bixby อย่าง Bixby Voice, Bixby Vision และ Bixby Routines พร้อมกันนี้ กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 ไลท์ ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Samsung Kids[9] สามารถตั้งค่าเพื่อจำกัดเวลาและการเข้าใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ให้เด็กๆ สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจในโลกออนไลน์ผ่านแอปและเกมที่หลากหลายได้อย่างปลอดภัย

ซัมซุงส่งแท็บเล็ตรุ่นเล็กสเปคจัดเต็ม กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 ไลท์ มาพร้อม S Pen ใหม่ จดโน้ตคล่อง เรียนสนุกกว่าที่เคย

กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 ไลท์ วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 11,990 บาท สำหรับรุ่น Wi-Fi และ 14,990 บาท สำหรับรุ่น LTE นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมอย่างเคส Book Cover มาพร้อมที่เก็บ S Pen สามารถปรับมุมมองได้ 3 ระดับในราคา 1,690 บาท ที่ Samsung Experience Store และ Samsung.com