บริษัท Booking.com เปิดตัว Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้

บริษัท Booking.com ผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเดินทางระดับโลกที่ช่วยให้นักเดินทางทั่วโลกได้เลือกเข้าพักในที่พักที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น บ้านพัก, อพาร์ตเมนต์, โรงแรม, เบดแอนด์เบรกฟาสต์ โฮสเทล, บังกะโล, ที่พักในฟาร์ม/เรือ, กระท่อมน้ำแข็ง ไปจนถึงบ้านต้นไม้ ได้รังสรรค์ Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้ ที่พักแปลกใหม่โดดเด่นด้วยดีไซน์แบบไทยๆ ณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ทางบริษัทระบุว่าได้แนวคิดนี้มาจาก ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทาง ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะจากข้อมูลการรายงานภายในเว็บไซต์ Booking.com ชี้ว่านักเดินทางจำนวนมากมีการมองหาที่พักรูปแบบที่แปลกใหม่ เพื่อทดลองสัมผัสกับประสบการณ์การเข้าพักที่ต่างไปจากเดิม และนักเดินทางชาวไทยมากกว่า 42% (ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยจากทาง Booking.com) ได้มีการวางแผนว่าจะ เข้าพักในที่พักที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สักครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะนอกจากจะเป็นการมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ แล้วคนรอบตัวก็รู้สึกประทับใจกับตัวเลือกที่พักในรูปแบบที่แปลกใหม่นี้ และสามารถแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของผู้เข้าพักได้เป็นอย่างดี

โดย Bangkok Booking Bus คันนี้ได้ นำเอารสบัส (หรือรถเมล์ที่เราคุ้นเคยกันดี) มารีโนเวทและตกแต่งใหม่ ให้กลายเป็นที่พักที่มีความพิเศษและแปลกใหม่ที่ แสดงออกถึงความเป็นกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาหน้าแมกกาซีนมาตกแต่งร่วมด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่สื่อถึงวิถีชีวิตแบบชาวไทยและใช้ตู้ขายข้าวมันไก่แทนชั้นวางของเป็นกิมมิกเล็กๆ บริเวณเคาท์เตอร์, การนำเอาไฟจากรถตุ๊กตุ๊กและป้ายไฟนีออน รวมทั้งโซนเตียงนอนก็มีการนำเอาลังพลาสติกใส่ผลไม้และกระจกรถเมล์มาตกแต่งภายใน Bangkok Booking Bus อีกด้วย

ซึ่ง Bangkok Booking Bus จะจอดให้บริการ ณ Asiatique The Riverfront แหล่งรวมไลฟ์สไตล์และความบันเทิงยามค่ำคืน โดยแขกที่ได้เข้าพักใน Bangkok Booking Bus จะได้รับการต้อนรับด้วย ชุดกระเช้าของขวัญ สุดพิเศษ พร้อมทั้งเพลิดเพลินไปกับการตกแต่งภายในที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมนต์เสน่ห์ของกรุงเทพฯ มารวมไว้อยู่ใน Bangkok Booking Bus รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทำให้ทุกช่วงเวลาของการเข้าพักในครั้งนี้สมบูรณ์แบบและน่าประทับใจ

บริษัท Booking.com เปิดตัว Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้
บริษัท Booking.com เปิดตัว Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้
บริษัท Booking.com เปิดตัว Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้

มิเชล เกา (Michelle Gao) ผู้จัดการประจำภูมิภาคประจำกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงของ Booking.com ได้กล่าวว่า

“ด้วยพันธกิจของบริษัทที่เราต้องการให้ทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่พักที่หลากหลายทั่วโลกได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น เราภูมิใจที่จะนำเสนอ Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเป็นไทย ณ ใจกลางกรุงเทพฯ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะมอบประสบการณ์ที่พักสุดพิเศษ ท่ามกลางบรรยากาศแหล่งช้อปปิ้งยามค่ำคืนรวมถึงการลองลิ้มชิมรสอาหารต่างๆ อันหลากหลาย เพื่อให้นักเดินทางของเราได้พบกับประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างแท้จริงที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โดย Bangkok Booking Bus นี้เป็นเพียงหนึ่งในประสบการณ์ที่พักสุดพิเศษอีกมากมายที่ลูกค้าของเราสามารถสัมผัสได้ จากตัวเลือกบ้านพัก อพาร์ตเมนต์ และที่พักน่าทึ่งประเภทอื่นๆ กว่า 6.2 ล้านรายการ บน Booking.com”

ผู้ที่สนใจเข้าพักบน Bangkok Booking Bus สามารถ สำรองที่พัก ได้ในวันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ที่เว็บไซต์ Booking.com โดยจะเป็นการ เข้าพักในวันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ และจำกัดการเข้าพักแค่เพียง 1 คืน ต่อผู้เข้าพัก 2 ท่าน ในราคา 2,020 บาทเท่านั้น (ทางเว็บไซต์จะให้สิทธิ์ในการเข้าพักตามลำดับของผู้ที่จองเข้าพักก่อน โดยสามารถเข้าไปจองได้ที่ https://www.booking.com/hotel/th/booking-bus.html?lang=xu ที่เดียวเท่านั้น)

และหลังจากที่แขกผู้โชคดีได้เข้าพักที่รถบัสพักได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วทางบริษัท Booking.com จะ ส่งมอบ รถบัสพักได้ดังกล่าวนี้ให้กับทาง Local Alike ที่เป็นกิจการเพื่อสังคมด้านการท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาชุมชนสัญชาติไทย สตาร์ทอัพในโครงการ Booking Booster ปี 2560 ซึ่ง Local Alike จะนำรถบัสพักได้ไปใช้งานเพื่อสานต่อความยั่งยืนต่อไป

ลือ! ‘Apple Tags’ เริ่มผลิตแล้วกว่า 10 ล้านเครื่อง คาดเปิดตัวปลายปี

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือปล่อยออกมาว่า แอปเปิ้ลกำลังพัฒนาอุปกรณ์ติดตามของสูญหายหรือที่เรียกว่า”Apple Tags“ที่มาพร้อมเทคโนโลยี อัลตร้าไวด์แบนด์ (ultra-wideband) ซึ่งมีความแม่นยำกว่าบลูทูธ 100 เท่า ในการติดตามอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อป้องกันการสูญหาย เช่นนำไปติดกับ กุญแจ กระเป๋าสตางค์ หรือของใช้อื่นๆ ทั่วไป โดยจะใช้ร่วมกับแอปฯ Find My App ใน iOS 13 

ทั้งนี้สื่อนอกรายงานว่าข่าวลือนั้นอาจกำลังจะเป็นจริงในไม่ช้า เพราะมีเสียงจาก Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ของ Apple กล่าวว่าขณะนี้กำลังมีการผลิต Apple Tags ออกมากว่า 10 ล้านเครื่อง ซึ่งคาดว่าน่าจะเสร็จทันในช่วงไตรมาส 3 หรือปลายปีนี้ และเราน่าจะได้เห็นเจ้าอุปกรณ์ที่ติดเทคโนโลยีอัลตร้าไวด์แบนด์ ถูกเปิดตัวในเร็ววัน 

ดังนั้นหากเป็นไปตามข่าวลือที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าตาของ Apple Tags จะคล้ายกับแผ่นดิสก์กลมๆ ซึ่งจะใส่ชิประบุตำแหน่ง U1 เทคโนโลยีตัวเดียวที่ใช้กับ iPhone 11 ส่วนการระบุตำแหน่งของที่สูญหายจะแสดงขึ้นมาในรูปแบบ AR interface สัญลักษณ์เป็น ‘บอลลูน 3D’ ที่เมื่อเราเดินไปรอบๆ และขยับ iPhone ขึ้น-ลง บอลลูนก็จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นตำแหน่งสิ่งของที่ติดกับ Apple Tags เอาไว้

อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่ Apple Tags จะออกมาสู่สายตาประชาชนอย่างเป็นทางการอาจยังไม่แน่ชัด โดยคาดว่าจะเปิดตัวระหว่างเดือนกันยายนปีนี้ช่วงเดียวกับงาน iPhone หรืออาจไวกว่านั้นคือในงาน Worldwide Developers Conference (WWDC) งานแสดงสินค้าซอฟต์แวร์ และ ผลิตภัณฑ์ใหม่ของแอปเปิล ช่วงเดือนมิถุนายนนี้

ลือ! Apple Tags มีออเดอร์ผลิตแล้วหลาย 10 ล้านเครื่อง คาดเปิดตัวปลายปี

ที่มา : www.theverge.com

AIS ชวนลูกค้าร่วมทดสอบ 5G ตอกย้ำความสำเร็จ ครองคลื่นความถี่มากที่สุด

เอไอเอส ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 5G หลังชนะการประมูลคลื่น 5G ได้จำนวนมากที่สุดครบทั้ง 3 ย่านความถี่ ทั้ง 700 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz ตอกย้ำศักยภาพผู้นำเครือข่ายดิจิทัลอันดับ 1 พร้อมลุย 5G พลิกโฉมการยกระดับประเทศไทยไปอีกขั้น เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศไทย 

ทั้งนี้จากงานประมูลคลื่นความถี่ที่ผ่านมา เอไอเอส ได้มุ่งหวังที่จะประมูลคลื่น 5G มาเติมเต็ม ‘Block’ ทุกย่านความถี่ ให้ครบทั้งย่านความถี่ต่ำ ย่านความถี่กลาง และย่านความถี่สูง เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ ประกอบด้วย คลื่น 700 MHz จำนวน 30 MHz คลื่น 2600 MHz จำนวน 100 MHz และคลื่น 26 GHz จำนวน 1200 MHz รวมทั้งหมดคือ 1330 MHz

ซึ่งหากรวมกับของเดิมทำให้ เอไอเอส มีจำนวนคลื่นความถี่มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ที่ให้บริการ 4G และ 5G ในอุตสาหกรรมรวมแล้ว 1420 MHz ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า เอไอเอส นั้นมีขีดความสามารถที่จะส่งมอบบริการคุณภาพที่ดีที่สุดเทียบเท่ากับผู้ให้บริการระดับโลก

“เพราะ 5G คือ เทคโนโลยีที่จะยกระดับภาคอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ให้แข็งแกร่งและนำพาประเทศไทย ให้ก้าวไปอีกขั้นตามเจตนารมณ์ของภาครัฐ ที่ผ่านมา เอไอเอสจึงร่วมทดลอง ทดสอบกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรม Sector หลักๆมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ภาคการผลิต, ภาคการขนส่ง, ภาคคมนาคม, ภาคสาธารณสุข, ภาคการศึกษา, ฯลฯ จนมีความรู้และประสบการณ์ที่สามารถนำมาสร้างสรรค์รูปแบบบริการได้อย่างตอบโจทย์และมีประสิทธิภาพมากที่สุดได้ทันที ดังนั้นวันนี้จึงพร้อมนำ 5G เข้าไปสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง เพื่อปฏิวัติการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม (Growth Revolution) อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ EEC ซึ่งได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับองค์กรชั้นนำในพื้นที่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น สนามบินอู่ตะเภา, ท่าเรือแหลมฉบัง, อมตะนคร, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศรีราคา และอื่นๆ” นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอสกล่าว 

โดยเอไอเอสจะเริ่มเปิดสัญญาณ 5G เป็นรายแรกเพื่อทดลองบนคลื่นความถี่ 2600 MHz ในเครือข่ายจริง ณ สถานที่ต่างๆ เช่น สยามพารากอน, เซ็นทรัลเวิลด์, แยกอโศก เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับบริการที่ดีที่สุดก่อนเปิดให้บริการจริงเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งเชิญลูกค้ากลุ่มแรกมาร่วมทดสอบ เพื่อสร้างประสบการณ์ 5G ด้วยกัน ซึ่งจะมีการเตรียมโซน 5G Trial ให้ลูกค้าและประชาชนได้เข้ามาลองสัมผัสกับเครือข่ายและอุปกรณ์ดีไวซ์ 5G ที่ เอไอเอส Flagship Store เซ็นทรัลเวิลด์ และสยามพารากอน ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป

ส่วนเหตุผลที่มีการเปิดให้บริการ 5G ที่คลื่นความถี่ 2600 MHz ก่อนเพราะมันสามารถรองรับมือถือกว่า 680 รุ่นที่ใช้ 4G ขณะนี้ได้ พร้อมทั้งยังรองรับมือถือรุ่นใหม่ที่ใช้ 5G ซึ่งกำลังทยอยออกมาในปีนี้ได้เช่นกัน

AIS ชวนคนไทยร่วมทดสอบ 5G ตอกย้ำความสำเร็จ ครองคลื่นความถี่มากที่สุด

ด้านนายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส กล่าวว่ามาตรฐานเทคโนโลยี 5G โดย 3GPP ระบุว่า คลื่น 700 MHz จะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุดที่จำนวน 30 MHz จึงเป็นที่มาของจำนวนที่เอไอเอส มีอยู่คือ 30 MHz ขณะที่คลื่น 2600 MHz ต้องมีจำนวน 100 MHz จึงจะใช้ได้เต็มประสิทธิภาพเช่นกัน ส่วนคลื่น 26GHz ต้องมี 400 MHz ขณะที่ของ เอไอเอส มี 1200 ซึ่งมากกว่า 3 เท่านั่นทำให้บริการ 5G ของ เอไอเอส จะมีประสิทธิภสพโดยเฉพาะการรองรับดิจิทัลโซลูชันส์ให้กับภาพคอุตสาหกรรมในอนาคตนั่นเอง

ซึ่งในภาพรวมเครือข่าย เอไอเอส 5G จะมีความเร็ว Speed ที่สูงกว่า ถึง 24 เท่า และมีขีดความสามารถในการรองรับการใช้งาน Capacity ที่มากกว่าถึง 30 เท่า และมี Latency ต่ำกว่าเดิมถึง 10 เท่า

ถึงแม้ที่กล่าวมาดูเหมือน เอไอเอส จะมีข้อได้เปรียบด้านคลื่นสัญญาณที่พร้อมกว่า แต่ยังไงการแข่งขันในตลาดก็ยังมีปัจจัยด้านราคา ซึ่งแต่ละค่ายก็มีจุดยืนเป็นของตัวเอง ทั้งนี้ทางเอไอเอสกล่าวว่าการเปิดให้บริการ 5G แบบเป็นทางการนั้นจะยังไม่มีกำหนด แต่ถ้าพร้อมเมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบภายหลัง

ผลการประมูลคลื่นความถี่ 5G รวมมูลค่ากว่าแสนล้านบาท คลื่น 1,800 MHz ไม่ถูกประมูล

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 ทาง กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ได้จัดการประมูลคลื่นความถี่ในย่าน 700 MHz, 1800 MHz, 2600 MHz และ 26GHz โดยมีผู้เข้าร่วมประมูล 5 ราย ได้แก่

  • บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด หรือ TUC
  • บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด หรือ DTN
  • บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ AWN

โดยสำหรับผลการประมูลมีดังนี้

ผลการประมูลคลื่นความถี่ 5G รวมมูลค่ากว่าแสนล้านบาท คลื่น 1,800 MHz ไม่ถูกประมูล

ผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz ประมูลทั้งสิ้นจำนวน 3 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 2×5 MHz

  • CAT ได้ 2 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 34,306 ล้านบาท
  • AWN ได้ 1 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 17,154 ล้านบาท

ผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz ประมูลทั้งสิ้นจำนวน 19 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 10 MHz

  • AWN ได้ 10 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 19,561 ล้านบาท
  • TUC ได้ 9 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 17,873 ล้านบาท

ผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz ประมูลทั้งสิ้นจำนวน 27 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 100 MHz
(ประมูลออก 26 ใบอนุญาต)

  • AWN ได้ 12 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 5,345 ล้านบาท
  • TUC ได้ 8 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 3,577 ล้านบาท
  • ทีโอที ได้ 4 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 1,795 ล้านบาท
  • DTN ได้ 2 ชุดคลื่นความถี่ เงินประมูลรวม 910 ล้านบาท

สำหรับความถี่ย่าน 1800 MHz จำนวน 7 ใบอนุญาต ไม่มีผู้สนใจเข้าร่วมประมูล


ทำไมถึงต้องประมูลทีละหลายใบอนุญาต?

จะเห็นว่าในการประมูลคลื่นความถี่ในแต่ละย่าน จะมีอยู่ด้วยกันหลายใบอนุญาต ทำไมแต่ละบริษัทถึงต้องถือครองทีละหลายๆ ใบ? การนำแต่ละคลื่นไปใช้งาน จำเป็นต้องมีคลื่นที่เพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น คลื่นความถี่ 2600 MHz หากจะนำไปใช้งาน 5G จำเป็นต้องมีอย่างน้อย 70 MHz หรืออย่างดีต้อง 100 MHz ซึ่งใบอนุญาตที่ออกมาประกอบไปด้วย 19 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 10 MHz ทำให้การใช้งาน 5G ต้องมีอย่างน้อย 7 ชุดด้วยกันถึงจะได้คลื่นความถี่ที่เพียงพอ

คลื่นความถี่ย่าน 2600MHz เป็นคลื่นเดียวที่เหมาะกับ 5G ที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ที่สุด

ในแต่ละย่านความถี่จะมีคุณสมบัติที่ต่างกันไป ยิ่งตัวเลขน้อยจะยิ่งสามารถขยายพื้นที่ไปในวงกว้างได้มากกว่า แต่มีขนาดความจุและอัตราการรับส่งข้อมูลที่น้อยกว่า กลับกัน ย่านความถี่ที่มีตัวเลขสูงก็จะสามารถขยายพื้นที่ได้ในวงแคบ แต่มีขนาดความจุและอัตราการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า สำหรับคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz และ 1800 MHz เหมาะกับการให้บริการ 4G มากกว่า ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz มีขนาดความจุที่สูงเกินไปต้องรอเทคโนโลยีมารองรับในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ปัจจุบันยังไม่สามารถใช้งานได้ จึงทำให้การประมูลครั้งนี้ คลื่นความถี่ 2600 MHz ดูเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของ 5G

คลื่นความถี่ 2600 MHz นั้น จริงๆ แล้วสามารถให้บริการ 5G ได้แต่ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งคลื่นที่เหมาะสมที่สุดก็คือ คลื่นความถี่ 3500 MHz ที่มีขนาดคลื่นที่เหมาะสมกว่า ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายมากกว่า แต่สำหรับในประเทศไทยคลื่นความถี่ 3500 MHz ถูกถือครองและใช้งานโดย ไทยคม ซึ่งจะหมดสัมปทานในช่วงกลางปี 2564 เครือข่าย 5G ที่แท้จริงจึงอาจต้องรอการประมูลในครั้งหน้า

คลื่นความถี่ 1800 MHz ขายไม่ออก

สำหรับการประมูลในครั้งนี้ มีอยู่ด้วยกันถึง 4 ช่วงคลื่นความที่ แต่ผลการประมูลจะถูกขายเพียงแค่ 3 คลื่นความถี่เท่านั้น ซึ่งเหตุผลที่คลื่นความถี่ 1800 MHz จำนวน 7 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 5 MHz ไม่มีผู้ประมูลก็เพราะว่า ราคาเปิดที่สูงเกินไปถึง 12,486 ล้านบาท เมื่อเทียบกับคลื่นความถี่ 2,600 MHz ซึ่งเป็นพระเอกของงานนี้ กลับมีราคาเปิดเพียง 1,862 ล้านบาทเท่านั้น

Samsung เปิดตัว “Galaxy S20” และ “Galaxy Z Flip” ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

ซัมซุงเปิดตัวนวัตกรรมสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในประเทศไทย นำโดย ‘Galaxy S20’ สมาร์ทโฟนแฟลกชิปที่จะมาพลิกกฎการถ่ายภาพและวิดีโอแบบเดิมๆ ด้วยนวัตกรรมกล้องวิดีโอที่ดีที่สุดของ Samsung พร้อมฟีเจอร์ใหม่ตอบโจทย์ชาวมิลเลนเนียลที่รักการบันทึก และแชร์โมเมนต์โดนใจบนโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้ง ‘Galaxy Z Flip’ สมาร์ทโฟนพับได้โฉมใหม่ ที่โดดเด่นและสวยงามทันสมัยกับการพับในแนวตั้ง มาพร้อมนวัตกรรมจอกระจกพับได้เป็นครั้งแรก ดีไซน์การใช้งานที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นพิเศษนี้ จะเปลี่ยนนิยามของการถ่ายภาพ การแบ่งปันประสบการณ์ และการเพลิดเพลินไปกับคอนเทนท์บนสมาร์ทโฟนไปอย่างสิ้นเชิง

ออกแบบอนาคตของการสื่อสารด้วย Galaxy S20 Series

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

สมาร์ทโฟน 5G รุ่นแรกในไทย ‘Galaxy S20 Ultra 5G’ พร้อมให้คนไทยได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่เหนือกว่าของการสื่อสารยุคใหม่ก่อนใคร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมาร์ทโฟนแฟลกชิปซีรีส์ใหม่ในตระกูล Galaxy S ประกอบด้วย Galaxy S20, Galaxy S20+ และ Galaxy S20  Ultra 5G

วีดีโอคมชัด ประสบการณ์เสมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์

Galaxy S20 สามารถถ่ายวิดีโอด้วยความคมชัดระดับ 8K เพื่อให้ผู้ใช้ได้บันทึกโลกที่พวกเขามองเห็นด้วยสีและคุณภาพที่สมจริงที่สุด รวมถึงแคปเจอร์ภาพนิ่งจากวิดีโอ 8K ดังกล่าวในรูปแบบภาพความละเอียดสูง (Hi-Res) ได้ทันที ด้วยฟีเจอร์ 8K VDO Snap

ทั้งนี้ ด้วยระบบ Super Steady ที่ป้องกันการสั่น รวมถึงการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวด้วย AI จึงทำให้ภาพวิดีโอที่มีการเคลื่อนไหวสูงดูนิ่งและนุ่มนวลเสมือนถ่ายโดยใช้อุปกรณ์กันสั่น Gimbal

หนึ่งการบันทึกภาพกับความเป็นไปได้ไม่รู้จบ

โหมดถ่ายภาพอัจฉริยะ Single Take ให้ผู้ใช้งานได้ทั้งภาพถ่ายและวิดีโอในรูปแบบที่หลากหลายมากสูงสุด 14 แบบ ผ่านการกดบันทึกในช็อตเดียว ไม่ว่าจะเป็นแบบ Live Focus, Cropped, Ultra Wide กว้างถึง 120 องศา โดยผ่านเทคโนโลยีกล้อง AI เพื่อให้ไม่พลาดทุกโมเมนต์สำคัญที่เกิดขึ้น

ที่สุดของความคมชัดในทุกรายละเอียด 

ด้วยเซนเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ของกาแลคซี่ Galaxy S20 Series ทำให้ภาพมีความละเอียดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยมีความละเอียด 64 ล้านพิกเซลใน Galaxy S20 และ Galaxy S20+ และสูงถึง 108 ล้านพิกเซล ใน Galaxy S20 Ultra 5G ซึ่งทำให้ภาพถ่ายคุณภาพสูง คมชัดแม้ต้องซูม, ครอป และแก้ไขภาพ

พร้อมกันนี้ จากการรับแสงที่มากขึ้นผ่านเซนเซอร์ขนาดใหญ่ และความก้าวล้ำไปอีกขั้นของ Galaxy S20 Ultra 5G ที่มีความสามารถในการสลับสับเปลี่ยนระหว่างโหมดความละเอียดสูง 108 ล้านพิกเซล กับโหมด 12 ล้านพิกเซล ผ่านเทคโนโลยี Nona-binning ที่สามารถรวมพิกเซลเก้าเม็ดเป็นหนึ่งเดียวที่ระดับเซ็นเซอร์ จึงทำให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกับภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้นแม้ในสภาพแสงน้อยก็ตาม

พลังซูมเหนือระดับ

ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลแค่ไหน ด้วยพลังของเทคโนโลยี Space Zoom ที่เป็นการทำงานร่วมกันของ Hybrid Optic Zoom, Super Resolution Zoom และ AII-powered digital Zoom จึงทำให้ Galaxy S20 สามารถซูมภาพทุกสิ่งที่ต้องการให้เข้ามาใกล้อย่างง่ายดาย ด้วยความสามารถในการซูมถึง 30 เท่าใน Galaxy S20 และ Galaxy S20+ หรือก้าวล้ำไปอีกขั้นกับ Galaxy S20 Ultra 5G ซึ่งใช้ AI อันทรงพลังและการประมวลผลภาพหลายภาพเข้าด้วยกันในขณะซูมไกล เพื่อให้ผู้ใช้ได้ซูมภาพขั้นสูงสุดถึง 100 เท่า พร้อมสัมผัสกับภาพอันคมชัดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 ทำสิ่งที่รักได้ดียิ่งขึ้นด้วย Galaxy S20 Series

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

เพลิดเพลินกับเพลงโปรดเฉพาะตัว 

ด้วยความร่วมมือระหว่าง Spotify และ Bixby Routines ผู้ใช้จะได้เพลิดเพลินกับซาวด์แทร็กส่วนตัว (personalized soundtrack) ที่ปรับเปลี่ยนตามกิจวัตรประจำวันของตนเอง นอกจากนี้ ด้วยฟีเจอร์ Music Share ผู้ใช้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเพื่อนของคุณผ่านเทคโนโลยี Bluetooth และสามารถควบคุม เปิด เปลี่ยนเพลงไปยังเครื่องเสียงรถยนต์หรือลำโพง ทำให้ผู้ใช้และเพื่อนได้สนุกกับการผลัดเปลี่ยนกันเป็นดีเจได้อย่างสนุกสนานตลอดการเดินทาง  

วิดีโอแชทผ่าน Google Duo

ผู้ใช้ Galaxy S20 สามารถวิดีโอแชทได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น และด้วยเทคโนโลยี 5G Galaxy S20 จะช่วยยกระดับการสนทนาทางวิดีโอขึ้นไปอีกขั้น จากการทำงานร่วมกับ Google Duo ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้จะได้สัมผัสกับฟีเจอร์ Duo ใหม่ในGalaxy S20 และสามารถเพลิดเพลินกับภาพที่คมชัดระดับ Full HD ได้ตั้งแต่เริ่มต้นกดปุ่ม Duo เพื่อใช้งานวิดีโอแชท ซึ่ง Google Duo สามารถทำงานร่วมกันได้กับทุกระบบปฏิบัติการ ดังนั้นผู้ใช้จึงสามารถสนทนาผ่านวิดีโอได้กับทุกคนอย่างไม่มีข้อจำกัด และเมื่อใช้เลนส์ไวด์ (Wide lens) ผู้ใช้จะสามารถพูดคุยกับเพื่อนได้พร้อมกันสูงสุดถึง 8 คน

 สัมผัสประสบการณ์แห่งความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

Galaxy S20 Series อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีระดับพรีเมี่ยมที่ทุกคนรอคอย ซึ่งสมาร์ทโฟนซีรีส์นี้ คืออุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยสูงที่สุด จากการปกป้องด้วย Samsung น็อกซ์ (Knox) แพลตฟอร์มความปลอดภัยสมาร์ทโฟนชั้นนำของอุตสาหกรรม ที่ให้ความคุ้มครองตั้งแต่ระดับชิปจนถึงซอฟต์แวร์

Galaxy S20 Series มาพร้อมแบตเตอรี่อัจฉริยะความจุสูง และที่ชาร์จ 25W โดยรุ่น Galaxy S20 Ultra 5G ยังสามารถรองรับระบบชาร์จเร็ว Super Fast Charge 45W ทุกรุ่นมาพร้อมพื้นที่เก็บข้อมูลขนาด (Storage) 128 GB สำหรับ Galaxy S20 และ Galaxy S20+ มาพร้อมหน่วยความจำ (RAM) 8 GB  และในรุ่น Galaxy S20 Ultra 5G มาพร้อมหน่วยความจำ (RAM) 12 GB  

ทั้งนี้ Galaxy S20 Series ยังมาพร้อมกับ One UI 2 ซึ่งนำเสนอการออกแบบที่กระชับเรียบง่าย โดยผู้ใช้สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เพื่อควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านผ่านแอปพลิเคชั่น SmartThings ติดตามกิจกรรมด้านสุขภาพผ่าน Samsung Health รวมถึงชำระค่าบริการต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ผ่าน Samsung Pay

ภาพรวมฟีเจอร์หลัก 

  • 8K Video Snap สามารถแคปเจอร์ภาพถ่ายความละเอียด 33MP จากวีดีโอ 8K
  • กล้องความละเอียด 108MP มีเฉพาะใน Galaxy S20 Ultra 5G เท่านั้น
  • กล้องความละเอียด 64MP มีในรุ่น Galaxy S20 และ S20+
  • 10x Hybrid Optic Zoom และ 100x ระบบซูมความละเอียดสูง มีเฉพาะใน Galaxy S20 Ultra 5G เท่านั้น
  • 3x Hybrid Optic Zoom และ 30x ระบบซูมความละเอียดสูง มีเฉพาะใน Galaxy S20 และ S20+
  • ระบบซูมความละเอียดสูง ประกอบด้วยระบบซูมแบบดิจิตอล ซึ่งมีเป็นปัจจัยต่อความคมชัดของภาพถ่ายและวิดีโอ
  • Galaxy S20 Ultra 5G มีเซนเซอร์ภาพที่ขนาดใหญ่กว่ารุ่น Galaxy S10 ถึง 2.9เท่า Galaxy S20 และ S20+ มีเซนเซอร์ภาพที่ขนาดใหญ่กว่ารุ่น Galaxy S10 ถึง 1.7เท่า
  • ผลลัพธ์และจำนวนภาพจากการถ่าย Single Take อาจแตกต่างกันไปตามรูปแบบของการถ่ายภาพและวิดีโอของแต่ละคน
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh (typical) มีเฉพาะใน Galaxy S20 Ultra 5G 
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500mAh (typical) มีเฉพาะใน Galaxy S20+
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh (typical) มีเฉพาะใน Galaxy S20 

Galaxy S20 Series มีวางจำหน่ายในประเทศไทย 3 รุ่น ได้แก่

  • Galaxy S20 สี Cosmic Grey, Cloud Blue และ Cloud Pink ราคา 28,900 บาท
  • Galaxy S20+ สี Cosmic Grey, Cloud Blue และ Cosmic Black ราคา 31,900 บาท
  • Galaxy S20 Ultra 5G สี Cosmic Grey และ Cosmic Black ราคา 39,900 บาท

เริ่มเปิดจอง พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคม นี้

  

สู่ทศวรรษใหม่ของสมาร์ทโฟนจอพับได้ กับ Galaxy Z Flip

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

เมื่อแฟชั่นมาบรรจบกับเทคโนโลยี

ดีไซน์ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ Galaxy Z Flip ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่หลงใหลในแฟชั่น ขณะเดียวกันก็มีความสนใจในเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งทุกองค์ประกอบของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

สไตล์ที่พกพาได้ในกระเป๋า

Galaxy Z Flip เมื่อพับแล้วจะมีขนาดเล็กเท่ากระเป๋าสตางค์ จึงสามารถใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าถือได้อย่างสบาย แม้จะมีขนาดกะทัดรัดพอดีมือ แต่เมื่อกางออกจะพบกับหน้าจอสวยงามขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว นอกจากนี้ Galaxy Z Flip ยังโดดเด่นสะดุดตาด้วยเฉดสีที่ทันสมัย ดีไซน์โค้งมนสะท้อนความเรียบหรู เพิ่มเสน่ห์ด้วยรูปแบบการพับในแนวตั้งที่สามารถพับปิดได้อย่างนุ่มนวล

ครั้งแรกของโลกกับจอกระจกพับได้

หน้าจอแบบ Infinity Flex Display ของ Galaxy Z Flip มาพร้อม Ultra Thin Glass (UTG) หรือนวัตกรรมแผ่นกระจกที่สามารถโค้งงอได้ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดยทีมวิจัยและพัฒนาของSamsung ช่วยให้จอภาพมีความเพรียวบาง มอบสัมผัสที่หรูหราและทันสมัยแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนบนสมาร์ทโฟนพับได้ อีกทั้งกล้องหน้าของ Galaxy Z Flip ถูกออกแบบให้อยู่บริเวณกึ่งกลางด้านบน จึงไม่มีรอยบากบนหน้าจอมากวนใจ ด้วยสัดส่วนของจอที่ 21.9 : 9 Galaxy Z Flip ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้เพลิดเพลินกับคอนเทนต์โปรดโดยเฉพาะคอนเทนต์ประเภทภาพยนตร์ในอัตราส่วนภาพที่ 21 : 9 

กลไกบานพับแบบใหม่ 

Galaxy Z Flip ใช้กลไกบานพับแบบใหม่ที่เรียกว่า Hideaway Hinge ซึ่งเป็นผลงานออกแบบทางวิศวกรรมที่คำนึงถึงความสวยงาม ประกอบด้วยกลไก Dual CAM ขนาดเล็กที่ช่วยให้ทุกการพับเป็นไปอย่างนุ่มนวลและมั่นคง โดยสามารถกางออกและหยุดได้ตามองศาที่ต้องการเหมือนกับบนหน้าจอแล็ปท็อป ระบบบานพับ Hideaway Hinge ยังผสานการทำงานเข้ากับเทคโนโลยีระดับสูงของ Samsung ในการใช้เส้นใยไนลอนที่พัฒนาขึ้นพิเศษเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมและฝุ่นที่เข้ามาในบานพับ 

ประสบการณ์ครั้งใหม่บน ‘สมาร์ทโฟนจอพับได้’ 

Samsung เปิดตัว "Galaxy S20” และ "Galaxy Z Flip" ในไทย พร้อมเปิด Pre-order

Galaxy Z Flip ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่ง ด้วยดีไซน์ตัวเครื่องที่สามารถพับได้หลายระดับ ไปจนถึงการใช้งานแบบแฮนด์ฟรี ทำให้ Galaxy Z Flip แตกต่างจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ 

การใช้งานแบบแฮนด์ฟรี

ดีไซน์ของ Galaxy Z Flip ช่วยทลายข้อจำกัดในการใช้งานสมาร์ทโฟน เพราะเมื่อตัวเครื่องสามารถกางออกได้ทุกองศาและตั้งวางได้ จึงสามารถใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้แบบโดยไม่ต้องใช้มือจับเครื่อง สามารถถ่ายเซลฟี่หรือวิดีโอแชทผ่านแอปพลิเคชัน Google Duo พร้อมเผยบรรยากาศรอบตัวและแสดงท่าทางได้มากกว่าที่เคย 

โหมด Flex

Samsung ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Google ในออกแบบโหมด Flex ที่ออกแบบขึ้นพิเศษเพื่อรองรับคอนเทนต์บนดีไซน์จออันเป็นเอกลักษณ์ของ Galaxy Z Flip เมื่อกางหน้าจอออกและเครื่องอยู่ในแนวตั้ง (Free-standing) จอแสดงผลจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยอัตโนมัติ ให้ผู้ใช้สามารถดูภาพหรือวิดีโอที่จอด้านบน และสามารถควบคุมคอนเทนต์เหล่านั้นที่จอด้านล่าง หรือขณะที่สตรีมคอนเทนต์ YouTube  ในจอบน ก็สามารถค้นหาวิดีโออื่นๆ หรือเขียนคอมเมนต์ใต้วิดีโอได้พร้อมกันที่หน้าจอด้านล่าง  

ปฏิวัติวงการกล้องสมาร์ทโฟน

Galaxy Z Flip สามารถตั้งวางเองได้ ผู้ใช้จึงสามารถบันทึกภาพได้สะดวกยิ่งขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม จะตั้งเวลาเพื่อถ่ายภาพกรุ๊ปช็อต หรือถ่ายภาพกลางคืนก็สามารถทำได้ เป็นตัวช่วยในการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียด้วยภาพถ่ายจากมุมที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งพาขาตั้งกล้องหรือแม้กระทั่งใช้มือจับเครื่อง และเมื่อในขณะพับเครื่องพับก็สามารถถ่ายภาพเซลฟี่คุณภาพสูงได้อย่างง่ายดายด้วยกล้องหลัง นอกจากนี้ Night Mode ของ Galaxy Z Flip ยังสามารถถ่ายวิดีโอ Hyperlapse ในเวลากลางคืนหรือในที่มีแสงน้อยให้มีชีวิตชีวาได้โดยไม่ต้องพึ่งแฟลช อีกทั้งยังสามารถเพลิดเพลินไปกับการถ่ายวิดีโอในอัตราส่วน 16 : 9 ซึ่งเป็นขนาดที่ดีที่สุดสำหรับการอัพโหลดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย

ไม่พลาดทุกการแจ้งเตือน

ถึงแม้จะอยู่ในโหมดพับก็ไม่พลาดที่จะรับข้อความ สายโทรศัพท์ หรือการแจ้งเตือนต่างๆ และยังสามารถเช็ควัน เวลา และสถานะของแบตเตอรี่ ได้อย่างรวดเร็วผ่าน Cover Display ด้านหน้าที่แสดงผลแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ สามารถรับสายได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเปิดตัวเครื่อง หรือตอบข้อความได้อย่างรวดเร็วเพียงแตะที่แถบ Cover Display แล้วเปิดเครื่อง

Multi-Active Window

ใช้งานหลายแอปพลิเคชันพร้อมกันได้อย่างราบรื่นด้วยฟีเจอร์ Multi-Active Window เพียงลากและวางแอปพลิเคชันที่ต้องการใช้งานใน Multi-Window Tray ก็สามารถเลื่อนดูบทความแฟชั่นล่าสุดที่หน้าต่างบน และเลือกซื้อไอเท็มโปรดไปพร้อมๆ กันในหน้าต่างด้านล่าง

Galaxy Z Flip มีสี Mirror Purple และ Mirror Black เตรียมวางจำหน่ายครั้งแรกในประเทศไทย 200 เครื่องแรกในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 มีนาคม 2563 ในราคา 44,900 บาท

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

JOOX ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ของการให้บริการแพลตฟอร์มมิวสิคสตรีมมิง เผยความสำเร็จในปีที่ผ่านมาด้วยยอดผู้ใช้งานที่สูงถึง 290 ล้านรายใน 5 ประเทศ พร้อมเดินหน้าสานต่อความเป็นผู้นำด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างประสบการณ์ฟังเพลงที่เหนือชั้น การสร้างสรรค์คอนเทนท์ออริจินัล ทั้งคอนเทนต์เด็ดโดนใจและคอนเทนท์ใหม่ๆ ร่วมกับพาร์ทเนอร์ และการขยายคอมมูนิตี้ ทั้งด้านออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเชื่อมโยงทุกโมเม้นต์ทางดนตรีให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของคนในยุคดิจิทัล

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ บริการมิวสิคสตรีมมิ่งยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ในอุตสาหกรรมดนตรี ศิลปินต่างมีรายได้จากการขายซีดี ลิขสิทธิ์เพลง และระบบดิจิทัลดาวน์โหลดที่เป็นช่องทางขายเพลงออนไลน์ให้กับนักดนตรี แต่นับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมาเทรนด์ในอุตสาหกรรมดนตรีแพลตฟอร์มมิวสิคสตรีมมิงก็เริ่มเติบโตขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จนในปี 2017 ก็เป็นช่องทางทำรายได้หลักให้กับศิลปิน

สำหรับในต่างประเทศ กลุ่มผู้ใช้งานมิวสิคสตรีมมิงส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ใช้งานที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งมีกำลังในการจ่ายเพื่อใช้บริการสินค้า แต่ในประเทศไทยกลุ่มผู้ใช้งานส่วนใหญ่กลับเป็นกลุ่มอายุตั้งแต่ 18 ปี ซึ่งมีกำลังในการใช้จ่ายน้อยกว่า (รวมทั้งตลาดในประเทศไทยนิยมการใช้บริการแบบ Freemuim เป็นส่วนใหญ่) ส่วนหนึ่งในกลยุทธ์ของทาง JOOX ในปีนี้ จึงเป็นการขยายฐานของผู้ใช้บริการไปสู่กลุ่มผู้ใช้ช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไปอีกด้วย

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

ทิศทางดำเนินธุรกิจของ JOOX ในปี 2020

สำหรับทิศทางกลยุทธ์ของทาง JOOX ในปี 2020 นี้ จะดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

การพัฒนานวัตกรรม (Innovation)

JOOX มีการพัฒนาและนำนวัตกรรมมาใช้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ต่อยอดจากการฟังเพลงสตรีมมิงมาเป็นวิดีโอ ไลฟ์ถ่ายทอดสดรายการเพลงต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ มีบริการคาราโอเกะเพิ่มขึ้นมา รวมทั้งโซเชียลคอมมูนิตี้ ที่สามารถติดตามศิลปินโปรด หรือ KOLs (Key Opinion Leader) บนแพลตฟอร์ม JOOX ได้ รวมทั้งการพัฒนาให้สามารถใช้บริการ JOOX ได้ทั้งบน Desktop ทั้งเว็บไซต์, แอปฯ ทั้งบน Windows และ MacOS รวมทั้งแอปฯ บนสมาร์ทโฟน

ในปี 2020 นี้ ด้านนวัตกรรมของทาง JOOX จะเน้นไปในการสร้าง Personal Life โดยพัฒนา Machine Learning เพื่อเรียนรู้ผู้ใช้แต่ละคน ในเรื่องของประเภทและแนวเพลงที่ฟัง นำเสนอเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมกับผู้ใช้นั้นๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว Machine Learning ได้ถูกทดสอบตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

มีข้อมูลการใช้งานว่า ผู้ใช้ JOOX กว่า 41% ซึ่งเป็นส่วนใหญ่จะใช้งานเมนู My Music ซึ่งเป็นเพลย์ลิสต์เพลงที่ผู้ใช้ต้องการจะฟัง การแนะนำเพลงที่คาดว่าผู้ใช้จะชอบจาก Machine Learning ก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

การสร้างสรรค์คอนเทนต์ ออริจินัล (Original Content)

สิ่งที่ทำให้ JOOX มีความพิเศษกว่าบริการมิวสิคสตรีมมิงอื่นๆ ก็คือการสร้างโปรเจคและคอนเทนท์พิเศษขึ้นมาใหม่ ให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่แตกต่าง อย่างในปีทีผ่านมาก็เช่น โปรเจค 100×100 ที่นำศิลปินเพลงไทยสากลมาคอลแลป (Collab) กับศิลปินลูกทุ่ง อย่างเช่น เพลงให้นานกว่าที่เคย – วง KLEAR กับ ไผ่พงศธร

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

ในปีนี้ก็ได้มี Original Content อีกเช่นเคย โดยที่ได้เริ่มปล่อยออกมาแล้วก็จะเป็นโปรเจค Throwback The 90s ซึ่งเป็นการนำเพลงในยุค 90s มารีเมคโดยศิลปินใหม่ๆ โดยมีจุดประสงค์ก็คือการดึงกลุ่มผู้ใช้ใหม่ที่มีช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป มาใช้งานนั่นเอง

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

ซึ่งไม่เพียงการจับมือกับค่ายพันธมิตรใหญ่ๆ อย่าง GMM Grammy, RS, BEC Tero Music, Musik Move และ What the Duck เท่านั้น แต่ยังให้โอกาสกับศิลปินหน้าใหม่กับศิลปินอินดี้ให้เติบโตอีกด้วย

อีกเทรนด์ที่น่าสนใจก็คือเพลง OST ประกอบภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมไม่น้อย โดย JOOX ก็มีแผนที่จะสร้างเพลงและสร้างหนังไปด้วยกัน ทำการครอสโปรโมทร่วมกับ WeTV ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดูทีวีออนไลน์ในเครือ Tencent อีกด้วย

คอนเทนท์พิเศษอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Podcast ที่มีผลวิจัยออกมาว่ากลุ่มคนอายุ 35+ นิยมฟัง Podcast ซึ่งก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการดึงกลุ่มผู้ใช้ดังกล่าวเช่นกัน โดยทาง JOOX จะมีการจับมือกับผู้สร้าง Podcast มืออาชีพในไทยในการทำคอนเทนท์ที่หลากหลายและน่าสนใจขึ้น

การขยายคอมมูนิตี้ (Community)

JOOX ได้สร้างคอมมูนิตี้ให้กับบริการทั้งด้านออนไลน์และออฟไลน์ อย่างที่เห็นได้ชัดในส่วนของออนไลน์คอมมูนิตี้ก็คือหน้าคาราโอเกะและไลฟ์ ที่สามารถรับชมหรือร่วมร้องเพลงกับศิลปิน/KOLs คนโปรดได้ โดยภายในแอปฯ จะมี JOOX Coins ที่นอกจากการสะสม Coin เพื่อนำไปแลกของต่างๆ อย่างเช่น โค้ด VIP แล้ว ยังสามารถนำไปซื้อกิฟต์ของขวัญเพื่อส่งให้ศิลปิน, KOLs หรือผู้ใช้ทั่วไปที่มีช่องทางเป็นของตัวเอง ซึ่งของขวัญสามารถนำมาเปลี่ยนเป็นรายได้ได้

JOOX ชู 3 กลยุทธ์ปี 2020 พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ใช้กลุ่มอายุ 35+

ส่วนทางด้านออฟไลน์ ก็จะมีตั้งแต่ School/Campus Tour ไปจนถึงงาน JOOX World Music Day และงานที่เป็นไฮไลท์อย่าง JOOX Thailand Music Award ที่วงการเพลงในบ้านเราต่างก็ให้ความสำคัญ


และด้วยกลยุทธ์เหล่านี้ ก็จะเป็นสิ่งที่ผลักดันให้ JOOX ตอกย้ำการเป็น “แอปฯ คอมมูนิตี้สำหรับคนรักเสียงเพลงอันดับ 1 ของไทย”

Mac Pro ที่มีแรม 1.5TB จะสามารถเปิด Chrome ได้กี่แท็บ?

เป็นที่ประจักษ์กันดีแล้วว่า Mac Pro 2019 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังมากขนาดไหน อย่างไรก็ตาม เบราว์เซอร์ยอดนิยม Chrome เป็นที่รู้กันดีว่า หากเปิดแท็บขึ้นมาเยอะๆ ล่ะก็ คอมแรงแค่ไหน ก็มีสิทธิ์อืดได้เหมือนกัน

Jonathan Morrison ยูทูปเบอร์สายเทคโนโลยีชื่อดังที่มีผู้ติดตามช่องของเขาถึงสองล้านกว่าคน ได้ทำการอัปโหลดคลิปวีดีโอที่ชื่อ “Mac Pro แรม 1.5TB ปะทะ Google Chrome” ก็ตามชื่อคลิปเลย เขาได้จับ Mac Pro มาทดสอบว่าด้วยแรม DDR4 ECC ที่มากถึง 1.5TB นั้น จะสามารถเปิด Chrome ได้กี่แท็บ

จากคลิป ดูเหมือนว่า Mac Pro จะสามารถเปิด Chrome ได้พร้อมกันมากถึง 6,000 แท็บเลยทีเดียว ในการทดสอบนี้เพื่อความยุติธรรม เขาได้สร้างสคริปต์สำหรับสุ่มเปิดเว็บไซต์ต่างๆ อัตโนมัติ โดยจะเป็นเว็บไซต์ที่คนส่วนใหญ่นิยมเข้าใช้งานกัน

ใครที่สนใจดูการทดสอบนี้ก็คลิกชมได้จากลิงก์ด้านล่างนี้เลยครับ เขาเริ่มตั้งแต่การอัปเกรดแรม ไปจนถึงแสดงให้เห็นการใช้ทรัพยากรที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดเลยล่ะ

ที่มา : www.iphonehacks.com

รพ.สมุทรปราการ จับมือ ธ.กรุงไทย เปิดตัว Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุข

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 โรงพยาบาลสมุทรปราการได้จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย และกลุ่มสตาร์ทอัพ (Startup) เปิดตัวโครงการ Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุขในการใช้เทคโนโลยีรูปแบบต่างๆ เพื่อเข้ามาช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการพบแพทย์

โดยโครงการ Smart Hospital นั้นมีจุดประสงค์เพื่อลดความแออัดของผู้ป่วยจำนวนมากภายในโรงพยาบาลของรัฐฯ และช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้งานได้แก่

รายชื่อเทคโนโลยีที่อยู่ในโครงการ Smart Hospital

1. Self Check-in

ระบบเช็คอินด้วยตนเอง ซึ่งระบบนี้เราจะได้ยินกันคุ้นหูเมื่ออยู่ในแวดวงการบิน หรือในผู้ที่โดยสารเครื่องบินบ่อยๆ เมื่อมาอยู่ในระบบสาธารณสุข ระบบนี้จะเป็นการลดขั้นตอนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ที่จะมีการทำหน้าที่ตรวจร่างกายเบื้องต้นเพื่อคำนวณผล BMI โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดความแออัดในการรอคิวตรวจร่างกายก่อนพบแพทย์ได้เป็นอย่างดี

รพ.สมุทรปราการ จับมือ ธ.กรุงไทย เปิดตัว Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุข


Credit: https://www.77kaoded.com/content/1304104

2. AI Platform

ใช้ระบบ AI อัจฉริยะเพื่อช่วยคัดกรองผู้ป่วย โดยใช้การสั่งงานด้วยเสียงกับระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสนับสนุนแพทย์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวินิจฉัยโรค (Intelligent Virtual Medical Assistant and Clinical Decision Support System (CDSS))

รพ.สมุทรปราการ จับมือ ธ.กรุงไทย เปิดตัว Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุข


Credit: https://timebusinessnews.com/giving-healthcare-advice-from-the-experts-associated-with-chatbot-software/

3. Telemedicine

ระบบให้คำปรึกษาและแนวทางการดูแลรักษากลุ่มผู้ป่วยที่ต้องพบแพทย์เฉพาะทางผ่านระบบ VDO Conference เพื่อให้สิทธิ์ในการเข้าถึงการบริการและการรักษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

รพ.สมุทรปราการ จับมือ ธ.กรุงไทย เปิดตัว Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุข

4. Self Payment

ระบบชำระเงินผ่านเครื่องชำระเงินอัตโนมัติ ซึ่งผู้มาใช้บริการสามารถชำระเงินได้ทั้งเงินสด, บัตรเดบิต, บัตรเครดิต, QR Code, รวมถึงการเบิกจ่ายผ่านสิทธิต่างๆ ของรัฐฯ ได้ด้วยตนเอง

รพ.สมุทรปราการ จับมือ ธ.กรุงไทย เปิดตัว Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุข


Credit: https://www.dailygizmo.tv/2018/12/07/bgh-ktb-self-payment-smart-hospital/

5. Blockchain

ระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยการเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาเข้าส่วนกลาง โดยยึดหลักใช้คนไข้เป็นศูนย์กลางและรองรับการส่งต่อผู้ป่วยรักษาในสถานรักษาพยาบาลอื่นๆ ในเครือข่ายของโรงพยาบาลสมุทรปราการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการรักษาได้อย่างเต็มศักยภาพ

รพ.สมุทรปราการ จับมือ ธ.กรุงไทย เปิดตัว Smart Hospital เชื่อมระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับสาธารณสุข

ทั้งนี้ ระบบต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ยังอยู่ในช่วงการทดลองใช้งานและริเริ่มจัดทำอย่างเป็นรูปแบบ และยังคงต้องมีผู้แนะนำและมีบุคลากรทางการแพทย์คอยชี้แนะ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว แต่เมื่อไหร่ที่สามารถใช้งานได้จริง ก็จะสามารถช่วยลดการใช้งานบุคลากรทางการแพทย์ได้เป็นอย่างดี

เตือนภัย พบแอปฯ อันตรายจากจีนหลายตัวบน Google Play Store ใครมีในเครื่อง ควรรีบลบด่วน

VPNpro ได้เปิดเผยรายงานที่น่าตกใจเกี่ยวกับการค้นพบแอปฯ มัลแวร์จำนวนมากถึง 24 แอปฯ บน Google Play Store ซึ่งทั้งหมดมาจากผู้พัฒนาเจ้าเดียวกันของบริษัท Shenzhen Hawk โดยมียอดดาวน์โหลดรวมกันสูงกว่า 382,000,000 ครั้ง ทั้งนี้บนหน้าเว็บ Shenzhen Hawk มีการระบุเอาไว้ด้วยว่าเป็นบริษัทในเครือ TCL Corporation บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าข้ามชาติสัญชาติจีนรายใหญ่

รายงานดังกล่าวได้ระบุว่า แอปฯ ทั้งหมดของ Shenzhen Hawk ได้มีการปิดบังตัวเอง ด้วยการใช้ชื่อผู้พัฒนาที่แตกต่างกันหลายชื่อ โจมตีด้วยการขออนุญาตเข้าถึงสิทธิ์เกินความจำเป็นต่อการทำงานของแอปฯ เช่น แอปฯ ป้องกันไวรัส แต่ขอสิทธิ์ในการเข้าถึงกล้อง ซึ่งมันไม่จำเป็นต่อการสแกนไฟล์ในเครื่องเลยสักนิดเดียว

ใน 24 แอปฯ ที่ถูกค้นพบ มี 6 แอปฯ ที่ร้องขอสิทธิ์ในการเข้าถึงกล้อง และมี 2 แอปฯ ที่ต้องการเข้าถึงโทรศัพท์ หมายความว่าตัวแอปฯ สามารถโทรออกได้, มี 15 แอปฯ ที่เข้าถึงข้อมูลสถานที่ผ่าน GPS  และอ่านข้อมูลในหน่วยความจำภายในนอกได้ ในขณะที่มีถึง 14 แอปฯ ที่สามารถเก็บข้อมูลโทรศัพท์ และเครือข่ายที่ใช้ส่งกลับไปหาผู้พัฒนา โดยหนึ่งในนั้นสามารถบันทึกเสียงเก็บลงในเครื่อง หรือบันทึกบนเซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนาได้ด้วย

เตือนภัย พบแอปฯ อันตรายจากจีนหลายตัวบน Google Play Store ใครมีในเครื่อง ควรรีบลบด่วน

เมื่อแอปฯ ถูกติดตั้งลงบนสมาร์ทโฟน มันจะทำการเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนาที่อยู่ในประเทศจีน เพื่อส่งข้อมูลตำแหน่ง และรายละเอียดของผู้ใช้ ในกรณีที่เลวร้ายน้อยที่สุด คือ ข้อมูลของผู้ใช้จะถูกนำไปขายให้กับนักโฆษณา อย่างไรก็ตาม มีอยู่แอปหนึ่ง คือ Weather Forecast ที่ตรวจสอบแล้วพบว่าสามารถพาผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์อันตรายเพื่อติดตั้งมัลแวร์ได้ด้วย

ถ้าหากมีแอปในรายชื่อด้านล่าง หรือจากผู้พัฒนาที่ระบุไว้ ก็ควรจะถอนการติดตั้งออกจากเครื่องในทันที เพื่อความปลอดภัย

รายชื่อแอปฯ อันตราย ทั้ง 24 แอปฯ มีดังนี้

  1. Sound Recorder (ยอดดาวน์โหลด 100 ล้านครั้ง)
  2. Super Cleaner (ยอดดาวน์โหลด 100 ล้านครั้ง)
  3. Virus Cleaner 2019 (ยอดดาวน์โหลด 100 ล้านครั้ง)
  4. File Manager (ยอดดาวน์โหลด 50 ล้านครั้ง)
  5. Joy Launcher (ยอดดาวน์โหลด 10 ล้านครั้ง)
  6. Turbo Browser (ยอดดาวน์โหลด 10 ล้านครั้ง)
  7. Weather Forecast (ยอดดาวน์โหลด 10 ล้านครั้ง)
  8. Candy Selfie Camera (ยอดดาวน์โหลด 10 ล้านครั้ง)
  9. Hi VPN, Free VPN (ยอดดาวน์โหลด 10 ล้านครั้ง)
  10. Candy Gallery (ยอดดาวน์โหลด 10 ล้านครั้ง)
  11. Calendar Lite (ยอดดาวน์โหลด 5 ล้านครั้ง)
  12. Super Battery (ยอดดาวน์โหลด 5 ล้านครั้ง)
  13. Hi Security 2019 (ยอดดาวน์โหลด 5 ล้านครั้ง)
  14. Net Master (ยอดดาวน์โหลด 5 ล้านครั้ง)
  15. Puzzle Box (ยอดดาวน์โหลด 1 ล้านครั้ง)
  16. Private Browser (ยอดดาวน์โหลด 500,000 ครั้ง)
  17. Hi VPN Pro (ยอดดาวน์โหลด 500,000 ครั้ง)
  18. World Zoo (ยอดดาวน์โหลด 100,000 ครั้ง)
  19. Word Crossy! (ยอดดาวน์โหลด 100,000 ครั้ง)
  20. Soccer Pinball (ยอดดาวน์โหลด 10,000 ครั้ง)
  21. Dig it (ยอดดาวน์โหลด 10,000 ครั้ง)
  22. Laser Break (ยอดดาวน์โหลด 10,000 ครั้ง)
  23. Music Roam (ยอดดาวน์โหลด 1,000 ครั้ง)
  24. Word Crush (ยอดดาวน์โหลด 50 ครั้ง)

รายชื่อผู้พัฒนา

  • Tap Sky
  • mie-alcatel.support
  • ViewYeah Studio
  • Hawk App
  • Hi Security
  • Alcatel Innovation Lab
  • Shenzen Hawk

ที่มา : vpnpro.com , lifehacker.com , www.forbes.com , en.ehawk.com , www.zdnet.com

7 สตาร์ทอัพไทยโชว์ล้ำในงาน CES 2020 พร้อมผลักดันรุ่นใหม่สู่ CES 2021

บริษัท โซเชียลแล็บ จำกัด ร่วมด้วย ดีป้า ธนาคารกรุงไทย จับมือสำนักบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง และหน่วยงานพันธมิตร ดันสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการเทครุ่นใหม่โชว์ศักยภาพด้านเทคโนโลยีภายใต้ Thailand Pavilion ในงานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง CES 2021 ณ ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

ณ บริเวณโถงหน้าห้องออดิทอเรี่ยม ชั้น 6 ทรู ดิจิทัล พาร์ค สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ ธนาคารกรุงไทย, Gadget Accelerator หรือ GAX บริษัท โซเชียล แล็บ จํากัด, สํานักบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง, ผนึกกําลังจัดงานแสดงผลงานของสตาร์ทอัพและกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายแลกเปลี่ยนความรู้ (Thailand Pavilion Alumni Experience Sharing and Demo Day) ของ 7 สตาร์ทอัพที่ได้ไปโชว์ในงานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก หรือ CES 2020 ครั้งแรกของประเทศ และได้รับกระแสตอบรับที่ดีกลับมา พร้อมประกาศความพร้อมติดสปีดอุตสาหกรรมดิจิทัลด้วยหัวข้อเสวนา “อนาคตสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลก” เดินหน้าผลักดันนวัตกรรมไทยให้ตอบโจทย์ธุรกิจสู่เวทีโลก 

ยกทัพผลักดันสตาร์ทอัพไทยสู่เวที CES 

“ซี” ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซเชียลแล็บ จํากัด กล่าวว่า งาน CES 2020 ที่ผ่านมาแตกต่างจากปีก่อน ๆ เพราะเป็นปีแรกของประเทศไทยที่มีการจัดที่ศาลาไทย (Thailand Pavilion) ภายใต้แนวคิด Made in Thailand นํานวัตกรรม เทคโนโลยี และซอฟต์แวร์ที่สร้างสรรค์จากสตาร์ทอัพชั้นนําของไทยออกไปสู่เวทีโลก ย้ำให้เห็นว่าไทยก็สามารถผลิตนวัตกรรมได้ และเกิดขึ้นจริงแล้ว ปรากฎการณ์ครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ Gadget Accelerator หรือ GAX เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากวงการ สื่อนักประดิษฐ์ ออกแบบ และผลิต ช่วยเตรียมความพร้อมและบ่มเพาะสตาร์ทอัพ รวมถึงผู้สนับสนุนจากทั้ง ภาครัฐ และเอกชน งานนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของสตาร์ทอัพไทยที่จะได้เรียนรู้ เข้าใจเทรนด์โลกเทคโนโลยีแห่ง อนาคต พัฒนาช่องทางขยายตลาด และสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรต่างประเทศ

ด้าน ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น DEPA กล่าวว่า ในฐานะ หน่วยงานหลักด้านการส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ได้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมดิจิทัล ในรูปแบบเครือข่ายการทํางานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และ สถาบันการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยระบบนิเวศน์นี้จะช่วยให้สตาร์ทอัพแข่งขันในตลาดโลกได้

ขณะที่คุณอารดา เฟื่องทอง ผู้อํานวยการสำนักพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจบริการ กรมส่งเสริม การค้าระหว่างประเทศ เน้นว่า กรมฯ เดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทยให้เชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจ สู่ตลาดโลก ซึ่งผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจ Tech Startup สามารถขอรับการสนับสนุนทางการเงินได้ ทั้งนี้ กรมฯ จะส่งเสริมกิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายทางธุรกิจในต่างประเทศต่อไป

ดร.ธีรวัฒน์ อัศวโภคี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สํานักงานนวัตกรรมข้อมูลเพื่อการขับเคลื่อน ธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย กล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์ของธนาคารที่พร้อมร่วมมือสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาทางการ เงินในการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเฉพาะด้าน Fintech AI และเทคโนโลยีอื่นมาประยุกต์ใช้กับการดําเนินธุรกิจ เชิงพาณิชย์

7 สตาร์ทอัพได้รับผลตอบรับดีในเวที CES 2020

อวดโฉม 7 สตาร์ทอัพไทยโชว์ล้ำในงาน CES 2020 พร้อมผลักดันรุ่นใหม่สู่ CES 2021

“ศาลาไทยและสตาร์ทอัพทั้ง 7 รายได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้เกิดการจับคู่ทางธุรกิจ การแลกเปลี่ยนนามบัตรกับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงได้รับการทาบทามให้ไปจัดแสดงผลงานเพิ่มอีกในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ดูไบ เวียดนาม และเยอรมนี เรียกได้ว่าการออกสู่ตลาดโลกในครั้งนี้ เป็นทั้ง inside out และ outside in ที่สามารถนําประสบการณ์และองค์ความรู้มาพัฒนานวัตกรรมแบบเปิด ให้พร้อมต่อยอดเชิง พาณิชย์ในอนาคต” ผศ.ดร.รัชนี กุลยานนท์ ผู้อํานวยการสํานักบริหารงานวิจัย และนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KRIS) กล่าว

โดยสตาร์ทอัพชั้นนำ 7 รายที่ได้รับการตอบรับอย่างดีประกอบด้วย

1. HG Robotics

อวดโฉม 7 สตาร์ทอัพไทยโชว์ล้ำในงาน CES 2020 พร้อมผลักดันรุ่นใหม่สู่ CES 2021

พัฒนาโดรนพ่นยาฆ่าแมลง ลดปัญหาสุขภาพของเกษตรกรที่ต้องสัมผัสสารเคมี ซึ่งได้รับความสนใจจากประเทศที่ทำการเกษตรอย่างมาก เนื่องจากตัวหุ่นโดรนนี้สามารถพ่นยาฆ่าแมลงด้วยความรวดเร็วได้ถึง 1 ไร่ ภายใน 2 นาที ที่นอกจากจะช่วยไม่ให้เกษตรกรต้องสัมผัสสารเคมีแล้ว ยังสามารถประหยัดเวลาได้

2. Obodroid Corperation

อวดโฉม 7 สตาร์ทอัพไทยโชว์ล้ำในงาน CES 2020 พร้อมผลักดันรุ่นใหม่สู่ CES 2021

พัฒนาหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยภายในบ้าน/อาคาร ทําหน้าที่เป็นรปภ. คอยตรวจจับ รายงานสถานการณ์ผิดปกติ และติดตามเป้าหมายเพื่อเก็บภาพส่งตรงไปถึงภาพวงจรปิดของเจ้าของสถานที่ ซึ่งจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความปลอดภัยมากขึ้น และด้วยดีไซต์ที่ดูใหญ่สะดุดตานั้นยังได้รับความชื่นชมจากนานาชาติว่าเป็นหุ่นยนต์ที่น่าจะสร้างความตกใจให้ผู้บุกรุกจนต้องหนีไปได้อย่างแน่นอน 

3. Lumio 3D

อวดโฉม 7 สตาร์ทอัพไทยโชว์ล้ำในงาน CES 2020 พร้อมผลักดันรุ่นใหม่สู่ CES 2021

Tech Startup รายแรกและรายเดียวในประเทศที่ผลิตเครื่องสแกนสามมิติที่มีความละเอียดสูง สามารถสแกนได้ทั้งโลหะ พลาสติก หรือกระจก ซึ่งการจัดแสดงที่จะไปโชว์ในงาน CES 2020 คือการแสดงสแกนใบหน้าแบบชัดครบทุกองศา โดยจะเอาไว้ใช้ในเรื่องของการศัลยกรรม ซึ่งสามารถปรับใช้โปรแกรม แต่งรูปหน้าได้ทั้งจมูก ปาก โครงหน้า ให้ความละเอียดสูงเพื่อใช้เป็นต้นแบบให้คนทำศัลยกรรมเห็นภาพว่าหากทำแล้วจะได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร

4. Petaneer

อวดโฉม 7 สตาร์ทอัพไทยโชว์ล้ำในงาน CES 2020 พร้อมผลักดันรุ่นใหม่สู่ CES 2021

นวัตกรรมเพื่อสัตว์เลี้ยงอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นวีลแชร์สําหรับสัตว์พิการที่สามารถปรับระดับได้ ทั้งการลุก นั่ง นอน ด้วยเทคโนโลยีเอไอ นอกจากนี้ยังมีเครื่องส่งสัญญาณรวมถึงกล้องจิ๋วภายในตัวที่สามารถบอกได้ว่าสุนัขของคุณเดินไปไหน หรือจะเป็นลู่วิ่งในน้ำควบคุมผ่านแท็บเล็ต โดยความคิดนี้เป็นการต่อยอดจากโรงพยาบาลสัตว์ที่อยากช่วยให้การทํากายภาพบําบัดของสัตว์เลี้ยงเป็นเรื่องง่าย ซึ่งได้รับ Feedback ที่ดีมากจากต่างชาติ

5. D-N-A-Coding: Health Startup

อวดโฉม 7 สตาร์ทอัพไทยโชว์ล้ำในงาน CES 2020 พร้อมผลักดันรุ่นใหม่สู่ CES 2021

นวัตกรรมตอบรับกระแสรักสุขภาพด้วยการตรวจสอบอาการแพ้อาหาร 800 ชนิดด้วยเส้นผม ไม่จําเป็นต้องเจาะเลือดให้เจ็บตัว

6. Panacura

อวดโฉม 7 สตาร์ทอัพไทยโชว์ล้ำในงาน CES 2020 พร้อมผลักดันรุ่นใหม่สู่ CES 2021

อีกหนึ่ง Health Startup ผู้พัฒนากระบวนการตรวจสอบไตเพื่อป้องกันโรคไตวายเฉียบพลันด้วย AKI Rapid Test Strip เพียงแค่ 2 ชั่วโมงก็รู้ผล แถมยังมีขนาดเล็กง่ายต่อการพกพา วิธีใช้คล้ายๆ กับการตรวจครรภ์ เพียงแค่ใช้ปัสสาวะก็สามารถบอกได้จากสีที่เปลี่ยนไปของ AKI Rapid Test Strip ว่ามีภาวะเป็นโรคไตหรือไม่

7. ZaneGrowth: บริษัทโซลูชั่นด้านสมาร์ทลีฟวิ่ง

อวดโฉม 7 สตาร์ทอัพไทยโชว์ล้ำในงาน CES 2020 พร้อมผลักดันรุ่นใหม่สู่ CES 2021

เสนอแพลตฟอร์ม Aiderycare นาฬิกาสําหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย ซึ่งตัวนาฬิกานี้จะสามารถบอกได้ว่า ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยได้ลุกขึ้นเดิน หรือเกิดอันตรายใดๆ จากการเปลี่ยนแปลงของชีพจร และจะส่งสัญญาณไปขึ้นที่ระบบ จากนั้นหน่วยแพทย์ก็จะสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันที นอกจากนี้แล้วยังมีระบบแอปพลิเคชันให้กับครอบครัวของผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่สามารถเช็คอาการได้แบบเรียลไทม์ด้วย

โดยงาน CES 2021 จะมีขึ้นในวันที่ 6-9 มกราคม 2564 ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา สตาร์ทอัพและ ผู้ประกอบการเทคหน้าใหม่ที่มีนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ทั้งที่เคยได้รับรางวัลหรือตกรอบ จากเวทีอื่น หากมีความพร้อม ฝันออกสู่ตลาดโลก เครือข่าย GAX ยินดีที่จะส่งเสริมธุรกิจให้เติบโต ขยาย Scale และต่อยอดไปสู่ระดับนานาชาติ สําหรับองค์กรหรือหน่วยงานอื่นที่มีเป้ําหมายผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ เวทีโลก GAX ขอต้อนรับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเรา สามารถจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.sociallab.co.th/gax