Google ปล่อย Android 11 เวอร์ชัน Public Beta (Beta 3) ให้ผู้ใช้งานทดสอบแล้ว

Google เปิดตัว Android 11 Beta 3 หรือ Public Beta ให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดไปทดสอบเรียบร้อยแล้ว ถ้าใครอยากดาวน์โหลด Android 11 สามารถดาวน์โหลดได้ที่หน้า developer ของ Android ได้เลย แต่ยังจำกัดการทดสอบบนสมาร์ทโฟน Google Pixel บางรุ่นเท่านั้น

Google ปล่อย Android 11 เวอร์ชัน Public Beta (Beta 3) ให้ผู้ใช้งานทดสอบแล้ว
https://developer.android.com/android11

โดย Android 11 Beta 3 เปิดให้ดาวน์โหลดและทดสอบการใช้งานจนถึงวันที่ 8 กันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นวันเปิดตัว Android 11 เวอร์ชันเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งทาง Google อธิบายว่า Android 11 เวอร์ชัน Beta นี้จะเป็นการปล่อยให้ทดสอบครั้งสุดท้าย และจะมีการแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ตามมา

Google ปล่อย Android 11 เวอร์ชัน Public Beta (Beta 3) ให้ผู้ใช้งานทดสอบแล้ว
https://www.phonearena.com/news/last-beta-version-of-android-11-released_id126457

ส่วนใครที่มี Google Pixel รุ่นที่รองรับอยู่ในมือ สามารถดาวน์โหลด Android 11 Beta 3 ได้ที่ developer.android.com/android11 และคลิกที่ปุ่ม Get the Beta ซึ่งในเว็บก็จะระบุไว้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นไหนรองรับการทดสอบ Android 11 บ้าง ซึ่งมีทั้ง Pixel 2, Pixel 2 XL, Pixel 3, Pixel 3 XL, Pixel 3a, Pixel 3a XL, Pixel 4, Pixel 4 XL จากนั้นเปิดใช้งานได้ที่เมนูตั้งค่าในสมาร์ทโฟนแล้วเลือก System > Advanced > System Update และกดปุ่มสีฟ้าบริเวณมุมขวาล่างเพื่อ Download and Install

นอกจากนี้ ใน Android 11 Beta 3 ยังอัปเดตระบบ Notification ใหม่ มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า Bubbles เพื่อใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ พร้อมกับการอ่านและส่งข้อความ อีกทั้งยังอัปเดต Emoji แบบใหม่ ออกแบบให้ดูเป็น 2 มิติมากขึ้น ลดในส่วนของแสงเงาให้น้อยลง
ที่มา : www.phonearena.com , www.androidpolice.com , android-developers.googleblog.com

Apple เปิดตัว iMac 27 นิ้ว ดีไซน์เดิม เพิ่มการอัปเกรด

ทาง Apple ได้ออกมาประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับ iMac รุ่นใหม่ของบริษัทว่ามันจะมีขนาดหน้าจอ 27 นิ้ว โดยก่อนหน้านี้ได้มีข่าวออกมาว่า ทาง Apple อาจเปลี่ยนดีไซน์ของ iMac ใหม่ แต่สุดท้ายก็กลับมาใช้ดีไซน์ภายนอกในรูปแบบเดิม และเพิ่มการอัปเกรดสเปคภายในแทน ซึ่งทางบริษัทก็ได้ทำการเพิ่ม SSDs ที่ผู้ใช้เรียกร้องกันมาเป็นจำนวนมากเข้ามาเป็นที่เรียบร้อย และเพิ่มความคมชัดของกล้อง Webcam สูงสุดถึง 1080p HD (รุ่นเก่าๆ ทำได้เพียง 720p)

Apple เปิดตัว iMac 27 นิ้ว ดีไซน์เดิม เพิ่มการอัปเกรด


ภาพจาก : https://store.storeimages.cdn-apple.com/8756/as-images.apple.com/is/imac-27-selection-hero-202008?wid=904&hei=840&fmt=jpeg&qlt=80&op_usm=0.5,0.5&.v=1594932848000

โดย CPU ของ iMac รุ่นใหม่นี้จะใช้งานชิป CPU Gen10 ของ Intel (Comet Lake) ในการประมวลผล และถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยได้มีข่าวเรื่องที่ Apple จะพัฒนา CPU ชิปเซ็ตของตนเองที่ใช้สถาปัตยกรรม ARM (ชิปประมวลผลขนาดเล็ก) แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้นำเอามาปรับใช้กับ iMac ที่กำลังจะเปิดตัวในปีนี้

แต่จะมีชิป “T2 Security” ที่เป็นชิปควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลต่างๆ ที่ทาง Apple พัฒนาขึ้นเอง โดยมันจะเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดภายใน SSD ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้งาน iMac ได้อย่างปลอดภัย และด้วยชิป T2 นี้ก็เป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของฟีเจอร์ต่างๆ บน iMac ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการคุมแสงหน้าจอ หรือการตรวจจับใบหน้า (ใช้ร่วมกับ Webcam) เป็นต้น

Apple เปิดตัว iMac 27 นิ้ว ดีไซน์เดิม เพิ่มการอัปเกรด


ภาพจาก : https://www.theverge.com/2020/8/4/21353899/apple-imac-2020-webcam-price-specs-release-date-announcement

สำหรับ GPU ก็ยังคงใช้ของค่าย AMD ยังเดิม แต่ได้เปลี่ยนมาใช้ AMD Radeon Pro 5300 ที่เป็น GPU รุ่นเดียวกับ MacBook Pro ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เพื่อรองรับการประมวลผลกราฟิกที่เสถียรมากยิ่งขึ้น และใช้จอภาพ Retina 5K (5120 x 2880) โดยมีตัวเลือกกระจกหน้าจอแบบ “Nano Texture” ที่จะช่วยลดการสะท้อนของหน้าจอเข้ามาอีกด้วย (เพิ่มเงินอีกประมาณ 17,500 บาท)

ในส่วนของราคานั้น Apple ก็ยังคงรักษามาตรฐานเดิมเอาไว้เป็นอย่างดี โดยจะสามารถแบ่งราคาตามสเปคของ iMac ได้ ดังนี้

  • 62,900 บาท CPU : Core i5 (6-Core) ความเร็ว 3.1GHz, GPU : AMD Radeon Pro 5300 ขนาด 4GB, RAM : 8GB และ SSD 256GB
  • 69,900 บาท CPU : Core i5 (6-Core) ความเร็ว 3.3GHz, GPU : AMD Radeon Pro 5300 ขนาด 4GB, RAM : 8GB และ SSD 512GB
  • 79,900 บาท CPU : Core i7 (8-Core) ความเร็ว 3.8GHz, GPU : AMD Radeon Pro 5500 ขนาด 8GB, RAM : 8GB และ SSD 512GB

ที่มา : techcrunch.com , www.engadget.com , www.theverge.com , www.apple.com

สมาคม CTA ประกาศปรับรูปแบบการจัดงาน CES 2021 ให้เป็นงานแบบออนไลน์

สมาคม CTA (Consumer Technology Association) ได้ออกมาประกาศชัดว่างาน CES 2021 ที่จะจัดขึ้นในเดือนมกราคมปีหน้านี้จะเป็นงานในรูปแบบ All-Digital Experience หรือการจัดงานแบบออนไลน์ทั้งหมด และจะไม่มีการจัดแสดงสินค้าต่างๆ เหมือนกับปีที่แล้วมาแต่อย่างใด

และปกติแล้วทางสมาคม CTA จะจัดงาน CES ขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคมของทุกปีที่ศูนย์ประชุมกลางของเมือง Las Vegas สหรัฐอเมริกา แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ของทั้งสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกในขณะนี้ก็ทำให้ Gary Shapiro CEO ของ CTA ตัดสินใจประกาศว่าจะปรับรูปแบบของงาน CES 2021 ในปีหน้าให้เป็นงานแบบออนไลน์แทน

จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นทำให้สาธารณะสุขทั่วโลกตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง ดังนั้นการเชิญบุคคลจากทั่วทุกมุมโลกมารวมตัวกันเป็นหมื่นๆ คนใน Las Vegas เพื่อติดต่อธุรกิจหรือจัดแสดงสินค้าก็คงไม่เหมาะสมนัก และแน่นอนว่าเทคโนโลยีที่พวกเราให้ความสนใจก็สามารถเข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ได้ เพราะมันมีส่วนช่วยอย่างมากในการเรียน, ทำงาน และติดต่อสื่อสารกันในช่วงการระบาดของไวรัส – และด้วยเทคโนโลยีนี้เองทำให้เราตัดสินใจว่าจะจัดงาน CES 2021  ในรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด (All-Digital Experience) เราเชื่อว่ามันน่าจะเป็นการเปิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่ของทั้ง Exhibitor (ผู้ที่มาออกบูธในงาน) และผู้ที่สนใจเข้าชมงานได้

สำหรับวัน-เวลาการจัดงานก็ยังยืนว่าว่าจะดำเนินการจัดงานตามกำหนดการณ์เดิม คือ วันที่ 6-9 มกราคม ค.ศ. 2021 (พ.ศ. 2564) แต่ต้องรอการประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องทางการจัดงาน, กฎการเข้าร่วมและจัดแสดงงานจากทางสมาคมอีกทีหนึ่ง และ Gary ยังทิ้งท้ายอีกว่าหากเป็นไปได้เขาก็วางแผนจะกลับไปจัดงาน CES 2022 ที่ศูนย์ประชุมกลาง Las Vegas ดังเดิม
ที่มา : gizmodo.com , sea.mashable.com , www.cta.tech

Apple Central World เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 กรกฎาคม

Apple Store แห่งที่ 2 ในไทยที่ใช้ชื่อว่า “Apple Central World” กันไปแล้ว และแล้วฤกษ์วันเปิดตัวก็ออกมาอย่างเป็นทางการ นั่นก็คือ วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2563

เคาะแล้ว! Apple Central World เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้
https://www.apple.com/th/retail/centralworld/

แม้สถานการณ์ช่วงนี้จะยังอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งทาง Apple ก็มีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากากอนามัยก่อนเข้าพื้นที่ (ถ้าไม่มีของตัวเอง ทาง Apple ก็เตรียมไว้ให้) การตรวจวัดอุณหภูมิ การจำกัดจำนวนคน การรักษาระยะห่างทางสังคม และจัดให้มีการทำความสะอาดพื้นที่ทุกซอกทุกมุมอย่างต่อเนื่อง

เคาะแล้ว! Apple Central World เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้
https://www.apple.com/th/retail/centralworld/

ชมภาพ Apple Central World

เคาะแล้ว! Apple Central World เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้
เคาะแล้ว! Apple Central World เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้
เคาะแล้ว! Apple Central World เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้
เคาะแล้ว! Apple Central World เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

ที่มา : www.apple.com

Dropbox ประกาศหยุดสนับสนุนแอปบนระบบ Android 5.0 หรือต่ำกว่าแล้ว

Dropbox ประกาศยุติการสนับสนุนแอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการ Android 5.0 หรือเก่ากว่า ซึ่งผู้ใช้งานคนไหนที่ยังไม่ได้อัปเดตระบบปฏิบัติการให้เป็น Android 6.0 จะยังคงใช้งานได้ต่อไปตามปกติ แต่จะไม่ได้ใช้ฟีเจอร์ใหม่ๆ ของ Dropbox เท่านั้นเอง

Dropbox ประกาศหยุดสนับสนุนแอปบนระบบ Android 5.0 หรือต่ำกว่าแล้ว

ใครที่อัปเดตไปแล้วก็ดีไป แต่ถ้ายัง Dropbox แจ้งเตือนว่าถึงแม้จะสามารถใช้งานแอปฯ ต่อไปได้ แต่การประกาศยกเลิกสนับสนุน นั้นหมายถึงการเพิกเฉยต่อบัคหรือข้อบกพร่องทุกอย่าง ไปจนถึงช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของข้อมูลด้วย ดังนั้นการอัปเดตจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

คำประกาศนี้ถูกยืนยันบนโพสต์การเปิดตัว Dropbox v198.2.2 ซึ่งตามปกติถ้านักพัฒนายังคงสนับสนุนระบบปฏิบัติการเก่าให้อยู่ ก็เป็นเรื่องดีสำหรับผู้ใช้งานที่มือถือไม่รองรับระบบรุ่นใหม่ๆ เพราะถ้าอัปเดตเพิ่มไปอาจทำให้เครื่องช้าจนใช้งานไม่ได้เหมือนเดิม ซึ่งสิ่งที่จะตามมาในฝั่งนักพัฒนาเอง ก็คือเรื่องของต้นทุนที่จะสูงตามไปด้วย การประกาศยกเลิกสนับสนุนจึงเหมือนเป็นการยอมตัดลูกค้าบางส่วนออก เพื่อแลกกับต้นทุนที่ไม่ต้องเสียเพิ่มไปนั่นเอง

Dropbox ประกาศหยุดสนับสนุนแอปบนระบบ Android 5.0 หรือต่ำกว่าแล้ว

นอกจากเรื่องนี้ Dropbox ยังได้เพิ่มการอัปเดตให้สามารถซิงค์กับอุปกรณ์ที่ใช้ระบบ Chrome OS ได้แล้ว ซึ่งคุณสามารถที่จะดาวน์โหลดหรืออัปโหลดข้อมูลใส่ลง Dropbox ได้เลยผ่านแล็ปท็อปที่ใช้ระบบ Chrome OS ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่รองรับ 
ที่มา : www.androidpolice.com

Google ปล่อยทีเซอร์งานเปิดตัวสมาร์ทโฟน 3 สิงหาคมนี้ คาดว่าเป็น Pixel 4a

แม้ว่าข่าวลือ ภาพหลุดของสมาร์ทโฟน Pixel 4a จาก Google จะมีเยอะไม่แพ้รุ่นอื่นๆ เลย แต่ก็ยังไม่มีอัปเดตใดๆ อย่างเป็นทางการออกมาเสียที ล่าสุด ทาง Google ก็ได้ปล่อยทีเซอร์ที่คาดว่าเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนรุ่น Pixel 4a และรายละเอียดอื่นๆ

Google ปล่อยทีเซอร์งานเปิดตัวสมาร์ทโฟน 3 สิงาคมนี้ คาดว่าเป็น Pixel 4a

โดยในหน้า Landing Page ของทีเซอร์มีเพียงข้อความว่า Introducing The Google Phone และมีการเซ็นเซอร์ชื่อรุ่นเอาไว้ ขอแนะนำว่าให้ลองกดที่แถบเซ็นเซอร์ดู จะพบว่าสีสันมีการเปลี่ยนไปมา แถมรายละเอียดปลีกย่อยยังเป็นข้อความ Lorem ipsum แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีรายละเอียดอื่นใด แถมรูปภาพที่น่าจะเป็นดีไซน์ของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ก็ยังเป็นตารางโปร่งใสแบบไฟล์ PNG อีกต่างหาก

Google ปล่อยทีเซอร์งานเปิดตัวสมาร์ทโฟน 3 สิงาคมนี้ คาดว่าเป็น Pixel 4a
Google ปล่อยทีเซอร์งานเปิดตัวสมาร์ทโฟน 3 สิงาคมนี้ คาดว่าเป็น Pixel 4a
https://www.facebook.com/madebygooglehttps://twitter.com/madebygoogle

และไม่ใช่แค่หน้า Landing Page จาก Google เท่านั้น แต่ในแอคเคาท์เฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ก็ทำการเปลี่ยนภาพปกแล้วเช่นกัน อย่างไรก็ตาม Google ก็ยังใจดี บอกรายละเอียดสำคัญอย่างวันเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ แล้วจะได้พบกับ Pixel 4a ตัวจริงเสียงจริงหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป
ที่มา : www.gizmochina.com , store.google.com , www.androidauthority.com , pocketnow.com

Microsoft เพิ่มคอร์สออนไลน์ฟรีและลดราคาการสอบ Microsoft Certifications

ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมานี้จะเห็นได้ว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำลงและมีผู้คนจำนวนมากที่ต้องตกงานจากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ แม้ว่าในหลายประเทศจะเริ่มทยอยกลับมาเปิดกิจการอีกครั้งหนึ่ง แต่อัตราการจ้างงานก็ยังคงต่ำกว่าความต้องการที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานของประชากรทั่วโลก

Microsoft เพิ่มคอร์สออนไลน์ฟรีและลดราคาการสอบ Microsoft Certifications


จำนวนคนตกงานทั่วโลกในปี 2020 พุ่งขึ้นสูงที่สุดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา
ภาพจาก : https://blogs.microsoft.com/blog/2020/06/30/microsoft-launches-initiative-to-help-25-million-people-worldwide-acquire-the-digital-skills-needed-in-a-covid-19-economy/

ซึ่งทาง Microsoft ก็ได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้และมีความเชื่อว่าวิธีการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานขึ้นมาได้น่าจะเป็นการ “เพิ่มความสามารถ” ในด้านต่างๆ ของบุคคลในตลาดแรงงาน ดังนั้นจึงได้เพิ่มคอร์สออนไลน์ทั้งบน LinkedIn, GitHub, Microsoft รวมทั้งได้ “ลดราคา” Microsoft Certificate ลงให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น โดยทางบริษัทได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่ามันน่าจะช่วยพัฒนาความสามารถให้กับผู้ที่สนใจอย่างน้อย 25 ล้านคนทั่วโลก

โดยใน LinkedIn Learning, Microsoft Learn และ GitHub Learning Lab ได้เพิ่มคอร์สออนไลน์ในสายงานต่างๆ ให้กับผู้ที่สนใจได้ทดลองเรียนกว่า 10 สายงาน รวมทั้งมีคอร์สเตรียมความพร้อมสำหรับการสมัครงานและการพัฒนาตนเองให้เลือกลงทะเบียนเรียนแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ถึงช่วงปลายเดือนมีนาคมปีหน้า และมีตัวเลือกภาษาถึงกว่า 11 ภาษาทั่วโลก (ขึ้นอยู่กับคอร์สที่เลือกเรียนด้วย)

Microsoft เพิ่มคอร์สออนไลน์ฟรีและลดราคาการสอบ Microsoft Certifications
Microsoft เพิ่มคอร์สออนไลน์ฟรีและลดราคาการสอบ Microsoft Certifications

ส่วน Microsoft Certifications (การสอบเพื่อรับใบประกาศนียบัตรรับรองจาก Microsoft) ก็ได้ปรับลดราคาค่าสอบจาก 100 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,100 บาท) เหลือเพียงแค่ 15 ดอลลาร์ (ราว 470 บาท) เท่านั้น โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครและเลือกเวลาสอบได้ตั้งแต่เดือนกันยายนไปจนถึงสิ้นปีนี้ และลงสอบพร้อมรับใบประกาศได้จนถึงปลายเดือนมีนาคมปีหน้า

และยังได้เพิ่มคอร์สออนไลน์ลงใน Microsoft Team เพื่อช่วยให้พนักงานได้พัฒนาความสามารถในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยได้ดึงคอร์สที่น่าสนใจจากทั้ง Microsoft Learn, LinkedIn Learning และคอร์สที่น่าสนใจจาก 3rd Party มาลงในนี้ด้วยเช่นกัน

Microsoft เพิ่มคอร์สออนไลน์ฟรีและลดราคาการสอบ Microsoft Certifications


ภาพจาก : https://www.mintgroup.net/blog/events/stay-in-school-with-microsoft-teams

ทาง Microsoft ก็คาดหวังว่าการเพิ่มช่องทางการพัฒนาความสามารถนี้น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสให้หลายๆ คนได้พัฒนาตนเองและกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้งหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีรายได้ที่สมเหตุสมผลกับความสามารถที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไปได้
ที่มา : blogs.microsoft.com , www.engadget.com

Google รวมบริการ Chat, Room, Docs, Tasks, Meet ทั้งหมดบน Gmail

Google ประกาศเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ใน Gmail ให้ผู้ใช้ G Suite สามารถใช้งานเพื่อติดต่องานกันได้สะดวกและครอบคลุมการทำงานแบบรอบด้านในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีความจำเป็นจะต้องทำงานร่วมกันแบบ Social Distancing นี้ โดยทางบริษัทได้เพิ่มเมนู Chat, Room และ Meet เข้ามาทั้งบนเว็บไซต์และในแอปพลิเคชัน Gmail บนสมาร์ทโฟน

แรกเริ่ม, บริการต่างๆ ของเราถูกสร้างมาเพื่อรองรับการทำงานของผู้ใช้ตามจุดประสงค์ที่ต่างกัน แต่จุดมุ่งหมายในการพัฒนาของเรานั้นเป็นจุดเดียวกัน คือ เราต้องการจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ทุกคน และผู้ใช้ของเราก็จำเป็นที่จะต้องมีการทำงานร่วมกัน, แชร์ไอเดียซึ่งกันและกัน ดังนั้นเราจึงรวบการทำงานของบริการเหล่านี้เข้าด้วยกันเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น

ซึ่งเมื่อเพิ่มฟีเจอร์และเครื่องมือเหล่านี้เข้ามาแล้วผู้ใช้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสลับไปใช้งานแอปพลิเคชันหรือบริการอื่นๆ อีกต่อไป เพราะสามารถติดต่อคุยงานกันได้ทั้งในรูปแบบของอีเมลที่เป็นทางการ, การพูดคุยผ่านแชท และการโต้ตอบกันด้วยเสียงหรืิอวิดีโอ รวมไปถึงการตั้ง Tasks จัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำ และยังสามารถแก้ไขเอกสารต่างๆ ใน Google Docs, Slide และ Sheet ภายใน Gmail ไปพร้อมๆ กันได้

นอกจากนี้ยังได้เพิ่มเครื่องมือให้ผู้ใช้ได้ปักหมุดเอาไว้ว่าขณะนี้ยังไม่สะดวกต่อการติดต่องานอย่าง “Do not disturb” และ “Out of office” เข้ามาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ที่ลางานในช่วงวันนั้นๆ หรือติดภารกิจอื่นอย่างการออกไปพบลูกค้าข้างนอกอีกด้วย

สำหรับการใช้งานเครื่องมือและฟีเจอร์ใหม่ๆ บน Gmail สำหรับผู้ใช้ G Suite นี้ ทาง Google ระบุว่าผู้ใช้ G Suite “บางคน” อาจได้ใช้งานกันในช่วงสัปดาห์นี้ และจะทยอยปล่อยออกมาให้ผู้ใช้ G Suite ทุกคนใช้งานได้ภายในปีนี้
ที่มา : www.theverge.com , techcrunch.com , cloud.google.com

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

Dell Technologies ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สายคอมเมอร์เชียลประกอบไปด้วยไฺฮไลท์ อย่างแล็ปท็อป Latitude และ Precision รวมถึงระบบ AI ซึ่งเจ้า AI ตัวนี้จะช่วยเข้ามาตอบโจทย์การทำงานรูปแบบใหม่ที่ต้องการพลังอันเปี่ยมล้น เพื่อตอบสนองความเคลื่อนไหวในกระแสธุรกิจอย่างทรงพลัง รวดเร็ว และเปี่ยมประสิทธิภาพ

โดย Dell ได้วางแนวทางสินค้าใหม่ๆ ของปีนี้ให้มีความเปลี่ยนแปลง 3 อย่างคือ

  1. มีระบบประมวลผลที่จะเปลี่ยนไปใช้ CPU 10th Gen ทั้งหมด
  2. เป็นโน้ตบุ๊คที่ใช้งานได้แบบ 2 in 1 เช่นมีระบบ Touch Sceen ทุกรุ่น
  3. ใส่ระบบ Machine learning หรือ AI

ระบบ AI สุดฉลาด Dell Optimizer เรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้งาน

Dell ประกาศว่าสินค้าของ Dell อย่างโน้ตบุ๊คทุกรุ่นในปีนี้จะมีการฝัง Machine Learning AI เข้าไปด้วย ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ ชื่อว่า Dell Optimizer สามารถเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้งานได้ และเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้นใน 4 มิติ ประกอบไปด้วย

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

ExpressSign-in (Proximity Sensor) ระบบช่วยล็อกอินเข้าสู่ระบบด้วย Face ID พร้อมเข้าทำงานทุกครั้งที่ผู้ใช้งานนั่งอยู่หน้าโต๊ะ สามารถล็อกอินให้อัตโนมัติเมื่อตรวจจับ Face ID ของผู้ใช้ ขณะที่เมื่อลุกออกจากที่ระบบจะดาวน์หน้าจอให้อัตโนมัติ เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน

ExpressResponse (Application) เรียนรู้ว่าผู้ใช้งานมีการใช้แอปพลิเคชันใดบ่อยและทำการจัด Priority ให้ใช้งานง่าย เชื่อมต่อและสมูทขึ้น 40 %

ExpressCharge (Power) ปรับแต่งการทำงานของแบตเตอรี่ เช่นชาร์จไฟได้เร็วขึ้น ปรับการใช้งานแบตเตอรี่ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

Intelligent Audio (Audio) ปรับแต่งระบบเสียง มีเซ็นเซอร์บนฝา 4 จุด ช่วยให้ตัดเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม เวลาเข้าประชุมอยู่จะช่วยตัดเสียงรบกวนต่างๆ 

Latitude 9510 แล็ปท็อปสายธุรกิจ

ต่อไปเป็นสินค้าไฮไลท์วันนี้คือ Latitude 9510 ที่เป็นโน้ตบุ๊กธุรกิจใหม่อีกตัว Built-in AI มีความฉลาดในตัวและรองรับ 5G ซึ่งได้รับรางวัลในงาน Consumer Electronics Show 2020 (CES) มาพร้อมกับหน้าจอ 15 นิ้วน้ำหนักเบาแค่ 1.45 กิโลกรัมสำหรับรุ่นปกติ แต่รุ่น 2-in-1 มีน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม

สเปคมาพร้อมกับซีพียู Core 10th Gen แรมสูงสุด 16GB, รองรับ Wi-Fi 6 AX200 และสามารถเลือกคอนฟิกใส่โมเด็มได้ทั้ง 4G LTE และ 5G ด้วย ส่วนแบตเตอรี่สามารถอยู่ได้ 14 ชั่วโมง

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

นอกจากนี้ Dell ยังมีการกล่าวถึงสินค้าอื่นๆ ที่จะเปิดตัวพร้อมกันอีกมากมาย ซึ่งจะเข้ามาช่วยตอบโจทย์สาย Business ทำให้การทำงานในยุค New Normal สะดวกมากยิ่งขึ้น ประกอบไปด้วยสินค้าต่อไปนี้

Precision แล็ปท็อป Mobile Workstation 

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

Dell Precision 5550 และ 5750 ออกแบบมาเพื่อครีเอเตอร์ และมืออาชีพที่ต้องการประสิทธิภาพสูงและดีไซน์ที่มีสไตล์ โดยไม่ต้องการโมบายเวิร์กสเตชั่นแบบเดิมที่มีขนาดใหญ่และหนัก ซึ่ง Dell Precision 5550 และ 5750 เป็นโมบายเวิร์กสเตชันขนาด 15 นิ้ว และ 17 นิ้ว ที่เล็กและบางที่สุดในโลก โดยช่วยให้บรรดาครีเอเตอร์และวิศวกร มีมุมมองที่กว้างขึ้นและทำอะไรได้มากขึ้นด้วยจอดิสเพลย์ไร้ขอบแบบ InfinityEdge ทั้ง 4 ด้าน (ให้ความสว่างมากถึง HDR 400) อัตราแสดงผล 16:10 ทั้งนี้ Precision 5750 โฉมใหม่หมด ยังรองรับ VR/AR และมาพร้อม AI เพื่อช่วยในการทำเวอร์ชวลไลเซชั่นที่มีรายละเอียดเยอะ เรนเดอร์ภาพได้เร็ว อีกทั้งสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนได้

  • Precision 5750 สเปค หน้าจอ 17 นิ้ว ซีพียูCore i5-10400H (มีอีกหลายตัวเลือก) จีพียูสูงสุดถึง Nvidia Quadro RTX 3000 แรม SODIMM สูงสุด 64 GB DDR4 2,666 MHz, SSD M.2 2280 สองช่อง
  • Precision 5550 สเปคหน้าจอ 15 นิ้ว ซีพียู Core-i5-10400H (มีอีกหลายตัวเลือก) จีพียูสูงสุดถึง Nvidia Quadro T2000 แรม SDRAM สูงสุด 64 GB DDR4 2,933MHz, SSD M.2 2280 สองช่อง 

หน้าจอ Monitor

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

จอมอนิเตอร์ของเดลล์ยึดครองตำแหน่งอันดับ 1 ทั่วโลกในช่วงหกปีที่ผ่านมา สามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้ใช้ทางธุรกิจ ไปจนถึงกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกม ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพกับ Dell 86 4K Interactive Touch Monitor ซึ่งก็คือไวท์บอร์ดเมื่อวันวานที่ได้รับการปรับเป็นดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ UltraSharp 43 4K USB-C Monitor ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูเนื้อหาจากพีซีที่เชื่อมต่อถึงสี่เครื่องพร้อมกันอย่างราบรื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิผลสูงสุดในการทำงาน จอภาพ USB-C UltraSharp 27 4K ใหม่พร้อม VESA DisplayHDRTM 400 ให้การครอบคลุมของสีที่กว้างเพื่อให้ได้สีที่ถูกต้อง

Accessory

Dell เปิดตัวเทคโนโลยี AI Dell Optimizer สุดฉลาด พร้อมผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊คสายธุรกิจ

Facebook ประกาศปิดตัวแอป Hobbi และ Lasso ที่ทำมาแข่งกับ Pinterest และ TikTok

หลังจากเปิดตัวอย่างเงียบๆ ตอนนี้ก็ปิดตัวไปอย่างเงียบๆ ตามที่คาดไว้สำหรับแอปพลิเคชัน Hobbi และแอปพลิเคชัน Lasso ผลงานจากทีม New Product Experimentation team (NPE Team) ของ Facebook ซึ่งเป็นทีมที่มักชอบลองอะไรใหม่ๆ และไม่อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท

Facebook ประกาศปิดตัวแอป Hobbi และ Lasso ที่ทำมาแข่งกับ Pinterest และ TikTok

ก่อนหน้านี้เราได้เคยนำเสนอข่าวไปแล้วในวันที่เปิดตัวครั้งแรก ว่าเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่คล้ายกับ Pinterest ส่วน Lasso เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ให้เราสามารถอัดคลิปวิดีโอไม่เกิน 15 วินาที เพื่อแชร์ลงไปบนแพลตฟอร์ม พร้อมใส่เสียงเพลง และข้อความประกอบ พอฟังแล้วดูคุ้นๆ ใช่มั้ย เพราะมันเหมือนรูปแบบการใช้ของแอปพลิเคชันที่คนไทยฮิตกันอยู่ในตอนนี้ นั่นคือ TikTok

Facebook ประกาศปิดตัวแอป Hobbi และ Lasso ที่ทำมาแข่งกับ Pinterest และ TikTok

ถ้าทีม NPE ตั้งใจนำ Hobbi มาท้าชนกับ Pinterest สำหรับ Lasso ก็เป็นความตั้งใจนำมาท้าชนกับ TikTok ซึ่งล่าสุดทั้ง 2 ตัวกำลังถูกปิดตัวไปในวันที่ 10 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ แต่นี่ไม่ถือเป็นความล้มเหลว เพราะมันคือความตั้งใจแรกอยู่แล้ว ซึ่งแต่เดิมนั้นทีม NPE เป็นทีมที่ Facebook สร้างขึ้นมาให้คอยพัฒนาสิ่งใหม่ๆ แม้จะสำเร็จ ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เหมือนการหว่านเมล็ดพันธ์ุไปเรื่อย ต้นไหนเติบโตก็ดูแล ไม่เติบโตก็ทิ้งไป

สำหรับผลงานของทีม NPE มีมากหน้าหลายตาจนแทบมาเรียงต่อกันแบบเดือนต่อเดือนเลยก็ว่าได้ แค่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็ประกอบไปด้วย Whale แอปสำหรับทำมีม, Bump แอปสำหรับแชท และ Tuned แอปสำหรับฟังเพลง ส่วนเดือนที่แล้วก็มีการเปิดตัวถึง 3 แอป ไม่ว่าจะเป็น CatchUp สำหรับ Voice CallsVenue ไว้ดู Event ต่างๆ แบบไลฟ์สดเช่น แข่งรถ หรือฟุตบอล สุดท้ายก็มี Collab ที่ใช้สร้างเสียงเพลงร่วมกับเพื่อนๆ ผ่านแอปพลิเคชัน โดยแอปเหล่านี้ยังคงอยู่ในสโตร์ทั้งฝั่ง iOS และ Android เฉพาะที่ US เท่านั้น
ที่มา : www.cnet.com , www.theverge.com